ระบบจำนวนจริง
![]()

ระบบจำนวนจริง | ||
จากแผนผังแสดงความสัมพันธ์ของจำนวนข้างต้น จะพบว่า ระบบจำนวนจริง จะประกอบไปด้วย | ||
1. จำนวนอตรรกยะ หมายถึง จำนวนที่ไม่สามารถเขียนให้อยู่ในรูปเศษส่วนของจำนวนเต็ม หรือทศนิยมซ้ำได้ ตัวอย่างเช่น √2 , √3, √5, -√2, - √3, -√5 หรือ ¶ ซึ่งมีค่า 3.14159265... | ||
| 2. จำนวนตรรกยะ หมายถึง จำนวนที่สามารถเขียนให้อยู่ในรูปเศษส่วนของจำนวนเต็มหรือทศนิยมซ้ำได้ ตัวอย่างเช่น | ||
| เขียนแทนด้วย 0.5000... | ||
| เขียนแทนด้วย 0.2000... | ||
| ระบบจำนวนตรรกยะ | ||
| จำนวนตรรกยะยังสามารถแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ | ||
1. จำนวนตรรกยะที่ไม่ใช่จำนวนเต็ม หมายถึง จำนวนที่สามารถเขียนให้อยู่ในรูปเศษส่วนหรือทศนิยมซ้ำได้ แต่ไม่เป็นจำนวนเต็ม ตัวอย่างเช่น | ||
2. จำนวนเต็ม หมายถึง จำนวนที่เป็นสมาชิกของเซต I = {..., -4, -3, -2, -1, 0, 1, 2, 3, 4, ...} เมื่อกำหนดให้ I เป็นเซตของจำนวนเต็ม | ||
| ระบบจำนวนเต็ม | ||
| จำนวนเต็มยังสามารถแบ่งได้อีกเป็น 3 ประเภทด้วยกัน | ||
![]() | ||
1. จำนวนเต็มลบ หมายถึง จำนวนที่เป็นสมาชิกของเซต I - โดยที่ | ||
2. จำนวนเต็มศูนย์ (0) | ||
3. จำนวนเต็มบวก หมายถึง จำนวนที่เป็นสมาชิกของเซต I+ โดยที่ | ||
จำนวนเต็มบวก เรียกได้อีกอย่างว่า "จำนวนนับ" ซึ่งเขียนแทนเซตของจำนวนนับได้ด้วยสัญลักษณ์ N โดยที่ | ||
| ระบบจำนวนเชิงซ้อน | ||
| นอกจากระบบจำนวนจริงที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังมีจำนวนอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งได้จากการแก้สมการต่อไปนี้ | ||
| x2 = -1 | ∴ x = √-1 = i | |
| x2 = -2 | ∴ x = √-2 = √2 i | |
| x2 = -3 | ∴ x = √-3 = √3 i | |
จะเห็นได้ว่า ไม่สามารถจะหาจำนวนจริงใดที่ยกกำลังสองแล้วมีค่าเป็นลบ เราเรียก √-1 หรือจำนวนอื่นๆ ในลักษณะนี้ว่า จำนวนจินตภาพและเรียก i ว่า "หนึ่งหน่วยจินตภาพ" เขียนแทนด้วยสัญลักษณ์ i | ||
| ยูเนียนของเซตจำนวนจริงกับเซตจำนวนจินตภาพ คือ " เซตจำนวนเชิงซ้อน " (Complex numbers) | ||
![]()
| สมบัติการเ่ท่ากันของจำนวนจริง | ||||
กำหนด a, b, c เป็นจำนวนจริงใดๆ | ||||
| 1. สมบัติการสะท้อน a = a | ||||
| 2. สมบัติการสมมาตร ถ้า a = b แล้ว b = a | ||||
| 3. สมบัติการถ่ายทอด ถ้า a = b และ b = c แล้ว a = c | ||||
| 4. สมบัติการบวกด้วยจำนวนที่เท่ากัน ถ้า a = b แล้ว a + c = b + c | ||||
| 5. สมบัติการคูณด้วยจำนวนที่เท่ากัน ถ้า a = b แล้ว ac = bc | ||||
| สมบัติการบวกในระบบจำนวนจริง | ||||
| กำหนด a, b, c เป็นจำนวนจริงใดๆ | ||||
1. สมบัติปิดการบวก a + b เป็นจำนวนจริง | ||||
2. สมบัติการสลับที่ของการบวก a + b = b + c | ||||
3. สมบัติการเปลี่ยนกลุ่มการบวก a + ( b + c) = ( a + b ) + c | ||||
4. เอกลักษณ์การบวก 0 + a = a = a + 0 | ||||
นั่นคือ ในระบบจำนวนจริงจะมี 0 เป็นเอกลักษณ์การบวก | ||||
5. อินเวอร์สการบวก a + ( -a ) = 0 = ( -a ) + a | ||||
นั่นคือ ในระบบจำนวนจริง จำนวน a จะมี -a เป็นอินเวอร์สของการบวก | ||||
สมบัติการคูณในระบบจำนวนจริง | ||||
กำหนดให้ a, b, c, เป็นจำนวนจริงใดๆ | ||||
1. สมบัติปิดการคูณ ab เป็นจำนวนจริง | ||||
2. สมบัติการสลับที่ของการคูณ ab = ba | ||||
3. สมบัติการเปลี่ยนกลุ่มของการคูณ a(bc) = (ab)c | ||||
4. เอกลักษณ์การคูณ 1 · a = a = a · 1 | ||||
นั่นคือในระบบจำนวนจริง มี 1 เป็นเอกลักษณ์การคูณ | ||||
5. อินเวอร์สการคูณ a · a-1 = 1 = a · a-1, a ≠ 0 | ||||
นั่นคือ ในระบบจำนวนจริง จำนวนจริง a จะมี a-1 เป็นอินเวอร์สการคูณ ยกเว้น 0 | ||||
6. สมบัติการแจกแจง | ||||
a( b + c ) = ab + ac | ||||
( b + c )a = ba + ca | ||||
| จากสมบัติของระบบจำนวนจริงที่ได้กล่าวไปแล้ว สามารถนำมาพิสูจน์เป็นทฤษฎีบทต่างๆ ได้ดังนี้ | ||||
| ทฤษฎีบทที่ 1 | กฎการตัดออกสำหรับการบวก | |||
| เมื่อ a, b, c เป็นจำนวนจริงใดๆ | ||||
ถ้า a + c = b + c แล้ว a = b | ||||
ถ้า a + b = a + c แล้ว b = c | ||||
| ทฤษฎีบทที่ 2 | กฎการตัดออกสำหรับการคูณ | |||
| เมื่อ a, b, c เป็นจำนวนจริงใดๆ | ||||
| ถ้า ac = bc และ c ≠ 0 แล้ว a = b | ||||
| ถ้า ab = ac และ a ≠ 0 แล้ว b = c | ||||
| ทฤษฎีบทที่ 3 | เมื่อ a เป็นจำนวนจริงใดๆ | |||
| a · 0 = 0 | ||||
| 0 · a = 0 | ||||
| ทฤษฎีบทที่ 4 | เมื่อ a เป็นจำนวนจริงใดๆ | |||
| (-1)a = -a | ||||
| a(-1) = -a | ||||
| ทฤษฎีบทที่ 5 | เมื่อ a, b เป็นจำนวนจริงใดๆ | |||
| ถ้า ab = 0 แล้ว a = 0 หรือ b = 0 | ||||
| ทฤษฎีบทที่ 6 | เมื่อ a เป็นจำนวนจริงใดๆ | |||
a(-b) = -ab | ||||
| (-a)b = -ab | ||||
| (-a)(-b) = ab | ||||
| เราสามารถนิยามการลบและการหารจำนวนจริงได้โดยอาศัยสมบัติของการบวกและการคูณใน ระบบจำนวนจริงที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น | ||||
| การลบจำนวนจริง | ||||
| บทนิยาม | เมื่อ a, b เป็นจำนวนจริงใดๆ | |||
| a- b = a + (-b) | ||||
| นั่นคือ a - b คือ ผลบวกของ a กับอินเวอร์สการบวกของ b | ||||
| การหารจำนวนจริง | ||||
| บทนิยาม | เมื่อ a, b เป็นจำนวนจริงใดๆ เมื่อ b ≠ 0 | |||
| ||||
| ||||
![]()
| บทนิยาม | สมการพหุนามตัวแปรเดียว คือ สมการที่อยู่ในรูป | |||||
anxn + an-1xn-1 + an-2xn-2 + + a1x + a0 = 0 | ||||||
| เมื่อ n เป็นจำนวนเต็มบวก และ an, an-1, an-2 ,..., a1, a0 เป็นจำนวนจริง ที่เป็นสัมประสิทธิ์ของพหุนาม โดยที่ an ≠ 0 เรียกสมการนี้ว่า "สมการพหุนามกำลัง n" | ||||||
ตัวอย่างเช่น | x3 - 2x2 + 3x -4 = 0 | |||||
| 4x2 + 4x +1 = 0 | ||||||
| 2x4 -5x3 -x2 +3x -1 = 0 | ||||||
| การแ้ก้สมการพหุนามเมื่อ n > 2 | ||||||
| สมการพหุนามกำลัง n ซึ่งอยู่ในรูป anxn + an-1xn-1 + an-2xn-2 + + a1x + a0 = 0 เมื่อ n > 2 และ an, an-1, an-2 ,..., a1, a0 เป็นจำนวนจริง โดยที่ an ≠ 0 จะสามารถหาคำตอบของสมการพหุนามกำลัง n นี้ได้โดยใช้ทฤษฎีบทเศษเหลือช่วยในการแยกตัวประกอบ | ||||||
| ทฤษฎีบทเศษเหลือ | ||||||
| เมื่อ f(x) = anxn + an-1xn-1 + an-2xn-2 + + a1x + a0 | ||||||
| โดย n > 2 และ an, an-1, an-2 ,..., a1, a0 เป็นจำนวนจริง และ an ≠ 0 | ||||||
| ถ้าหารพหุนาม f(x) ด้วยพหุนาม x - c เมื่อ c เป็นค่าคงตัวใดๆแล้ว เศษของ | ||||||
| การหารจะมีค่าเท่ากับ f(c) | ||||||
| ||||||
| ทฤษฎีบทตัวประกอบ | ||||||
| เมื่อ f(x) = anxn + an-1xn-1 + an-2xn-2 + + a1x + a0 | ||||||
| โดย n > 2 และ an, an-1, an-2 ,..., a1, a0 เป็นจำนวนจริง และ an ≠ 0 | ||||||
| พหุนาม f(x) นี้จะมี x - c เป็นตัวประกอบ ก็ต่อเมื่อ f(c) = 0 | ||||||
| ||||||
| แสดงว่า x - c หาร f(c) ได้ลงตัว | ||||||
| นั่นคือ x - c เป็นตัวประกอบของ f(x) | ||||||
| ทฤษฎีบทตัวประกอบจำนวนตรรกยะ | ||||||
| เมื่อ f(x) = anxn + an-1xn-1 + an-2xn-2 + + a1x + a0 | ||||||
| โดย n > 2 และ an, an-1, an-2 ,..., a1, a0 เป็นจำนวนจริง และ an ≠ 0 | ||||||
| ถ้า x - | ||||||
| ซึ่ง m ≠ 0 และ ห.ร.ม. ของ m และ k เท่ากับ 1 แล้ว | ||||||
| (1) m จะเป็นตัวประกอบของ an | ||||||
| (2) k จะเป็นตัวประกอบของ a0 | ||||||
| ขั้นตอนการหาคำตอบของสมการโดยใช้ทฤษฎีบทเศษเหลือ มีดังนี้ | ||||||
| 1. ถ้า an = 1 ให้หาตัวประกอบ c ของ a0 และตัวประกอบ m ของ an ที่ทำให้ | ||||||
| f( | ||||||
| ||||||
| จะเป็นพหุนามที่มีดีกรีต่ำกว่าดีกรีของ f(x) อยู่ 1 | ||||||
| 3. ถ้าผลหารในข้อ 2. ยังมีดีกรีสูงกว่า 2 ให้แยกตัวประกอบต่อไปอีก โดยใช้วิธีตามข้อ 1. และ 2. | ||||||
| ------------------------------------------------------------------- | ||||||
| ตัวอย่างที่ 1 | จงหาเซตคำตอบของสมการ x3 - 2x2 - x + 2= 0 | |||||
| วิธีทำ | ให้ f(x) = x3 - 2x2 - x + 2 | |||||
| ∴ f(1) = 1 - 2 -1 + 2 = 0 | ||||||
| ∴ x - 1 เป็นตัวประกอบของ f(x) | ||||||
| ||||||
| x3 - 2x2 - x + 2 = (x-1)(x2 - x - 2) | ||||||
| = (x-1)(x-2)(x+1) | ||||||
| x3 - 2x2 - x + 2 = 0 | ||||||
| (x-1)(x-2)(x+1) = 0 | ||||||
| x = 1, 2, -1 | ||||||
| ∴เซตคำตอบของสมการนี้คือ {-1, 1, 2} | ||||||
| ------------------------------------------------------------------- | ||||||
| ตัวอย่างที่ 2 | จงหาเซตคำตอบของสมการ x3 - 10x2 + 27x -18 = 0 | |||||
| วิธีทำ | ให้ f(x) = x3 - 10x2 + 27x -18 | |||||
| ∴ f(1) = 1 - 10 + 27 -18 = 0 | ||||||
| ∴ x - 1 เป็นตัวประกอบของ f(x) | ||||||
| ∴ x3 - 10x2 + 27x -18 = (x-1)(x2 - 9x + 18) | ||||||
| = (x-1)(x-3)(x-6) | ||||||
| x3 - 10x2 + 27x -18 = 0 | ||||||
| (x - 1) (x - 3) (x - 6) = 0 | ||||||
| x = 1, 3, 6 | ||||||
| ∴เซตคำตอบของสมการนี้คือ {1, 3, 6} | ||||||
| ------------------------------------------------------------------- | ||||||
| ตัวอย่างที่ 3 | จงหาเซตคำตอบของสมการ x3 - x2 - 5x -3 = 0 | |||||
| วิธีทำ | ให้ f(x) = x3 - x2 - 5x -3 | |||||
| ∴ f(3) = 33 -32 -5(3) - 3= 0 | ||||||
| = 27 - 9 - 15 - 3 | ||||||
| = 0 | ||||||
| ∴ x - 3 เป็นตัวประกอบของ f(x) | ||||||
| ∴ x3 - x2 - 5x -3 = (x-3)(x2 + 2x + 1) | ||||||
| = (x-3)(x+1)(x+1) | ||||||
| x3 - x2 - 5x - 3 = 0 | ||||||
| (x-3)(x+1)(x+1) = 0 | ||||||
| x = 3, -1 | ||||||
| ∴เซตคำตอบของสมการนี้คือ {-1, 3} | ||||||
| ------------------------------------------------------------------- | ||||||
| ตัวอย่างที่ 4 | จงหาเซตคำตอบของสมการ 2x3 - 3x2 - 17x +30 = 0 | |||||
| วิธีทำ | ให้ f(x) = 2x3 - 3x2 - 17x +30 | |||||
| ∴ f(2) = 2(2)3 -3(2)2 -17(2) +30 = 0 | ||||||
| = 16 - 12 - 34 +30 | ||||||
| = 0 | ||||||
| ∴ x - 2 เป็นตัวประกอบของ f(x) | ||||||
| ∴ 2x3 - 3x2 - 17x +30 = (x-2)(2x2 + x - 15) | ||||||
| = (x-2)(2x - 5)(x+3) | ||||||
| 2x3 - 3x2 - 17x + 30 = 0 | ||||||
| (x - 2)(2x - 5)(x + 3) = 0 | ||||||
| ||||||
| ||||||
| ------------------------------------------------------------------- | ||||||
| ตัวอย่างที่ 5 | จงหาเซตคำตอบของสมการ 6x3 + 11x2 - 4x - 4 = 0 | |||||
| วิธีทำ | ให้ f(x) = 6x3 + 11x2 - 4x - 4 | |||||
| ∴ f(-2) = 6(-2)3 -11(-2)2 -4(-2) - 4= 0 | ||||||
| = -48 + 44 + 8 - 4 | ||||||
| = 0 | ||||||
| ∴ x + 2 เป็นตัวประกอบของ f(x) | ||||||
| ∴ 6x3 + 11x2 - 4x - 4 = (x+2)(6x2 - x - 2) | ||||||
| = (x+2)(3x-2)(2x+1) | ||||||
| 6x3 + 11x2 - 4x - 4= 0 | ||||||
| (x +- 2)(3x - 2)(2x + 1) = 0 | ||||||
| ||||||
| ||||||
![]()
| บทนิยาม | a < b หมายถึง a น้อยกว่า b | |||||||||||||
| a > b หมายถึง a มากกว่า b | ||||||||||||||
| สมบัติของการไม่เท่ากัน | ||||||||||||||
| กำหนดให้ a, b, c เป็นจำนวนจริงใดๆ | ||||||||||||||
| 1. | สมบัติการถ่ายทอด ถ้า a > b และ b > c แล้ว a > c | |||||||||||||
| 2. | สมบัติการบวกด้วยจำนวนที่เท่ากัน ถ้า a > b แล้ว a + c > b+ c | |||||||||||||
| 3. | จำนวนจริงบวกและจำนวนจริงลบ | |||||||||||||
| a เป็นจำนวนจริงบวก ก็ต่อเมื่อ a > 0 | ||||||||||||||
| a เป็นจำนวนจริงลบ ก็ต่อเมื่อ a < 0 | ||||||||||||||
| 4. | สมบัติการคูณด้วยจำนวนเท่ากันที่ไม่เท่ากับศูนย์ | |||||||||||||
| ถ้า a > b และ c > 0 แล้ว ac > bc | ||||||||||||||
| ถ้า a > b และ c < 0 แล้ว ac < bc | ||||||||||||||
| 5. | สมบัติการตัดออกสำหรับการบวก ถ้า a + c > b + c แล้ว a > b | |||||||||||||
| 6. | สมบัติการตัดออกสำหรับการคูณ | |||||||||||||
| ถ้า ac > bc และ c > 0 แล้ว a > b | ||||||||||||||
| ถ้า ac > bc และ c < 0 แล้ว a < b | ||||||||||||||
| บทนิยาม |
| |||||||||||||
![]()
| ช่วงของจำนวนจริง | ||
| กำหนดให้ a, b เป็นจำนวนจริง และ a < b | ||
| 1. ช่วงเปิด (a, b) | ||
| (a, b) = { x | a < x < b } | ||
| 2. ช่วงปิด [a, b] | ||
| [a, b] = { x | a ≤ x ≤ b } | ||
| 3. ช่วงครึ่งเปิด (a, b] | ||
| (a, b] = { x | a < x ≤ b } | ||
| 4. ช่วงครึ่งเปิด [a, b) | ||
| [a, b) = { x | a ≤ x < b } | ||
| 5. ช่วง (a, ∞) | ||
| (a, ∞) = { x | x > a} | ||
| 6. ช่วง [a, ∞) | ||
| [a, ∞) = { x | x ≥ a} | ||
| 7. ช่วง (-∞, a) | ||
| (-∞, a) = { x | x < a} | ||
| 8. ช่วง (-∞, a] | ||
| (-∞, a] = { x | x ≤ a} | ||
| การแก้อสมการ | ||
| อสมการ คือ ประโยคสัญลักษณ์ที่กล่าวถึงความสัมพันธ์ของตัวแปร กับจำนวนใดๆ โดยใช้เครื่องหมาย ≠ , ≤ ,≥ , < , > , เป็นตัวระบุความสัมพันธ์ของตัวแปร และจำนวนดังกล่าว | ||
| คำตอบของอสมการ คือ ค่าของตัวแปรที่ทำให้อสมการเป็นจริง | ||
| เซตคำตอบของอสมการ คือ เซตของค่าตัวแปรทั้งหมดที่ทำให้อสมการเป็นจริง | ||
| หลักในการแก้อสมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว | ||
| เราอาศัยสมบัติของการไม่เท่ากันในการแก้อสมการ เช่น | ||
| 1. สมบัติการบวกด้วยจำนวนที่เท่ากัน | ||
| ถ้า a > b แล้ว a + c > b + c | ||
| 2. สมบัติการคูณด้วยจำนวนที่เท่ากัน | ||
| ถ้า a > b และ c > 0 แล้ว ac > bc | ||
| ถ้า a > b และ c < 0 แล้ว ac < bc | ||
| ------------------------------------------------------------------- | ||
| ตัวอย่างที่ 1 | จงหาเซตคำตอบของ x + 3 > 12 | |||||||
| วิธีทำ | x + 3 | > | 12 | |||||
| ∴ | x + 3 + (-3) | > | 12 + (-3) | |||||
| x | > | 9 | ||||||
| ∴ | เซตคำตอบของอสมการนี้คือ (9, ∞) | |||||||
| ------------------------------------------------------------------- | ||||||||
| ตัวอย่างที่ 2 | จงหาเซตคำตอบของ 2x + 1 < 9 | |||||||
| วิธีทำ | 2x + 1 | < | 9 | |||||
| ∴ | 2x + 1 + (-1) | < | 9 + (-1) | |||||
| 2x | < | 8 | ||||||
| < |
| ||||||
| x | < | 4 | ||||||
| ∴ | เซตคำตอบของอสมการนี้คือ (-∞, 4) | |||||||
| ------------------------------------------------------------------- | ||||||||
| ตัวอย่างที่ 3 | จงหาเซตคำตอบของ 4x - 5 ≤ 2x + 5 | |||||||
| วิธีทำ | 4x - 5 | ≤ | 2x + 5 | |||||
| 4x - 5 + 5 | ≤ | 2x + 5 + 5 | ||||||
| 4x | ≤ | 2x + 10 | ||||||
| 4x - 2x | ≤ | 2x + 10 - 2x | ||||||
| 2x | ≤ | 10 | ||||||
| ≤ |
| ||||||
| x | ≤ | 5 | ||||||
| ∴ | เซตคำตอบของอสมการนี้คือ (-∞, 5] | |||||||
| ------------------------------------------------------------------- | ||||||||
| หลักในการแก้อสมการตัวแปรเดียวกำลังสอง | |||||||||
| กำหนดให้ a และ b เป็นจำนวนจริงใดๆ | |||||||||
| 1. ถ้า ab = 0 แล้ว จะได้ a = 0 หรือ b = 0 | |||||||||
| |||||||||
| 3. ถ้า ab > 0 แล้ว จะได้ a > 0 และ b > 0 หรือ a < 0 และ b < 0 | |||||||||
| 4. ถ้า ab < 0 แล้ว จะได้ a > 0 และ b < 0 หรือ a < 0 และ b > 0 | |||||||||
| 5. ถ้า ab ≥ 0 แล้ว จะได้ ab > 0 หรือ ab = 0 | |||||||||
| 6. ถ้า ab ≤ 0 แล้ว จะได้ ab < 0 หรือ ab = 0 | |||||||||
| |||||||||
| |||||||||
| |||||||||
| |||||||||
| ------------------------------------------------------------------- | |||||||||
| ตัวอย่างที่ 4 | จงหาเซตคำตอบของ (x - 3)(x - 4) > 0 | |||
| วิธีทำ | ถ้า (x - 3)(x - 4) | > | 0 แล้วจะได้ | |
| x - 3 | > | 0 และ x - 4 > 0 | ||
| x | > | 3 และ x > 4 | ||
| ∴ | เมื่อ x - 3 | > | 0 และ x - 4 < 0 แล้วจะได้ x > 4 | |
| หรือ x - 3 | < | 0 และ x - 4 < 0 | ||
| x | < | 3 และ x < 4 | ||
| ∴ | x - 3 | < | 0 และ x - 4 < 0 แล้วจะได้ x < 3 | |
| นั่นคือ เซตคำตอบของ (x - 3)(x - 4) > 0 คือ | ||||
| { x | x < 3 หรือ x > 4 } = (-∞, 3 ) ∪ (4, ∞ ) | ||||
| ------------------------------------------------------------------- | ||||
| ตัวอย่างที่ 5 | จงหาเซตคำตอบของ (x - 3)(x - 4) < 0 | |||
| วิธีทำ | ถ้า (x - 3)(x - 4) | < | 0 แล้วจะได้ | |
| x - 3 | > | 0 และ x - 4 < 0 | ||
| x | > | 3 และ x < 4 | ||
| ∴ | เมื่อ x - 3 | > | 0 และ x - 4 < 0 แล้วจะได้ 3 < x < 4 | |
| หรือ x - 3 | < | 0 และ x - 4 > 0 | ||
| x | < | 3 และ x > 4 ซึ่งเป็นไปไม่ได้ | ||
| ∴ | ไม่มีจำนวนจริง x ที่สอดคล้องกับ x - 3 < 0 และ x - 4 > 0 | |||
| นั่นคือ เซตคำตอบของ (x - 3)(x - 4) < 0 คือ | ||||
| { x | 3 < x < 4 } = (3, 4) | ||||
| ------------------------------------------------------------------- | ||||
| จากตัวอย่างที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น สรุปเป็นหลักในการแก้อสมกาีได้ดังนี้ | ||
| กำหนดให้ x, a, b เป็นจำนวนจริง และ a < b แล้ว | ||
| 1. ถ้า (x - a)(x - b) > 0 จะได้ x < a หรือ x > b | ||
| 2. ถ้า (x - a)(x - b) < 0 จะได้ a < x < b | ||
| 3. ถ้า (x - a)(x - b) ≥ 0 จะได้ x ≤ a หรือ x ≥ b | ||
| 4. ถ้า (x - a)(x - b) ≤ 0 จะได้ a ≤ x ≤ b | ||
| 5. ถ้า | > 0 จะได้ x < a หรือ x > b | |
| 6. ถ้า | < 0 จะได้ a < x < b | |
| 7. ถ้า | ≥ 0 จะได้ x ≤ a หรือ x > b | |
| 8. ถ้า | ≤ 0 จะได้ a ≤ x < b | |
| หรือ สามารถสรุปได้ดังตารางต่อไปนี้ | ||
![]() | ||
![]()
| บทนิยาม กำหนดให้ a เป็นจำนวนจริง | |||||
![]() | |||||
นั่นคือ ค่าสัมบูรณ์ของจำนวนจริงใดๆ ต้องมีค่ามากกว่าหรือเท่ากับศูนย์เสมอ | |||||
| สมบัติของค่าสัมบูรณ์ | |||||
| 1. |x| = |-x| | |||||
| 2. |xy| = |x||y| | |||||
| |||||
| 4. | x - y | = | y - x | | |||||
| 5. |x|2 = x2 | |||||
| 6. | x + y | ≤ |x| +|y| | |||||
| 7. เมื่อ a เป็นจำนวนจริงบวก | |||||
| |x| < a หมายถึง -a < x < a | |||||
| |x| ≤ a หมายถึง -a ≤ x ≤ a | |||||
| 8. เมื่อ a เป็นจำนวนจริงบวก | |||||
| |x| > a หมายถึง x < -a หรือ x > a | |||||
| |x| ≥ a หมายถึง x ≤ -a หรือ x ≥ a | |||||
| ------------------------------------------------------------------- | |||||
![]()
| สัจพจน์ความบริบูรณ์ หรือสัจพจน์การมีค่าขอบเขตบนน้อยสุด (Least upper bound axiom) | |
| บทนิยาม | ถ้า S เป็นสับเซตของ R |
| S จะมีขอบเขตบนก็ต่อเมื่อ มีจำนวนจริง a ที่ทำให้ x ≤ a | |
| สำหรับจำนวนจริง x ทุกตัวใน S เรียกจำนวนจริง a นี้ว่า "ขอบเขตบนของ S" | |
| บทนิยาม | ถ้า S เป็นสับเซตของ R |
| a จะเป็นขอบเขตบนน้อยสุดของ S ก็ต่อเมื่อ | |
| 1. a เป็นขอบเขตบนของ S | |
| 2. ถ้า b เป็นขอบเขตบนของ S แล้วจะได้ว่า a ≤ b | |
| สัจพจน์การมีค่าขอบเขตบนน้อยสุด | |
| ถ้า S เป็นสับเซตของ R โดยที่ S ≠ Ø และ S มีขอบเขตบนแล้ว S จะมีค่าขอบเขตบนน้อยสุด | |
| ------------------------------------------------------------------- | |
| ตัวอย่างที่ 1 | ให้ S เท่ากับช่วงปิด [1, 6] |
| จะได้ว่า 6 และจำนวนจริงทุกตัวที่มากกว่า 6 เป็นขอบเขตบนของ S และขอบเขตบนน้อยสุดคือ 6 | |
| ------------------------------------------------------------------- | |
| ตัวอย่างที่ 2 | ให้ S เท่ากับช่วงเปิด (2, 7) |
| จะได้ว่า 7 และจำนวนจริงทุกตัวที่มากกว่า 7 เป็นขอบเขตบนของ S และขอบเขตบนน้อยสุดคือ 7 | |
| ------------------------------------------------------------------- | |
| ตัวอย่างที่ 3 | ให้ S = {1, 0, 3, 5, 4} |
| จะได้ว่า 5 และจำนวนจริงทุกตัวที่มากกว่า 5 เป็นขอบเขตบนของ S และขอบเขตบนน้อยสุดคือ 5 | |
| ------------------------------------------------------------------- | |
| ตัวอย่างที่ 4 | ให้ S = [-2, ∞] |
| จะได้ว่า S ไม่มีขอบเขตบน | |
| ------------------------------------------------------------------- | |
| ตัวอย่างที่ 5 | ให้ S ≠ Ø |
| จะได้ว่า จำนวนจริงทุกจำนวนเป็นค่าขอบเขตบนของ S ดังนั้นเซตว่างจึงไม่มีขอบเขตบนน้อยสุด | |
![]()
| สัจพจน์ความบริบูรณ์ หรือสัจพจน์การมีค่าขอบเขตบนน้อยสุด (Least upper bound axiom) | |
| บทนิยาม | ถ้า S เป็นสับเซตของ R |
| S จะมีขอบเขตบนก็ต่อเมื่อ มีจำนวนจริง a ที่ทำให้ x ≤ a | |
| สำหรับจำนวนจริง x ทุกตัวใน S เรียกจำนวนจริง a นี้ว่า "ขอบเขตบนของ S" | |
| บทนิยาม | ถ้า S เป็นสับเซตของ R |
| a จะเป็นขอบเขตบนน้อยสุดของ S ก็ต่อเมื่อ | |
| 1. a เป็นขอบเขตบนของ S | |
| 2. ถ้า b เป็นขอบเขตบนของ S แล้วจะได้ว่า a ≤ b | |
| สัจพจน์การมีค่าขอบเขตบนน้อยสุด | |
| ถ้า S เป็นสับเซตของ R โดยที่ S ≠ Ø และ S มีขอบเขตบนแล้ว S จะมีค่าขอบเขตบนน้อยสุด | |
| ------------------------------------------------------------------- | |
| ตัวอย่างที่ 1 | ให้ S เท่ากับช่วงปิด [1, 6] |
| จะได้ว่า 6 และจำนวนจริงทุกตัวที่มากกว่า 6 เป็นขอบเขตบนของ S และขอบเขตบนน้อยสุดคือ 6 | |
| ------------------------------------------------------------------- | |
| ตัวอย่างที่ 2 | ให้ S เท่ากับช่วงเปิด (2, 7) |
| จะได้ว่า 7 และจำนวนจริงทุกตัวที่มากกว่า 7 เป็นขอบเขตบนของ S และขอบเขตบนน้อยสุดคือ 7 | |
| ------------------------------------------------------------------- | |
| ตัวอย่างที่ 3 | ให้ S = {1, 0, 3, 5, 4} |
| จะได้ว่า 5 และจำนวนจริงทุกตัวที่มากกว่า 5 เป็นขอบเขตบนของ S และขอบเขตบนน้อยสุดคือ 5 | |
| ------------------------------------------------------------------- | |
| ตัวอย่างที่ 4 | ให้ S = [-2, ∞] |
| จะได้ว่า S ไม่มีขอบเขตบน | |
| ------------------------------------------------------------------- | |
| ตัวอย่างที่ 5 | ให้ S ≠ Ø |
| จะได้ว่า จำนวนจริงทุกจำนวนเป็นค่าขอบเขตบนของ S ดังนั้นเซตว่างจึงไม่มีขอบเขตบนน้อยสุด | |
![]()
การหารลงตัว | |||||||
| บทนิยาม | กำหนด a, b เป็นจำนวนเต็มใดๆ โดยที่ b ≠ 0 | ||||||
| จากบทนิยาม ถ้า b หาร a ไม่ลงตัว แสดงว่าไม่มีจำนวนเต็ม n ที่ทำให้ a = bn และ เขียนแทน b หาร a ไม่ลงตัว ได้ด้วยสัญลักษณ์ b † a | |||||||
| ตัวอย่างเช่น | 3 | 9 เพราะมี n = 3 ที่ทำให้ 9 = 3n | ||||||
-5 | 10 เพราะมี n = -2 ที่ทำให้ 10 = +5n | |||||||
6 | 0 เพราะมี n = 0 ที่ทำให้ 0 = 6n | |||||||
| |||||||
สมบัติการหารลงตัว | |||||||
| ทฤษฎีบทที่ 1 | กำหนด a, b, c เป็นจำนวนเต็มใดๆ | ||||||
| |||||||
| ทฤษฎีบทที่ 2 | กำหนด a, b เป็นจำนวนเต็มบวก | ||||||
| |||||||
| ทฤษฎีบทที่ 3 | กำหนด a, b, c เป็นจำนวนเต็มใดๆ | ||||||
| |||||||
การจำแนกจำนวนเต็มบวกโดยใช้สมบัติการหารลงตัว | |||||||
1.จำนวนเฉพาะ (Prime Numbers) | |||||||
| บทนิยาม | จำนวนเต็ม p จะเป็นจำนวนเฉพาะ ก็ต่อเมื่อ p ≠ 0, p ≠ 1, p ≠ -1 และถ้ามีจำนวนเต็มที่หาร p ลงตัว จำนวนเต็มนั้นต้องเป็นสมาชิกของ {-1, 1, p, -p} | |||||
2.จำนวนประกอบ (Composite Numbers) | |||||||
| บทนิยาม | จำนวนเต็ม c เป็นจำนวนเต็มบวกที่มากกว่า 1 จะเป็นจำนวนประกอบ ก็ต่อเมื่อ c ไม่ใช่จำนวนเฉพาะ | ||||||
นั่นคือสำหรับจำนวนเต็มบวก c ใดๆ c จะเป็นจำนวนประกอบ ก็ต่อเมื่อ มีจำนวนเต็ม m และ n ที่ต่างจาก c ที่ทำให้ c = mn | |||||||
| ตัวอย่างเช่น | |||||||
จำนวนที่หาร 2 ลงตัว ได้แก่ {-1, 1, 2, -2} ∴ 2 เป็นจำนวนเฉพาะ | |||||||
ขั้นตอนวิธีการหาร | |||||||
ถ้า a และ b เป็นจำนวนเต็ม โดยที่ b ≠ 0 แล้วจะมี q และ r ซึ่งเป็นจำนวนเต็มที่ทำให้ | |||||||
| ตัวอย่างที่ 1 | กำหนด a = 48, b = 7 จงหา q และ r | ||||||
| เขียนให้อยู่ในรูป | a = bq + r | ||||||
48 = 7 × 6 +6 | |||||||
| q = 6 และ r = 6 | ||||||
| ตัวหารร่วม | |||||||
| ตัวหารร่วม | |||||||
| |||||||
| ตัวหารร่วมมาก | |||||||
| |||||||
| ตัวอย่างเช่น | จงหา ห.ร.ม. ของ 36 และ 48 | ||||||
| วิธีทำ | ตัวหารร่วมของ 36 ได้แก่ ±1, ±2, ±3, ±4, ±6, ±9, ±12, ±18, ±36 | ||||||
| ตัวหารร่วมของ 48 ได้แก่ ±1, ±2, ±3, ±4, ±6, ±8, ±12, ±16, ±24, ±48 | |||||||
| ตัวหารร่วมที่เป็นบวกของ 36 และ 48 ได้แก่ 1, 2, 3, 4, 6, 12 | ||||||
| ตัวหารร่วมที่เป็นบวกของ 36 และ 48 ที่มีค่ามากที่สุด คือ12 | ||||||
| นั่นคือ ห.ร.ม. ของ 36 และ 48 คือ 12 | |||||||
| การหาตัวหารร่วมมากโดยใช้ขั้นตอนวิธีของยุคลิด | |||||||
![]() | |||||||
| ตัวอย่างเช่น | จงหา ห.ร.ม. ของ 36 และ 48 | ||||||
| วิธีทำ | ![]() | ||||||
ในที่นี้ rk = 12 | |||||||
| จำนวนเฉพาะสัมพัทธ์ | |||||||
| บทนิยาม |
| ||||||
| ตัวคูณร่วมน้อย | |||||||
| ตัวคูณร่วมน้อย | |||||||
| |||||||
| ตัวอย่างเช่น | จงหา ค.ร.น. ของ 36 และ 24 | ||||||
| วิธีทำ | พหุคูณที่เป็นบวกของ 36 ได้แก่ 36, 72, 108, 144, ... | ||||||
| พหุคูณที่เป็นบวกของ 24 ได้แก่ 24, 48, 72, 96, 120, 144, ... | ||||||
| พหุคูณร่วมที่เป็นบวกของ 36 และ 24 ได้แก่ 72, 144, ... | ||||||
| พหุคูณร่วมที่เป็นบวกของ 36 และ 24 ที่มีค่าน้อยที่สุด คือ 72 | |||||||
| นั่นคือ ค.ร.น. ของ 36 และ 24 คือ 72 | |||||||
Add to Favorite Print this page
-
ม.มหิดล แนะใช้ดนตรี สยบ อ้วน -
อุปกรณ์ในการ sketch
-
"1 ทศวรรษ รางวัล นวัตกรรม"
-
มทร.ธัญบุรี คว้าแชมป์ 3 รางวัล เครื่องอัดกล่องเพื่อชุมชน
Comment
-
รับตรงหลังแอด 3 โครงการ ม.อุบลราชธานี 2556 ชม 174 ครั้ง -
-
-
รับตรง สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน 2556 ชม 62 ครั้ง -
-
รวม #รับตรง หลังแอดมิชชัน ปีการศึกษา 2556 ชม 90,082 ครั้ง -
-
อัพเดท!!! องค์ประกอบคะแนนแอดมิชชัน 2557 (ปรับใหม่) ชม 26,987 ครั้ง
-
ด่วน! ประกาศผลแอดมิชชั่นส์ '56 ผ่านFacebook ชม 17,585 ครั้ง -
ตาราง สี เสื้อผ้า ประจำวัน ให้ลาภแก่ท่าน ชม 562,546 ครั้ง







