คณะวิทยาศาสตร์ มจธ. พร้อมจัดการประชุมวิชาการนานาชาติ PACCON 2015

ลบ แก้ไข
คณะวิทยาศาสตร์ มจธ. พร้อมจัดการประชุมวิชาการนานาชาติ PACCON 2015
 

   ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และสมาคมเคมีแห่งประเทศไทย ในพระอุปถัมภ์ของ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ร่วมแถลงข่าวความพร้อมในการจัดการประชุมวิชาการนานาชาติ Pure and Applied Chemistry International Conference 2015 หรือ PACCON2015 ภายใต้หัวข้อ“Innovative Chemistry for Sustainability of the AEC and Beyond”

   ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับว่า องค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญของการพัฒนาประเทศ คือ การมีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่แข็งแกร่ง อันจะนำไปสร้างความเข้มแข็งในการพัฒนาประเทศ “เคมี”เป็นส่วนหนึ่งของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่จะนำไปสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการแข่งขันของประเทศได้ในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อต้องเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ( AEC)

    รศ. ดร. สุรินทร์ เหล่าสุขสถิตย์ นายกสมาคมเคมีแห่งประเทศไทย  กล่าวว่า สมาคมเคมีแห่งประเทศไทยในพระอุปถัมภ์ของศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารีจัดตั้งขึ้นเพื่อให้บริการวิชาการ การจัดอบรมถ่ายทอดความรู้ทางวิชาการให้กับสังคม ทั้งระดับท้องถิ่น ครู อาจารย์ หรือผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม และรวบรวมนักวิชาการเพื่อร่วมถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่สังคม เช่น การจัดประชุมวิชาการ PACCONเพื่อเปิดโอกาสให้นักวิจัย นักวิชาการได้เข้ามานำเสนอผลงานที่คิดค้นขึ้นมาใหม่ๆ พร้อมทั้งทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นนำไปสร้างสรรค์ผลงานวิจัยให้เกิดความก้าวหน้าต่อไป รวมถึงการสร้างความร่วมมือกับนานาชาติเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างนักวิชาการในระดับโลก เป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศ ซึ่งการจัดประชุมวิชาการนานาชาติ PACCON ถือเป็นกิจกรรมหนึ่งที่สมาคมฯ กำหนดให้จัดขึ้นปีละครั้งเริ่มมาตั้งแต่ปี 2002 โดยมหาวิทยาลัยของไทยจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพร่วม
   รศ. ดร. ศักรินทร์ ภูมิรัตน อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวถึงความพร้อมการเป็นเจ้าภาพร่วมในการจัดประชุมวิชาการนานาชาติ PACCON2015 ว่าแม้ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมของไทยจะเจริญเติบโตมากขึ้น แต่ยังมีช่องงว่างในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอีกมากไม่ว่าจะเป็นภาคเกษตร หรือ ภาคบริการ ขณะที่ประเทศไทยมีอุตสาหกรรมเคมีขนาดใหญ่ทำให้งานด้านเคมีมีจำนวนมาก และวิทยาศาสตร์เคมียังเป็นพื้นฐานสำคัญของอุตสาหกรรมแปรรูป ในช่วงที่กำลังเข้าสู่การปฏิรูปจึงอยากเห็นประเทศไปสู่ประเทศที่พัฒนาบนพื้นฐานของความรู้และมองนวัตกรรมในแง่ของการสร้างคุณค่าที่จะทำให้โอกาสที่ไทยจะพัฒนานักเคมีที่มีคุณภาพและผู้ที่ประกอบอาชีพด้านนี้มากขึ้น
 
 
            “การเปิดประชาคมอาเซียนจะยิ่งทำให้ไทยมีโอกาสใช้ประโยชน์จากความเข้มแข็งทางด้านเคมีวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากขึ้น  ดังนั้น จึงจะใช้การประชุมครั้งนี้เป็นการกระตุ้นและสร้างความตระหนักเรื่องของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้เป็นวาระแห่งชาติ เพราะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นพื้นฐานสำคัญในการทำให้ไทยมีความสามารถในการแข่งขันและทำให้เรามีชีวิตความเป็นอยู่และลดช่องว่างได้ดีขึ้นในฐานะ มจธ. เป็นเจ้าภาพร่วมในการจัดการประชุมครั้งนี้รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับโอกาสในการทำหน้าที่ที่สำคัญของประเทศและยังเป็นโอกาสดีในการสร้างบรรยากาศของการเป็นสถาบันวิทยาศาสตร์หรือสถาบันวิจัยที่จะทำให้อาจารย์และนักศึกษาได้ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และได้สัมผัสกับนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญจากนานาชาติ”

   ผศ.ดร. วรนุช เกิดสินธ์ชัย  คณบดี คณะวิทยาศาสตร์ มจธ. กล่าวถึงการเป็นเจ้าภาพการจัดประชุมวิชาการนานาชาติ PACCON2015 ว่า การจัดครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 9 ภายใต้ธีม “Innovative Chemistry for Sustainability of the AEC and Beyond” ระหว่างวันที่ 21-23 มกราคม 2558 โดยจะจัดขึ้น ณ โรงแรมอมารีวอเตอร์เกท กรุงเทพฯ เนื่องในปี 2558 เป็นปีที่ไทยเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC นวัตกรรมจึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และองค์ความรู้ทางเคมีเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะขับเคลื่อนให้เกิดนวัตกรรมไม่ว่าจะเป็นการพัฒนากระบวนการผลิตหรือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มจธ. จึงส่งเสริมสนับสนุนให้มีการทำวิจัยเพื่อให้เกิดสิ่งใหม่ๆ อาทิ ผลงานวิจัยชุดตรวจลายนิ้วมือด้วยเซลล์ไฟฟ้า  กระบวนการแปรสภาพชีวมวลเป็นเชื้อเพลิงและสารเคมีมูลค่าสูง นวัตกรรมเทคโนโลยี CMR เพิ่มมูลค่ายางธรรมชาติ หรือการสังเคราะห์เซลล์ผลิตอินซูลินจากเซลล์ลำไส้มนุษย์ ที่นำมาจัดแสดงในการแถลงข่าวครั้งนี้ถือเป็นตัวอย่างหนึ่งที่นำเคมีเข้าไปทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศได้ในอนาคต
   สำหรับการจัดประชุมครั้งนี้ มจธ. ได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิชั้นนำ (Plenary Speaker) คือ ศ. ดร. ยงยุทธยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรี และ Prof.Dr.Naoto Chatani, Vice president of Chemical Society of Japan ซึ่งเป็นนักเคมีที่มีบทบาทสำคัญระดับนานาชาติมากล่าวปาฐกถาพิเศษ โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมประชุมประกอบด้วยนักวิชาการ นักศึกษาชาวไทยและนักวิชาการต่างประเทศประมาณ 700 คน จาก 25 ชาติทั่วโลก  นอกจากนี้ยังมีนักเคมีที่มีที่มีชื่อเสียงมาเป็นผู้บรรยายรับเชิญ (Invited Speaker) จำนวน 35 คน ในจำนวนนี้เป็นวิทยากรรับเชิญจากต่างประเทศถึง 22 คน และภายในงานยังมีพิธีมอบรางวัลนักเคมีดีเด่นแห่งชาติ หรือ CST Award ประจำปี 2558 และหนึ่งในผู้ที่ได้รับรางวัลนักเคมีดีเด่นจะมาร่วมบรรยายเกี่ยวกับเคมีเชิงฟิสิกส์รวมทั้งการนำเสนอผลงานแบบการบรรยายจำนวน 130 ผลงานและแบบโปสเตอร์จำนวน 650 ผลงานโดยผลงานวิจัยที่มีการนำเสนอผลงานมากที่สุดในปีนี้ คือ สาขาวัสดุและนาโนเทคโนโลยี และสาขาเคมีวิเคราะห์
 

   ศ.ดร.สุภา หารหนองบัว  อุปนายกสมาคมเคมีแห่งประเทศไทย  กล่าวเสริมว่า เพื่อเป็นการตอกย้ำว่าเมื่อเราเข้าสู่ AEC แล้ว ประเทศไทยจำเป็นต้องนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาสร้างนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืน ตามวัตถุประสงค์ของการจัดการประชุมเพื่อเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้คณาจารย์นักวิจัยทั้งเคมีบริสุทธิ์และเคมีประยุกต์ในประเทศได้นำเสนอผลงานที่ค้นพบ ได้มาแลกเปลี่ยน เรียนรู้ร่วมกับนักวิจัยเคมีจากนานาชาติ ซึ่งในปีนี้มีผลงานจาก 25 ชาติทั่วโลกเข้าร่วม เชื่อว่าการประชุมครั้งนี้จะทำให้เกิดแรงบันดาลใจและแนวคิดใหม่ๆ ขึ้นและจะนำไปสู่ความร่วมมือทางวิชาการให้ก้าวหน้าต่อไปในอนาคต

“ เพราะนวัตกรรมจะช่วยขับเคลื่อนประเทศให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง เคมีถือเป็นส่วนหนึ่งของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่จะนำไปสู่การสร้างสรรค์นวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆ ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงขึ้น หรือช่วยลดต้นทุนการผลิต เพื่อสนับสนุนให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น เพราะปัจจัยสี่ล้วนมีเรื่องของเคมีเข้าไปเกี่ยวข้องแทบทั้งสิ้น แม้แต่เรื่องสิ่งแวดล้อมที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ ดังนั้น ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ของภาคอุตสาหกรรมจึงต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การพัฒนาพลาสติกที่สามารถสลายตัวได้ตามธรรมชาติ  การค้นคว้าวิจัยพัฒนาสารที่จะเข้ามาใช้แทนที่ปุ๋ยเพื่อลดการใช้สารเคมีในผลิตภัณฑ์อาหาร หรือกรณียารักษาโรคที่ใช้อยู่ในปัจจุบันพบว่ามีสารผลิตจากธรรมชาติอยู่เป็นจำนวนมาก เราจึงต้องทำงานวิจัยหาสารเหล่านี้เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนายา หรือ อาหารเสริมได้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเตรียมความพร้อมของประเทศที่จะเข้าสู่ สังคมสูงอายุ ซึ่งการยกระดับความเป็นอยู่และสุขภาพ เป็นเรื่องที่ต้องใช้การวิจัย พัฒนา และนวัตกรรมใหม่ ๆ มาขับเคลื่อนให้เกิดความยั่งยืนอย่างสมดุล ต่อไป”



 
 



loading...


โดย Eduzones Pr News ดูบทความของฉันทั้งหมดที่นี่
วันที่ 20 ธ.ค. 57 16:03 น.
เนื้อหานี้เปิดอ่านแล้ว 1,871 ครั้ง

แชร์หน้านี้

ความคิดเห็นทั้งหมด (เปิดดู 1,871 ครั้ง ตอบ 0 ครั้ง)

แสดงความคิดเห็นของท่านที่นี่


เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เรื่องล่าสุด




advertisement