การเปลี่ยนการรับสมัครบุคคลเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาที่ใช้ระบบเอนทรานซ์ (การสอบวัดผลเพียงครั้งเดียว) มาเป็นเวลา 40 ปี มาเป็น "ระบบคัดเลือกบุคคลในระบบกลาง" หรือ "แอดมิชชั่น" (ADMISSIONS) ที่เริ่มใช้ตั้งแต่ปีการศึกษา 2549 เป็นต้นมานั้นยังเป็นปัญหาที่มีทั้งผู้เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ปกครอง หรือสถาบันการศึกษา เพราะเกิดปัญหาและอุปสรรคทั้งที่คาดไว้และคาดไม่ถึงมากกมาย แม้ปีนี้จะไม่เกิดปัญหาการร้องเรียนจนปั่นป่วนไปทั้งระบบเหมือนปีที่ผ่านมาก็ตาม
แต่ปัญหาใหม่ที่กำลังจะมาคือการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบแอดมิชชั่นใหม่ในปีการศึกษา 2553 ซึ่งจากผลการประชาพิจารณ์จากนักเรียนและผู้ปกครองผ่านเว็บไซต์ของสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ปรากฏว่ามีผู้ไม่เห็นด้วยมากถึง 87.29% ส่วนผู้เห็นด้วยมีเพียง 12.11%
ทำไมต้องเปลี่ยนแปลง
ทบวงมหาวิทยาลัยและสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาให้เหตุผลการใช้ระบบการคัดเลือกนิสิตนักศึกษาระบบใหม่ว่า เพื่อให้มหาวิทยาลัยและสถาบันได้ผู้เรียนที่มีความรู้ความสามารถและความถนัดตรงตามสาขาวิชาที่เรียน และเพื่อส่งเสริมให้การเรียนการสอนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายเป็นไปตามปรัชญาและวัตถุประสงค์ของหลักสูตร ซึ่งจะทำให้นักเรียนให้ความสนใจกับผลการเรียน การสอบในห้องเรียนมากขึ้น เนื่องจากในระยะหลังนักเรียนให้ความสำคัญกับโรงเรียนกวดวิชามากกว่าการเรียนในห้องเรียน
นอกจากนี้เชื่อว่าจะทำให้เด็กไม่เครียดกับการสอบที่ต้องตัดสินใจจากการสอบเพียงครั้งเดียว เพราะระบบแอดมิชชั่นใช้ข้อสอบกลางที่เรียกว่าข้อทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (Ordinary National Educational Test : O-NET) และข้อทดสอบทางการศึกษาขั้นสูง (Advanced National Educational Test : A-NET) แล้วนำเอาผลการเรียนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า (GPAX) และผลการเรียนเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลายตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ (3-5 จาก 8 กลุ่ม) กลุ่ม (GPA) มาคิดคำนวณก่อนจะสมัครเข้าคัดเลือก ซึ่งแบ่งเป็นเปอร์เซ็นต์ คือ GPAX ค่าน้ำหนัก 10% GPA ค่าน้ำหนัก 20% O-NET ค่าน้ำหนัก 35-70% A-NET และ/หรือวิชาเฉพาะรวมกันไม่เกิน 3 วิชา ค่าน้ำหนัก 0-35%
ขณะเดียวกันนักเรียนก็ต้องผ่านการสอบสัมภาษณ์และตรวจร่างกาย ซึ่งแต่ละมหาวิทยาลัย/สถาบันจะดำเนินการตามความต้องการและความเหมาะสมก่อนการรับเข้าศึกษา แต่จะไม่คิดเป็นค่าน้ำหนักคะแนน
เริ่มต้นปัญหาเพียบ
เป็นธรรมดาที่การเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆมักจะต้องมีปัญหาและอุปสรรค แต่การเปลี่ยนจากระบบเอนทรานซ์มาเป็นแอดมิชชั่นเกี่ยวข้องกับเด็กหลายแสนคน และผู้ปกครองที่จะต้องวิตกกังวลกับอนาคตของลูกหลาน จึงทำให้กระแสไม่เห็นด้วยกับแอดมิชชั่นมีมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะการให้ค่าน้ำหนัก GPA และ GPAX เพราะเห็นว่าค่าน้ำหนักแม้ไม่มาก แต่ก็ส่งผลต่อการเข้ามหาวิทยาลัยของเด็ก โดยเฉพาะโรงเรียนที่ปล่อยเกรดจะทำให้ GPA และ GPAX สูง แต่ข้อท้วงติงเรื่องนี้ก็ไม่ได้รับการตอบสนองเท่าที่ควร
แต่ปัญหาที่ทำให้ระบบแอดมิชชั่นตกเป็นจำเลยของสังคมอย่างหนักคือ การตรวจข้อสอบผิดที่ทำให้นักเรียนหลายพันคนได้คะแนนศูนย์ ทำให้เกิดความโกลาหลกับสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติในปีการศึกษา 2549 อย่างมาก
ความผิดพลาดในการตรวจข้อสอบและการประกาศผลคะแนนที่คลาดเคลื่อนทำให้โปรแกรมต่างๆในปีการศึกษา 2549 ต้องเลื่อนทั้งกะบิ ผสมกับการต่อต้านของผู้ที่ไม่เห็นด้วยตั้งแต่ต้นยิ่งกระพือกระแสความไม่พอใจให้กับพ่อแม่ ผู้ปกครอง และนักเรียนอย่างมาก ทำให้นายประทีปต้องลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการ สทศ.
"ข้อสอบอัตนัยไม่เหมาะกับการนำมาทำเป็นข้อสอบคัดเลือกเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระยะเวลาการตรวจที่มีจำกัด และคำตอบที่ต้องมีชัดเจน แม่นยำ ถูกต้องมากที่สุด ก็เป็นเงื่อนไขที่ยากจะนำเอาข้อสอบอัตนัยมาเป็นส่วนหนึ่งในการสอบคัดเลือกด้วย"
ศ.ดร.อุทุมพร จามรมาน ผู้อำนวยการ สทศ. ยอมรับความผิดพลาดที่นำเอาข้อสอบอัตนัยมาใช้สอบในยุคแรกๆของแอดมิชชั่น
ปฏิรูปใหม่ดีขึ้น-ทุจริตเพิ่ม
ปัญหาที่เกิดขึ้นในปีแรกของการเปลี่ยนแปลง กระทรวงศึกษาธิการต้องเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยปัญหาที่ สทศ. ดูแลทั้งการสอบโอเน็ตและเอเน็ต ก็เปลี่ยนให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) รับผิดชอบส่วนของเอเน็ตแทน เพราะมีประสบการณ์ลักษณะการสอบมาตลอด ส่วนข้อสอบอัตนัยก็ตัดทิ้งไป ทำให้ระบบมีความซับซ้อนน้อยลง โดยมีหน่วยงานรับผิดชอบเรื่องบุคลากร
ดังนั้น การประกาศผลโอเน็ตและเอเน็ตล่าสุดจึงเป็นเรื่องน่ายินดีที่สามารถแก้ไขปัญหาความผิดพลาดในการประกาศผลคะแนนได้ แต่ที่พบในการสอบคือการทุจริตในห้องสอบระหว่างการสอบโอเน็ต ซึ่งใช้เครื่องมือสื่อสารและวิธีต่าง ๆ 12 รายดังนี้ ผิดระเบียบเพราะเปิดมือถือ 2 ราย ปรับตกวิชาที่ถูกจับได้ ส่งเอสเอ็มเอสผ่านมือถือ 9 ราย ปรับตก 1-2 รายในวิชาที่ทุจริต ส่งเอสเอ็มเอสผ่านนาฬิกามือถือ 1 ราย ปรับตกทุกวิชา
ปัญหาการทุจริตทำให้ในปีหน้าทาง สทศ. จะทำข้อสอบ 2 ชุด พร้อมกับให้เด็กนั่งสอบครบตามเวลาที่กำหนดไว้ และไม่ให้นำนาฬิกา เครื่องมือสื่อสารเข้าห้องสอบโดยเด็ดขาด
ส่วนความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นปีที่ 3 ของการใช้ระบบแอดมิชชั่นคือ เครื่องไม่สามารถอ่านกระดาษคำตอบได้ เนื่องจากผู้สมัครฝนดินสอข้อมูลไม่ครบและไม่ถูกต้อง แต่ก็มีจำนวนน้อยมาก ขณะที่จำนวนผู้สมัครขอดูกระดาษคำตอบทั้งโอเน็ตและเอเน็ตไม่มากนัก
ต่อต้านเปลี่ยนแปลงใหม่
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เด็กและผู้ปกครองเป็นห่วงคือการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของแอดมิชชั่นใหม่ในปีการศึกษา 2553 โดยการคิดคำนวณคะแนนเพื่อสมัครคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา โดยการยกเลิกเอเน็ต แต่เพิ่มใหม่คือ ความถนัดทั่วไป (GAT-General Aptitude Test) และความถนัดเฉพาะวิชาชีพ (PAT-Professional Aptitude Test) โดยมีค่าน้ำหนักใหม่คือ GPAX 6 ภาคเรียน 20% O-NET 8 กลุ่มสาระ 30% GAT 1 ฉบับ 10-50% PAT หลายฉบับ 0-40%
แม้ความผิดพลาดการสอบครั้งนี้ไม่สร้างปัญหาเหมือน 2 ปีที่ผ่านมา แต่การรับสมัครเด็กเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาก็ยังไม่หลุดพ้นจากข้อกล่าวหาที่ว่าแอดมิชชั่นทำให้คุณภาพของนักศึกษาต่ำลง และยังมีข้อเรียกร้องเกิดขึ้นมากมาย
แต่ที่น่าเป็นห่วงกว่านั้นคือที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ที่มีมติว่าในปีการศึกษา 2553 จะเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบและค่าน้ำหนักในการพิจารณาเพื่อเพิ่มคุณภาพให้มากขึ้น แต่ถูกต่อต้านจากกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยอย่างมากหลังจากการทำประชาพิจารณ์ผ่านเว็บไซต์ของ สทศ. จากการสอบถามนักเรียนและผู้ปกครองระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์-15 มีนาคม 2551 ปรากฏว่ามีผู้ไม่เห็นด้วยถึง 5,458 คน หรือ 87.29% และผู้เห็นด้วยเพียง 757 คน หรือ 12.11%
เหตุผลที่ไม่เห็นด้วยคือ 1.ไม่มีการทดสอบภาษาต่างประเทศ 2.ไม่ต้องการให้นำเอาผลการเรียนเฉลี่ยสะสมของมัธยมศึกษาตอนปลายมาใช้ เพราะโรงเรียนยังมีมาตรฐานแตกต่างกัน 3.องค์ประกอบมีมากเกินไป ทำให้ต้องสอบมากและยุ่งยาก 4.ยังไม่ควรใช้ปี 2553 เพราะยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะใช้แบบทดสอบอะไรบ้าง ทั้งด้านวิชาการและวิชาชีพ และ 5 ไม่เห็นด้วยกับการนำเอาคะแนนโอเน็ตมาใช้ เพราะสอบเพียงครั้งเดียว
คุณภาพวิทยาศาสตร์ตกต่ำ
อย่างไรก็ตาม ในมุมมองของนักวิชาการหลายคนเห็นว่าการใช้แอดมิชชั่นในการศึกษาต่อ 2 ปีที่ผ่านมานั้นส่งผลให้มหาวิทยาลัยได้นักเรียนที่ขาดคุณภาพไปมาก โดยเฉพาะคณะสาขาวิชาที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ซึ่งจากการประชุมประจำปีสมาคมฟิสิกส์ไทยปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีนักฟิสิกส์ อาจารย์มหาวิทยาลัย และนักศึกษาเข้าร่วมกว่า 300 คน ได้อภิปรายปัญหาการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะวิชาฟิสิกส์อันเป็นผลจากระบบสอบ "โอเน็ต-เอเน็ต" ที่รวมวิชาฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา เป็นวิชาเดียวกัน โดยให้มี 100 คะแนนเท่ากับวิชาสังคมและภาษาอื่นๆ ทำให้ได้ผู้เรียนที่ขาดความรู้พื้นฐานอันเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อการเรียนการสอน
"หลังเปลี่ยนระบบสอบเข้ามหาวิทยาลัยมา 2 ปี ได้เห็นผลการเรียนของผู้เรียนตกลงมาก อีกทั้งจำนวนนักเรียนที่ติด F หรือสอบไม่ผ่านก็เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว จำนวนนิสิตที่ถอนวิชาฟิสิกส์ออกจากการเรียนก็เพิ่มขึ้นเท่าตัว ขณะที่เด็กนักเรียนที่มีผลการเรียนปานกลางก็ลดลงมาก ซึ่งเห็นได้ชัดจากการสอบที่เด็กทำไม่ได้หรือไม่ทำข้อสอบเลยเป็นจำนวนมาก" ผศ.ดร.ปัจฉา ฉัตราภรณ์ อาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่สอนนิสิตชั้นปีที่ 1 ระบุปัญหาที่เกิดขึ้นและย้ำว่า
"เราพบว่าความรู้พื้นฐานที่เด็กควรจะรู้แต่เด็กกลับไม่รู้ ซึ่งเป็นปัญหามาก เหมือนเราจะสอนให้เด็กเขียนกลอน แต่เด็กยังไม่รู้ ก ไก่ ข ไข่ แล้วเขียนกลอนได้อย่างไร ถ้าไม่เลวร้ายจนทนไม่ได้ก็คงไม่พูด แต่ตอนนี้มาถึงจุดที่แย่มากๆ และแนวโน้มของทั้งประเทศก็เป็นอย่างนี้"
ส่วน ศ.(เกียรติคุณ) ดร.ถิรพัฒน์ วิลัยทอง นายกสมาคมฟิสิกส์ไทย เตือนว่า "ฟิสิกส์เป็นวิชาพื้นฐานของทุกวิชาทางด้านเทคโนโลยี ปัญหาที่เกิดขึ้นจะส่งผลต่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศในระยะยาว ประเทศไทยซึ่งมีนักวิทยาศาสตร์และนักเทคโนโลยีน้อยอยู่แล้ว ต่อไปก็จะน้อยลงไปอีก ขณะที่ประเทศรอบๆอย่างเวียดนาม เกาหลี พยายามให้เด็กของเขามีความรู้ฟิสิกส์และคณิตศาสตร์มากขึ้น แต่เด็กไทยกลับรู้น้อยลง"
สมัครตรงทางเลือกใหม่
แต่ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงระบบแอดมิชชั่นอย่างไร สิ่งที่นักเรียนและผู้ปกครองยังรู้ไม่มากนักคือ ระบบการรับตรงที่ถือเป็นกลไกการคัดเลือกเด็กเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยของรัฐแต่ละแห่ง ซึ่งนักเรียนสามารถเข้าไปเรียนต่อได้มากหากเข้าใจและรู้ว่ามหาวิทยาลัยแต่ละแห่งกำหนดเงื่อนไขและคุณสมบัติอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นทางวิชาการ ความสามารถ รวมถึงด้านคุณธรรม จริยธรรม จิตสำนึกต่อสังคม จนจบการศึกษาไปเป็นบัณฑิตที่พร้อมจะเป็นผู้นำในสาขาวิชาที่ได้รับการศึกษาในแต่ละหลักสูตร
นอกจากนี้ระบบรับตรงยังลดภาระปัญหาของเด็กและผู้ปกครองในการเดินทางไปตามสนามสอบต่างๆ ที่สำคัญไม่ต้องเครียดกับการรอลุ้นผลแอดมิชชั่นที่โกลาหลในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมของทุกปี และมีไม่น้อยที่เกิดความซ้ำซ้อนในการมอบตัวของสถาบันพร้อมกัน
ระบบรับตรงที่มีการจัดกลุ่มสถาบันรวมตัวกันมากที่สุดคือ กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.) ประกอบด้วยคณะแพทยศาสตร์และทันตแพทยศาสตร์ 12 มหาวิทยาลัย โดยรับตรงผ่านการสมัครและการสอบครั้งเดียวประมาณเดือนกันยายนและสอบเดือนพฤศจิกายน ประกาศผลและทำการสัมภาษณ์และตรวจร่างกายอย่างปีนี้คือวันที่ 15-17 เมษายน
แต่เด็กก็ยังไม่หมดโอกาสที่จะเข้ามหาวิทยาลัยของรัฐที่ยังเปิดรับสมัครให้เข้าศึกษาต่อได้อย่างต่อเนื่องที่เปิดสอนในระดับปริญญาตรีหลายโครงการ ซึ่งเดิมรู้จักในชื่อ "การสมัครระบบโควตา" แต่ปัจจุบันใช้ชื่อที่หลากหลายมากขึ้น เช่น ระบบโควตาพิเศษ ระบบโควตาภาค ระบบโควตาความสามารถพิเศษ ระบบสอบตรง ระบบรับตรง รับภาคพิเศษ รับเรียนต่อเนื่อง รับจากผู้มีความสามารถพิเศษ หรือรับเทียบโอน
การรับสมัครมีอย่างต่อเนื่องไปอีกหลายเดือน ซึ่งนักเรียนและผู้ปกครองไม่ต้องวิตกว่าจะไม่มีที่เรียน แต่อยู่ที่ค่าใช้จ่ายและค่านิยมที่จะเรียนในแต่ละมหาวิทยาลัยเท่านั้น ซึ่งแต่ละแห่งมีวิธีการรับที่แยกย่อยออกไป ทั้งการรับสมัครผ่านอินเทอร์เน็ต การรับสมัครทางไปรษณีย์ การรับสมัครตรงกับสถาบัน ซึ่งทางสภากรรมการมหาวิทยาลัยจะเป็นผู้กำหนดประกาศรับสมัคร อย่างการประกาศทางอินเทอร์เน็ต หรือส่งข่าวไปทางโรงเรียน ในช่วงเดือนเมษายนนี้มหาวิทยาลัยของรัฐที่ยังรับเรียนปริญญาตรีคือ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต สิ้นสุดวันที่ 16 เมษายน มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สมัครทางเว็บไซต์ถึงวันที่ 25 เมษายน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม สมัครทางเว็บไซต์วันที่ 10-15 พฤษภาคม มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี สมัครทางไปรษณีย์ถึงวันที่ 16 พฤษภาคม และสมัครด้วยตนเองถึงวันที่ 25 พฤษภาคม
รู้จริงไม่ต้องกลัวไม่มีที่เรียน
แม้แต่นักเรียนที่สนใจเรียนด้านแพทยศาสตร์และทันตแพทย์ศาสตร์โดยระบบรับตรงของ กสพท. ในปีการศึกษา 2552 ก็สามารถเตรียมตัวได้ตั้งแต่ขณะนี้ คือการสำรวจตัวเองก่อนว่ามีผลการเรียนดีหรือไม่ แม้ระเบียบการรับสมัครจะไม่กำหนดเกรดเฉลี่ยสะสม แต่ควรมีเกรดเฉลี่ยสะสม 5 ภาคการศึกษาในระดับชั้น ม.ปลายไม่ต่ำกว่า 3.8 ขึ้นไป และต้องมีผลการทดสอบ A-NET หลังจากนั้นคำนวณว่าค่าคะแนนจะผ่านเกณฑ์หรือไม่ ซึ่งอาจพิจารณาจากปีการศึกษา 2551 ว่ามีคะแนนสูงสุด ต่ำสุด และค่าเฉลี่ยของแต่ละคณะในมหาวิทยาลัยทั้งหมด 12 แห่งอย่างไร
นอกจากนี้หากเข้าใจถึงคุณค่าของการศึกษา มหาวิทยาลัยเปิดอย่างมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชและมหาวิทยาลัยรามคำแหงก็ถือเป็นมหาวิทยาลัยที่เปิดรับนักศึกษาให้เข้าเรียนต่อได้อย่างไม่จำกัด หากนักเรียนไม่คำนึงถึงค่านิยมที่นำไปเปรียบเทียบกับมหาวิทยาลัยปิดของรัฐ
เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยเอกชนก็เป็นแหล่งการศึกษาที่ไม่ต้องมาวุ่นวายกับระบบแอดมิชชั่น ซึ่งปัจจุบันมหาวิทยาลัยเอกชนจำนวนไม่น้อยที่มีชื่อเสียงทั้งด้านคุณภาพและบุคลากรที่ครบครันและทันสมัยกว่ามหาวิทยาลัยของรัฐเสียอีก เพียงแต่มีค่าใช้จ่ายมากกว่าเท่านั้น
ดังนั้น การเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยของรัฐจึงไม่ใช่ต้องผ่าน "แอดมิชชั่นกลาง" เท่านั้น แต่มหาวิทยาลัยของรัฐเกือบทุกแห่งมีระบบคัดเลือกอีกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นระบบรับตรง รับภาคพิเศษ ระบบโควตา ระบบโควตาพิเศษ ระบบโควตาภาค หรือรับเรียนต่อเนื่อง ฯลฯ
โอกาสทางการศึกษาจึงยังเปิดกว้าง โดยไม่ต้องผ่านแอดมิชชั่น ซึ่งนักเรียนและผู้ปกครองสามารถตรวจสอบได้จากหลายช่องทาง อย่างการจะเลือกเรียนและเลือกคณะเพื่อไม่ให้ผิดพลาดและเสียใจในภายหลัง อย่างข้อมูลในพ็อคเก็ตบุ๊ค "สอบตรงเรียนต่อ ม.รัฐบาล ไม่ต้องผ่าน ADMISSIONS" และ "เรียนได้อย่างใจ เลือกมหาวิทยาลัยเอกชน" ซึ่งจะวางจำหน่ายหลังเทศกาลสงกรานต์ ก็เป็นอีกตัวอย่างของการหาข้อมูลว่ามหาวิทยาลัยใดที่เปิดสมัครรับตรง หรือจะสอบถามกองบรรณาธิการการศึกษาวันนี้ในเครือวัฏฏะ โทร.0-2422-8122-24 หรือดูเว็บไซต์
www.elearneasy.com จึงไม่ต้องกลัวเรื่องแอดมิชชั่น เพราะไม่ต้องผ่านแอดมิชชั่น ก็เดินเข้าสู่มหาวิทยาลัยของรัฐได้ หากนักเรียนและผู้ปกครองไม่ยึดติดในค่านิยมว่าจะต้องเข้ามหาวิทยาลัยมีชื่อของรัฐ โดยเฉพาะผู้ปกครองจะต้องไม่กดดันลูกมากเกินไป เพราะการได้เรียนมหาวิทยาลัยที่มีชื่อไม่สำคัญเท่ากับการเป็นคนดี อย่างบ้านเมืองทุกวันนี้ที่วุ่นวายก็ต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งมาจากพวกที่เรียนจากมหาวิทยาลัยชื่อดังมากมาย
สังคมจึงต้องเลิกค่านิยมว่าต้องเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดัง ขณะเดียวกันนักเรียนก็ต้อง
อย่าเลือกเพื่อ "พ่อ"?
อย่าเรียนต่อเพื่อ "แม่"?
วันที่ 19 เมษายน 2551 เวลา 14:05
โดย : winenii
อีเมล์ : sin@hotmail.com
เว็บไซต์ : ip 698.58.214.xxx
IP 61.7.137.xxx