14 มีนาคม 2551
ไม่ยากอย่างความถนัดสที่คิดพิชิตถาปัตย์!!!
คนที่จะเข้าสถาปัตย์ ก็ใกล้เข้ามากับการสอบวิชาเฉพาะความถนัดสถาปัตยกรรม วิชานี้สำคัญมากๆเพราะเป็นวิชาที่นำไปคิดคะแนนเข้าคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คะแนนวิชานี้วิชาเดียวมาคิดดูดีๆแล้วเทียบได้กับสอบวิชาอื่นหลายๆวิชามารวมกันทั้งที่ แถมยังสอบได้ปีละรอบอีก ไม่มีคะแนนเต็มเหมือนวิชาอื่นเพราะไม่มีคำตอบที่ถูกที่สุด ไม่มีการเรียนการสอนในระดับมัธยมเกิดจากการฝึกฝนของตัวเราเอง
การเตรียมตัวของเราก็ควรจะเริ่มจากรู้ว่าตัวเองชอบอะไร ถ้าชอบคิด ชอบจิตนาการ สร้างสรรโลก ถาปัดก็คงใช่เลย ก็ได้เวลาที่เราจะต้องเตรียมพร้อมจะสอบคณะนี้ควบคู่กับวิชาอื่นๆที่ทิ้งไม่ได้เช่นกัน
ความถนัดสถาปัตย์เป็นวิชาเกี่ยวกับพื้นฐานการออกแบบ นำเสนอผลงาน จะว่าพื้นฐานศิลปะก็ไม่เชิงเพราะเราต้องอาศัยความสามารถทางศิลปะในการถ่ายทอดความคิดของเรา ทำให้เนื้อหาข้อสอบหลักๆก็จะประกอบไปด้วย ส่วนปฏิบัติการเขียนทัศนียภาพ การออกแบบ โดยจะมีโจทย์เป็นโครงร่างมาให้เราถ่ายทอดจินตนาการต่อตามความคิดเรา และทฤษฎีความรู้พื้นฐานทางสถาปัตย์ ซึ่งการฝึกทำข้อสอบของปีก่อนๆย้อนหลังทำให้รู้ว่ายังไงก็หนีไม่พ้นโจทย์แบบนี้ เราจึงต้องฝึกฝนเตรียมที่จะลุยกับมัน
ส่วนปฏิบัติแน่นอนไม่มีใครเก่งมาแต่เกิดอยู่ที่ความขยันตั้งใจของเราในการฝึกทำความเข้าใจส่วนทฤษฎีก็มาจากทำข้อสอบเก่าและอ่านความรู้พื้นฐาน สังเกต รู้ทุกๆอย่างในปัจจุบันด้วยยิ่งดีวิชานี้มันเป็นอะไรที่คิด อาศัยทักษะสูง เพื่อวัดความเหมาะสม ผู้ที่มีจิตวิญญานไม่เหมือนคนทั่วไป มองเห็นทุกๆอย่าง ทั้งปัจจุบันและอนาคต นั่นแหละคุณสมบัติที่ต้องการ
............................................................................
หลักการสำคัญในการสอบ3ข้อนี้จำไว้ดีๆ
1.ถูกต้อง
2.รวดเร็ว
3.ครบถ้วน
1.ถูกต้อง
...หมายความว่า สิ่งแรกที่เราต้องทำความเข้าใจคือ โจทย์ ต้องการอะไร ..ไม่ใช่ เราอยากตอบเพราะความชอบสวยดี บางครั้งอาจลืมคำนึงถึงความเหมาะสมและการใช้งานเพราะข้อสอบความถนัด ทางสถาปัตยกรรมนั้น โจทย์มักเป็น ปัญหาเชาว์ เพราะเรา เป็นพวก คิดลึก ไม่เหมือนชาวบ้าน
เช่น โจทย์บอกว่า จงลากเส้นตรง 5 เส้นให้สวยงาม ... ถ้าเราเป็นคนตรง ซื่อเกินไป เราก็จะต้องลากเส้นตรงในแนวตั้งหรือ แนวนอน ครบ 5 เส้น แล้วก็จบ ....
แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่โจทย์ต้องการ คือ คำว่า "สวยงาม" โดยมีเงื่อนไขว่า "เส้นตรง" ..ดังนั้น การทำโจทย์แบบนี้ต้องใช้ ความเป็นอัจฉริยะ เข้าช่วย ...โดยทำตัวเป็นพวก ไหลไปเรื่อย ตามน้ำ ...โจทย์บอกเส้นตรง แต่ไม่ได้บอกว่า เส้นตรงแนวไหน.. เราอาจลากเส้น 5 เส้น มาประกอบกันเป็นสี่เหลี่ยม คางหมูก็ได้ ไม่ผิดแต่อย่างใด ถูกต้อง และสวยงาม อีกต่างหาก ...
...ดังนั้น คำว่าถูกต้องก็คือ การมองให้หลากกลายว่า ความถูกต้องนั้น มีอะไรบ้าง เลข 2 ไม่ได้มาจาก 1 + 1 เสมอไป ... 3-1..2*1..8/4..โลกนี้มีอะไรอีกมากมาย
2.รวดเร็ว
.. งานสถาปัตย์นั้น เป็นงานที่ต้องการความรวดเร็ว ทั้งในแง่การทำงานส่งในเวลาเรียน หรือ งานในชีวิตจริงก็ตาม .. ดังนั้น ข้อสอบความถนัดฯ จึงมักออกโจทย์ และวางเงื่อนไขให้ผู้ที่ทำข้อสอบ มักคิดน้อยใจไปตาม ๆ กันว่า "ใครมันจะไปทำทัน .."
...ซึ่ง ความจริงแล้ว ก็เป็นการคิดที่ถูกต้อง ว่า "ใครมันจะไปทำทัน" ... การที่โจทย์ ออกมาในลักษณะที่เวอร์เช่นนั้น ก็เพราะ เขาต้องการวัดทักษะ การตัดสินใจที่รวดเร็ว แม่นยำ ของผู้ทำข้อสอบ ว่ามีปัญญา ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ได้ดีเพียงใด เจตนาก็คือ การฆ่าตัดตอน พวกคิดช้า คิดไม่เข้าเรื่อง คิดฟุ้งซ่าน ออกไปจากระบบการสอบนั่นเอง พอมาเรียนเป็นเหตุผลที่ทำให้เรา มั่นใจ กล้าแสดงออก กับสิ่งที่คิด มีความเป็นผู้นำในการทำงานผู้อื่นที่ทำงานร่วมกับเราจึงมีจะมีความเชื่อมั่นในตัวเราและวางใจให้งานที่ได้รับมอบหมาย แต่ตอนเรียนรู้สึกว่าอาจารย์จะไว้วางใจเรามากเกินไปหน่อยนะ ดังนั้นการสอบเราจะต้องรีบตัดสินใจและลงมือทำอย่างตั้งใจหากเกิดการเผา ให้ทันส่งๆแทนที่เราทำช้าๆไม่เสร็จก็ยังได้คะแนน ในขนาดที่เราทำเสร็จแต่เผาๆโจทย์ข้อนั้นเราอาจได้กินไข่ต้มเลย
3.ครบถ้วน
...เป็นสิ่งสำคัญในการตอบโจทย์ว่าเราจะได้คะแนนไหม โดยไม่ต้องสงสัยว่าต้องการจะถ่ายทอดอะไร รายละเอียดที่เราแสดงในงานนั่นมีอยู่แล้วครบ ข้อสอบความถนัด มักออกโจทย์ ที่ลวงให้ผู้ทำข้อสอบเสียเวลาไปโดยใช่เหตุ ..เช่น นั่งทำหมวด เขียนทัศนียภาพ จนไม่มีเวลามาทำ หมวด สเก็ตดีไซน์ ....ซึ่งผู้เข้าสอบ มักจะออกมาบ่นนอกห้องสอบ จนเป็นประเพณี ว่า"ทำไม่ทันว่ะ" ... "เฮ้ย ลืมทำหมวดนั้นเลย" เป็นต้นทั้งนี้ การที่ข้อสอบ ใช้เรื่อง ความครบถ้วน มาเป็นเกณฑ์หนึ่งในการตัดสิน ก็เพราะ .. ต้องการวัดทักษะ การจัดลำดับความสำคัญ และการจัดสรรเวลา ของผู้เข้าสอบ ว่า เจ๋ง ขนาดไหน ... ดังนั้น สิ่งแรกที่เราเข้าไปในห้องสอบก็คือ การวางแผนการทำข้อสอบ ว่าเราจะทำหมวดไหนก่อน ใช้เวลาเท่าไหร่ ...เมื่อครบตามเวลา ก็ต้องซื่อสัตย์ต่อตัวเอง ...ไม่ใช่แบบว่า
"น่า... ทำต่ออีกนิด" หรือ " เอาว่ะ ใกล้เสร็จแล้ว ขออีกหน่อย"
..จงซื่อสัตย์ ต่อตัวเอง ทำตามที่วางแผน ไว้ ... ถ้าเหลือ เวลาก็ค่อยมาทำต่อ จะดีกว่า
.....ปฏิบัติตาม 3 ข้อนี้ เพื่อการพิชิตข้อสอบความถนัดฯ ได้อย่างง่ายดายครับ....
เทคนิค การทำข้อสอบ ความถนัดทางสถาปัตยกรรม
หัวข้อที่เกี่ยวกับ การออกแบบ สัญลักษณ์ (Symbol) และ ตราสัญลักษณ์ ( Logo)
... ในข้อสอบ ความถนัดทางสถาปัตยกรรม นั้น จะมีหัวข้อหนึ่ง ของข้อสอบก็คือ การออกแบบ สัญลักษณ์ (Symbol) และ ตราสัญลักษณ์ ( Logo) ...ข้อสอบ ในลักษณะนี้ มุ่งเน้นการวัดทักษะ ในเรื่องการออกแบบที่รวดเร็ว ง่าย ๆ แต่ ชัดเจน ... หรือ ก็คือ ผู้ออกข้อสอบนั้น ต้องการวัดว่า ...ผู้เข้าสอบ มีความสามารถ ในการสื่อสารกับสังคม ด้วยรูปภาพ ได้มากน้อย เพียงใด
ประเด็นสำคัญ ของข้อสอบแบบนี้ ...อยู่ที่ การใช้องค์ประกอบพื้นฐาน ของวัตถุ มาสื่อความหมาย นั่นเอง .... เช่น รูป สี่เหลี่ยม / วงกลม / สามเหลี่ยม ฯลฯ ดังนั้น ค่าน้ำหนักของขอ้สอบแบบนี้ จึงให้ค่าน้ำหนักในเรื่องของสิ่งเหลบ่านี้ ตามลำดับจากมากไปหาน้อย
1.การสื่อความหมาย ต่อผู้ที่ได้เห็น ได้อย่างรวดเร็ว ชัดเจน รัดกุม
2.การเลือกใช้ องค์ประกอบพื้นฐานมาสื่อความหมาย ได้อย่างเหมาะสม , สร้างสรรค์
3.ความสวยงามของการจัดองค์ประกอบ
...น้อง ๆ ลองไปสังเกต ป้ายจราจรดูให้ดีนะครับ แล้วจะพบว่า ป้ายจราจรนั้น มีลักษณะของการสื่อความหมาย ที่เป็นไปตามเกณฑ์ข้างต้น อย่างมาก ...หรือ ป้ายอื่น ๆ เช่น ป้ายห้องน้ำชาย ห้องน้ำหญิง / เขตโรงเรียน / ทางม้าลาย / ห้ามใช้เสียง / ห้ามสูบบุหรี่ เหล่านี้เป็นต้น
ดังนั้นการทำข้อสอบ ในลักษณะนี้ น้องจะต้องฝึกออกแบบ รูปร่างพื้นฐานในการสื่อความหมาย ให้แม่น ... เช่น วงกลมให้ความรู้สึกอย่างไร สี่เหลี่ยมให้ความรู้สึกอย่างไร สามเหลี่ยมให้ความรู้สึกอย่างไร .... เส้นแบบต่าง ๆ สื่อความหมายอย่างไรทำไมป้ายเตือน มักจะเป็น รูปสามเหลี่ยม .... ทำไมป้ายห้าม มักจะเป็นรูปวงกลม ?เหล่านี้ จำเป็นที่เราต้องหัดสังเกต และพลิกแพลงให้ดี เพื่อประโยน์ในการทำข้อสอบ
.............................................................................
หัวข้อที่เกี่ยวกับ การเขียนทัศนียภาพ ( Perspective)
... โจทย์ ของข้อสอบ ข้อนี้ ...เชื่อว่า น้อง ๆ หลายคน อ่านโจทย์แล้ว ก็คงถอนหายใจกันอย่างพร้อมเพรียง ทั้งที่ไม่ได้เตี๊ยมกันมา ...
ความยากของโจทย์ การเขียนทัศนียภาพ แบ่งเป็น 3 ข้อใหญ่ ๆ คือ
1.การวาดองค์ประกอบของภาพ
2.การลำดับเรื่องราวของภาพ
3.การพรีเซ็นต์ภาพ
มาดูรายละเอียด และ เทคนิคการพิชิตคามยากแต่ละหัวข้อกัน
1.การวาดองค์ประกอบของภาพ
...องค์ประกอบของภาพ ก็คือ ภาพคน รถ สิ่งของ ต้นไม้ บรรยากาศ ฯลฯ ... จริงๆ ถ้าว่าไปแล้ว ข้อนี้ไม่ควรถือเป็นความยากด้วยซ้ำ ...เพราะมันเป็นเรื่องของพื้นฐานการวาด ซึ่งผู้เข้าสอบจำเป็นต้องมี ... แต่โดยทั่วไป น้องๆ ที่เข้าสอบนั้น ส่วนใหญ่ ก็ยังไม่ชิน หรือ ยังวาดไม่ค่อยเก่งเท่าไหร่ ... จึงกังวลกับ ความยากในเรื่องนี้
การแก้ปัญหาความยากในเรื่องนี้ มีทางเดียวจริง ๆ ก็คือ การฝึกฝนเท่านั้น ... นั่นคือ น้องจะต้องฝึกฝนการวาด องคืประกอบพื้นฐานเหล่านี้ให้แม่น และถูกสัดส่วน ... แต่ถ้า ไม่มีเวลาจริง ๆ พี่แนะนำว่า ให้น้อง หัดวาดองค์ประกอบพื้นฐาน ที่จำเป็น ตามนี้ ให้แม่นไว้ เอาเป็นท่าไม้ตายเลย
เชื่อว่า ข้อสอบ มากกว่า 80 % ต้องมีพื้นฐานของอค์ประกอบเหล่านี้
- รูปคนเต็มตัว ยืนตรงๆ สบาย ๆ / รูปคนนั่ง เก้าอี้ หรือ ม้านั่ง / รูปคนกำลังวิ่ง หรือเดิน เพราะคนจะช่วยในการบอกขนาดสัดส่วน วัตถุ โดยรอบถ้าเราวาดไม่ถูกบางทีภาพอาจเหมือนคนตัวใหญ่กว่าอาคาร คนในท่าทางต่างๆยังช่วยทำให้ภาพดูมีบรรยากาศเช่นเราวาดคนเดิน คนสะพายกระเป๋าก็รู้เลยว่า บรรยากาศของสถานศึกษา
- รูป ต้นไม้ เป็นไม้พุ่ม ทรงสูง กับ ไม้พุ่มขนาดกลาง โดยมากโจทย์จะเป็นทัศนียภาพภายนอก ต้นไม้ก็ช่วยเทียบสัดส่วนและบอกระดับมุมมอง
- รูป รถยนต์สัก 1 มุม / อาคารรูปทรงเรขาคณิตง่ายๆ
วิธีการฝึกข้างต้น แนะนำว่า สำหรับคนที่ไม่มีเวลาจริง ๆ ...เพราะ ทางที่ดีที่สุด คือ การหัดวาดองคืประกอบเหล่านี้ในทุกอิริยาบทไว้ ..จะสวยไม่สวยอีกเรื่องหนึ่ง ขอให้ได้ฝึกวาดไว้ก่อน ..เพราะ มันจะได้มีความชินมือ หรือคุ้นเคยกับ ลักษณะท่าทาง และสัดส่วนขององค์ประกอบเหล่านี้
การจัดองค์ประกอบ การฝึกวาดตามภาพถ่ายหรือลองวาดสถานที่จริงสังเกตทิศทาง ลักษณะของเส้นระดับสายตา และจุดรวมสายตา 2อย่างนี้ สำคัญที่สุดในทัศนียภาพเพราะจะเป็นเส้นร่างในการขึ้นภาพ
เส้นระดับสายตา-ให้นึกถึงภาพทะเลถ้ามองจากมุมสูงเหมือนนกเราจะเห็นเส้นขอบฟ้าที่อยุ่ไกลหรือสูงกว่าวัตถุมุมมองอยู่ระดับปกติ-คนปกติมองเราจะเห็นเส้นขอบฟ้าอยู่ระดับเดียวกับเราและวัตถุ มุมมองระดับล่าง-หนอนมองเราก็จะเห็นเส้นขอบฟ้าอยู่ต่ำวัตถุนั่นจะอยู่สูง จุดรวมสายตา-หลักการง่ายๆวัตถุขนาดเท่ากันอยู่ใกล้ใหญ่อยู่ไกลเล็กถ้าอยู่ในแนวเดียวกันจากจุดที่มองก็จะเห็นเป็นเส้นนำเข้าสู่จุดรวมสายตาซึ่งจะรวมกันอยู่บนเส้นระดับสายตา
2.ความยาก ในการลำดับเรื่องราวของภาพ
...การลำดับเรื่องราวของภาพนั้น ....ทักษะในเรื่องนี้ จริง ๆ ก็คือ การแปลความหมายจากตัวอักษร มาเป็นภาพนิ่ง 1 ภาพ ที่สื่อได้ชัดเจนที่สุด ...การฝึกนั้น ไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรมาก ... น้องลองไปหานิยาย หรือ บทความอะไรก็ได้มาสักเรื่อง บทกลอนได้ยิ่งดี ... อ่านเสร็จแล้ว ลองนึกดูว่า เราจะสื่อความหมายของ ข้อความทั้งหมดนั้น ออกมาอย่างไร ... ตัวอย่างการสื่อข้อความด้วยภาพนั้น หาดูได้ง่าย ๆ เลย เช่น ภาพปกหนังสือนวนิยาย (ที่ดี ๆ หน่อยนะ) , ภาพจิตกรรมฝาผนัง ที่เล่าเรื่องราวในวรรณคดี , ภาพโบชัวร์หนัง ตามโรงภาพยนตร์ เป็นต้น
...เทคนิค ในการคิดภาพ และลำดับเรื่องราวของภาพนั้น ... มีเทคนิคอยู่ที่การจับใจความของประโยค เช่น
"ในเช้าวันหนึ่ง ขณะที่ผมเดินไปซื้อปาท่องโก๋ที่หน้าปากซอย ซึ่งเต็มไปด้วย มอไซค์รับจ้างมากมายที่จอดเรียงรายอยู่ ทันใดนั้นผมก็เห็น ผู้ชายคนหนึ่ง กำลังกระชากกระเป๋าจากหญิงสาวคนหนึ่งไปอย่างรวดเร็ว ... หญิงคนนั้นร้องตะโกนเรียกให้คนช่วย ผู้คนต่างตกใจ กัน ...บรรยากาศวุ่นวายมาก"
...ประโยคข้างต้น ... ถ้าน้องอ่านจับใจความให้ดี ... จะมีข้อความที่เป็นคีย์เวิร์ดอยู่ ก็คือ 1.ถนนในซอย 2. มอไซค์รับจ้างหลายคน 3.ร้านขายปาท่องโก๋ 4.ผู้หญิงที่โดนฉกกระเป๋า 5. โจรวิ่งราว 6. คนที่ตื่นตกใจ .. สังเกตว่า จะมีคีย์เวิร์ด อยู่ 6 ตัวด้วยกัน ที่เป็นแนวทางว่า น้องจะต้องวาดภาพให้มีองค์ประกอบเหล่านี้ ปรากฏให้เห็นอยู่ ... และคีย์เวิร์ดอีกตัว ที่เป็น แม่บทคุมองค์ประกอบโดยรวมของภาพ ก็คือ คำว่า "บรรยากาศวุ่นวาย"
..นั่นหมายความว่า ภาพที่วาดออกมา ต้องสื่อให้เห็นว่า มีความวุ่นวายเกิดขึ้น ... อาจสื่อด้วย ท่าทางของคนในภาพ ..การลงสีที่ดูตื่นเต้น สับสน หรือ การใช้ องค์ประกอบอื่นๆ เข้ามาช่วย เช่น อาจวาดสิ่งของที่หล่นเกลื่อนกลาด หรือ สิ่งของที่ถูกโจรวิ่งชน ล้มระเนระนาด เป็นต้น
พยายาม ดูตัวอย่างจากภาพวาดในหนังสือการ์ตูนดูก็ได้ครับ ว่าเขามีวิธีการสื่ออารมณ์อย่างไร
.................................................................
3.ความยาก ในการพรีเซ็นต์ภาพ
...การพรีเซ็นต์ ภาพ หรือ การนำเสนอภาพให้น่าสนใจนั้น ...จะว่าไปก้ถือว่าเป็นเรื่องของ เซนส์ทางศิลปะ ได้เหมือนกัน ... เพราะมันไม่มีหลักตายตัวแน่นอนว่าอย่างไร จึงเรียกว่าสวย .. อย่างไรจึงเรียกว่า น่าสนใจ
...แต่โดยทั่วไปแล้ว พื้นฐาน ของความน่าสนใจของภาพนั้น ก็อยู่ที่ ...เรื่องราวในภาพ และ การใช้ องค์ประกอบเรื่องการออกแบบ ( จุด เส้น ระนาบ การซ้ำ สมดุล ความต่าง การใช้โทนสี ฯลฯ ) แสงเงาความมีมิติของภาพจากสว่างไปเข้ม หรือจากเข้มไปสว่าง เงาตกท้อนก็สามารถบอกช่วงเวลาภาพได้ ดังนั้น เรื่องของการพรีเซ็นต์ภาพ จึงต้องอาศัยประสบการณ์ในการหัดนำเสนอ และ ทักษะในการใช้องค์ประกอบในการออกแบบ มาทำให้ภาพดูน่าสนใจ
...การนำเสนอมีได้มากมายหลากหลายเทคนิคขึ้นกับความถนัดแต่นะคน ที่ข้อแนะนำในการสอบเช่น การเขียนลายเส้นขาวดำหรือแรเงา เทคนิคเดียวกับสีไม้ข้อดีภาพดูสะอาดเขียนเส้นให้นิ่ง เรียบร้อย ที่สำคัญไม่เน่า สำหรับคนที่มั่นใจ หมึก มาร์คเกอร์ สีเมจิก ก็น่าลองแต่ถ้าลองพลาดแล้วกระดาษทำข้อสอบจะไม่มีให้เปลี่ยนสีน้ำ สีโปสเตอร์ เป็นอีกชนิดที่ฮิตแต่มักจะเน่าเพราะต้องอาศัยความใจเย็น ความใสของสีและน้ำหนักชั้นที่ต้องรอการแห้งของสี ถ้าใครฝึกฝนมาดีช่วยให้ภาพดูน่าสนใจได้โดยเฉพาะเรื่องบรรยากาศ เหล่านี้เป็นสีพื้นฐาน นอกจากนี้ตอนเรียนคณะนี้ก็มักใช้เทคนิคสเปร์ยและสีฝุ่นเพิ่มขึ้นมาอีกแล้วแต่ความชอบความถนัดแต่ต้องอาศัยพื้นที่การทำพอสมควรเกรงว่าห้องสอบจะไม่อำนวย
แนะนำว่า ลองดูหนังสือ แมกกาซีน หรือ ภาพวาดของศิลปินดังๆ ก้ได้ครับ ...ถ้าไม่มีก็แนะนำใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยนำภาพที่จะวาดทำเทคนิคสีต่างๆ ก็จะเห็นลักษณะภาพเทคนิคนั้นๆ ทีนี้เราก็ทำให้เหมือนก็พอ 555 แต่อย่าลืมดูลักษณะภาพให้ดีๆ แสง เงา ขนาด ทิศทาง องค์ประกอบ เส้น สาย ฝึกฝนบ่อยๆรับรองวันทำข้อสอบจริง ถูกต้อง รวดเร็ว ครบถ้วน แน่นอน
......................................................................
หัวข้อที่เกี่ยวกับ Sketch Design
การทำ Sketch Design หรือการออกแบบในเวลาจำกัดนั้น
... มีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบ พอ ๆ กัน กล่าวคือ ... คนที่ชอบ ก็มองว่า เป็นโจทย์ที่ง่าย ไม่ต้องพรีเซนต์อะไรให้มากมาย ได้คะแนนง่ายกว่า ...กับคนที่ไม่ชอบ ก็มองว่า โจทย์มีความยากในเรื่องของการ จำกัดเวลาในการคิดออกแบบ นี่ล่ะ
ความจริงแล้ว ถ้าให้มองอย่าเป็นกลาง จากมุมมองของพี่ ... โจทย์ Sketch Design เป็นโจทย์ในระดับกลาง ๆ คือ ไม่ง่าย และไม่ยากเกินไป ...หนำซ้ำพี่ว่า โจทย์ Sketch Design อาจทำให้เราได้คะแนนมาง่าย ๆ มากกว่า การทำ Perspective Presentation เสียอีก
เบื้องต้น เราต้องมองจุดประสงค์ของ Sketch Design ก่อน
Sketch Design นั้น จุดประสงค์ก็คือ การแสดงแนวคิดอย่างคร่าว ๆ รวบรัด ชัดเจน ไม่เยิ่นเย้อ ...และ มีความน่าสนใจ ...ดังนั้น เรื่องที่คิดว่า จะสวยหรือ ไม่สวย มันเป็นประเด็นรองลงมาแล้ว .. ต่างจาก Perspective Presentation ที่มองเรื่อง ความงาม มาในลำดับต้น ๆ
ดังนั้น หลักการทำ Sketch Design ก็คือ การแสดงความคิด อย่างมีลำดับขั้นตอน และน่าดึงดูดใจ .... การทำ Sketch Design จึงควรเริ่มต้นว่า เราจะตอบโจทย์คำถามนั้น ด้วยอะไร ...เมื่อเราได้คำตอบ แล้ว เราจะต้องลำดับ วิธีการเล่าเรื่อง หรือ ทำ Story Board คร่าว ๆ ว่า เราจะดึงดูด ความสนใจจากผู้อ่านอย่างไร แล้วทำให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจแนวคิดของเราได้ทั้งหมด โดยไม่สับสน ในระยะเวลาสั้น ๆ
โดยทั่วไป Sketch Design ในงานออกแบบ สถาปัตยกรรมนั้น มักจะเน้นในการแก้ปัญหาพื้นฐานทั่วไป การแสดงผลงาน จึงมีส่วนประกอบที่สำคัญ คือ
1.หัวเรื่อง หรือ ชื่อ ผลงานการออกแบบ
2.ที่มาของ แนวคิดเบื้องต้น
3.รูปแบบผลงานในมุมมองต่าง ๆ ( เช่น แปลน / รูปด้าน / รูปตัด )
4.การแสดงผลงานนั้น ประกอบบรรยากาศจริง ( Perspective Presentation)
การจัดวาง ลำดับของการเล่าเรื่องนั้น ... มีพื้นฐานง่าย ๆ ก็คือ โดยปกติ คนเรามักอ่านข้อความจาก ซ้ายไปขวา และจากบนลงล่าง ...ซึ่งพื้นฐานตัวนี้แหละ จะเป็นการกำหนดแนวทางการลำดับเรื่องให้มีความเป็นระบบ
กล่าวคือ โดยปกติ หัวเรื่องหรือ ชื่อเรื่องนั้น ควรจัดวางไว้ทางมุมซ้ายบนของหน้ากระดาษ ... หรือ อาจจัดวางไว้ทาง มุมขวาบน ก็ได้ โดยทั้งนี้ หากมีข้อความอื่น ๆ มาอยู่ในบรรทัดเดียวกับหัวเรื่อง ...เราก็อาจจะใช้การเน้นหัวเรื่องให้มีขนาดใหญ่กว่า หรือ แปลกตากว่าก็ได้
แต่ทางที่ดี ควรให้หัวเรื่องมีความเป็นอิสระ และมีความโดดเด่นมากกว่า
ประการต่อมา ก็คือ การบอกที่มาของแนวคิด หรือ Conceptual Design ..ซึ่งเป็นการบอกให้ผู้ที่อ่านทราบว่า เราได้ความคิดนี้ หรือ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากอะไร ... การแสดงที่มาของแนวคิดนั้น อาจใช้วิธบรรยายเป็นตัวอักษร หรือ ใช้ภาพกราฟฟิคแสดงแทนก็ได้ ...แต่ที่แนะนำ คือ ใช้ภาพกราฟฟิค ประกอบ ตัวอักษรเพียงสั้น ๆ ไม่ต้องยืดยาวมาก... ทั้งนี้การใช้ประโยคยาว ๆ มาอธิบาย มันจะทำให้ แบบดูน่าเบื่อ เหมือนมานั่งอ่านเรียงความ ... ยิ่งคนที่ไม่มีทักษะด้านการเขียนแล้ว ยิ่งทำให้ แบบขาดความน่าสนใจมากกว่าเดิมอีก
..และการใช้แต่ รูปภาพกราฟฟิค แสดงแนวคิดอย่างเดียว ก้ใช่ว่า จะสื่อความหมายได้ชัดเจน....อย่าลืมว่า สิ่งที่คุณวาดนั้น คุณแน่ใจหรือไม่ว่า... คนอื่น เขามองเห็นรูปภาพที่คุณสื่อ แบบเดียวกับคุณ !!
ประการสุดท้าย ... การแสดงแบบผลงาน พึงจำไว้เสมอว่า ... สิ่งที่คุณแสดงออกมานั้น สะท้อนกระบวนการคิดของคุณ ได้ชัดเจนกว่า Conceptual Design ที่คุณเขียนออกมาเสียอีก ดังนั้น คะแนน จะถูกตัดสินที่ตรงนี้แหละ ... การแสดง Perspective Presentation ประกอบนั้น ... ช่วยให้แบบดูน่าสนใจก็จริง แต่อย่าลืมว่า หากสิ่งที่แสดง ไม่สามารถสื่อให้ผู้ที่อ่าน เข้าใจได้ ถึงแนวคิดของคุณแล้ว
มันก็เปล่าประโยชน์ เป็นแค่ไม้ประดับผลงาน เท่านั้น ในการออกแบบแนวคิดสำคัญมากๆมันจะเป็นตัวตอบโจทย์นั้นๆเช่นเดียวกับผลงานนำเสนอ เช่นโจทย์ต้องการออกแบบที่อยู่อาศัยแนวคิดเราคือบ้านสิ่งที่เรานำเสนออาจจะเป็นทัศนียภาพร่างๆ รูปด้าน หรือผังให้ผู้อื่นเห็นแล้วรู้ได้เลยว่าคือบ้านไม่ใช่เห็นแล้วกลับคิดว่าเป็นรถ ต้นไม้ อื่นๆ แสดงว่าแนวคิดเราไม่ได้ตอบโจทย์
การฝึกฝน การทำ Sketch Design นั้น จะเกิดได้ เมื่อคุณรู้จักสังเกต และจดจำสิ่งตาง ๆ ที่คุณได้พบเจอ .. พยายามตั้งคำถามและ ตอบปัญหาให้กับ สิ่งที่คุณได้มีประสบการณ์กับมัน ... เพราะ จะช่วยให้กระบวนการแก้ปัญหาของคุณ มีความฉับไว และ มีความแม่นยำมากขึ้นบางที ...ถังขยะที่ป้ายรถเมล์ ที่คุณเห็นอยู่ทุกวัน อาจจะเป็นคำตอบให้คุณแก้ปัญหาโจทย์ที่ว่า ... คุณจะมีวิธีลดความร้อนให้กับคนที่รอรถเมล์ได้อย่างไร ??รายละเอียดของงานบางครั้งก็สำคัญทำให้การออกแบบครบถ้วนสมบูรณ์ เช่น การสเปกชี้บอกวัสดุ บอกส่วนประกอบ บอกรายละเอียดขนาด ความยาว ทั้งหมดก็เป็นขอแนะนำจากรุ่นพี่เล็กๆน้อยๆ ซึ่งเราก็สามารถฝึกฝนด้วยตัวของเราเองได้ เพราะเรื่องเหล่านี้เกี่ยวข้องกับตัวเรา ชีวิตประจำวัน การฝึกฝนจากตัวอย่างงาน ดูเทคนิคของรุ่นพี่ ของเพื่อนซึ่งอาจไม่เหมือนกันเพราะแต่ละคนล้วนมีความถนัดที่ต่างกัน ลองฝึกและหาสิ่งที่คิดว่าใช่ตัวเองถนัด กรณีศึกษาดีๆด้านการออกแบบอาจหาดูได้ตามร้านหนังสือ แมกกาซีนพวก ART4d/BIRD EYE VIEW/ROOM/บ้านและสวน แนวคิด ตัวอย่างงานออกแบบ หรือดูรายการพวกเกมส์ ทีวีแชมเปี้ยน อัจฉริยะข้ามคืน ... น่าจะมีประโยชน์แก่น้องๆ
ความคิด จินตนาการของเราบางครั้งก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตำราในห้องเรียนเราเสมอไป อาจจะอยู่ใกล้ๆตัวหรือรอบๆตัวเรา รอให้เราได้สัมผัส สังเกตุ เรียนรู้ การจะออกแบบอะไรได้ดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับพรสวรรค์แต่ขึ้นอยู่กับความตั้งใจสิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เมื่อเราตั้งใจที่จะทำในสิ่งที่เราชอบเชื่อว่าทุกคนย่อมทำได้อยู่ที่เราจะเริ่มก้าวที่จะทำรึยังเพราะเราเกิดมาเท่าเทียมกันหมด
ถูกต้อง-รวดเร็ว-ครบถ้วน -------" ตั้งใจ " คือใจความสำคัญของการข้ามรั้วนี้นอกจากนี้ยังมี เทคนิคอีกเล็กๆน้อยๆ
- นอกจากอุปกรณ์อันมากมายแสนรุงรังและจะรุงรังมากขึ้นตอนได้มาเรียนให้พกความมั่นใจไปด้วยบอกว่าเรานี่แหละถาปัดตัวจริงแต่งตัวให้เท่ให้เปรี้ยว กับย่ามคู่ใจเพราะไม่มีใครหาว่าบ้าในวันนั้นเพราะว่าพวกนั้นบ้ากันทุกคน
- เครื่องรางเป็นของสำคัญ หาของที่คิดว่าจะทำให้เราพิชิตวิชานี้ได้เช่น ดินสอ ยางลบ ภาพวาดของตัวเองที่เก็บไว้ตั้งแต่อนุบาล หรือ อื่นๆ
- การบนไว้ก็สำคัญอีกเช่นกันการขอสถานที่ศักดิ์ให้ช่วยส่งเสริมเพิ่มพลังให้เรามั่วถูก ทำข้อสอบเสร็จครบทัน ไม่เชื่ออย่าลบลู่ ... เช่น พระพิฆเนศวรเทพผู้กำเนิดศิลปะ พระวิษณุเทพผู้สร้าง แวะเวียนสักการะพระพุทธรูป สถูปเจดีย์
-ทำบุญ อันนี้ได้ผลจริงๆรู้จักการให้ นอกจากได้บุญได้กุศลแล้วก็ยังสบายกาย สบายใจ ทำข้อสอบเหมือนลอยได้
...อย่ามองข้ามในสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ครับ..

พิมพ์หน้านี้
ชอบเรื่องนี้
อ่านความคิดเห็น (3)
แสดงความคิดเห็น
การนำบทความมาเผยแพร่ ควรอ้างอิงที่มาด้วยนะครับ
http://www.architectspace.net/index.php?option=com_content&task=view&id=12&Itemid=26

ว้าว
ขอบคุณจิงๆ


| อา. | จ. | อ. | พ. | พฤ. | ศ. | ส. |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 |
| 31 | ||||||
วันที่ 15 สิงหาคม 2551 เวลา 13:03
โดย : Architectspace
อีเมล์ :
เว็บไซต์ :
IP 124.120.236.xxx