เกี่ยวกับผู้เขียน

Photo Eduzones PR News
Eduzones PR News
  • ประเภท : Blogger
  • จำนวนเรื่อง : 4,808 เรื่อง
  • ผู้ชม : 41,336,599 ครั้ง
  • ผู้ติดตาม : 448 คน
  • ระดับ : เพชร

ติดตามคนนี้ ดูเนื้อหาทั้งหมด

เรื่องทั้งหมดของผู้เขียน


โอบามา ประวัติ ประธานาธิบดี คนที่ 44

ลบ แก้ไข

 
บารัค โอบามา
บารัค โอบามา

บารัค โอบามา สมาชิกวุฒิสภาจากรัฐอิลลินอยส์


อยู่ในวาระ
เริ่มดำรงตำแหน่ง
จะเริ่ม
20 มกราคม พ.ศ. 2552
รองประธานาธิบดี  โจ ไบเดน
สมัยก่อนหน้าจอร์จ ดับเบิลยู. บุช

ดำรงตำแหน่ง
4 มกราคม ค.ศ. 2005 – ยังอยู่ในตำแหน่ง
สมัยก่อนหน้าพีเทอร์ ฟิตซ์เจอรอลด์

สมาชิกวุฒิสภา แห่งรัฐอิลลินอยส์ เขตที่ 13
ดำรงตำแหน่ง
8 มกราคม ค.ศ. 1997 – 4 พฤศจิกายน ค.ศ. 2004
สมัยก่อนหน้าแอลิซ พอลเมอร์
สมัยถัดไปKwame Raoul

เกิด4 สิงหาคม ค.ศ. 1961 (อายุ 47 ปี)
โฮโนลูลู ฮาวาย สหรัฐอเมริกา
สังกัดพรรคพรรคเดโมแครต
สมรสกับมิเชล โอบามา
อาชีพทนายความ
ศาสนาคริสต์
ลายมือชื่อ

 

บารัค โอบามา (อังกฤษ: Barack Obama) มีชื่อเต็มว่า บารัค ฮุสเซน โอบามา (Barack Hussein Obama) เกิดเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2504 นักการเมืองอเมริกัน ปัจจุบันเป็นสมาชิกวุฒิสภา ตัวแทนจากรัฐอิลลินอยส์ สังกัดพรรคเดโมแครต ปัจจุบันตัวแทนพรรคเดโมแครตลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกากับจอห์น แมคเคน ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ค.ศ. 2008 เขาเป็นคนอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันคนที่ 5 ที่ได้ดำรงตำแหน่งเป็น สมาชิกวุฒิสภาในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา และเป็นคนอเมริกันเชื้อสายแอฟริกันคนเดียว ที่ยังดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกวุฒิสภาในปัจจุบัน[1]

โอบามาเกิดที่เมืองโฮโนลูลู ในรัฐฮาวาย บิดาเป็นชาวเคนยา มารดาเป็นชาวอเมริกัน เมื่ออายุได้ 6 ขวบ มารดาแต่งงานใหม่กับชาวอินโดนีเซีย และย้ายไปอยู่ที่จาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย กับแม่และพ่อเลี้ยงของเขาเป็นเวลา 4 ปี โอบามาจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และกฎหมายจากมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด เคยทำงานเป็นผู้จัดการวงการสังคม, อาจารย์มหาวิทยาลัย และทนายสิทธิพลเมืองมาก่อนที่จะหันมาสนใจการเมือง เขาได้ดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกวุฒิสภาแห่งรัฐอิลลินอยส์ ในปี ค.ศ. 1997 ถึง ค.ศ. 2004 เคยสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งสหรัฐอเมริกาในการเลือกตั้งปี 2000 แต่ไม่ชนะการเลือกตั้ง จึงเริ่มหาเสียงในการสมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี 2003

โอบามาได้กล่าวสุนทรพจน์สำคัญในการประชุมประชาธิปไตยแห่งชาติปี 2004 ขณะที่ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐอิลลินอยส์ จากนั้นได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐอเมริกาในเดือนพฤศจิกายน ปี 2004 ด้วยคะแนนเสียงกว่า 70%

ในระหว่างการทำหน้าที่ในสภาคองเกรสที่ 109 นั้น โอบามาได้เรียกร้อง ให้มีการควบคุมการใช้อาวุธ และเรียกร้องให้มีการแถลงการใช้จ่ายเงินของรัฐบาล ให้สาธารณชนได้ทราบด้วย นอกจากนั้น ในช่วงนี้ เขายังเคยไปเยือนยุโรปตะวันออก ตะวันออกกลาง และแอฟริกาอย่างเป็นทางการด้วย ในสภาครองเกรสที่ 110 หรือสภาปัจจุบันนั้น เขาก็ได้เรียกร้องให้มีการดูแลอาชญากรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ สภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงหรือโลกร้อน การก่อการร้ายด้วยอาวุธนิวเคลียร์ และให้การดูแลทหารผ่านศึกสหรัฐ

 

จากขวาไปซ้าย บารัค โอบามา, น้องสาวของเขา มายา โซโทโร ถัดไปเป็นแม่และตาของพวกเขาคือ แอน ดันแฮม, แสตนลีย์ ดันแฮม ถ่ายที่รัฐฮาวาย เมื่อต้นปี 1970

โอบามา เกิดเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ค.ศ. 1961 ที่เมืองโฮโนลูลู รัฐฮาวาย เป็นบุตรของนายบารัค โอบามา ซีเนียร์ ชาวจังหวัดเซียยา ประเทศเคนยา และนางแอนน์ ดันแฮม ชาวเมืองวิชิทอ รัฐแคนซัส[2] โดยทั้งคู่พบรักกันขณะศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาวายที่มานัว ซึ่งพ่อของเขาได้เข้าศึกษาในฐานะนักเรียนต่างชาติ[3] แต่เขาทั้งสองได้แยกกันอยู่เมื่อโอบามาอายุได้เพียง 2 ปีและหลังจากนั้นก็หย่าขาดจากกัน[4] หลังจากนั้น ดันแฮม แม่ของโอบามาก็ได้แต่งงานใหม่กับโลโล เซโตโร และได้พาครอบครัวไปอยู่ที่บ้านเกิดของสามีใหม่ในประเทศอินโดนีเซียเมื่อปี 1967 โอบามาได้เข้าเรียนที่โรงเรียนในท้องถิ่นของกรุงจาการ์ตาจนกระทั่งอายุได้ 10 ขวบ[2] โอบามาจึงได้ย้ายกลับโฮโนลูลูบ้านเกิดกับครอบครัวของแม่และได้เข้าเรียนที่โรงเรียนปูนาฮัวตั้งแต่เกรด 5 จนสำเร็จการศึกษาในปี 1979[5] หลังจากจบไฮสกูล โอบามาก็ได้ย้ายไปเรียนต่อที่ลอสแอนเจลิสที่วิทยาลัยออกซิเดนทอล (Occidental College) เป็นเวลา 2 ปี[6] จากนั้นจึงได้ย้ายไปเรียนที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ในมหานครนิวยอร์ก สาขารัฐศาสตร์ เน้นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ[7]

โอบามาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียในปี 1983 และได้เข้าทำงานในบริษัทธุรกิจระหว่างประเทศและกลุ่มวิจัยสาธารณประโยชน์แห่งนิวยอร์ก ก่อนจะย้ายไปอยู่ที่ชิคาโกในปี 1985 เพื่อรับงานเป็นผู้จัดการชุมชนแห่งหนึ่ง[8][9] จากนั้น เขาจึงเรียนต่อด้านกฎหมายที่มหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดในปี 1988[10] โอบามาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดในปี 1991 จากนั้นเขาก็ย้ายกลับไปชิคาโกเพื่อลงทะเบียนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง[11][12] และเริ่มเขียนหนังสือเล่มแรกชื่อ Dreams from My Father ตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1995[13]

ช่วงปี 1993 และ 2002 โอบามาเข้าทำงานเป็นผู้ช่วยในคณะกรรมการบริหารกองทุนไม้แห่งชิคาโก องค์กรที่ช่วยจัดสรรเงินทุนให้กับประชาชนและชุมชนที่ถูกเอารัดเอาเปรียบเปรียบในชิคาโก[14] ต่อมาในปี 1999 ก็ได้เข้าเป็นหนึ่งในคณะกรรมการบริหารด้วยความช่วยเหลือของบิล อาเยอร์ส

ต่อมาเขาก็รับงานสอนนอกเวลาที่วิทยาลัยกฎหมาย มหาวิทยาลัยชิคาโก โอบามาสอนวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ รวมเวลา 12 ปี เป็นผู้บรรยาย 4 ปี (1992-1996) และเป็นผู้บรรยายอาวุโสถึง 8 ปี (1996-2004)[15]

โอบามา เคยเป็นสมาชิกสรรหาของบอร์ดบริหารแห่งองค์การพันธมิตรสาธารณะในปี 1992 และได้ลาออกไปก่อนที่ มิเชล ภรรยาของเขาจะเข้ามาเป็นผู้อำนวยการใหญ่แบบสรรหาขององค์การพันธมิตรสาธารณะแห่งชิคาโกในต้นปี 1993[16] และยังเป็นสมาชิกของบอร์ดบริหารหลายที่ เช่น กองทุนไม้แห่งชิคาโก คณะกรรมการทนายความเพื่อสิทธิพลเมืองภายใต้กฎหมายแห่งชิคาโก ศูนย์กลางเพื่อเทคโนโลยีเพื่อนบ้าง และศูนย์ลูจีเนียเบิร์นโฮป เป็นต้น

สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐอิลลินอยส์, 1997-2004

โอบามาได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกวุฒิสภาแห่งรัฐอิลลินอยส์ในปี 1996 แทนที่ตำแหน่งของวุฒิสมาชิกอลิซ ปาล์มเมอร์ จากเขตปกครองที่ 13 เมื่อได้รับเลือกตั้งแล้ว โอบามาก็ได้รับการสนับสนุนจากผู้สนับสนุนพรรคการเมืองทั้ง 2 พรรคใหญ่ให้มีการปฏิรูปกฎหมายจริยธรรมและสุขภาพ[17] เขาสนับสนุนกฎหมายบรรจุเรื่องการเพิ่มเครดิตภาษีให้กับแรงงานผู้มีรายได้ต่ำ เจรจาเรื่องการปฏิรูปสังคมสงเคราะห์ และบริจาคเงินเพื่อกองทุนเลี้ยงดูเด็กเล็ก[18]

ต่อมา โอบามาได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกวุฒิสภาแห่งรัฐอิลลินอยส์อีกครั้งในปี 1998 และอีกครั้งหนึ่งในปี 2002 ส่วนในปี 2000 นั้น เขาแพ้การเลือกตั้งแบบไพแมรีเพื่อชิงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแห่งสหรัฐอเมริกาต่อ บอบบี รัช เจ้าของตำแหน่งคนเก่าด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น 2 ต่อ 1[19][20]

ในเดือนมกราคม ปี 2003 โอบามาได้เป็นประธานคณะกรรมการบริการสุขภาพและมนุษย์แห่งสมาชิกวุฒิสภาแห่งรัฐอิลลินอยส์ ซึ่งตอนนั้น พรรคเดโมแครต ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศอีกครั้ง หลังจากต้องตกเป็นรองอยู่นานนับทศวรรษ ในระหว่างการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2004 เพื่อหาวุฒิสมาชิกแห่งสหรัฐอเมริกานั้น ผู้แทนตำรวจนั้นให้เครดิตกับโอบามามากมายในกรณีที่เขาเป็นผู้ริเริ่มให้มีการปฏิรูปกฎหมายการประหารชีวิต[21] โอบามาจึงลาออกจากสมาชิกวุฒิสภาแห่งรัฐอิลลินอยส์ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2004 และได้เริ่มหาเสียงเพื่อรับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภาแห่งสหรัฐอเมริกา[22] จนกระทั่งในปี 2004 เขาก็ได้รับเลือกให้เป็นวุฒิสมาชิกของสหรัฐอเมริกา[23]

การหาเสียงเพื่อชิงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา ปี 2004

กลางปี 2002 โอบามาเริ่มคิดถึงเรื่องการเป็นสมาชิกวุฒิสภาแห่งสหรัฐอเมริกา หลังจากที่เดวิด แอกเซลรอด นักการเมืองผู้คร่ำหวอดในวงการการเมืองมานานได้ประกาศถอนตัว โอบามาจึงได้ประกาศเสนอตัวเข้าชิงตำแหน่งในเดือนมกราคม ปี 2003 [24] หลังจากที่ปีเตอร์ ฟิตซเกอรัลด์ ผู้ดำรงตำแหน่งคนก่อนจากพรรคริพับลิกัน และคาโรล โมเซลีย์ บรอน อดีตวุฒิสมาชิกจากพรรคเดโมแครตตัดสินใจไม่เข้าร่วมการแข่งขันเพื่อชิงตำแหน่งในครั้งนี้ ก็เป็นการเปิดโอกาสกว้างให้กับผู้สมัครจากทั้งพรรคเดโมแครตและพรรคริพับลิกันได้เข้ามาหาเสียงเพื่อชิงตำแหน่งนี้ซึ่งมีผู้สมัครรวม 15 คน[25] การเสนอตัวเข้าชิงตำแหน่งของโอบามาได้รับแรงสนับสนุนจากแอกเซลรอดอย่างมากที่ช่วยหาเสียง ช่วยประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ของโอบามา และได้ความช่วยเหลือจาก ฮาโรลด์ วอชิงตัน นายกเทศมนตรีเมืองชิคาโกในเวลาตามา ตลอดจนการรับรองจากลูกสาวของพอล ซิมอน นักการเมืองคนสำคัญของอเมริกาและอดีตวุฒิสมาชิกแห่งสหรัฐอเมริกา ตัวแทนรัฐอิลลานอยส์[26] ทำให้โอบามาได้รับคะแนนเสียงถึงร้อยละ 52 ในการเลือกตั้งไพรแมรีเมื่อเดือนมีนาคม ปี 2004 และยังนำคู่แข่งจากพรรคเดโมแครตด้วยกันเองถึงร้อยละ 29 เลยทีเดียว[27] จนกระทั่งได้เป็นตัวแทนของพรรคเดโมแครตเพื่อชิงชัยตำแหน่งอันทรงเกียรติแห่งรัฐอิลลินอยส์แห่งนี้

แต่ต่อมา คู่แข่งคนสำคัญของโอบามาคือ แจ็ค ไรอัน ผู้ชนะการเลือกตั้งแบบไพรแมรีจากพรรครีพับลิกัน ได้ประกาศถอนตัวจากการแข่งขันเมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2004[28]

เดือนกรกฎาคม ปี 2004 โอบามาได้กล่าวสุนทรพจน์สำคัญในการประชุมพรรคเดโมแครตระดับชาติประจำปี 2004 ที่เมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์[29] โอบามาเล่าถึงประสบการณ์ของผู้เป็นตาของเขาได้ผ่านประสบการณ์ในสงครามโลกครั้งที่ 2มาในฐานะทหารผ่านศึก และประโยชน์ของ New Deal's FHA ตลอดจนร่างกฎหมายทหารจีไอ (G.I. Bill) จากนั้นเขาได้กล่าวถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงสิทธิพิเศษทางเศรษฐกิจและสังคมของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เขาได้ตั้งคำถามถึงการบริหารงานในช่วงสงครามอิรักของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช และเน้นในประเด็นหน้าที่ของอเมริกาที่พึงมีต่อทหารของประเทศ โอบามาได้ยกตัวอย่างประวัติศาสตร์อเมริกา ได้วิพากษ์วิจารณ์ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งกลุ่มหัวรุนแรงอย่างหนัก และได้ขอร้องให้อเมริกันชนหันมาฝักใฝ่ความสามัคคีท่ามกลางความหลากหลายทางอารยธรรม โดยได้กล่าวสุนทรพจน์ไว้ว่า "ประเทศนี้ไม่มีอเมริกาเสรีนิยมกับอเมริกาอนุรักษ์นิยมแค่นั้น แต่ที่นี่คือประเทศสหรัฐอเมริกา" ("There is not a liberal America and a conservative America; there's the United States of America.)[30] สุนทรพจน์ส่วนนี้ สำนักข่าวใหญ่ๆได้มีการเผยแพร่ไปทั่ว ทำให้สถานะและภาพลักษณ์ทางการเมืองของโอลามาดีขึ้นมาก ทำให้เขาได้รับความนิยมขึ้นอย่างล้นหลาม ในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาแห่งสหรัฐอเมริกาครั้งนี้[31]

ในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 2004 เหลือเวลาอีกไม่ถึง 3 เดือนจะถึงวันเลือกตั้ง อลัน เคเยส ได้เข้ามาเป็นตัวแทนจากพรรคริพับลิกันในการชิงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาแห่งรัฐอิลลินอยส์ แทนที่ ไรอัน ที่ได้ลาออกไปก่อนหน้านี้[32] เคเยสนั้นแต่เดิมมีบ้านอยู่ในรัฐแมรีแลนด์ แต่เขาก็ได้ย้ายทะเบียนบ้านมาอยู่ในรัฐอิลลินอยส์เพื่อการเลือกตั้งครั้งนี้[33] แต่สุดท้ายแล้ว ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2004 โอบามาได้รับคะแนนเสียงถึงร้อยละ 70 ขณะที่เคเยสได้คะแนนเสียงไปเพียงร้อยละ 27 เท่านั้น ชัยชนะอันท่วมท้นของโอบามาครั้งนี้ถือเป็นชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งของรัฐอิลลินอยส์เลยทีเดียว[34]

สมาชิกวุฒิสภา ตัวแทนรัฐอิลลินอยส์

โอบามาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกวุฒิสภาเมื่อวันที่ 4 มกราคม ค.ศ. 2005[35] เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่เขาได้เข้ามาทำงานที่วอชิงตัน เขาจึงได้ตั้งคณะที่ปรึกษาที่มีความสามารถสูงมาช่วยเหลือการทำงาน ซึ่งจำนวนสมาชิกในคณะที่ปรึกษาของเขานี้มีมากกว่าที่สมาชิกวุฒิสภาคนอื่นๆต้องการเมื่อครั้งที่เข้ามารับตำแหน่งนี้ในสมัยแรก[36] เขาว่าจ้างให้ พีท เราซ์ ผู้มีประสบการณ์ทางด้านการเมืองระดับชาติวัย 30 ปี และยังว่าจ้าง ทอม แดสเชิล อดีตหัวหน้าเจ้าหน้าที่ของประธานวุฒิสภาแห่งพรรคเดโมแครตเข้ามาเป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ของเขาอีกด้วย นอกจากนั้นก็ว่าจ้าง คาเรน คอร์นบลูห์ นักเศรษฐศาสตร์, โรเบิร์ต รูบิน อดีตรักษาการหัวหน้าเจ้าหน้าที่ของรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ให้เป็นผู้อำนวยการฝ่ายนโยบาย[37] โอบามาได้ให้ ซาแมนตา พาวเวอร์ ผู้นำด้านสิทธิมนุษยชนและการต่อต้างการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และแอนโทนี เลค กับ ซูซาน ไรซ์ อดีตเจ้าหน้าที่บริหารสมัยประธานาธิบดีคลินตัน ให้เป็นที่ปรึกษาด้านนโยบายต่างประเทศของเขาด้วย[38]

ชื่อของโอบามาต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์สมาชิกวุฒิสภาของสหรัฐอเมริกา เพราะเขาเป็นอเมริกันผิวสีคนที่ 5 ในประวัติศาสตร์ที่ได้เข้ามาเป็นสมาชิกวุฒิสภาของสหรัฐอเมริกา และเป็นคนที่ 3 ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน[39] เขาเป็นสมาชิกวุฒิสภาเพียงคนเดียวที่เป็นสมาชิกของ Congressional Black Caucus[40] นิตยสาร CQ Weekly นิตยสารที่เป็นกลางของสหรัฐอเมริกาได้ยกย่องโอบามาว่าเป็น "นักประชาธิปไตยผู้ซื่อสัตย์" จากผลการวิเคราะห์การโหวตให้คะแนนเสียงสมาชิกวุฒิสภาทั่วประเทศในปี 2005-2007 และนิตยสาร National Journal ก็จัดว่าเขาเป็นสมาชิกวุฒิสภาที่"มีความเป็นเสรีนิยมมากที่สุด" จากการโหวตในปี 2007[41][42] แต่โอบามากลับรู้สึกสงสัยในวิธีการสำรวจเพื่อให้ได้ผลโหวตนี้ โดยตำหนิว่าการแบ่งการเมืองออกเป็นสองข้างระหว่าง"อนุรักษ์นิยม"กับ"เสรีนิยม" เป็นการแบ่งที่ไม่ถูกต้อง และจะทำให้เกิดความลำเอียงในผลการสำรวจ ซึ่งก็ทำให้ผลโหวตออกมาไม่ตรงตามความจริงเท่าใดนัก[43]

ด้านนิติบัญญัติ

ทอม โคเบิร์นและโอบามาขณะกำลังพูดคุยเรื่อง "ร่างกฎหมายความโปร่งใสโคเบิร์น-โอบามา" (Coburn–Obama Transparency Act)[44]

โอบามาลงคะแนนเห็นด้วยกับร่างกฎหมายนโยบายพลังงานปี 2005 เนื่องจากสอดคล้องกับความสนใจของเขา โอบามารับหน้าที่สำคัญในการผลักดันให้วุฒิสภาพัฒนาความปลอดภัยตามแนวชายแดนและการปฏิรูปการอพยพข้ามประเทศ ในปี 2005 นั้น เขาสนับสนุน "ร่างกฎหมายความปลอดภัยของอเมริกาและการอพยพอย่างมีระเบียบ" ที่ร่างขึ้นโดย จอห์น แมคเคน สมาชิกวุฒิสภา ตัวแทนรัฐแอริโซนา จากพรรครีพับลิกัน[45] ต่อมาเขาได้เพิ่มข้อแก้ไขสามจุดลงใน "ร่างกฎหมายปฏิรูปการอพยพทั่วไป" ซึ่งผ่านการเห็นชอบจากที่ประชุมวุฒิสภาในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2006 แต่ไม่ได้รับเสียงข้างมากในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร[46] ในเดือนกันยายน ปี 2006 นั้น โอบามาสนับสนุนร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง คือ ร่างกฎหมายป้องกันความปลอดภัย ซึ่งมีโครงสร้างเกี่ยวข้องกับการป้องกันประเทศและพัฒนาความปลอดภัยอื่นๆ ตามแนวชายแดนสหรัฐอเมริกา-เม็กซิโก[47] ประธานาธิบดีบุชได้ลงนามรับรองยกร่างกฎหมายฉบับนี้ขึ้นเป็นกฎหมายที่มีผลบังคับใช้เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2006 โดยกล่าวว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นก้าวกระโดดสำคัญในการปฏิรูปการอพยพข้ามแดนเข้าสู่สหรัฐอเมริกา

โอบามาและริชาร์ด ลูการ์ ไปเยือนกองทัพรัสเซียที่ดำเนินการถอดถอนขีปนาวุธออก[48]

ต่อมา โอบามาได้จับมือกับ ริชาร์ด ลูการ์ วุฒิสมาชิกแห่งรัฐอินเดียนาจากพรรครีพับลิกัน และ ทอม โคเบิร์น จากโอกลาโฮมา หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ "ลูการ์-โอบามา" ที่ประสบความสำเร็จในเรื่องการลดอาวุธสงคราม[49] และร่างกฎหมาย "โคเบิร์น-โอบามา"ที่นำมาซึ่งการก่อตั้งเว็บไซต์ www.USAspending.gov ซึ่งเป็นเว็บที่เปิดทำการในเดือนธันวาคม ปี 2007 และควบคุมโดยสำนักงานบริหารและงบประมาณ[50] หลังจากที่ชาวอิลินอยส์เริ่มไม่พอใจน้ำเสียที่เป็นผลมาจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในบริเวณใกล้เคียง โอบามาจึงได้สนับสนุนให้มีการตรากฎหมายบังคับให้เจ้าของโรงงานแจ้งให้กับทางรัฐและทางการของท้องถิ่นทันทีที่มีการรั่วไหลของกัมมันตภาพรังสี[51] แต่ร่างกฎหมายที่ผ่อนปรนแล้วกลับถูกต่อต้านอย่างหนัก อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาก็ได้มีการนำกฎหมายนี้มาพิจารณาอีกครั้ง[52] ในเดือนธันวาคม ปี 2006 ประธานาธิบดีบุชได้นำกฎหมายนี้ไปปรับใช้เป็น "กฎหมายเพื่อสงเคราะห์ ความปลอดภัย และส่งเสริมประชาธิปไตยแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยแห่งคองโก" นับว่าเป็นผลงานด้านนิติบัญญัติชิ้นแรกของโอบามาที่มีบทบาทในระดับประเทศ[53]

คณะกรรมการซึ่งได้รับมอบหมายงานเฉพาะกิจ

บารัค โอบามาได้รับมอบหมายให้เป็น คณะกรรมการวุฒิสภาเพื่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ, สิ่งแวดล้อม, งานสาธารณะ, วิเทรัน ในช่วงเดือนธันวาคม ปี 2006[54] ต่อมาเดือนมกราคม ปี 2007 เขาได้ออกจากการเป็นคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมและงานสาธารณะ แล้วได้เป็นกรรมการดูแลเกี่ยวกับสาธารณะสุข, การศึกษา, แรงงาน และเงินสงเคราะห์ผู้ที่ไม่มีบ้าน และสวัสดิการของรัฐ[55] เขายังกลายเป็นประธานคณะกรรมการวุฒิสภายุโรปอีกด้วย[56] ในงานนี้ โอมาบาได้ปฏิบัติภารกิจในการไปดูงานที่ ทวีปยุโรปตะวันออก, ตะวันออกกลาง, เอเชียกลาง และแอฟริกา โอบามายังได้พบกับมาห์มุด อับบาส ก่อนที่เขาจะได้เป็นประธานาธิบดีปาเลสไตน์ และยังได้ประนามการทุจริตของรัฐบาลเคนยา ในการกล่าวสุนทรพจน์ที่มหาวิทยาลัยไนโรบี ประเทศเคนยา[57][58][59][60]

การหาเสียงเพื่อรับเลือกตั้งประธานาธิบดี

ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2007 โอบามาได้ประกาศบนเวทีหน้าอาคาร Old State Capitol ในนครสปริงฟิลด์ รัฐอิลลินอยส์ว่าเขาจะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ค.ศ. 2008[61] โอบามาได้เล่าถึงชีวิตการทำงานที่อิลลินอยส์และยังกล่าวปราศรัยคล้ายๆกับสุนทรพจน์หาเสียงของอดีตประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์นเมื่อปี 1858 โอบามากล่าวว่า "ใต้ร่มเงาของอาคาร Old State Capitol ที่ที่ประธานาธิบดีลินคอล์นเคยบอกว่าเป็นบ้านที่แบ่งไว้สำหรับให้ทุกคนมายืนด้วยกัน ที่ที่ยังเปี่ยมไปด้วยความหวังธรรมดาๆ ความฝันธรรมดาๆ ที่ยังคงมีชีวิตอยู่ นี่คือเหตุผลที่ผมมายืนตรงจุดหน้าต่อหน้าท่านทั้งหลาย ผมมาเพื่อประกาศว่า ผมจะสมัครเป็นตัวแทนเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา"[62] ก่อนหน้าที่โอบามาจะประกาศต่อหน้าสาธารณชนหนึ่งสัปดาห์นั้น ในที่ประชุมคณะกรรมการพรรคเดโมแครตระดับประเทศ (DNC) โอบามาได้เรียกร้องให้ยุติการหาเสียงแบบโจมตีคู่แข่ง (negative campaigning)[63] โอบามาได้ให้ความสำคัญในเรื่องของการยุติสงครามอิรัก พลังงาน และการประกันสุขภาพแบบสากล ซึ่งเขาได้นำมาเป็นประเด็นหลักในการหาเสียงชิงชัยตำแหน่งตัวแทนพรรคครั้งนี้ ปรากฏว่า เขาได้รับความนิยมจากคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความเปลี่ยนแปลง และกลุ่มชาวอเมริกันผิวดำ หลังจากการเลือกตั้งไพรมารีเสร็จสิ้นลงเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2551 ในที่สุดนายโอบามา มีคะแนนคณะผู้แทนรวมเหนือกว่านางฮิลลารี คลินตัน นายโอบามาจึงประกาศชัยชนะ และเป็นชาวผิวดำคนแรกที่ได้เป็นตัวแทนพรรคเดโมเครต เพื่อเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ด้านฮิลลารียอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดี [64]

โอบามาขณะอยู่บนเวทีพร้อมลูกสาวทั้งสองก่อนจะประกาศรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี ณ ตึกสปริงฟิลด์ รัฐอิลลินอยส์

โอบามาสามารถหางบประมาณจากการหาเสียงครั้งนี้ได้ถึง 58 ล้านเหรียญสหรัฐในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2007 มากกว่างบประมาณของผู้สมัครคนอื่นๆในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งครั้งนี้หรือครั้งก่อนๆ[65] และยังมีผู้บริจาคเพิ่มเติมรายละไม่เกิน 200 เหรียญสหรัฐ รวมแล้วเป็นมูลค่าถึง 16.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ก็นับว่าเป็นสถิติใหม่เช่นเดียวกัน[66] ในเดือนแรกของปี 2008 เพียงเดือนเดียวนั้น เขาทำรายได้เพิ่มขึ้น 36.8 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งก็เป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นในรอบ 1 เดือนสูงที่สุดเท่าที่เคยมีมา ในการหาเสียงการเลือกตั้งแบบไพรแมรีเพื่อชิงตำแหน่งตัวแทนพรรคเดโมแครต ไปชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนต่อไป.[67]

ช่วงเดือนมกราคม ปี 2008 ในการเลือกตั้งเพื่อชิงตำแหน่งตัวแทนพรรคเดโมแครต โอบามาต้องเจอคู่แข่งคนสำคัญคือ ฮิลลารี คลินตัน เริ่มตั้งแต่การเลือกตั้งแบบไพรแมรีที่รัฐนิวแฮมป์เชียร์ ซึ่งเขาพ่ายไปก่อน แต่กลับมาเอาชนะได้ในการเลือกตั้งแบบไพรแมรีและคอคัสที่รัฐไอโอวา, เนวาดา และเซาท์แคโรไลนา โดยในวันซุปเปอร์ทิวส์เดย์ (Super Tuesday)นั้น เขาสามารถเก็บแต้มได้เหนือนางฮิลลารี คลินตัน 20 แต้ม[68] จากนั้นก็มาทำลายสถิติได้งบเพิ่มอีกภายในสองเดือนแรกของปี 2008 โดยได้มากขึ้นกว่า 90 ล้านเหรียญ ส่วนคลินตันได้ไปเพียง 45 ล้านเหรียญเท่านั้น[69] หลังจากซุปเปอร์ทิวส์เดย์แล้ว โอบามาก็ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งแบบไพแมรีและคอคัสช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึง 11 ครั้ง[70] ต่อมาคะแนนของโอบามาและคลินตันก็กลับมาคู่คี่สูสีกันอีกครั้งในการแข่งขันวันที่ 4 มีนาคมในการเลือกตั้งที่รัฐเวอร์มอนต์, เทกซัส, โอไฮโอ และโรดไอแลนด์ และส่งท้ายเดือนมีนาคมด้วยชัยชนะของโอบามาในวีออมมิงและมิสซิสซิปปี[71]

พล.อ.เดวิด ปีแทรอุส (กลาง) ขณะพาบารัค โอบามา (ซ้าย) และ ขัค ฮาเจล (ขวา) ขึ้นเครื่องบินรบสหรัฐไปยังกรุงแบกแดด ประเทศอิรัก

ระหว่างเดือนเมษายน พฤษภาคม และมิถุนายน เบื้องต้นโอบามาได้รับชัยชนะในรัฐนอร์ทแคโรไลนา, ออริกอน ขณะที่คลินตันชนะในรัฐเพนซิลวาเนีย, อินเดียนา, เวสต์เวอร์จิเนีย, เคนทักกี, เปอร์โตริโก, เซาท์ดาโคตา ระหว่างนั้น โอบามาถูกรับรองจากภายในพรรคให้เป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ในนามพรรคดีโมแครตมากกว่าคลินตัน[72] วันที่ 31 พฤษภาคม โอบามายังคงได้รับชัยชนะเหนือคลินตันอย่างต่อเนื่อง[73] วันที่ 3 มิถุนายน จากผลการนับของทุกรัฐแล้ว โอบามามีคะแนนนิยมเหนือกว่าคลินตัน[74][75] ในวันเดียวกันนี้ เขายังได้รับการสนับสนุนภายหลังจากการกล่าวสุนทรพจน์ใน เซนท์ พอล, รัฐมินนิโซตา หลังจากนั้น คลินตันจึงได้ยุติบทบาทการหาเสียงตั้งแต่วันนั้น และหันมาสนับสนุนโอบามาในวันที่ 7 มิถุนายน[76] จากนั้นโอบามาจึงหาเสียงแข่งกับจอห์น แมคเคน ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกันอย่างเต็มที่

วันที่ 23 สิงหาคม 2008 โอบามาได้เลือกโจ ไบเดิน จากรัฐเดลาแวร์ ให้เป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งรองประธานาธิบดีในนามพรรคเดโมแครต[77] ที่ศุนย์ประชุมประชาธิปไตยแห่งชาติ หลังจากนั้น ฮิลลารี คลินตัน ได้กล่าวสุนทรพรน์สนับสนุนโอบามาอย่างเป็นทางการ พร้อมทั้งเรียกร้องให้โอบามาเป็นตัวแทนพรรค ในการชิงตำแหน่งประธานาธิบดี โดยการตะโกนร้องแสดงความยินดีอย่างกึกก้อง[78][79] ต่อมาในวันที่ 28 สิงหาคม โอบามากล่าวสุนทรพจน์ท่ามกลางผู้สนับสนุนราว 84,000 คน และผู้ที่ดูทางโทรทัศน์อีก 38 ล้านคน และในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์นั้น โอบามาได้ถูกยอมรับให้เป็นตัวแทนพรรคลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีอย่างเป็นทางการ และยังนำเสนอรายละเอียดเกี่ยวกับนโยบายของเขาต่อไป[80][81]

การดำรงตำแหน่งทางการเมือง

โอบามากำลังรณรงค์หาเสียงในรัฐเพนซิลวาเนีย เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2008

บารัค โอบามา มีนโยบายที่ตรงข้ามกับนโยบายของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุชเกี่ยวกับอิรัก[82] ซึ่งในวันที่ 2 ตุลาคม 2002 ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช และรัฐสภาคองเกรสแห่งสหรัฐอเมริกา ได้ลงมติเห็นชอบร่วมกันในการทำสงครามอิรัก โอบามากล่าวว่า ได้มีการพูดรณรงค์ต่อต้านการทำสงครามอิรักที่ Federal Plaza ในชิคาโกเป็นครั้งแรก[83] และเขายังได้กล่าวปราศรัยต่อต้านในเรื่องนี้มาโดยตลอด[84] ในวันที่ 16 มีนาคม 2003 ประธานาธิบดีบุชได้ยื่นคำขาดให้ซัดดัม ฮุสเซนออกจากอรักภายใน 48 ชั่วโมง ก่อนที่สหรัฐจะบุกอิรัก[85] โอบามากล่าวว่า การรณรงค์ต่อต้านการทำสงครามอิรักและได้บอกสื่อมวลชนว่า ยังไม่สายเกินไปที่จะยุติสงคราม[86]

โอบามาได้แจ้งว่า ถ้าหากเขาได้รับเลือกตั้ง เขาจะออกกฎหมายตัดงบประมาณประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อหยุดการลงทุนซื้ออาวุธที่พิสูจน์ไม่ได้ ในระบบการป้องกันประเทศ, ลดการพัฒนาระบบการรบหรือการต่อสู้ลง และมุ่งทำงานเพื่อกำจัดอาวุธนิวเคลียร์ทั้งหมด โดยเริ่มจากการลดการสั่งสมนิวเคลียร์ในปัจจุบันของสหรัฐลง ออกกฎหมายห้ามไปทั่วโลกในการผลิตวัตถุดิบในการผลิตอาวุธ และหาทางเจรจาตกลงกับรัสเซียที่จะขจัด ICBMs ออกไปจากสถานะเตือนภัยหรือต้องระวังสูงสุด[87]

โอบามาพูดในที่ชุมนุมที่คอนเวย์ รัฐเซาท์แคโรไลนา[88]

ในเดือนพฤศจิกายน 2006 โอบามาได้ขอให้เปลี่ยนแนวรบโดยการถอนกองทัพสหรัฐออกจากอิรัก และเปิดการเจรจาทางการทูตกับซีเรียและอิหร่าน[89] ต่อมาเดือนมีนาคม 2007 ได้มีการพูดในคณะกรรมการความสัมพันธ์สาธารณะอเมริกัน-อิสราเอล (AIPAC) โดยเห็นด้วยกับการลอบบี้ของอิสราเอล[90] เขาได้กล่าวว่า วิธีเบื้องต้นที่จะป้องกันไม่ให้อิหร่านผลิตอาวุธนิวเคลียร์ก็คือ การพูดเจรจาและใช้วิธีทางการทูตกับอิหร่านโดยปราศจากเงื่อนไขก่อน[91][92][93] รายละเอียดของกลยุทธ์ของเขาเพื่อต่อสู้กับการก่อการร้ายสากล ในเดือนสิงหาคม 2007 โอบามาพูดว่า "เป็นเรื่องเข้าใจผิดอย่างมากที่ทำการรบล้มเหลว" ซึ่งขัดกับการพบกับผู้นำอัลเคด้า ในปี 2005 ที่หน่วยสืบราชการลับของสหรัฐได้ยืนยันที่จะกระทำขึ้น ในพื้นที่รัฐบาลกลางของปากีสถาน เขากล่าวว่า ถ้าเป็นประธานาธิบดี เขาจะไม่สูญเสียโอกาสเช่นนั้น แม้ว่าจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลปากีสถานก็ตาม[94]

ในเดือนธันวาคม 2005 คอลัมน์ความคิดเห็นในหนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์ และที่รวมพลังพิทักษ์ดาฟูร์ในเดือนเมษายน 2006 โอบามายังเรียกร้องให้ยืนหยัดต่อสู้เพื่อต่อต้านการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ดาร์ฟูร์ ดินแดนทางทางตะวันตกของประเทศซูดาน[95] เขายังได้ถอนเงิน $180,000 ออกจากการยึดถือเงินส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้องกับประเทศซูดาน และได้ถอนการทำธุรกิจบริษัทต่างๆ ออกจากประเทศอิหร่าน[96] ในเดือนกรกฎาคม - สิงหาคม 2007 เรื่องนโยบายเกี่ยวกับงานด้านการต่างประเทศ โอบามาได้เรียกร้องให้มองนโยบายที่ส่งทหารไปประจำการในสงครามอิรักออกไปข้างนอก และจัดตั้งกองทัพสหรัฐขึ้นมาใหม่ การทูต และจริยธรรมของผู้นำในโลก การกล่าวว่า "เราไม่สามารถล่าถอยจากโลกและพยายามข่มขู่ข้าศึกเพื่อให้ยอมจำนน" โอบามาได้ปราศรัยต่อหน้าประชาชนอเมริกันว่า "นำโลกโดยการกระทำโดยตัวอย่าง"[97]

เดือนเมษายน 2005 ในงานเกี่ยวกับเศรษฐกิจ เขาได้พูดสนับสนุนนโยบายสวัสดิการสังคมเพื่อการค้าใหม่ ของประธานาธิบดีแฟรงกลิน ดี. โรสเวลต์ และคัดค้านข้อเสนอจากทางพรรครีพับลิกัน ที่จะจัดตั้งบัญชีส่วนบุคคลเพื่อสวัสดิการสังคม[98] ภายหลังจากควันหลงพายุเฮอร์ริเคนแคทรีนา โอบามาพูดต่อต้านรัฐบาลว่า ไม่ต่างอะไรกับการแบ่งแยกระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจ และยังเรียกร้องไปยังพรรคการเมือง ให้มีการรื้อฟื้นเครือข่ายความปลอดภัยเพื่อคนจน[99] ก่อนที่จะมีการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีนั้น เขาได้กล่าวไว้ว่าเขาสนับสนุนการดูแลสุขภาพในสหรัฐ[100]

 

ชีวิตส่วนตัว

บารัค โอบามา กับ มิเชล โอบามา

โอบามา ได้พบกับ มิเชล โรบินสัน ในเดือนมิถุนายน ปี 1989 ขณะที่เป็นนักศึกษาฝึกงานอยู่ในช่วงซัมเมอร์ที่บริษัทกฎหมาย Sidley Austin ในเมืองชิคาโก[101] หลังจากนั้นโรบินสันก็ได้เข้าทำงานที่บริษัทนี้ในตำแหน่งที่ปรึกษาของโอบามาเป็นระยะเวลา 3 เดือน โรบินสันได้คบหาสมาคมแบบกลุ่มกับโอบามา แต่กลับปฏิเสธการขอเดทครั้งแรกจากโอบามา ต่อมา พวกเขาออกเดทกันในซัมเมอร์นั้น และเป็นแฟนกันในปี 1991 จนกระทั่งแต่งงานในวันที่ 3 ตุลาคม ค.ศ. 1992[102] ทั้งคู่มีลูกสาวด้วยกัน 2 คนคือ มาเลีย แอน (เกิดเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1998[103]) และ นาตาชา ("ซาชา", เกิดปี 2001)[104]

โอบามาได้เขียนหนังสือ 2 เล่มด้วยกันคือ Dreams from My Father: A Story of Race and Inheritance หรือในชื่อภาษาไทย บารัค โอบามา ผมลิขิตชีวิตตัวเอง อัตชีวประวัติที่บอกเล่าเรื่องราวชีวิต ความคิด และมุมมองที่มีต่อเรื่องสีผิว โอบามามักจะบอกว่าเขาไม่ได้เขียนหนังสือเล่มนี้เพราะเป็นคนเด่นดัง แต่ต้องการบันทึกเรื่องราวของเชื้อชาติ และมรดกทางปัญญาที่สืบทอดจากบรรพบุรุษ สะท้อนความเหลื่อมล้ำในสังคม และเป็นกำลังใจให้กับผู้ที่แสวงหาตัวตน และอีกเล่มหนึ่งคือ The Audacity of Hope หรือในชื่อภาษาไทย กล้าหวัง กล้าเปลี่ยน รวบรวมสุนทรพจน์และปาฐกถา และสะท้อนแนวคิดทางการเมืองที่จะนำอเมริกาไปสู่ความเปลี่ยนแปลง รวมถึงมุมมองในการจัดการปัญหาต่างๆ ทั้งความเหลื่อมล้ำในสังคม คุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และการสร้างภาพลักษณ์ผู้นำที่เข้มแข็งในเวทีโลกให้กับอเมริกา[105][106]

ที่มา : วิกิพีเดีย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

www.eduzones.com

www.enn.co.th

www.interscholarship.com

http://shopping.eduzones.com/

www.108ezine.com

http://www.spufriends.com

http://www.ezplusonline.com

http://www.ictutors.com/

 

 



โดย Eduzones PR News ดูบทความของฉันทั้งหมดที่นี่
วันที่ 6 พ.ย. 51 02:26 น.
เนื้อหานี้เปิดอ่านแล้ว 44,230 ครั้ง


ความคิดเห็นทั้งหมด (เปิดดู 44,230 ครั้ง ตอบ 1 ครั้ง)

ลบ แจ้งลบ
โดย JIB
IP : 125.26.129.***
ดีมากนะที่มีประธานาธิบดีคนนี้

แสดงความคิดเห็นของท่านที่นี่



คำฮิต

โรงเรียน7 วิชาสามัญ , enn gat pat 57 , open house ,Asean , twitter , เด็ก กยศ , กสพท , เกมคณิตศาสตร์ , เกมคิดเลข , อาเซียน , เกมส์คิดเลข , ขยายเวลา , ข่าวการศึกษาต่างประเทศ , ม.ต้น ,ข่าวอาเซียน , ค้นหาตัวเอง , ค่าย , คำขวัญวันเด็ก , เคล็ดลับเรียนเก่ง , ของเล่นเคลียริ่งเฮ้าส์ , โควตา , จุฬาฯ , ทุนการศึกษา , แท๊บเล็ต คาถาชินบัญชร ประชาคมอาเซียน , ประโยชน์ของอินเตอร์เน็ต , ประวัติวันครู , เฟสบุ๊ค , ม.ทักษิณ , อาเซียน 10 ประเทศ , ม.รังสิต 57 , มมส 57 มศว. , มหาวิทยาลัยนเรศวร , มหาวิทยาลัยพะเยา , รับตรง เกษตรศาสตร์ 57 , รับตรง มข 57 , ประกาศผลสอบ Admissions 57ประถมศึกษารับตรงศิลปากร , เรียนต่อ , เรียนฟรี , ลาดกระบังฯ , เก็งคะแนน Admission 57 ,  เลื่อนเปิดเทอม ,อนุบาลวันตรุษจีน , สทศ , สมัคร clearing house , สอบตรง , อ.วิริยะ , เว็บโรงเรียนตัวอย่างงานวิจัย,ความคิดสร้างสรรค์ , เว็บสำเร็จรูป , เว็บหน่วยงาน , ทำเว็บฟรี , เว็บไซต์หน่วยงานราชการ , รายชื่อโรงเรียนทั่วประเทศ , โครงงานวิทยาศาสตร์ , สารสนเทศโทษของอินเตอร์เน็ต , GAT , PAT  , วันช้างไทย , วันสตรีสากล , MH370 , เครื่องบินตก  , ประกาศผลเภสัช ม.ศิลปากร , วันสงกรานต์GAT/PAT ครั้งที่ 2/2557 , บัตรสอบ , เอเชียศึกษา , วันโกหก , April fool's day , วันจักรี , วันเลิกทาส , ประกาศผล GAT/PAT 57 , สทศ.Admission 57 , วันคุ้มครองโลก

คำค้นหา

สอบตรง , อาเซียน , มหาวิทยาลัย ,โรงเรียน , ศึกษาต่อ , asean , ศึกษาต่อต่างประเทศ , ทุนการศึกษา , เรียนต่อ , ประชาคมอาเซียน, ข่าวบันเทิง, คำราชาศัพท์, สพฐ, กยศ, ความรู้ ประถมศึกษา , ข่าวอาเซียน วิชาการ, portfolio แฟ้มผลงาน , ความรู้ มัธยมปลาย , โครงงานวิทย์ , ประวัติอาเซียน , ความรู้ , วิชาการ , อาจารย์วิริยะ , สาขาแห่งอนาคต , ดูหนัง หนังใหม่ ดูหนังออนไลน์ movie , ฟังเพลง เพลงใหม่ ฟังเพลงออนไลน์ เพลงฮิต , ดูทีวีย้อนหลัง ดูทีวี ดูทีวีออนไลน์ , ดูดวง ดวง ทำนายฝัน ดูดวงรายวัน , รถยนต์มือสอง เครื่องเสียงรถยนต์ รถยนต์ , การ์ตูน รูปการ์ตูน ภาพการ์ตูน คลิปการ์ตูน , ข่าวบันเทิง ข่าวกีฬา ข่าวไทยรัฐ , ทวิสเตอร์ twitter วิธีเล่น twitter , เฟสบุ๊ค facebook คือ facebook วิธีเล่น facebook , ร้านอาหาร ร้านอาหารในกรุงเทพ ร้านอาหารแนะนำ ร้านอาหารเกาหลี , การ์ตูน , ซุปซิป ดารา , ผลบอล, ข่าว IT, หาเพื่อน , ข่าว, AEC, รถ, แบบทดสอบ, รูปภาพ , เกมส์รถแข่ง, เกมส์แต่งตัว หนังสือพิมพ์ , ข่าวประชาสัมพันธ์, วาเลนไทน์ , wallpaper , wallpaper น่ารัก , รับทำเว็บไซต์ , Hosting , รถมือสอง , รูปดารา , ภาพเคลื่อนไหว , ดูดวง , นิยาย , เกม , หางาน , แม่เหล็ก , เกมส์, สถานที่ท่องเที่ยว , สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย , Thailand Travel โหลดเพลง , งานราชการ , งาน , เกมส์จับคู่ , เกมส์จับคู่ผลไม้ , เกมส์ปลูกผัก , เกมขุดทอง , เกมส์แข่งรถ , เกมส์ทำอาหาร , ประกาศผลสอบ Admissions 57 , เว็บไซต์โรงเรียน,ความคิดสร้างสรรค์ , เว็บไซต์หน่วยงานราชการ , เก็งคะแนน Admission 57 ,  สารสนเทศ , วันวาเลนไทน์ , นิทาน , กสพท , วันศิลปินแห่งชาติ , รับตรง ม.เกษตร 57โทษของอินเตอร์เน็ต , GAT , PAT , วันช้างไทย , วันสตรีสากล , MH370 , เครื่องบินตก , ประกาศผล O-NET ม.6 , เภสัช ม.ศิลปากร , วันสงกรานต์ , บัตรสอบ , GAT/PAT ครั้งที่ 2/2557เอเชียศึกษา , อักษร ศิลปากร , วันโกหก , April fool's dayวันออมสินวันข้าราชการพลเรือนวันจักรีวันอนุรักษ์มรดกไทย , วันเลิกทาส , ประกาศผล GAT/PAT 57 , สทศ. , Admission 57