06 สิงหาคม 2551
Eduzones Magazine มีโอกาสได้พูดคุย สัมภาษณ์ รศ.กฤษดา วิศวธีรานนท์ อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น(Thai-Nichi Institute of Technology) สถาบันที่เทียบได้กับมหาวิทยาลัยเล็ก ๆ ที่เกิดใหม่ แต่เต็มไปด้วยคุณภาพ มุ่งสู่การศึกษาเพื่อความก้าวหน้าในอาชีพการงาน ในแนวทางการเรียนที่แน่นทั้งทฤษฎีและปฎิบัติ ฝึกงานจริง อีกทั้งสายป่านที่แน่นแฟ้นกับบริษัทญี่ปุ่นการันตีโอกาสทำงานในอนาคต
รศ.กฤษดา กล่าวว่า ประเทศไทย มีโรงงานญี่ปุ่น ถึง 5-6 พันโรง มีอัตราการจ้างงานคนไทยค่อนข้างสูง โรงงานต่าง ๆ ก็มีฐานะมั่นคง มีการลงทุนอยู่เรื่อย ๆ อีกทั้งมีบริษัทไทยที่ร่วมทุนหรือค้าขายกับญี่ปุ่นก็มีเป็นหมื่น ๆ ทีเดียว ด้วยเหตุนี้ความต้องการคนที่มีความรู้เรื่องเทคโนโลยีญี่ปุ่นก็พลอยมีสูงไปด้วย ดังนั้นปีหนึ่ง ๆ จึงน่าจะมีออเดอร์ต้องการแรงงานที่จะเข้าไปทำงานในบริษัทญี่ปุ่น ถึง 2-3 หมื่นคน โดยทาง TNI เองแม้ว่าจะเพิ่งเริ่มเปิดทำการสอนมาได้ไม่นาน และคงผลิตบุคลากรออกไปได้ไม่มาก แต่เราต้องการให้เด็กไม่เพียงแต่เรียนรู้เกี่ยวกับทฤษฎีอย่างเดียว แต่อยากให้ปฎิบัติเก่งด้วย มีความคิดสร้างสรรค์ อย่างเช่นรถยนต์ ไม่ใช่เรียนแล้วแค่ออกไปซ่อม แต่เราต้องการให้เขาออกแบบได้ สร้างได้ ผลิตได้ หรือคิดรถรุ่นใหม่ได้ ซึ่งปัจจุบันในเมืองไทยก็เริ่มออกแบบได้ เช่น โตโยต้า โซลูน่า แต่เครื่องยนต์ก็ยังเป็นจุดอ่อนในวงการอุตสาหกรรมไทย ญี่ปุ่นนั้นไปออกแบบเอง แล้วมาผลิตในประเทศเรา ซึ่งหากเรามีการศึกษาวิจัยกันอย่างจริงจัง เชื่อว่าในอนาคตเด็กของเราก็จะสามารถมีศักยภาพพอในการออกแบบได้เช่นกัน
เดี่ยวนี้ก็ยังมีการใช้แก๊สโซฮอลล์กันมาก เราก็ยังไม่มีการวิจัยว่าจะทำเครื่องยนต์อย่างไร นอกจากดัดแปลงของที่มีอยู่ให้พอใช้กันได้ รวมทั้งเรื่องเชื้อเพลิง E85 ที่เป็นข่าวในปัจจุบัน ก็ยังไม่มีการวิจัยในการผลิตเครื่องยนต์เพื่อรองรับเชื้อเพลิงแบบนี้ รวมทั้งรถที่ใช้แก๊สนอกจากถัง เรายังนำเข้าอุปกรณ์มาทุกอย่าง ทั้งที่เราควรจะผลิตได้ จากเรื่องเหล่านี้ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ในวงการอุตสาหกรรมบ้านเรา ทำให้ TNI มุ่งผลิตเด็กที่มีความรู้ความสามารถ ออกไปช่วยสร้างสรรค์วงการยานยนต์ หรืออุตสาหกรรมต่าง ๆ ให้พัฒนาก้าวหน้าในอนาคต
อีกทั้งสถาบันของเรายังเน้นสอนภาษาอังกฤษ และญี่ปุ่น ควบคู่กันด้วย เพื่อให้นักเรียนมีทักษะด้านภาษา ที่สามารถใช้ได้ในการทำงาน อย่างเช่นเวลาคุยกับญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ ก็ต้องใช้ภาษาอังกฤษเช่นเดียวกัน ส่วนภาษาญี่ปุ่นก็ใช้สื่อสารเพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น โดยเฉพาะหากเราใช้ได้ดี ก็จะทำให้คนญี่ปุ่นไว้เนื้อเชื่อใจ และถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับเรามากขึ้น
เรื่องการสอนของ TNI น้องบางคนที่ได้ยินชื่อสถาบันอาจกลัวว่าจะเจอสอนเป็นภาษาญีปุ่นหรืออังกฤษแล้วอาจไม่เข้าใจ ท่านอธิการ เผยว่า จริง ๆ แล้ว สถาบัน TNI ไม่ได้ใช้การสอนแบบโปรแกรมอินเตอร์ ตำราการเรียนด้านวิศวกรรมฯอาจเป็นภาษาอังกฤษบ้าง แต่ ในการสอนส่วนใหญ่ หรือ 80 เปอร์เซ็นต์ ใช้ภาษาไทยในการสอน เพราะเราเน้นให้เด็กไทยได้เข้าใจการเรียนที่ถ่องแท้จริง ๆ ส่วนเรื่องการเรียนภาษา ทั้ง 2 ภาษาดังกล่าว ก็เป็นวิชาที่เราเน้นสอนเพิ่มเข้าไปประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ แต่หากเป็นหลักสูตรบริหารธุรกิจญี่ปุ่น ก็อาจใช้ภาษาญี่ปุ่นมากกว่าปกติ และมีอาจารย์ชาวญี่ปุ่นมาสอนด้วย
เราตั้งสเปคไว้ว่า เด็กที่จบจาก TNI โทอิค อย่างน้อยต้องได้ระดับ 600 ส่วนภาษาญี่ปุ่น ต้องระดับ 3 ขึ้นไป เพราะฉะนั้นในเรื่องของมาตรฐานด้านภาษาของผู้ที่จบออกไป จะอยู่ในขั้นที่ได้รับการยอมรับอย่างแน่นอน แม้ว่าเราอาจไม่เป็นหลักสูตรอินเตอร์ แต่ก็เน้นด้านภาษามากกว่ามหาวิทยาลัยทั่วไป
นอกจากสร้างคนให้เก่งแล้ว TNI ก็ต้องการได้เด็กที่ดีด้วย เพราะมหาวิทยาลัยเพิ่งเปิดใหม่ จึงมีการขอทุนจากบริษัทต่าง ๆ ไม่ว่าจะมาจากบริษัทญี่ปุ่นหลายบริษัท บริษัทไทย รวมทั้งผู้ใจบุญ ส่วนนี้จะให้เด็กเรียนดี แต่ฐานะยากจน คือถ้าเราไม่มีทุน คนเก่ง ๆ ก็จะไปเรียนมหาวิทยาลัยของรัฐหมด ถึงปัจจุบันเราให้ทุนไปแล้ว 20 ล้านบาท เป็นจำนวนนักเรียนที่ได้ทุนทั้งสิ้น 160 คน เรียนไปแล้วตั้งแต่ก่อตั้งมหาวิทยาลัยมา ก็เหลือการเรียนอีก 2 ปี โดยเราวางแผนว่าจะระดมทุนได้ทั้งหมด 40 ล้านบาท ตามโครงการให้ทุนต่อเนื่อง 4 ปี และสามารถให้แก่นักเรียนได้ทั้งสิ้น 300 คน และเป็นทุนต่อเนื่องจนจบหลักสูตร ส่วนการรับสมัครทุนล่าสุดในปี 2552 จำนวน 75 ทุน จะเริ่มเปิดรับสมัครวันที่ 1 กันยายนศกนี้

พิธีมอบทุนล่าสุด ที่TNI เมื่อ 2 ส.ค.2551
ส่วนคำถามว่า หากครบ 4 ปีไปแล้ว โครงการให้ทุนแบบนี้จะยังมีอีกหรือไม่ ได้รับการเปิดเผยว่า จะมีการพิจารณาว่า ผลที่ผ่านมาเป็นอย่างไร และจะเริ่มโครงการให้ทุนใหม่อีกหรือไม่ ซึ่งก็เป็นไปได้ที่จะมีโปรเจ็คสร้างสรรค์แบบนี้อีกต่อไป
ส่วนนักเรียนทุนเหล่านี้เมื่อเรียนจบ ก็ไม่มีเงื่อนไขผูกพันใด ๆ นอกจากนี้เรายังจะสนับสนุนให้เกิดความก้าวหน้าเพิ่มมากขึ้น เช่นบางคนที่เรียนเก่งมาก เราก็จะพยายามหาทุนในการส่งให้ไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่น
ส่วนในระดับปริญญาโท TNI มีทุนวิจัย คือไปอบรมดูงานที่ญีปุ่น ปีที่ผ่านมา ก็มีการส่งนักศึกษาไปอบรมที่ญีปุ่นมาแล้ว 2 รุ่น รวม 50 คน ไปดูงานที่โอซาก้า และเรียนเรื่องการผลิตจากญี่ปุ่น รวมทั้งไปนาโกย่า เกียวโต ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นเขาก็มีส่วนสนับสนุนด้วย
การเรียนที่ TNI นั้น รศ.กฤษดา กล่าวว่า เทียบได้กับมหาวิทยาลัย เพียงแต่เรายังไม่มีคณะมากเท่าที่กำหนด ที่ต้องมี 5-6 คณะ(ตอนนี้เรามี 3 คณะ)และการเป็นมหาวิทยาลัยเต็มตัว ต้องมีคณะด้านสายศิลป์ หรือสังคม และมีการวิจัยปริญญาโทด้วย แต่ในอนาคตเราก็สามารถยกวิริยะฐานะขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยได้ แต่เราเพิ่งตั้งใหม่ ก็ไม่ต่างจากสถาบัน หรือวิทยาลัยอื่น ๆ ที่ก็จะเริ่มจากการเป็นสถาบันก่อน เช่น นิด้า หรือ ลาดกระบัง ที่เป็นที่รู้จักกันดี
สุดท้าย อยากให้การันตีเรื่องการได้งานทำหน่อยครับ TNI นั้นได้เปรียบที่บริษัทญี่ปุ่นในเมืองไทย หรือจากญีปุ่นเอง จะมาคัดเด็กจากเรา เนื่องจากหลักสูตรตรงกับที่เขาต้องการ และยังพูดภาษาญี่ปุ่นได้ ประการที่สองเราจัดระบบ Internship อันนี้เมื่อฝึกงาน ก็จะมีประสบการณ์ โรงงานที่ฝึกถ้าเด็กทำได้ เขาก็จะรับ หรือถ้าไปทำงานที่อื่นก็สามารถทำงานได้ทันที โดยเรามีโปรแกรมส่งไปฝึกงานถึง 4 เดือน เป็นประกันทั้งเรื่องเครดิตและโอกาสในการทำงาน
ตอนนี้มีบริษัทมาติดต่อเราค่อนข้างเยอะ แม้นักเรียนของที่นี่ จะเหลือเวลาอีก 2 ปีจะจบ แต่บางบริษัทก็ขอจองตัวไว้ก่อน หรือมีข้อเสนอว่า ไปฝึกงานที่ญี่ปุ่นไหม ฝึกแล้วจบแล้วอยู่ต่อเลย ซึ่งข้อแตกต่างคือ มหาวิทยาลัยในไทยอื่น ๆ ยังไม่มีแบบนี้
จริง ๆ แล้ว เราสนใจโรงงานที่มาตั้งใหม่ ที่ต้องการเด็กเราไปฝึกงาน เช่น อีซูซุ ที่จะมาตั้งโรงงานผลิตรถประหยัดพลังงาน เป็นต้น และญีปุ่นเองก็ต้องการคนไทยที่เป็นระดับผู้จัดการ ดังนั้นการฝึกงานตั้งแต่ต้นเป็นสิ่งจำเป็น จากนั้นก็ต้องไปฝึกที่ญีปุ่นด้วย
คำถามเกี่ยวกับเรื่องรายได้จากการทำงาน โดยปกติแล้วเด็กที่จบวิศวกรรมศาสตร์ไปทำงานกับบริษัทญี่ปุ่นยุคนี้ จะมีเงินเดือนประมาณ 20,000 บาท และถ้าไปอยู่ต่างจังหวัด นิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ อาจเพิ่มเป็น มากถึง 25,000 ขึ้นอยู่กับความรู้ด้านภาษาด้วย และหากไปทำงานที่ญีปุ่นจะได้ประมาณ 70,000 บาทต่อเดือน อย่างไรก็ตาม การทำงานที่ญี่ปุ่นก็ต้องแลกกับค่าครองชีพที่ค่อนข้างแพง ซึ่งคงต้องพิจารณาถึงความคุ้มของแต่ละบุคคลที่ไป
สุดท้ายอยากบอกว่า TNI เป็นมหาวิทยาลัยใหม่ เรามีวัฒนธรรมของเราเอง เด็กที่นี่สามารถร่วมสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมาได้ เราเน้นระบบ Student center คือเด็กเป็นศูนย์กลางเรียนรู้ เรายังเน้นภาคปฎิบัติจริง จึงอยากบอกว่า ใครที่สนใจด้านการผลิต ไม่ใช่เฉพาะต้องอยู่ในโรงงานอุตสาหกรรมรถยนต์เท่านั้น เรื่องการผลิตสินค้าต่าง ๆ ด้วย ที่นี่คือทางเลือกอีกทาง และเรายังเน้นเรื่องของภาษาอีกด้วย การเรียนอาจหนักบ้าง แต่คุณภาพที่ออกมา รับประกันได้ว่า ไม่เป็นรองใครอย่างแน่นอน
(สนใจเรื่องรายละเอียดอื่น ๆ สามารถเข้าไปดูได้ในเว็บไซต์ www.tni.ac.th)
พิมพ์หน้านี้
ชอบเรื่องนี้
อ่านความคิดเห็น (5)
แสดงความคิดเห็น
ผมสนใจที่นี่มาตั้งนานแล้วล่ะ คืออยากทราบว่า เรียน ยานยนต์นั้น สามารถ สร้างผลิต หุ่นยนต์ได้หรือไม่ แบบว่า ผมชอบเครื่องกล แล้วก็ชอบ รถยนต์+หุ่นด้วยหน่ะ ตอนแรกผมก็มองว่าแค่เรียนต่อในระดับประเทศ คือผมกะแอด 1 เครื่องกลลาดกระบัง 2 แมคคาลาดกระบัง 3 เครื่องกล พระนครเหนือ 4 .......ม่ายรู้ว แต่ตอนนี้ผมมองไปถึงอนาคต ต่างประเทศ เรื่องภาษา และด้านการเรียนต่อที่สูงขึ้นไปด้วย จึงต้องมองถึงที่เน้นภาษาด้วย ก็เป็น ไทย-ญี่ปุ่นนี่ละครับ เมื่อสันก่อน มี วิทยากร จาก อัสสัมชัญ มา แนะแนว อืม ก้น่าเรียนดี นานาชาติเลย มี แมคคาฯ ด้วย แต่แพง(สาส)
สรุปตอนนี้ tni-AE เป็น อันดับ1ในใจเลยครับ แซง เครื่องกล ลาดกระบังแล้วล่ะ
ปล. ช่วยอธิบายงาน+การเรียน ของ วิศวะ การผลิต กับ คอมฯ ทีครับ
ปล2. เอ็มเบ็ดด ซิสเต็ม <<อธิบายทีคร้าบเป็นอย่างไร ยกตัวอย่างก็ดีฮะ
ปล3. ประเด็นที่อยากถามคือ วิศวกรรม ยานยนต์ สามารถผลิตหุ่นยนต์ได้หรือไม่ แค่นั้นแหละครับ ที่เหลือคือ อยากเล่า อิอิ


ชอบที่นี่มากเลยครับ แล้วจะเข้าที่นี่ให้ได้ด้วย..สู้ๆ..สู้ๆๆ

| อา. | จ. | อ. | พ. | พฤ. | ศ. | ส. |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | 31 | |||
วันที่ 01 ธันวาคม 2551 เวลา 19:09
โดย : THRASHER
อีเมล์ :
เว็บไซต์ :
IP 125.25.75.xxx