“ญี่ปุ่น” อนุญาตเด็กทิ้งหนังสือไว้โรงเรียนได้ แก้ปัญหาแบกกระเป๋าหนักหลายกิโล

ลบ แก้ไข
“ญี่ปุ่น” อนุญาตเด็กทิ้งหนังสือไว้โรงเรียนได้
แก้ปัญหาแบกกระเป๋าหนักหลายกิโล



“ญี่ปุ่น” อนุญาตเด็กทิ้ง


          กระทรวงศึกษาธิการญี่ปุ่น อนุญาตให้เด็กทิ้งหนังสือไว้ที่โรงเรียนได้ หลังพบว่าน้ำหนักของกระเป๋าที่หิ้วไปโรงเรียนในเเต่ละวัน หนักเกินกว่าที่เด็กตัวน้อย ๆ จะหิ้วไป-กลับบ้าน และโรงเรียนได้ทุกวัน


“ญี่ปุ่น” อนุญาตเด็กทิ้ง        

          
ปัญญาเปรียบดังอาวุธ เเต่เเตกต่างกันสุด ๆ เพราะอาวุธ ทั้งดาบ โล่ และหมวก ดูจะหนักกว่าปัญญาเยอะเลย เเต่สำหรับประเทศญี่ปุ่น กำลังพบปัญหาหนักจริง เนื่องจากเด็กต้องเเบกหนังสือจำนวนมากไปเรียนในเเต่ละวัน โดยมด 1 ตัว สามารถยกวัตถุที่หนักกว่าน้ำหนักตัวของมันได้ หลายเท่านัก บางสำนักบอกตัวเลขนี้เป็นหลักร้อยถึงพัน เเต่หลักการนี้ใช้กับมนษย์คงจะยาก ยิ่งถ้าเป็นเด็กเเล้ว มาตรฐานอเมริกันบอกว่าขอ 10-15 เปอร์เซ็นต์ ของน้ำหนักตัวก็น่าจะเพียงพอเเล้ว


“ญี่ปุ่น” อนุญาตเด็กทิ้ง
  
          ทั้งนี้แต่กลายเป็นว่านักเรียนในหลาย ๆ ประเทศ ในทวีปเอเชีย ซึ่งการเเข่งขันสูงนั้น กลับต้องพบปัญหาใหญ่ เพราะต้องยกหนังสือกันถึงหนึ่งในสี่ของน้ำหนักตัว ซึ่งประเทศญี่ปุ่น เด็กนักเรียนต้องยกกระเป๋ากันหนักถึง 5-6 กิโลกรัม ซึ่งสำหรับเด็กตัวน้อย ๆ ที่เดินไปโรงเรียน ถือว่าหนักมาก และยิ่งถ้าเป็นเด็ก ม.ปลายญี่ปุ่น น้ำหนัก 10 กิโลกรัม ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดามาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะรัฐบาลต้องการเปิดกว้างด้านวิชาการในเด็กญี่ปุ่น ซึ่งตัวเลขนี้ก็สอนคล้องกับยอดขายหนังสือเรียน ที่ยอดขายเพิ่มขึ้น 30 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเปรียบเทียบกับสิบปีก่อน เเละที่สนุกสนานกว่านั้น ก็คือ หนังสือกลับมีขนาดหนาขึ้นอีกด้วย

          โดยตอนนี้รัฐบาล จึงออกเเคมเปญว่า ขอให้เด็ก ๆ ทิ้งหนังสือเรียนไว้ที่โรงเรียนเเทนที่จะเเบกไป-กลับ ทุกวัน ซึ่งเด็กที่ต้องรับภาระแบกหนังสือหนักจะชอบไอเดียนี้ เเต่คนที่ไม่ชอบ ก็คือ พ่อเเม่จำนวนหนึ่ง ที่กลัวว่าลูกจะไม่ตั้งใจทบทวนทำการบ้าน ถ้าหนังสือไม่อยู่กับตัว อย่างไรก็ตามคำเชิญชวนจากทางกระทรวงศึกษานี้ จะได้ผลหรือไม่ จะเป็นเสือกระดาษที่ยกเลิกไปในที่สุด หรือ จะต้องเพิ่มคำเเนะนำให้เป็นนโยบาย หรือ คำสั่ง คงต้องขึ้นอยู่กับว่ามีคนทำตามมากน้อยเเค่ไหน

ขอบคุณข้อมูลจาก :: คลิก

 

 



loading...


โดย Eduzones Pr News ดูบทความของฉันทั้งหมดที่นี่
วันที่ 11 ต.ค. 61 11:06 น.
เนื้อหานี้เปิดอ่านแล้ว 334 ครั้ง

แชร์หน้านี้