สภาปัญญาสมาพันธ์ แนะรัฐพัฒนา 6 ยุทธศาสตร์ ดันไทยสู่ประเทศรายได้สูง

ลบ แก้ไข
สภาปัญญาสมาพันธ์ แนะรัฐพัฒนา **6 ยุทธศาสตร์ ดันไทยสู่ประเทศรายได้สูง

 สภาปัญญาสมาพันธ์ แนะรัฐ




สภาปัญญาสมาพันธ์ เปิดผลวิจัยยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไทยสู่ประเทศรายได้สูง พร้อมเสนอทางเลือกเชิงนโยบายและกลไกในการขับเคลื่อน ให้หลุดจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ด้วยการปฏิรูปเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม

กรุงเทพฯ 14 กรกฎาคม 2560 – นักวิชาการไทยและต่างชาติร่วมถก แนวทางการสร้างชาติไทยให้มั่นคงและยั่งยืน แนะรัฐบาลวางยุทธศาสตร์ประเทศให้เหมาะสมและปฏิบัติได้จริง ระบุแนวทางแก้ปัญหาความไม่สงบต้องใช้ “หลักนิติธรรม” (The Rule of Law) ควบคู่ไปกับการเปิดโอกาสให้ทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพภายใต้กฎหมาย พร้อมเปิดผลวิจัยยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศสู่ประเทศรายได้สูง อันเป็นผลมาจากการวิเคราะห์ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของนโยบาย ควบคู่กับการประเมินผลกระทบและความยากง่ายในการดำเนินการได้สำเร็จ แบ่งออกเป็น 6 ด้าน ได้แก่
*1. เพิ่มการลงทุนในการวิจัยและพัฒนา* โดยการจัดทำโครงการลงทุนขนาดใหญ่ด้านการวิจัยและพัฒนา
*2. ยกระดับคุณภาพการศึกษา* โดยการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ เพื่อให้ผู้เรียนเข้าถึงการเรียนการสอนที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง *3. พัฒนาเศรษฐกิจภาคบริการ* โดยเปิดเสรีภาคบริการ ส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน และย้ายแรงงานออกจากภาคเกษตร
*4. ขยายตลาดส่งออก* โดยการเพิ่มความหลากหลายของสินค้าเกษตรส่งออก
*5. ลดต้นทุนโลจิสติกส์* โดยการผลักดันการขนส่งระบบราง และพัฒนาศักยภาพการบริหารสินค้าคงคลัง และ
* 6. ลดการพึ่งพาการนำเข้า* โดยการส่งเสริมพลังงานทดแทนเพื่อลดการนำเข้าพลังงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน

นายทวีชัย เจริญเศรษฐศิลป์    ผู้อำนวยการวิจัยสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนาเปิดเผยผลวิจัยยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศสู่ประเทศรายได้สูง พร้อมเสนอทางเลือกเชิงนโยบายและกลไกในการขับเคลื่อน ระบุว่าปัจจุบันประเทศไทยกำลังติดอยู่ในกับดักรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap) เนื่องจากไม่สามารถปฏิรูป (transform) เศรษฐกิจไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (innovation-driven economy) จึงไม่สามารถรักษาการเจริญเติบโ ตทางเศรษฐกิจในระดับสูงไว้ได้อย่างยั่งยืน แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีข้อเสนอแนะน โยบายในการขับเคลื่อนประเทศสู่รายได้สูงจำนวนมาก ซึ่งแต่ละทางเลือกนโยบายสร้างประโยชน์และต้นทุนที่แตกต่างกัน แต่การที่ประเทศไทยมีทรัพยากรจำกัดจึงควรมียุทธศาสตร์ ในการจัดการกับทางเลือกต่างๆ อย่างเหมาะสม งานวิจัยชิ้นนี้จึงได้สังเคราะห์ ทางเลือกนโยบายการพัฒนาประเทศสู่รายได้สูง โดยค้นหานโยบายที่เหมาะสมและจัดเรียงลำดับความสำคัญ พร้อมนำเสนอยุทธศาสตร์และกลไกในการขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ ซึ่งจากการวิเคราะห์ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของนโยบาย ควบคู่กับการประเมินผลกระทบและความยากง่ายในการดำเนินการได้สำเร็จ แบ่งออกเป็น 6 ด้าน ได้แก่

1. เพิ่มการลงทุนในการวิจัยและพัฒนา* โดยการจัดทำโครงการลงทุนขนาดใหญ่ด้านการวิจัยและพัฒนา ปรับโครงสร้างจากการผลิต (OEM) เป็นการออกแบบ (ODM) และสร้างแบรนด์ (OBM) รวมทั้งส่งเสริม angel fund และ venture capital เพื่อการวิจัยและพัฒนา *2. ยกระดับคุณภาพการศึกษา* โดยการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ เพื่อให้ผู้เรียนเข้าถึงการเรียนการสอนที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง ลดภาระการประเมินผลการศึกษาที่ไม่จำเป็น และส่งเสริมให้กลไกตลาดทำงานมากขึ้นโดยลดบทบาทภาครัฐ เพิ่มทางเลือกการศึกษา รวมทั้งอุดหนุนการศึกษาด้านอุปสงค์
*3. พัฒนาเศรษฐกิจภาคบริการ* โดยเปิดเสรีภาคบริการ ส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน และย้ายแรงงานออกจากภาคเกษตร
*4. ขยายตลาดส่งออก* โดยการเพิ่มความหลากหลายของสินค้าเกษตรส่งออก จัดโซนนิ่งการผลิต ส่งเสริมสินค้าที่ยังมีการผลิตน้อย เสริมสภาพคล่องเกษตรกรช่วงเปลี่ยนชนิดสินค้าที่ผลิต เจรจาเปิดเสรีการค้าโดยพิจารณาผลกระทบอย่างรอบคอบ สนับสนุนเงินทุนเพื่อยกระดับมาตรฐานสินค้าให้สามารถส่งออก
*5. ลดต้นทุนโลจิสติกส์* โดยการผลักดันการขนส่งระบบราง และพัฒนาศักยภาพการบริหารสินค้าคงคลัง
*6. ลดการพึ่งพาการนำเข้า* โดยการส่งเสริมพลังงานทดแทนเพื่อลดการนำเข้าพลังงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เช่น ส่งเสริมการใช้ขนส่งสาธารณะ รวมทั้งพัฒนาอุตสาหกรรมสินค้าทุนลดการพึ่งพาการนำเข้า

ด้าน *ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานสถาบันอนาคตศึกษาเพื่อการพัฒนา และประธานสถาบันการสร้างชาติ* กล่าวเสริมว่า ประเด็นสำคัญที่ควรตระหนักในการสร้างชาติให้มั่นคงและยั่งยืน คือการกำหนดยุทธศาสตร์สำหรับพัฒนาประเทศ โดยคำนึงถึงโครงสร้างและความซับซ้อนของโลกปัจจุบัน อันเป็นผลมาจากปัจจัยในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการกำหนดยุทธศาสตร์และวางกลยุทธ์ที่ถูกต้องและเหมาะสมของรัฐบาล โดยหากดูตัวอย่างประเทศใกล้เคียงที่ประสบความสำเร็จ เช่น ประเทศสิงคโปร์ และประเทศเกาหลีใต้ จะเห็นว่าทั้งสองมีการกำหนดยุทธ ศาสตร์และจัดวางกลยุทธ์ในการพัฒนาประเทศที่ดีมาก ปัจจุบันสิงคโปร์จึงกลายเป็นศูนย์กลางในแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่เกาหลีใต้ซึ่งในอดีตเคยมีดัชนีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัว(GDP) เท่ากับประเทศไทย แต่ปัจจุบันดัชนีดังกล่าวได้เพิ่มขึ้นสูงกว่าไทย 4-5 เท่า อันเป็นผลมากจากการส่งเสริมและพัฒนาด้านเทคโนโลยีอย่างจริงจัง

สำหรับการกำหนดยุทธศาสตร์และวางกลยุทธ์ของประเทศไทย เพื่อให้มีความเหมาะสมสามารถนำไปใช้งานได้จริง และเกิดประสิทธิภาพมากที่สุดนั้นต้องพัฒนาพร้อมกัน 5 ด้าน ได้แก่ *1. กลยุทธ์ต้องเข้าใจได้ง่าย (**Simplification Strategy)* เพื่อลดความไม่แน่นอนและช่วยผู้ที่เกี่ยวข้อง คาดการณ์สถานการณ์และตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เช่น นโยบายด้านอัตราแลกเปลี่ยน *2. กลยุทธ์การร่วมมือกัน (**Collaboration Strategy)* โดยเพิ่มการสื่อสารให้มากขึ้นระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสัมคม เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งด้านทรัพยากรมนุษย์และภาคธุรกิจ *3. กลยุทธ์กระจายอำนาจ (**Decentralization Strategy) *เพื่อช่วยให้การตัดสินใจนโยบายภาครัฐเกิดประสิทธิผลมากขึ้น เช่น การกระจายอำนาจด้านการศึกษาให้โรงเรียนต่างจังหวัด ได้รับการพัฒนาและส่งเสริมอย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น *4. กลยุทธ์ด้านระบบดิจิตอล (**Digitalization Strategy)* โดยนำเอาระบบดิจิตอลมาช่วยการจัดอย่างเป็นระบบ เพื่อลดความซับซ้อนและจำนวนคนที่เกี่ยวข้อง เช่น ระบบการตรวจคนเข้าเมืองของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีการแบ่งปันข้อมูลระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อให้การทำงานสะดวกมากขึ้น และ *5. กลยุทธ์การมองจากภายนอก (**Outward-looking Strategy)* โดยภาครัฐควรใช้นโยบายเชิงรุกในเวทีระหว่างประเทศ เช่น การเป็นผู้ริเริ่มจัดตั้งการรวมกลุ่มระหว่างประเทศ เป็นต้น

ขณะที่ *ศาสตราจารย์ ดร.โฮเซ สเตลเล่ ผู้เขียนหนังสือ ‘บทเล็คเชอร์ที่จีน’* กล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์เลวร้ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลกในปัจจุบัน ล่วนมีอิทธิพลมาจากแรงกดดันหลัก 2 ประการ ได้แก่
*1. ระบบสังคมนิยม* ที่ถูกถ่ายทอดมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ด้วยแนวความคิดตามหลักประชาธิปไ ตยที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ไม่คำนึงถึงอุดมการณ์ ไม่คำนึงถึงความรุนแรงที่เกิดขึ้น และท้ายที่สุดเกิดการใช้อำนาจกดขี่ข่มเหง ซึ่งถือเป็นทางออกเดียวสำหรับปัญหาหรือภัยคุกคามที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และ
*2. แรงกดดันอื่นที่คล้ายกับระบบสังคมนิยม* โดยมีจุดกำเนิดมาจากสภาพ แวดล้อมทางจิตใจทางศาสนาและส่งผลให้เกิดความรุนแรงขึ้น ทั้งสองประเด็นมีวัตถุประสงค์เดียวกันคือการมีอำนาจเหนือบุคคลทั่วไป เพื่อทำลายสิทธิเสรีภาพทางความคิด และล้มล้างระบอบการไต่สวน หรือกระบวนการยุติธรรม ดังนั้นสิ่งที่จะช่วยให้สถานการณ์ต่างๆ ดีขึ้นได้นั้น จำเป็นต้องอาศัย “หลักนิติธรรม” (The Rule of Law) ประกอบด้วย  1. กฏหมายต้องถูกสร้างขึ้นเพื่อประโยชน์กับคนในประเทศโดยสถาบันที่มาจากการเลือกตั้ง
                    2. ต้องมีความเสมอภาคในการใช้กฏหมาย
                    3. ผู้บังคับใช้กฏหมายต้องเป็นกลาง และ
                    4. ต้องมีกระบวนการยุติธรรมและรัฐธรรมนูญที่ดี ควบคู่กับการเปิดโอกาสให้ทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพภายใต้กฏหมาย เพื่อให้ประชาชนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขในสังคม ซึ่งในภาพรวมจะก่อนให้เกิดความสามัคคีและประเทศชาติที่เข้มแข็ง และนำไปสู่การเพิ่มศักยภาพขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สภาปัญญาสมาพันธ์ (WISDOM COUNCIL)
โทรศัพท์ 084-522-4424 อีเมล: wisdomcouncilthailand@gmail.com
หรือเข้าไปที่ *http://www.wisdomcouncilthailand.com <http://www.wisdomcouncilthailand.com>
ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับสื่อมวลชนติดต่อ เจซีแอนด์โค พับลิครีเลชั่นส์– JC&CO PUBLIC RELATIONS
– ณภัทร กาญจนะจัย / 6681-355-9221 / napatk@jcpr.co.th
สุริยัน ปัญญาไว / 6683-014-6266 / suriyanp@jcpr.co.th 
MEDIA HOTLINE: 081-486-3407 (ฝ่ายสื่อมวลชนสัมพันธ์) *** --

 

loading...


โดย Eduzones Pr News ดูบทความของฉันทั้งหมดที่นี่
วันที่ 17 ก.ค. 60 11:38 น.
เนื้อหานี้เปิดอ่านแล้ว 84 ครั้ง

แชร์หน้านี้

ความคิดเห็นทั้งหมด (เปิดดู 84 ครั้ง ตอบ 0 ครั้ง)

แสดงความคิดเห็นของท่านที่นี่


เรื่องที่เกี่ยวข้อง