ปรับMindset ส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย “พ่อแม่” เจ้าภาพหลัก ลดบทบาทราชการ ส่งเสริมท้องถิ่นดูแล

ลบ แก้ไข


 
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดประชุมนำเสนอผลการศึกษาการสร้างเสริมสุขภาวะในกลุ่มเด็กปฐมวัยระดับพื้นที่ และการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนเพื่อสร้างเสริมสุขภาวะเด็กปฐมวัย ภายใต้โครงการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานโครงการหน่วยวิชาการการสร้างเสริมศักยภาพชุมชนท้องถิ่นในการดูแลเด็กปฐมวัย จากการสนับสนุนของสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชนและครอบครัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ณ โรงแรมอมารี ดอนเมืองแอร์พอร์ต กรุงเทพ

            นายรณรงค์ จันใด รองคณบดีฝ่ายบริหารและการวางแผน คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หัวหน้าคณะติดตามและประเมินผลโครงการฯ กล่าวว่า การติดตามและประเมินผลครั้งนี้ ดำเนินการตั้งแต่เมษายน 2558 ถึงมีนาคม 2560 โดยจะประเมินตั้งแต่กลไกการดำเนินงานประสิทธิภาพ ประสิทธิผล คุณค่า ความคุ้มค่า และผลกระทบทางสังคมจากการการดำเนินงาน ซึ่งเก็บข้อมูลจาก15 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (ศพด.) โดยมีผู้ให้ข้อมูล จำนวน 1,358 คน ประกอบด้วย ผู้ปกครอง 1,097 คน ครู ศพด. 146 คน ศพด.95 คน ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 20 คน

            นายรณรงค์กล่าวต่อว่าการพัฒนาศักยภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ด้วยกระบวนการแบบก้าวกระโดดตามแนวทางของ COACT และ สสส. สามารถสร้างให้เกิดการพัฒนาได้อย่างรอบด้านได้แก่ 1) การพัฒนาศักยภาพ ความสามารถของครู ศพด.2) การพัฒนาระบบการบริหารจัดการ ศพด.มีการทำงานอย่างเป็นระบบ 3) การนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาจัดทำหลักสูตร 4) การพัฒนาศูนย์เรียนรู้ และการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในชุมชน และ 5) การออกแบบโครงการอย่างเป็นระบบ มุ่งการดำเนินงานทั้งด้านปฏิบัติการ ด้านการบริหารและด้านนโยบาย การจัดทีมสนับสนุนในพื้นที่ โดยมีปัจจัยความสำเร็จจากการสร้างความตระหนักให้เกิดกับประชาชนในพื้นที่ จนเกิดความเข้าใจและเห็นความสำคัญ จึงเกิดการลงแรงลงใจ เสียสละทุ่มเท เข้ามามีส่วนร่วม ให้ทุนสนับสนุน มีการกำหนดแนวทางการการดำเนินโครงการ เกิดความรู้และมีแนวทางที่ชัดเจนมีระบบบริหารจัดการที่ดี รวมถึงการสร้างระบบติดตามตรวจสอบ ส่งผลให้เกิดการผลักดันเชิงนโยบาย

 
           ด้าน นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ กรรมการพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ กล่าวว่าการแก้ไขเรื่องสถานการณ์พัฒนาการเด็กล่าช้ามีแนวโน้มคงที่มานานกว่า 20 ปีต้องเปลี่ยนวิธีการใหม่เปลี่ยนแนวคิด (Mindset) สำคัญคือการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน ไม่ใช่เฉพาะหน่วยราชการ แต่ต้องให้ท้องถิ่นเป็นตัวหลัก และพ่อแม่ผู้เลี้ยงดูเข้ามาปฏิบัติ ตัวอย่างความสำเร็จหนึ่งในเรื่องปฐมวัยที่เห็นชัดคือความร่วมมือระหว่างหลายหน่วยงานในการจัดทำคู่มือเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย (DSPM)เพื่อเฝ้าระวังพัฒนาการของเด็ก โดยมีหัวใจสำคัญคือให้พ่อแม่เข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมพัฒนาการเด็ก พ่อแม่ต้องรู้เป็นคนแรกไม่ใช่เจ้าหน้าที่ ซึ่งต้องยกระดับคุณภาพใหม่ไม่ใช่ใช้แบบสอบถาม แต่จะต้องวัดจริงทุกครั้งที่เด็กมาเข้ารับบริการ

            “ปัจจัยความสำเร็จสำคัญที่สุด 1. คนที่เป็นเจ้าของDSPMที่แท้จริงอันดับแรกคือพ่อแม่ 2. การประเมินต้องใช้วิธีการที่จำเพาะเวลา ไม่ต้องตรวจทุกครั้ง และให้เด็กทำได้จริง พร้อมทั้งใส่ใจกับเด็กกลุ่มเสี่ยงโดยไม่ต้องคัดกรอง เช่น แม่วัยรุ่น ครอบครัวยากจน ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ เมื่อปฐมวัยเป็นกระดุมเม็ดแรก ถ้าติดกระดุมเม็ดแรกผิด ทุกอย่างก็จะล่าช้าไปหมด ตามที่ถกเถียงกันมาตลอดว่าเด็กไทยไม่มีคุณภาพ จึงขอให้ท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เพราะปัจจัยในการส่งเสริมคุณภาพเด็กปฐมวัยส่วนใหญ่ก็อยู่ที่ท้องถิ่น3.การปรับปรุงคุณภาพของ ศพด. ดังที่เห็นผลความสำเร็จ ตามผลการประเมินที่กล่าวมา” นพ.ยงยุทธ กล่าว
 



loading...


โดย Eduzones Pr News ดูบทความของฉันทั้งหมดที่นี่
วันที่ 8 พ.ย. 60 10:40 น.
เนื้อหานี้เปิดอ่านแล้ว 254 ครั้ง

แชร์หน้านี้

ความคิดเห็นทั้งหมด (เปิดดู 254 ครั้ง ตอบ 0 ครั้ง)

แสดงความคิดเห็นของท่านที่นี่


เรื่องที่เกี่ยวข้อง