
| อา. | จ. | อ. | พ. | พฤ. | ศ. | ส. |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | 31 | |||
10 มิถุนายน 2552![]()
เป็นเด็กอัจฉริยะที่ไม่ยอมให้เรียกเขาว่าเด็กอัจฉริยะ "Moshe Kai Cavalin" กับอายุในปัจจุบันที่ 11 ปี และความสูงเพียง 4 ฟุต 7 นิ้ว ด้วยส่วนสูงดังกล่าวนี้ทำให้เวลาที่เขานั่งเรียนในห้องร่วมกับพี่ ๆ เพื่อน ๆ วัย 19 - 20 ปีใน East Los Angeles College นั้น เท้าของเขายังแตะไม่ถึงพื้นด้วยซ้ำ
ขอบคุณภาพประกอบจากฟ็อกซ์นิวส์ ![]()
![]()
พ่อของ Cavalin เป็นชาวอิสราเอล ขณะที่แม่ Shu Chen Chien เป็นชาวไต้หวัน ครอบครัวเล็ก ๆ ครอบครัวนี้อาศัยอยู่ในลอสแองเจลลิส สหรัฐอเมริกา ส่วน Cavalin แม้ว่าปัจจุบันศึกษาอยู่ที่ East Los Angeles College แต่ภายในปีนี้ หากว่าเขาสามารถรักษาเกรด และทำตามเงื่อนไขต่าง ๆ ของสถาบันได้เสร็จสิ้น เขาจะทรานสเฟอร์ไปศึกษาต่อด้านดาราศาสตร์ ในสาขา astrophysics ซึ่งเป็นการศึกษาเกี่ยวกับคุณสมบัติทางฟิสิคส์ของนพเคราะห์และดวงดาวอื่น ๆ ที่ต้องใช้เวลาในการศึกษานาน 4 ปี
หนึ่งในเรื่องที่เขาสนใจคือ "Wormholes" ปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติที่ยังคงเป็นแค่ข้อสมมติฐานแต่ก็มีความเชื่อมโยงกับทฤษฎีของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ โดยเขาตั้งใจว่าจะพิสูจน์ถึงการมีอยู่จริงของ Wormholes และพิสูจน์ว่าทฤษฎีต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง
กิจวัตรประจำวันหลังเลิกเรียนของ Moshe Kai Cavalin นั้นคือการทำการบ้านวิชาสถิติให้เสร็จ ก่อนจะไปทำกิจกรรมอื่น ๆ ตามที่เขาสนใจ โดย Cavalin ยังชอบเล่นฟุตบอล ชอบดูหนังบู๊ของเฉินหลง สะสมรถยนต์ของเล่น และหมวกเบสบอลที่มีตราเสืออยู่บนหมวก เพราะเขาเกิดในปีเสือตามปีนักษัตรจีน
แต่ Cavalin ก็ไม่ใช่เด็กที่มีอายุน้อยที่สุดที่สามารถสำเร็จการศึกษาในระดับนี้ได้ หากแต่เป็น Micheal Kearney ที่ได้รับการยกย่อง โดย Micheal สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านมนุษยวิทยา จากมหาวิทยาลัยเซาท์อลาบามา เมื่อตอนอายุ 10 ขวบ (ปัจจุบัน Micheal อายุ 24 ปี)
"อย่างไรก็ดี เขาเป็นนักเรียนที่เด็กที่สุดเท่าที่เคยมีมาของสถาบันเรา และก็เป็นคนที่มีความอุตสาหะอย่างสูงในการเรียน โดยในห้องเรียนเขาเป็นเด็กที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี ปรับตัวได้รวดเร็ว และเป็นเด็กที่น่ารักมาก" แดเนียล จัดจ์ (Daniel Judge) อาจารย์ด้านสถิติของ Cavalin กล่าว
ทั้งนี้ ในช่วงปี 2006 Cavalin อายุ 8 ขวบ และได้เข้าเรียนในคลาสของ Guajao Liao ในวิชา Intermediate algebra และในช่วงปลายเทอม อาจารย์ผู้สอนได้ให้เขาช่วยเป็นติวเตอร์ให้กับเพื่อน ๆ พี่ ๆ นักเรียนคนอื่น ๆ ในคลาสด้วย
"เราได้เคยคุยกับผู้ปกครองของเด็กแล้วว่า ความสามารถของเขานั้นสูงเกินไปแล้ว เขาควรจะไปลงเรียนในหลักสูตรที่สูงขึ้นไปแต่ทางพ่อแม่ของเด็กบอกว่า ไม่อยากผลักดันเด็กมากจนเกินไป"
พ่อแม่ของ Cavalin เองก็พยายามหลีกเลี่ยงที่จะใช้คำว่า "อัจฉริยะ" กับลูกชาย โดยบอกเพียงว่า ลูกชายของพวกเขานั้นเป็นเด็กธรรมดา เหมือนเด็กทั่ว ๆ ไปที่บังเอิญรักการเรียนมากไปหน่อยเท่านั้นเอง โดยในช่วงวัย 6 ขวบนั้น Cavalin เคยจะเข้าเรียนในโรงเรียนประถมเหมือนเด็กทั่ว ๆ ไป หากแต่ได้รับการทักท้วงจากครูในโรงเรียนว่า เขาไม่เหมาะกับการเรียนการสอนดังกล่าว เนื่องจากเขาเข้าใจเนื้อหาที่จะเรียนปรุโปร่งไปหมดแล้ว ทางครอบครัวจึงต้องจัดการเรียนการสอนแบบโฮมสคูลให้กับเขาที่บ้านแทน
แต่หลังจากนั้นเพียง 2 ปี พวกเขาก็ตัดสินใจส่งลูกเข้าเรียนในระดับวิทยาลัย โดยในช่วงแรก ทางสถาบันยอมให้เขาลงทะเบียนได้เพียงสองวิชา คือคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ แต่หลังจากที่ผลคะแนนออกมาและเขาได้ A+ ทั้งสองวิชา เขาก็ได้รับโอกาสลงทะเบียนเรียนได้ตามที่ใจต้องการ ทั้งนี้หลังจากที่เขาเรียนมาได้ 1 ปีกว่า ๆ เกรดเฉลี่ยของเขาก็ยังคงอยู่ในระดับ A+ ด้วย
ด้าน Cavalin กล่าวถึงตัวเองอย่างถ่อมตัวว่า เขาคงไม่นิยามความสำเร็จของตนเองในครั้งนี้ว่าเป็นเด็กอัจฉริยะ เพราะคนบนโลกนี้มีอยู่อีกกว่า 6.5 พันล้านคน และแต่ละคนต่างก็มีอัจฉริยภาพที่แตกต่างกัน
ขณะที่อาจารย์ของ Cavalin อย่างแดเนียล จัดจ์กล่าวว่า "เด็กนักเรียนส่วนมากมักสร้างกำแพงขึ้นมาขวางกั้นความสามารถของตัวเอง ด้วยการคิดว่าสิ่งต่าง ๆ รอบตัวนั้นช่างเป็นเรื่องยากเกินความสามารถ นั่นจึงทำให้พวกเขาทำสิ่งต่าง ๆ ได้ไม่ดีอย่างที่ควรจะเป็น แต่เคสของ Cavalin นั้นแตกต่างออกไป แม้ว่า Cavalin จะพบความยุ่งยากแต่เขาก็เลือกที่จะเดินต่อไป เรียกได้ว่าเขาพัฒนาความสามารถได้อย่างถูกทาง"
เรียบเรียงจากฟ็อกซ์นิวส์
ที่มา ASTVผู้จัดการออนไลน์
พิมพ์หน้านี้
ชอบเรื่องนี้
อ่านความคิดเห็น (6)
แสดงความคิดเห็น

ได้ดูน้องเนชั่น เด็กอัจฉริยะ 2 ขวบ ที่ออกรายการเที่ยงวันทันเหตุการณ์
เห็นผู้เชี่ยวชาญก็รับรองว่า สามารถเรียนจบ ดอกเตอร์ ตอน 11 ขวบ ได้เหมือนกัน ถ้าระบบการศึกษาไทยรองรับ ให้สามารถเทียบโอนความรู้แบบนี้แบบเมืองนอกได้
เอ้า....ระบบการศึกษาไทย จะเป็นเต่าล้าหลังไปถึงไหนครับ ที่ต้องบังคับให้เด็กเรียนตามอายุ โดยไม่สนใจดูสติปัญญากันเลย ช่วยกันพัฒนา เปลี่ยนแปลง เพื่อช่วยเหลือเด็กๆกลุ่มที่มีความสามารถพิเศษพวกนี้กันหน่อย
เด็กพวกนี้เขาจะได้เติบโตมาเป็นคนคุณภาพ มาช่วยพัฒนาชาติ พัฒนาสังคมของเรา (เหมือนที่เขาพูดกันในรายการ) ดีไหมครับ ผู้ใหญ่ทั้งหลายในบ้านเมือง
วันที่ 03 ตุลาคม 2552 เวลา 01:48
โดย : pimnapa
IP 118.45.181.xxx