
| อา. | จ. | อ. | พ. | พฤ. | ศ. | ส. |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | 31 | |||
19 พฤศจิกายน 2551อุลตร้าบอร์ดี้ กับสตราด้าL200
...หลายๆครั้งที่มีคนถามถึงตัวนี้ในชมรมคนรักรถนะครับและพักหลังๆก็ค่อนข้างถี่ และผมก็ยังไม่เคยเขียนถึงปิค-อัพอย่างเป็นเรื่องเป็นราวเสียทีก็เลยขอจับมาเขียนซักตัวเพราะเดี๋ยวจะหาว่าเอนเอียงไปทางเก๋งอย่างเดียวอีก...แต่รายละเอียดอาจจะไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าไหร่เนื่องจากเวลาส่วนตัวที่มีจำกัดนะครับก็ขอความเห็นใจตรงนี้ด้วยนะครับ..แฮะๆโดยเฉพาะเรื่องภาพประกอบนี่ลืมจริงๆครับไม่ได้หยิบอะไรมาเลยดีที่ยังหยิบข้อมูล(ถูกรุ่น)ติดไม้ติดมือมาด้วย(ไม่งั้นคงไม่รู้จะเขียนยังไงเหมือนกัน) ยังไงถ้าสงสัยตรงไหนก็ค่อยสอบถามกันมาอีกทีในชมรมคนรักรถก็แล้วกันนะครับ
สตราด้าปรากฎตัวในบ้านเราช่วง96 แต่เริ่มแพร่หลายตั้งแต่97เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน จากการคิดค้นและร่วมมือกันระหว่างMitsubishi กับ Chrysler ที่นำโครงสร้างของ Jeep Cherokee มาดัดแปลงและพัฒนาออกแบบจนกลายมาเป็นสตราด้า เมื่อก่อนบรรดากระบะถูกออกแบบให้อยู่ในลักษณะเป็นเหลี่ยมมุมเพื่อให้ดูดุดันและบึกบึงบ่งบอกถึงความแข็งแกร่ง แต่สตราด้ากลับลบเหลี่ยมมุมไปทั้งหมดออกแนวโค้งมนลู่ลมแบบเก๋งในนามอุลต้าบอร์ดี้โดยส่วนหัวดัดแปลงมาจากGalant Sarajevo เมื่อเปิดตัวออกมาจึงถูกปรามาสอย่างหนักจากบรรดาคู่แข่งว่าจะไม่มีความแกร่ง-บึกบึนของปิค-อัพอยู่แต่สตราด้าก็ได้พิสูจน์ให้เห็นด้วยการทดสอบแบบหนักหน่วงชนิดที่ไม่เคยมีใครกล้าทำมาก่อนจนกลายเป็นที่ยอมรับว่ายังคงความแกร่งและบึกบึนแบบปิค-อัพอยู่ สุดท้ายจึงกลายเป็นกระบะที่หล่อที่สุดในยุคนั้น ซึ่งต่อๆมาค่ายอื่นๆก็กลายเป็นผู้ตามในการผลิตกระบะให้ใกล้เคียงเก๋งมากที่สุดขณะที่ค่ายนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง สุดท้ายในปัจจุบันมันจึงดูล้าหลังกว่าค่ายอื่น แต่ถ้าย้อนมองดูในยุคเดียวกันสตราด้าก็จัดอยู่ในระดับหัวแถวเช่นกันชนิดที่ว่าสาดโค้งแรงๆนี่หาตัวจับยากหรือเกาะดีกว่าใครเพื่อนในยุคนั้นแม้จะอัดสุดคันเร่ง(แต่ไม่ใช่ยุคปัจจุบันนะครับเพราะตกเป็นรองไปแล้ว)
เปิดตัว
สตราด้าในยุคแรกเปิดตัวออกมาขายทั้งหมด 6รุ่นคือ
1.รุ่นมาตรฐาน Single Cab
2.Mega Cab
3.Mega Cab GL
4. Mega Cab GLX
5. Super2.8 GLX
6.GLX 4W
โดยรุ่น Mega Cab 2.5GL/GLX/Super 2.8GLX/GLX 4W ใช้พวกมาลัยแบบสปอร์ต 4ก้านปรับสูง-ต่ำได้ และรุ่น Super 2.8GLX/GLX 4W เพิ่มกระจกไฟฟ้ากับเซ็ลทรัลล็อคมาให้ซึ่งระยะหลังจะมีรุ่นพิเศษ 2.5ที่เพิ่มกระจกไฟฟ้ากับเซ็ลทรัลล็อคด้วยเช่นกัน
รายละเอียดทางเทคนิค(บางส่วน)
ขอแยกเป็น 4 รุ่นนะครับคือ มาตรฐาน/Cab2.5/2.8 และ 4W ดังนี้
ระหัสเครื่องยนต์ 4D56 4D56 4M40 4M40
ขนาดความจุ(ซีซี) 2510 2510 2835 2835
ขนาดกระบอกสูบ(มม) 91.1 91.1 95.0 95.0
ระยะชักกระบอกสูบ(มม) 95.0 95.0 100.0 100.0
อัตราส่วนกำลังอัด 21.0:1 21.0:1 21.0:1 21.0:1
แรงม้าสูงสุด/รอบ 90/4200 90/4200 101/4000 101/4000
แรงบิดสูงสุด(กก-ม)/รอบ 18.0/2500 18.0/2500 20.2/2000 20.2/2000
ความยาวรถ(มม) 4920 5035 5035 5035
ความกว้างรถ(มม) 1695 1695 1695 1695
ความสูงรถ(มม) 1595 1605 1605 1765
ความยาวฐานล้อ(มม) 2950 2950 2950 2960
ฐานล้อหน้ากว้าง(มม) 1450 1450 1450 1420
ฐานล้อหลังกว้าง(มม) 1435 1435 1435 1435
น้ำหนักรถ(กก) 1375 1420 1420-1450 1676
น้ำหนักบรรทุกรวม(กก) 2510 2470 2470 2725
อัตราทดเกียร์1 4.330 4.330 4.330 4.330
อัตราทดเกียร์2 2.355 2.355 2.355 2.355
อัตราทดเกียร์3 1.509 1.509 1.509 1.509
อัตราทดเกียร์4 1.000 1.000 1.000 1.000
อัตราทดเกียร์5 0.827 0.827 0.827 0.833
อัตราทดเกียร์ถอยหลัง 4.142 4.142 4.142 4.142
อัตราทดเฟืองท้าย 4.222 4.222 4.222 4.636
อัตราทดHIGH/LOW - - - 1.000/1.925
ความเร็วสูงสุด(กม/ชม) 145 145 155 155
อัตราเร่ง0-100 (วินาที) 17.8 18.6 18.2 18.8
อัตราบริโภคเฉลี่ย(กม/ล)8.6-15.6 8.2-15.2 7.0-13.8 6.4-12.5
จุดเด่น
ที่เด่นๆเลยก็จะเป็นเรื่องช่วงล่างที่ยุคนั้นได้รับการยกย่องว่าเป็นหัวแถวที่จัดว่าในรอบ 15ปีไม่มีใครทำได้ดีขนาดนั้นในบรรดาปิค-อัพ ที่ทั้งนิ่มนวลและเทโค้งแรงๆที่ความเร็วสูงแบบตามตัวจับยากในยุคนั้น สร้างความมั่นใจให้ผู้ขับขี่ได้เป็นอย่างดี แม้ปัจจุบันจะตกเป็นรองค่ายอื่นไปแล้วก็ตาม สตราด้าใช้ระบบกันสะเทือนด้านหน้าเป็นแบบอิสระปีกนกคู่พร้อมคอยด์สปริงและช็อคอัพ(ขับสี่เป็นปีกนกคู่ทอร์ชั่นบาร์) ด้านหลังเป็นแบบแหนบแผ่นซ้อนพร้อมช็อคอัพไขว้ และใช้วัสดุที่คุณภาพค่อนข้างสูงจึงให้ความนุ่มนวลและเกาะดีมาก ส่วนระบบเบรคก็ทำได้หนึบ-นิ่งมั่นใจดีที่เดียวด้วยด้านหน้าเป็นดิสค์ 14นิ้ว(ขับสี่ใช้ 15นิ้ว) ด้านหลังเป็นดรัมขนาด 10นิ้ว(ขับสี่ให้10.6นิ้วมา)พร้อมระบบปรับแรงดันน้ำมันเบรคอัตโนมัติ(LSPV)
ตรงนี้ก็จะหมายถึงความทนทานเป็นหลักเพราะเครื่องAstronที่มีมานานแล้วแถมได้ชื่อว่าเป็นเครื่องแรกของโลกที่ใช้ระบบSilent Shaft กับOil Coolerที่หล่อเย็นระบบหล่อลื่นแบบOil Jetsprayที่เป็นเอกลักษณ์ของตระกูลมิตซู และพัฒนามาเรื่อยๆจนถึงปัจจุบันล้วนมีพื้นฐานเดียวกันทั้งสิ้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าเครื่องยนต์ของตระกูลนี้จะเดินเรียบและเงียบกว่าชาวบ้านแถมให้อัตราเร่งดีกว่าคู่แข่งบางยี่ห้อในยุคนั้น เครื่องยนต์มีระยะห่างระหว่างสูบมากที่สุดในบรรดาเครื่องยนต์ดีเซลจึงแข็งแรงกว่า-ทนทานกว่า-ระบายความร้อนดีกว่า หัวลูกสูบทำเป็นหลุมหลบวาล์วไว้ซึ่งสามารถใสฝาสูบได้หลายครั้งถ้าเกิดการโก่ง เพลาราวลิ้นเป็นแบบโซ่คู่ขนาดเขื่องระบบเฟืองต่อสองช่วงพร้อมตัวดันลดเสียงจึงเงียบกว่าเครื่องที่ใช้โซ่แบบอื่นแถมยังทนทานกว่าหมดปัญหาเรื่องโซ่หย่อนหรือกินเสตอร์จนสึกจึงตัดภาระค่าใช้จ่ายตรงนี้ได้มาก ฝาสูบออกแบบมาให้ถอดชิ้นส่วนต่างๆได้ง่ายและแม้จะเป็นอลูมินัมแต่แปลกที่ยังทนทานกว่าฝาสูบเหล็กหล่อยี่ห้ออื่นด้วยซ้ำไปส่วนหนึ่งก็อาจจะเป็นเพราะความเรียบของฝาสูบที่นอกจากจะระบายความร้อนได้ดีแล้วยังสามารถตรวจเช็คอาการโก่งหรืองอหรือทำความสะอาดได้ง่ายอีกด้วย ถ้ามองโดยภาพรวมแล้วมันถูกออกแบบมาเพื่อเป็นพันธุ์อึดขนานแท้ตัวจริงเสียงจริงแถมดูแลง่ายไม่จุกจิก
ข้อเสีย
1. การใช้ถ้วยกดวาล์วและแผ่นชิมนั้นดีในเรื่องความแม่นยำก็จริงแต่ถ้าไม่มีการตรวจเช็คสม่ำเสมอทุก 5หมื่นโลก็อาจจะเกิดปัญหาวาล์วยัน ไข้ขึ้น เร่งไม่ออก ซดน้ำมัน ฝาสูบโก่งหรือร้าวหรือแตก อาจจะต้องยกเครื่องกันเลยทีเดียวซึ่งตรงนี้ส่วนมากจะเกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงกาลของเจ้าของรถเองซะมากกว่า
2. การใช้ประเก็นฝาสูบแบบไฟเบอร์ทำให้มีความยืดหยุ่นสูงและไม่ทนทานเท่าพวกประเก็นเหล็กมักเกิดปัญหาเริ่มต้นจากนัทฝาสูบหลวมอยู่บ่อยๆจนเกิดการรั่วระหว่างไอดี-ไอเสียได้จนเกิดปัญหาความร้อนในที่สุด ดังนั้นควรตรวจเช็คความตึงของนัทฝาสูบอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสุดก็ทุกๆ 3หมื่นโล
3. ตัวOil Cooler จะฝังตัวอยู่ที่บริเวณด้านข้างของเสื้อสูบใกล้ๆกับกรองน้ำมันเครื่องทำให้ดูแลหรือตรวจเช็คยาก ดังนั้นจึงควรถอดทำความคราบหรือตระกรันทุกๆ 10หมื่นโลและไม่เกิน 12หมื่นโลเพราะมักจะเกิดปัญหาราวๆ 15หมื่นโลและส่วนมากทั้งเจ้าของและช่างจะลืมจุดนี้ไปเลย
4. เนื่องจากความทนทานของชุดโซ่ราวลิ้นกับเสตอร์นั้นสูงมากจนทำให้บางครั้งอาจจะลืมโดยเฉพาะปัญหานี้มักเกิดกับผู้ซื้อรถมือสองที่กรอไมล์มาโดยปกติแล้วชุดโซ่และเสตอร์นั้นเคยเห็นว่าทะลุ 5แสนโลได้ไม่ยากนักอาจจะเปลี่ยนเฉพาะเสตอร์เท่านั้นด้วยซ้ำแต่ก็ขึ้นอยู่ที่การขับขี่ด้วย ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยก็ควรจะเปลี่ยนทุกๆ 3แสนโล
5. หน้าแปลนด้านไอดีเป็นอลูมีนัมส่วนไอเสียเป็นเหล็กหล่อทำให้เกิดปัญหาการรั่วของไอดี-ไอเสียเพราะนัทยึดหลวมเพราะการยืดและหดตัวของวัสดุที่ต่างกันไม่สมดุลย์กัน ดังนั้นควรตรวจเช็คความตึงของนัทยึดท่อไอดี-ไอเสียทุกๆ 3หมื่นโล
ข้อด้อย
1. เนื่องจากหลายๆคนเมื่อนึกถึงมิตซูก็จะนึกถึงความแรงดังนั้นเมื่อควบมันจึงหวังเรื่องแรงมากกว่าด้านอื่นทั้งที่ความจริงแล้วมันถูกออกแบบมาให้ใช้งานในรอบต่ำๆนั้นเพื่อการประหยัดน้ำมันโดยเฉพาะ แต่คนทั่วไปเมื่อเห็นว่ามันออกตัวดีจึงคิดว่ามันจะแรงตลอดเมื่ออัดรอบเข้าไปมันจึงซดหนักทีเดียวจนกลายเป็นเล่าขานถึงความดุเดือนเรื่องอัตราบริโภค ทั้งที่ถ้านำมาวิ่งเรียบๆเนิบๆแบบเดียวกันก็แทบจะหาความแตกต่างเรื่องอัตราบริโภคแทบจะไม่เจอเลย โดยเฉพาะตัว 2.5ลิตรนั้นอาจจะประหยัดกว่าบางยี่ห้อด้วยซ้ำไปแถมได้เรี่ยวแรงที่ดีกว่า
2. ราคาอะไหล่ที่เมื่อเทียบกับยี่ห้ออื่นแล้วจัดว่ายังแพงกว่าส่วนหนึ่งก็เพราะมันเป็นรถส่งออกด้วยราคาจึงออกแนวสากลเมื่อเทียบเป็นเงินไทยก็เลยจะแพงกว่าชาวบ้านแม้ระยะหลังๆราคาอะไหล่ตัว 2.5นั้นจะถูกลงมากแต่ตัว 2.8นั้นจัดว่ายังเอาเรื่องอยู่แถมยังเทียบหาได้ยากกว่าตัว 2.5
3. ราคาค่าตัวที่ตกมากหรือที่ขายๆกันก็จะถูกกว่ายี่ห้อดังอื่นๆ แต่ถ้ามองว่าตอนซื้อราคามันก็ถูกกว่าตอนขายมันก็ถูกกว่าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ออกมาก็ยังไม่จัดว่าน่าเกลียดเท่าไหร่ ส่วนนึงที่ทำให้ราคามันตกก็เพราะคำกล่าวขานเรื่องอัตราบริโภคและอะไหล่ที่ราคาสูง(โดยไม่คำนึงถึงความทนทานตามอายุงานของมัน)
สภาพรถมือสอง
โดยทั่วไปรถมือสองค่ายนี้จะถูกกว่ายี่ห้อดังค่ายอื่นราว 5-7หมื่น(ตอนเป็นรถใหม่ขายถูกกว่าราว 3-4หมื่น)สภาพรถโดยทั่วไปค่อนข้างที่จะสมบูรณ์กว่ายี่ห้อดังอื่นๆมากทีเดียว ส่วนมากจะมีสภาพที่ดีกว่าที่จะไม่ดีราว 70/30 โอกาสเสี่ยงที่จะได้รถสภาพแย่ๆมาใช้น้อยกว่าค่ายดังอื่นๆ แถมได้ออฟชั่นที่เพี๊ยบพร้อมกว่าหรือแต่งสมบูรณ์กว่า แม้ว่า ณ วันนี้มันอาจจะดูล้าสมัยหรือเครื่องยนต์ก็โบราณแล้ว แต่สำหรับท่านที่กำลังเริ่มต้นหรือเล็งปิค-อัพคันแรกไว้ใช้งานจึงน่าสนใจมากสำหรับตัวนี้เพราะสภาพดี-โอกาสเสี่ยงต่ำ-ราคาถูกโดยเฉพาะตัว 2.5นั้นก็ยังพ่วงเรื่องอะไหล่หาง่ายและเทียบหาได้หลากหลายแถมราคาก็ไม่สูงเท่าไหร่ และที่สำคัญการที่ค่ายนี้เปลี่ยนแปลงน้อยมากราคารถมือสองจึงเริ่มอยู่ตัวแล้วถ้าซื้อมาใช้งานราว 4-5ปีโอกาสที่จะเจ็บตัวมีน้อยครับ
ที่่มา : www.one2Car.com
มีเรื่องดีๆแบบนี้อีกมากมาย คลิกเลย รถยนต์ ให้ลิงค์ไปที่เว็บของเรา
พิมพ์หน้านี้
ชอบเรื่องนี้
อ่านความคิดเห็น (15)
แสดงความคิดเห็น
ผมก็เป็นสาวกสตราด้ารักตั้งแต่แรกเห็นเลยขับดีมากๆเวลาที่ขับความเร็วสูงทรงตัวจัดว่าดีทีเดียวเวลาขับแบบธรรมดาก็ประหยัดลงตัวมากๆเครื่องยนต์ก็ทนทานแล้วก็เงียบเอาเรื่องเลย

เพิ่ง ซื้อ มาใช้ ได้ สี่เดือนครับ ตัว Super 2.8GLX วิ่งดี พุ่งสุดตีนถ้าเล่นเป็น ลอง เนิบๆล่าสุด วันที่ 24-01-53 เติมน้ำมัน 500 จากลำปาง ---> (ไป) เชียงใหม่ ตีกลับจาก เชียงใหม่ --->(กลับ) ลำปาง แล้วไป ---> (ไป) เชียงใหม่ อีกรอบ รวม สามเที่ยว 500 บาท เหลือนิดหน่อย วิ่ง 90 - 110 คัยจะว่าซดอีกมั้ยครับ ขอบอกว่า อัตราการซด อยู่ ที่การขับขี่ ครับ

จัดไป







เพื่อนๆที่มีคู่มือ สตราด้า 2.8 รบกวนขอด้วย ครับ ของผมหาย อยากมีเก็บไว้


โม้ครับ จริงแล้วไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับพี่น้อง 1 ถังแต่เติม2 ครั้งครับ 55

ถูกต้องที่สุด ใช้อยู่ วิ่งนิ่ม เงียบ แม้จะ 11 ปี แล้ว ตอนซื้อมา 199,000.-
ตอนนี้เหลือ 1 แสน ฮ่าๆๆๆ กดซด ไม่กดคันเร่งปกติ 1 ถัง โน้น 600 กว่ากิโลเมตรสบาย ไม่บรรทุกนะทางเรียบด้วย
วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา 18:12
โดย : manart
IP 118.172.244.xxx