เทศกาล ไหว้พระจันทร์ ข้อมูลเพียบ

ลบ แก้ไข

เทศกาลไหว้พระจันทร์ : ความกลมเกลียวของชาติ-ครอบครัว

เทศกาลไหว้พระจันทร์มีชื่อทางการภาษาจีนว่า "จงชิวเจี๋ย" เสียงภาษาจีนแต้จิ๋วว่า "ตงชิวโจ็ยะ" ตรงกับวัน ๑๕ ค่ำ กลางเดือน ๘ ของปฏิทินจีน จึงเรียกกันว่าเทศกาล "ปาเย่ว์ปั้น ( -โป๊ยะง็วยะปั่ว)" แปลว่า "กลางเดือน ๘" หรือ "ปาเย่ว์เจี๋ย ( -โป๊ยะง็วยะโจ็ยะ)" คือ "เทศกาลเดือน ๘" อีกด้วย

วันนี้ทุกคนต้องกลับไปอยู่พร้อมหน้ากันที่บ้านของตน จึงนิยมเรียกว่า "ถวนหยวนเจี๋ย ( -ถ่วงอี๊โจ็ยะ)-เทศกาลชุมนุมพร้อมหน้า" มีเดือนเพ็ญเป็นสัญลักษณ์ของคนในครอบครัวอยู่ครบถ้วน กิจกรรมสำคัญคือไหว้พระจันทร์ เทศกาลนี้จึงมีชื่อที่นิยมเรียกว่า "เย่ว์เจี๋ย ( -ง็วยะโจ็ยะ)-เทศกาลพระจันทร์" และ "ไป้เย่ว์เจี๋ย ( -ไป้ง็วยะโจ็ยะ)-เทศกาลไหว้พระจันทร์" ปัจจุบันในจีนเกือบทุกถิ่น ไต้หวัน ฮ่องกง เทศกาลนี้เป็นเทศกาลใหญ่อันดับ ๒ รองจากตรุษจีนเท่านั้น

เหตุที่เรียกเทศกาลนี้ว่า "จงชิว" เพราะเดือน ๘ เป็นเดือนกลางฤดูสารท ปฏิทินจีนเก่าที่เรียกว่าปฏิทินเกษตรใช้จันทรคติควบสุริยคติ ตามจันทรคติเดือนหนึ่งมี ๒๙-๓๐ วัน ๑ ปี มี ๑๒ เดือน ๓๕๔-๓๕๕ วัน ตามสุริยคติแบ่งปีเป็น ๔ ฤดู ฤดูหนึ่งมี ๒๔ อุตุปักษ์ ( ) อุตุปักษ์ละ ๑๕-๑๖ วัน ฤดูหนึ่งมี ๖ ปักษ์ ๑ ปี มี ๓๖๕-๓๖๖ วัน เนื่องจากปีจันทรคติน้อยกว่าปีสุริยคติอยู่ ๑๐ วัน ประมาณ ๓ ปี ใส่อธิกมาสครั้งหนึ่ง (๑๙ ปี มีอธิกมาส ๗ ครั้ง) ปีอธิกมาสมี ๑๓ เดือน เช่น ปี พ.ศ. ๒๕๔๙ นี้จีนใส่อธิกมาสเดือน ๗ (มีเดือน ๗ สองหน) วิธีนี้ทำให้เดือนกับฤดูไม่คลาดเคลื่อนกัน คือ เดือน ๑-๒-๓ ฤดูใบไม้ผลิ (วสันต์) เดือน ๔-๕-๖ ฤดูร้อน (คิมหันต์) เดือน ๗-๘-๙ ฤดูใบไม้ร่วง (สารท-ศารท) เดือน ๑๐-๑๑-๑๒ ฤดูหนาว (เหมันต์)

เดือน ๘ เป็นเดือนกลางฤดูสารท ปกติเดือนแรกของฤดูเรียกว่า "เมิ่ง ( -แรก ลูกหัวปี อ้าย)" เดือนที่ ๒ เรียกว่า "จ้ง ( I กลาง ลูกคนกลาง)" เดือนที่ ๓ เรียกว่า "จี้ ( -สุดท้าย ลูกคนเล็ก)" เดือน ๘ เรียกว่า "จ้งชิว ( -เดือนกลางของฤดูสารท) วัน ๑๕ ค่ำอยู่กลางเดือน ๘ เป็นกึ่งกลางฤดูสารทจริงๆ จึงเรียกว่า "จงชิว ( -กึ่งกลางฤดูสารท)" คำนี้ปรากฏเป็นครั้งแรกในคัมภีร์โจวหลี่ (วัฒนธรรมประเพณีราชวงศ์โจว) วรรณกรรมยุคจั้นกั๋วว่า "ทิวาแห่งวันกลางฤดูวสันต์ (จงชุน ) ตีกลองประโคมดนตรีไพเราะรับอากาศร้อน ราตรีแห่งวันกลางฤดูสารท (จงชิว- ) รับอากาศหนาวด้วยการประโคมดนตรีเช่นเดียวกัน"

ชิวเทียน ( ) หรือฤดูสารทของจีนมี ๖ อุตุปักษ์ ปักษ์ที่ ๔ คือชิวเฟ็น ( ) แปลตามรูปศัพท์ได้ว่า "กึ่งกลางฤดูสารท" เพราะวันเริ่มปักษ์นี้อยู่กึ่งกลางฤดูสารทพอดี แต่คำนี้ศัพท์ทางฤดูกาล ภาษาอังกฤษว่า Autumnal Equinox ไทยบัญญัติศัพท์ว่า ศารทวิษุวัต วิษุวัต (Eqinox) แปลว่า "จุดราตรีเสมอภาค" ศารทวิษุวัตคือวันที่กลางคืนกับกลางวันยาวเท่ากันในฤดูสารท หลังจากวันนี้ไปกลางคืนจะยาวขึ้นและอากาศจะเย็นลง จีนโบราณจึงมีประเพณีประโคมดนตรีรับอากาศเย็น ดังปรากฏในคัมภีร์โจวหลี่

ความเป็นมาของเทศกาล

เทศกาลไหว้พระจันทร์มีที่มาจากประเพณีไหว้พระจันทร์และประเพณีเซ่นสรวงทางการเกษตรประจำฤดูสารทของจีนโบราณ

การเกษตรที่สำคัญของจีนโบราณคือการทำนา มีกำหนดแน่นอนตามฤดูกาล คือ "วสันต์ไถหว่าน คิมหันต์เติบโต สารทเก็บเกี่ยว เหมันต์เก็บเข้ายุ้งฉาง" คำว่า "ชิว " ที่แปลว่า "ฤดูสารท" นั้น อักขรานุกรม ซัวเหวินเจี่ยจื้อ ( อธิบายลายสือวิเคราะห์อักษร) ให้นิยามว่า "ข้าวกล้าสุก" คำนี้มาจากอักษร " เหอ" แปลว่า "ต้นกล้า" กินความรวมถึงผลิตผลจากต้นกล้าด้วย รวมกับอักษร " หั่ว" ซึ่งแปลว่า "ไฟ" เอาความหมายถึง "สุก" รวมกันเป็น ข้าวกล้าหรือข้าวเปลือกสุก

ข้าวของจีนมี ๓ ตระกูลใหญ่ คือ ตระกูลข้าวฟ่าง (จีนเรียกว่า สู่ และ จี้ หรือ ซู่ ข้าวฟ่าง ลูกเดือย ข้าวโพด รวมอยู่ในตระกูลนี้) ตระกูลข้าวสาลีและข้าวบาร์เลย์ (จีนเรียก ไม่) และตระกูลข้าวเจ้า ข้าวเหนียว (จีนเรียก เต้า) ตระกูลแรกใช้เวลาสั้น เก็บเกี่ยวได้ก่อน ตระกูลหลังใช้เวลายาว เก็บเกี่ยวได้ทีหลัง

ในคัมภีร์ก่วนจื่อ วรรณกรรมสำคัญยุคจั้นกั๋ว บรรพชิงจัง (การหนักเบา) กล่าวถึงการใช้ผลเก็บเกี่ยวบูชาบรรพบุรุษและไหว้พระจันทร์ไว้ว่า

"นับจากปักษ์เซี่ยจื้อ (ครีษมายัน-ร้อนสุด) ไป ๔๖ วัน สิ้นฤดูคิมหันต์เริ่มฤดูสารท (คือวันลี่ชิว) ข้าวฟ่างสุก โอรสสวรรค์นำไปเซ่นสรวงพระเทพบิดร (เทพบรรพชน) อันว่าข้าวฟ่างเป็นข้าวรสดีที่สุด พระเทพบิดรนั้นแลคือบุคคลสำคัญของประเทศ บรรพชนผู้มีคุณูปการอันยิ่งใหญ่เป็นมหาเทพบิดร ( ไท่จู่) มีคุณูปการน้อยเป็นจุลเทพบิดร ( เสียวจู่) ไม่มีคุณูปการใดๆ ไม่นับเป็นพระเทพบิดร บรรพชนผู้มีคุณูปการควรถวายตำแหน่งในปราสาทเทพบิดรแลรับการเซ่นสรวง ผู้ไม่มีคุณูปการควรยืนดูอยู่ข้างนอก บรรพชนควรบูชาเพราะผลงาน ไม่ใช่บูชาเพราะเป็นญาติ โอรสสวรรค์จำแนกความดีความเลวแล้วจึงเซ่นสรวงบูชาผู้มีคุณงามความดี

นับจากปักษ์เซี่ยจื้อ (ครีษมายัน) ไป ๙๒ วัน เรียกว่าปักษ์ชิวจื้อ (ชิวเฟ็น-ศารทวิษุวัต) ปักษ์นี้ข้าวกล้า (ข้าวเหนียว ข้าวเจ้า) สุก โอรสสวรรค์นำไปไหว้พระจันทร์ เสด็จออกจากเมืองไปทางตะวันตก ๑๓๘ ลี้ สร้างฐานมณฑลพลีกรรม (ปะรำพิธี) ทรงอาภรณ์ขาว มาลาขาว ประดับหยก (ขาว) ถือคันฉ่องดีบุก ประโคมดนตรี สามนตราช มุขมนตรีแลขุนนางน้อยใหญ่เฝ้าในพิธีป่าวประกาศแก่ราษฎรว่านี่คือพิธีไหว้พระจันทร์"

ตามวัฒนธรรมจีน ถือว่าบรรพชนสำคัญกว่าเทวดา ต้องไหว้ก่อน ฉะนั้นจึงใช้ข้าวฟ่างซึ่งสุกก่อนและเป็นข้าวรสดี (ได้รับยกย่องว่าเป็น "ราชาแห่งธัญชาติ") บูชาพระเทพบิดรก่อนในปักษ์ลี่ชิว ประเพณีนี้เป็นที่มาของเทศกาลสารทจีน ดังกล่าวมาแล้ว ส่วนข้าวเหนียว ข้าวเจ้าสุกทีหลัง ใช้ไหว้พระจันทร์ซึ่งเป็นเทพประจำธรรมชาติองค์หนึ่ง

คนจีนโบราณเคารพธรรมชาติมาก โอรสสวรรค์ถือว่าฟ้าเป็นพ่อ ดินเป็นแม่ พระอาทิตย์เป็นพี่ชาย พระจันทร์เป็นพี่สาว มีพิธีเซ่นสรวงธรรมชาติประจำฤดูทั้งสี่ คือ ฤดูใบไม้ผลิบูชาพระอาทิตย์ ฤดูใบไม้ร่วงบูชาพระจันทร์ ฤดูร้อนบูชาพระธรณี (ดิน) ฤดูหนาวบูชาสวรรค์ (ฟ้า) ในคัมภีร์หลี่จี้ (คัมภีร์วัฒนธรรมประเพณี วรรณกรรมยุคจั้นกั๋ว) ตอนหนึ่งกล่าวว่า "โอรสสวรรค์เซ่นสรวงพระอาทิตย์ในฤดูใบไม้ผลิ เซ่นสรวงพระจันทร์ในฤดูใบไม้ร่วง เซ่นสรวงพระอาทิตย์ตอนกลางวัน เซ่นสรวงพระจันทร์ตอนกลางคืน"

เหตุที่ไหว้พระจันทร์ ในฤดูใบไม้ร่วง เพราะฤดูนี้พระจันทร์แจ่มงามที่สุด อากาศอบอุ่นสบาย ฤดูใบไม้ผลิตอนต้นฤดูยังหนาว ท้ายฤดูฝนมาก ฤดูร้อนฝนชุกเมฆมาก ฤดูหนาวแม้ฟ้าใสแต่อากาศหนาวมาก หลายถิ่นมีหิมะตก แต่ละฤดูมีความงามของธรรมชาติประจำฤดู คือ "วสันต์ดอกไม้ คิมหันต์เมฆ สารทพระจันทร์ เหมันต์หิมะ" ดังมีบทกวีชมว่า

วสันต์มีบุปผานานาพันธุ์ สารทงามจันทร์กระจ่างพร่างฟ้าใส

คิมหันต์ลมโชยเย็นเมฆวิไล เหมันต์ได้ชมหิมะประโปรยงาม

เหตุที่ไหว้พระจันทร์ในปักษ์ชิวเฟน เพราะปักษ์ลี่ชิวต้องเอาผลแรกได้ไปบูชาบรรพชนเสียก่อน และตั้งแต่เริ่มปักษ์ชิวเฟ็นกลางคืนเริ่มยาวขึ้น พระจันทร์มีเวลาเป็นเจ้านภากาศมากกว่าพระอาทิตย์ ทั้งยังโคจรอยู่ในตำแหน่งรับแสงอาทิตย์สะท้อนมายังโลกได้มาก ท้องฟ้าแจ่มใส อากาศเย็น เห็นจันทร์ดวงโตและสว่างงามมาก

ปกติการไหว้พระจันทร์น่าจะเลือกคืนวันเพ็ญเพราะจันทร์เต็มดวง คืนเพ็ญในปักษ์ชิวเฟ็นคือคืนจงชิวกลางเดือน ๘ ซึ่งจันทร์แจ่มกระจ่างงามเหนือคืนเพ็ญใดจนถึงกับมีสำนวนจีนกล่าวว่า "จันทร์ถึงจงชิว แจ่มงามเป็นพิเศษ" คนสมัยราชวงศ์ถังเรียกคืนนี้ว่า ตวนเจิ้งเย่ว์ หมายถึง "จันทร์ตรงเต็ม" คือ เต็มดวงโดดเด่นนั่นเอง โจวหยางจาน (พ.ศ. ๑๓๒๘-๗๐) กวีสมัยราชวงศ์ถังกล่าวไว้ในบทกลอนชมจันทร์ตอนหนึ่งว่า "สิบสองเดือนคืนเพ็ญล้วนแจ่มจันทร์ ดวงโตเด่นสุดผ่องพรรณคือจงชิว" เขายังได้กล่าวไว้ในคำนำ "รวมบทกวีชมจันทร์ในเมืองฉางอาน" ของเขาอีกว่า "ฤดูใบไม้ร่วงอยู่หลังฤดูร้อนก่อนฤดูหนาว เดือน ๘ เป็นเดือนกลางของฤดูนี้ ขึ้น ๑๕ ค่ำ คือวันกลางเดือน (๘) ตามวิถีแห่งฟ้า ความหนาวความร้อนสมดุลกัน เป็นคืนที่จันทร์เพ็ญกระจ่างจึงเรียกว่า "จงชิว" การไหว้พระจันทร์คืนจงชิวในปักษ์ชิวเฟ”นคงทำมาตั้งแต่โบราณ ถึงสมัยราชวงศ์เหนือ-ใต้ (พ.ศ. ๙๖๓-๑๑๓๒) มีหลักฐานในหนังสือ "จิงฉู่ซุ่ยสือจี้ (บันทึกเรื่องเทศกาลในถิ่นจิงฉู่)" ส่อเค้าว่าไหว้พระจันทร์คืนจงชิว ถึงสมัยราชวงศ์ถัง การไหว้พระจันทร์จึงมีกำหนดแน่นอนในวันจงชิว

นอกจากไหว้พระจันทร์แล้ว ในฤดูสารทยังมีพิธีเซ่นสรวง "เส้อ เทพแห่งแผ่นดิน" หรือ "เจ้าที่" อีกด้วย เทพองค์นี้ต่อมากลายเป็นเทพผู้คุ้มครองชุมชน ประเทศชาติ เป็นองค์เดียวกับ "พระเสื้อเมือง" ของไทย ภาษาไทลื้อเรียกว่า "เส้อ" เหมือนจีน และมี "เสื้อบ้าน" คุ้มครองหมู่บ้าน "เสื้อเมือง" คุ้มครองเมือง การบูชา "เส้อ" เป็นประเพณีเก่าแก่มีมาแต่โบราณ

ในคัมภีร์หลี่จี้กล่าวถึงพิธีนี้ว่า "บูชาเส่อคือเทพแห่งแผ่นดิน เพราะท่านควบคุมพลัง "ยิน" ของดิน บูชาเส่อแสดงถึงความเคารพเทพแห่งแผ่นดิน ดินเป็นที่รองรับแลให้กำเนิดสรรพสิ่ง ฟ้าประทานตะวัน เดือน ฤดูกาล มนุษย์แสวงหาชีวปัจจัยแลทรัพย์จากดิน โดยปฏิบัติตามกฎแห่งฟ้า ฉะนั้นจึงต้องเคารพฟ้า รักใคร่ใกล้ชิดดิน (โอรสสวรรค์) จึงสอนราษฎรให้ตอบแทนพระคุณท่านอย่างดี บ้านมีเทพประจำบ้านเป็นหลัก ประเทศชาติมี "เส้อ" เป็นหลัก "เส้อ" ในประโยคสุดท้ายคือ "พระเสื้อเมือง" ผู้เป็นเจ้าที่ดินและคุ้มครองประเทศนั่นเอง"

การบูชา "เส่อ" มีปีละ ๒ ครั้ง ครั้งแรกในฤดูใบไม้ผลิเรียกว่า "ชุนเส้อ" ครั้งหลังในฤดูใบไม้ร่วงเรียกว่า "ชิวเส้อ" วันทำพิธีบูชาคิดจากวันลี่ชุน (เริ่มฤดูใบไม้ผลิ) และวันลี่ชิว (เริ่มฤดูใบไม้ร่วง) ซึ่งไม่ขอกล่าวถึงวิธีหลักคำนวณหาวัน แต่จะห่างจากวันทั้งสองประมาณ ๔๓-๕๐ วัน อยู่ในช่วงปักษ์ชุนเฟ็น (วสันตวิษุวัต) และชิวเฟ็น (ศารทวิษุวัต) ฉะนั้นวัน "ชิวเส้อ" ในปักษ์ชิวเฟ”นบางปีอาจตรงกับวันจงชิว ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ โดยกลางวันไหว้ "เส้อ" กลางคืนไหว้พระจันทร์

การไหว้ "เส้อ" ต้องทำเป็นหมู่คณะ มีคนมาร่วมมาก ทำให้เกิดการรวมคนครั้งใหญ่ เรียกว่า "เส้อฮุ่ย" หมายถึง "งานชุมนุมไหว้เสื้อบ้านเสื้อเมือง" ต่อมาคำนี้กลายความหมายเป็น "ชุมชน สังคม" เนื่องจากพิธีไหว้ "เส้อ" มีคนมาชุมนุมมาก สมัยราชวงศ์หยวน (พ.ศ. ๑๘๑๔-๑๙๑๑) ของชาวมองโกลจึงห้ามจัดงานนี้ เพราะกลัวคนจีนมีโอกาสร่วมกันคิดต่อต้านมองโกล งาน "เส้อฮุ่ย " ไหว้เทพแห่งที่ดินและชุมชนหรือ "เสื้อบ้านเสื้อเมือง" จึงหมดไป

ตั้งแต่นั้นมาการไหว้ "เส้อ" ซึ่งเดิมเป็น "เจ้าที่" จึงไปแฝงรวมอยู่กับวันไหว้พระจันทร์ และถือกันว่าวัน ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ เป็นวันเทวสมภพของเทพ "เส้อ" ด้วย

สมัยโบราณยุคราชวงศ์เซี่ย-ซาง-โจว การไหว้พระจันทร์เป็นกิจของโอรสสวรรค์และสามนตราชเจ้าผู้ครองแคว้นเท่านั้น สมัยราชวงศ์ฮั่นมีเทศกาล "จิ้งเหล่าเจี๋ย (คารวะผู้สูงอายุ) ในปักษ์ลี่ชิว โดยคัดเลือกคนชราผู้มีชื่อเสียงและคุณธรรมจำนวนหนึ่ง ทางการมอบไม้เท้า ขนมนึ่งด้วยแป้งข้าวเหนียวและของอื่นๆ ให้ บางตำราว่าเทศกาลนี้อยู่ในปักษ์ชิวเฟ”น แต่ไม่พบหลักฐานเรื่องงานไหว้พระจันทร์ของชาวบ้าน จนถึงยุคราชวงศ์เหนือ-ใต้ ในหนังสือ "จิงฉู่ซุ่ยสื่อจี้ (บันทึกวันเทศกาลถิ่นจิงฉู่)" วรรณกรรมสำคัญของยุคนี้ กล่าวถึงการไหว้พระจันทร์เดือน ๘ รวมอยู่กับงาน "ชิวเส้อ" ว่า "ปักษ์ชิวเฟิน เอาสัตว์พลีกรรม (เซิง-แซ) ไหว้เทพเส้อ ของไหว้มากกว่าของไหว้พระจันทร์เดือนจ้งชิว (เดือน ๘) ไหว้เส้อเสร็จแล้วเอาของไหว้แบ่งกันกินทั้งหมู่บ้าน ทั่วทั้งวงศ์ตระกูล" การไหว้พระจันทร์เดือนจ้งชิว (เดือน ๘) น่าจะไหว้วันจงชิว (๑๕ ค่ำ) แต่ในหนังสือนี้ไม่ได้กล่าวถึงรายละเอียดของการไหว้พระจันทร์เลย

เทศกาลจงชิวปรากฏชัดแพร่หลายในสมัยราชวงศ์ถัง หนังสือถังซู (พงศาวดารราชวงศ์ถัง) ตอนพระราชประวัติถังไท่จงมีข้อความว่า "๑๕ ค่ำ เดือน ๘ เทศกาลจงชิว" แม้หลักฐานนี้จะมีผู้แย้งว่าผิดพลาด แต่มีหลักฐานอื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งบทกวีของกวีมากมายกล่าวถึงการชมจันทร์วันกลางเดือน ๘ เช่น โอวหยางจานซึ่งแต่งบทกวีชมจันทร์ในเมืองฉางอาน (เมืองหลวงของราชวงศ์ถัง) ไว้มากและกล่าวถึงชื่อวัน "จงชิว" อย่างชัดเจนดังกล่าวแล้วข้างต้น

ในบทกวีชมจันทร์ของบรรดากวีสมัยราชวงศ์ถังแสดงให้เห็นว่ายุคนี้น่าจะมีคตินิยม กลับไปชุมนุมชมจันทร์กันพร้อมหน้าในครอบครัวแล้ว เช่น บท "เย่ว์เย่ (คืนเพ็ญ) ของตู้ฝู่ (พ.ศ. ๑๒๕๕-๑๓๑๓) กวียิ่งใหญ่ที่สุดของจีนผู้ได้รับฉายาว่า "ราชาแห่งปวงกวี" เขาแต่งกวีนิพนธ์บทนี้เมื่อปีพ.ศ. ๑๒๙๙ บ้านเมืองมีศึกสงคราม ตัวเขาอยู่เมืองฉางอาน แต่ลูกเมียอยู่เมืองฟูโจว ถึงวันจงชิวเขาห่วงหาอาทรถึงภรรยาว่าต้องโศกเศร้าที่ครอบครัวไม่พร้อมหน้า ขาดสามีร่วมชมจันทร์ ดังตัวบทกวีว่า

ฟูโจวแขคืนนี้ เมียรักอยู่ชมเดียวดาย

สงสารลูกเล็กหลาย มิรู้คิดถึงฉางอาน (ยังไม่รู้จักคิดถึงพ่อ)

หมอกหอมชุ่มผมเจ้า แสงเงินหนาวแขนสะคราญ

วันใดได้เคียงม่าน ร่วมชมโสมซับชลนา

แม้กระนั้นวันจงชิวยังไม่เป็นเทศกาลใหญ่เหมือนตรุษจีน หยวนเซียว เช็งเม้ง และตวนอู่ (สารทขนมจ้าง) เพราะทางราชการยังไม่ได้ประกาศเป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ และหนังสือสมัยราชวงศ์ถังที่เขียนถึงเทศกาลส่วนมากก็ไม่ได้ใส่ชื่อเทศกาลนี้ไว้ พูดง่ายๆ ก็คือจงชิวยังเป็นแค่วันเทศกาลของชาวบ้านไม่ใช่วันเทศกาลของรัฐ

จงชิว มีฐานะเป็นเทศกาลของรัฐในสมัยราชวงศ์ซ่ง (พ.ศ. ๑๕๐๓-๑๘๒๒) ซ่งไท่จง (พ.ศ. ๑๕๑๙-๔๐) ฮ่องเต้องค์ที่ ๒ ของราชวงศ์ซ่งประกาศให้วัน ๑๕ ค่ำ กลางเดือน ๘ เป็นวันเทศกาลจงชิว ในหนังสือ "ตงจิงเมิ่งหัวลู่-บันทึกความรุ่งเรืองของเมืองไคเฟ”ง)" ของเมิ่งหยวนเหล่าคนสมัยราชวงศ์ซ่งเหนือ (พ.ศ. ๑๕๐๓-๑๖๖๙) และหนังสือ "เมิ่งเหลียงลู่ (บันทึกเมิ่งเหลียง)" ของอู๋จื่อมู่คนสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ (พ.ศ. ๑๖๖๙-๑๘๒๒) บันทึกเรื่องเทศกาลนี้ไว้คล้ายกันว่าแพร่หลายคึกคักไปทั่วทุกถิ่น ทุกชนชั้น มีกิจกรรมเฉลิมฉลองสนุกสนานกันทั้งคืน ที่สำคัญคือการเที่ยวชมจันทร์และไหว้พระจันทร์ ขนมไหว้พระจันทร์ก็น่าจะมีแล้วในสมัยนี้

ถึงสมัยราชวงศ์หยวน เทศกาลไหว้พระจันทร์มีความสำคัญยิ่งขึ้น ราชสำนักซึ่งเป็นชาวมองโกลก็รับเทศกาลนี้ไปจากชาวจีน แต่ห้ามเทศกาลชิวเส้อ ราษฎรจึงใช้วันไหว้พระจันทร์ชุมนุมนัดหมายกันแทน ดังมีตำนานเล่าว่าเขียนหนังสือนัดหมายลุกฮือฆ่ามองโกลสอดไปในไส้ขนมไหว้พระจันทร์ซึ่งแต่ละบ้านนำไปมอบให้ต่อๆ กัน ทำให้กู้ชาติพิฆาตมองโกลได้สำเร็จ ตำนานนี้แม้นักวิชาการจะบอกว่าเชื่อได้ไม่มากนัก แต่ก็คงมีมูลความจริงอยู่บ้าง เพราะปัจจุบันเทศกาลไหว้พระจันทร์ในหลายถิ่นของจีน เช่น แต้จิ๋ว เจียงซี (กังไส) มีกิจกรรมรำลึกถึงการโค่นล้มมองโกลอยู่ด้วย และตั้งแต่สมัยราชวงศ์หมิงเป็นต้นมา มีประเพณีมอบขนมไหว้พระจันทร์เป็นของขวัญประจำเทศกาล ทั้งถือว่าขนมนี้เป็นเครื่องหมายของการอยู่ชุมนุมพร้อมหน้ากันในครอบครัวด้วยความสมบูรณ์พูนสุข เทศกาลไหว้พระจันทร์ยิ่งคึกคักมีความสำคัญแข่งเคียงกับเทศกาลขนมจ้างและตรุษจีน เป็น ๑ ใน ๓ เทศกาลใหญ่ของจีน

ถึงสมัยราชวงศ์ชิง เทศกาลไหว้พระจันทร์มีกิจกรรมหลากหลายเป็นนักขัตฤกษ์ใหญ่ยิ่งกว่าเดิม ทุกหนทุกแห่งเปี่ยมด้วยบรรยากาศแห่งความรื่นเริง เพราะส่วนมากเบาภาระจากงานไร่นา อากาศเย็นสบาย ฟ้าแจ่มใส จันทร์กระจ่าง บรรยากาศชวนให้เบิกบานใจ ทุกบ้านต่างจัดเครื่องบูชาไหว้พระจันทร์ แม้กระต่ายในดวงจันทร์ก็มีพิธีเซ่นไหว้ มีผู้ปั้นกระต่ายในดวงจันทร์ขายในเทศกาลนี้ตั้งแต่ปลายราชวงศ์หมิง จนกลายเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของเทศกาลนี้

หลังจากสิ้นราชวงศ์ชิง แม้จีนจะมีศึกสงครามตลอดยุคสาธารณรัฐ (พ.ศ. ๒๔๕๔-๙๒) แต่เทศกาลไหว้พระจันทร์ยังคงความสำคัญตลอดมาจนปัจจุบัน แม้ชนชาติส่วนน้อยในจีนหลายเผ่าก็ฉลองเทศกาลนี้ด้วย เช่น ไต (ลื้อ) จ้วง ปู้อี ต้ง

หลากเรื่องเนื่องดวงจันทร์

เทศกาลจงชิว มีดวงจันทร์เป็นศูนย์กลาง ตามจินตนาการของคนจีน มีเรื่องเกี่ยวเนื่องด้วยดวงจันทร์ในเทศกาลนี้หลายเรื่องคือ คางคก กระต่าย ต้นกุ้ยฮวยกับอู๋กัง จันทรเทวีฉางเอ๋อร์ เรื่องพระเจ้าถังเสวียนจงประพาสดวงจันทร์ และขนมไหว้พระจันทร์

คางคก กระต่าย ต้นกุ้ยฮวย

คนจีนเชื่อว่ามีคางคกอยู่ในดวงจันทร์มาแต่โบราณ ในบทนิพนธ์เรื่อง "เทียนเวิ่น (ถามฟ้า)" ของชีวหยวน (ประมาณปีพ.ศ. ๓๓๗-๕๕๑) รัตนกวีคนแรกของจีนมีความตอนหนึ่ง ถามว่า "ดวงจันทร์มีความวิเศษอะไร ตายแล้วจึงกลับฟื้น คางคกในท้องมีประโยชน์อันใดต่อดวงจันทร์?" คำว่า "คางคก" จึงใช้เป็น "นามนัยะ" (Mytenemy) แทนดวงจันทร์ในบทกวีจีนอยู่เสมอ และบางทีเรียกดวงจันทร์ว่าวิมานคางคก คางคกในดวงจันทร์นี้ใน Dictionary of Chinese Symbols กล่าวว่ามี ๓ ขา เช่นเดียวกับคางคกของเซียนหลิวไห่ฉานเทพแห่งทรัพย์สินองค์หนึ่งของจีน รูปคางคกที่คนนิยมนำมาตั้งบูชาเรียกทรัพย์คือคางคกของเซียนหลิวไห่ฉาน

ต่อมาสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตก (พ.ศ. ๓๓๗-๕๕๑) ในดวงจันทร์มีกระต่ายเข้ามาอีก หนังสือ "อู่จิงทงอี้ (แจ้งความหมายคัมภีร์ทั้งห้าของขงจื๊อ)" ของหลิวเซี่ยง กล่าวว่า "ในดวงจันทร์มีคางคกและกระต่าย" กระต่ายที่เพิ่มเข้ามานั้นเกิดจากการตีความอักษร ๒ ตัวที่เคยแปลกันว่า "คางคก" ใน "เทียนเวิ่น" อักษร ๒ ตัวนี้ปัจจุบันตีความต่างกันเป็น ๓ อย่าง ปราชญ์ผู้ใหญ่รุ่นก่อน เช่น กัวมั่วรั่ว เหวินอีตัวว่าหมายถึงคางคก พวกหนึ่งบอกว่าอักษรตัวหนึ่งหมายถึงกระต่าย ตัวหนึ่งหมายถึงคางคก อีกพวกหนึ่งบอกว่าหมายถึงกระต่ายเท่านั้น กระต่ายในดวงจันทร์ต่อมานิยมเรียกว่า "กระต่ายทอง" หรือ "กระต่ายหยก" คู่กับ "คางคกแก้ว" ถึงสมัยราชวงศ์จิ้น (พ.ศ. ๘๐๘-๙๖๓) ในหนังสือ "หนี่เทียนเวิ่น (เลียนแบบถามฟ้า)" ของฟู่เสวียน กล่าวว่า "ในดวงจันทร์มีอะไร? มีกระต่ายตำยา" หนังสือบางเล่มขยายความว่าเป็นยาอายุวัฒนะ ความเชื่อดังกล่าวสืบทอดมาจนทุกวันนี้

ในหนังสือหวยหนันจื่อ ของหลิวอัน (พ.ศ. ๓๖๔-๔๒๑) คนสมัยฮั่นตะวันตกกล่าวว่า "ในดวงจันทร์มีต้นกุ้ยฮวย" (ต้นไม้ชนิดนี้ปัจจุบันในเมืองไทยเรียกสารภีฝรั่ง ชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Osmanthus Fragrans) ต่อมาในวรรณกรรมสมัยราชวงศ์ถังมีเรื่องเพิ่มเติมไปอีกว่า มีหนุ่มชาวเมืองซีเหอผู้หนึ่งชื่ออู๋กัง ไปฝึกวิชาเพื่อให้สำเร็จเป็นเซียนแล้วมีความผิด ถูกสาปให้ไปฟันต้นกุ้ยฮวยอยู่ในดวงจันทร์ ต้นกุ้ยฮวยนั้นสูง ๕๐๐ จ้าง (ประมาณ ๕,๐๐๐ ฟุต) เป็นต้นไม้กายสิทธิ์ พอขวานที่ฟันพ้นออกไปแผลก็ติดทันที อู๋กังจึงฟันไม่ล้ม และยังคงฟันต้นกุ้ยฮวยในดวงจันทร์อยู่จนทุกวันนี้ กุ้ยฮวยในดวงจันทร์เป็นสัญลักษณ์ของความสูงส่ง ยศศักดิ์ การสอบจอหงวนในอดีตจัดสอบในเดือน ๘ จึงเกิดสำนวนเรียกคนสอบได้ว่า "หักได้กิ่งกุ้ยฮวยในดวงจันทร์" ถือเป็นสัญลักษณ์มงคลอย่างหนึ่งของจีน

เรื่องเกี่ยวกับดวงจันทร์ที่แพร่หลายที่สุดคือเรื่องจันทรเทวีฉางเอ๋อร์ เรื่องนี้มีพัฒนาการมายาวนาน ในคัมภีร์ซันไห่จิง (คัมภีร์ภูเขาและทะเล) ยุคจั้นกั๋วซึ่งมีเนื้อหาหนักไปทางภูมิศาสตร์และเทวปกรณัมมีข้อความตอนหนึ่งว่า "มีหญิงผู้หนึ่ง อาบน้ำให้ดวงจันทร์ เธอคือฉางซีชายาของราชาตี้จุ้น ให้กำเนิดดวงจันทร์ ๑๒ ดวง จึงอาบน้ำให้" ต่อมาในหนังสือหวยหนันจื่อ สมัยราชวงศ์ฮั่นมีเรื่องเล่าว่า ราชาตี้อี้ได้ยาอมตะมาจากเทวีซีหวางหมู่ เหิงเอ๋อร์ลักกินยานั้นบรรลุอมตภาพลอยไปอยู่ในดวงจันทร์แล้วกลายเป็นคางคกปีศาจประจำดวงจันทร์ ต่อมาชื่อของเหิงเอ๋อร์กลายเป็นชื่อ "ตี้อี้" ของสามีก็กลายเป็น "โฮ่วอี้" เรื่องในหนังสือหวยหนันจื่อแพร่หลายไปทั่วและถูกแต่งเติมแตกต่างกันไป บางเรื่องฉางเอ๋อร์ยังเป็นคนไม่ดี ลักยาอายุวัฒนะของสามีกินแล้วลอยสู่ท้องฟ้า ถูกเทวดาประณามจึงต้องเข้าไปอยู่ในดวงจันทร์ แต่เรื่องที่ได้รับความนิยมมากที่สุดเป็นดังนี้

ในอดีตกาลนานโพ้น ราชาโฮ่วอี้ มีชายางามใจประเสริฐชื่อฉางเอ๋อร์ ครั้งหนึ่งมีพระอาทิตย์ขึ้นพร้อมกันถึง ๑๐ ดวง ความร้อนแผดเผาจนพืช สัตว์ และผู้คนล้มตายเป็นอันมาก ราชาโฮ่วอี้จึงขึ้นไปบนยอดเขาคุนหลุน ใช้ธนูยิงพระอาทิตย์ดับไป ๙ ดวง ผู้คนต่างแซ่ซ้องสรรเสริญ มีชายหนุ่มมาขอเรียนวิชาธนูกับโฮ่วอี้มาก รวมทั้งเฝิงเหมิงผู้มีจิตใจชั่วร้ายด้วย ต่อมาโฮ่วอี้ได้ยาอายุวัฒนะมาจากพระแม่เจ้าซีหวางหมู่ นำมาให้ฉางเอ๋อร์เก็บรักษาไว้ เฝิงเหมิงทราบความเรื่องนี้จึงฉวยโอกาสตอนโฮ่วอี้ไม่อยู่เข้าไปขู่บังคับเอายาจากฉางเอ๋อร์ ด้วยความคับขันเธอจึงกินยานั้นเสียเอง แล้วกายเบาฟ่องลอยละล่องไปถึงดวงจันทร์ บรรลุอมตภาพเป็นเทพนารีสถิตอยู่ในดวงจันทร์ โฮ่วอี้กลับมากำจัดเฝิงเหมิงแล้วเศร้าโศกคิดถึงฉางเอ๋อร์มาก พอดีเป็นวันเพ็ญเดือน ๘ จันทร์กระจ่างงาม โฮ่วอี้จึงจัดเครื่องเซ่นสรวงบูชา ทำพิธีไหว้พระจันทร์รำลึกถึงฉางเอ่อรชายาสุดที่รัก ต่อมาผู้คนพากันเอาอย่างกลายเป็นประเพณีไหว้พระจันทร์สืบมา

บางตำนานมีเรื่องแตกต่างออกไปว่า หลังจากได้ยาอายุวัฒนะมาแล้วโฮ่วอี้เปลี่ยนนิสัย กลายเป็นคนชั่วร้าย เบียดเบียนข่มเหงประชาชน ฉางเอ๋อร์ทัดทานเท่าไรก็ไม่ฟัง นางกลัวว่าถ้าโฮ่วอี้ได้กินยาบรรลุอมตภาพแล้วชาวโลกจะเดือดร้อนไม่มีวันสิ้นสุด จึงลักยานั้นกินแล้วลอยไปอยู่ในดวงจันทร์ แต่เรื่องที่งิ้วนิยมเล่นเป็นว่า ตอนท้ายโฮ่วอี้จะฆ่าเธอ กระต่ายแสนรู้จึงหยิบยาอมตะใส่ปากให้ ฉางเอ๋อร์อุ้มกระต่ายเหาะหนีขึ้นไปอยู่ในดวงจันทร์ในวัน ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ผู้คนรำลึกถึงความดีของเธอจึงจัดพิธีไหว้พระจันทร์กลางเดือน ๘ สืบมา

ส่วนเรื่องพระเจ้าถังเสวียนจง ประพาสดวงจันทร์นั้น หนังสือหลงเฉิงลู่ (บันทึกเมืองมังกร) บันทึกไว้ว่า ศักราชไคหยวนปีที่ ๖ (พ.ศ. ๑๒๖๑) พระเจ้าถังเสวียนจงพร้อมด้วยเทวาจารย์เซินเทียนซือและนักพรตหงโตวชมจันทร์คืนจงชิว เซินเทียนซือใช้วิทยาคมเหาะขึ้นไปบนดวงจันทร์พร้อมกันทั้ง ๓ คน เห็นรัตนวิมานงามระยับ อากาศหนาวยะเยือกน้ำค้างหยาดชุ่มอาภรณ์ ที่ตำหนักมีป้ายเขียนชื่อว่า "กว่างหานชิงซีว์จือฝู่" แปลเอาความได้ว่า "วิมานไพศาลยะเยือก" หรือ "วิศาลสีตลวิมาน" หน้าประตูมีทหารถืออาวุธเฝ้าอยู่อย่างแข็งขัน

พระเจ้าถังเสวียนจง ทรงเสียดายที่เสด็จเข้าไปข้างในไม่ได้ เซินเทียนซือนำเสด็จเข้าไปอยู่ในหมู่เมฆ มองลงมาเบื้องล่างเห็นพระราชวังนครฉางอานงามสง่า ครั้นแล้วได้กลิ่นหอมโชยมา นภากาศเบื้องต่ำลงไปมีเหล่าเซียนมากมาย บ้างขี่เมฆ บ้างขี่นกกระเรียน ลอยละล่องท่องห้วงหาว จากนั้นมีรุจิประภาฉายฉันเป็นอเนกพรรณรังสี พร่างพรายนัยน์เนตร ไอหมอกโชยมาหนัก ไม่อาจเสด็จต่อไปได้ ขณะนั้นเห็นนางกำนัลแห่งเทวอัปสรสิบกว่าคน สวมอาภรณ์ขาวชายแขนยาวพลิ้ว ขี่หงส์มาจับระบำรำฟ้อนที่ลานใต้ต้นกุ้ยฮวย หน้าวิมานไพศาลยะเยือก มีเสียงทิพยดุริยางค์ดังแว่วมา สำเนียงเสนาะไพเราะจับใจ พระเจ้าถังเสวียนจงทรงเจนจบดุริยเวท จึงทรงจำเพลงนั้นได้แม่นยำ ขณะที่ทรงเคลิบเคลิ้มไปกับทิพยสังคีต เซินเทียนซือก็ทูลเชิญเสด็จกลับ ทั้ง ๓ คนจึงเหาะกลับลงมายังโลกมนุษย์ เรื่องประพาสวิมานจันทร์เป็นดังฝันอันชวนหวนหา พระเจ้าถังเสวียนจงจึงทรงนำเพลงที่ได้ทรงสดับมาสอนให้ชาวมโหรีในราชสำนัก พระราชทานชื่อเพลงนี้ว่า "หนีสางอี่ว์อีฉี่ว์" แปลว่า "อาภรณ์ปุยเมฆของรุ้งกินน้ำ"

เรื่องเสด็จวิมานจันทร์นี้ หนังสือบางเล่มกล่าวต่างออกไปว่า นักพรตชื่อล่อกงหย่วนโยนไม้เท้าเป็นสะพานเงิน เชิญเสด็จพระเจ้าเสวียนจงขึ้นไปบนดวงจันทร์ เห็นเหล่าเทพอัปสรฟ้อนรำอยู่หน้าวิมาน จึงทรงถามว่าเพลงอะไร เทพอัปสรทูลว่า เพลง "หนีสางอี่ว์อีฉี่ว์" พระเจ้าถังเสวียนจงทรงจำทั้งฟ้อนรำและทำนองเพลงกลับลงมาถ่ายทอดแก่นางในของพระองค์ในนิยายอิงพงศาวดารจีนเรื่องซุยถังฉบับแปลภาษาไทย กล่าวถึงเพลงนี้ว่า

"เมื่อพระองค์ได้ราชสมบัตินั้นทรงพระสุบินว่า พระองค์เสด็จเที่ยวไปในวิมานจันทร์แล้วฟังนางฟ้าขับเสียงไพเราะ พระเจ้าเหียนจงเม้งเต้จึงถามนางฟ้านั้นว่า เพลงนี้เรียกชื่อเพลงอันใด นางฟ้าบอกว่าชื่อ "หงีเสียงอูอีเค็ก" ครั้นพระองค์ตื่นจากบรรทมก็จำกลอนเพลงนั้นไว้ได้ พระองค์จึงสอนพวกพนักงานให้ขับ"

ชื่อพระเจ้าเหียนจงเม้งเต้เป็นเสียงแต้จิ๋ว จีนกลางว่า เสวียนจงหมิงตี้ เพลงหงีเสียงอูอีเค็กก็คือเพลงหนีสางอี่ว์อีฉี่ว์นั่นเอง ตำนานเพลงในเรื่องซุยถังนี้คล้ายตำนานเพลงบุหลันลอยเลื่อนซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงได้จากพระสุบินนิมิตมาก

ขนมไหว้พระจันทร์

ขนมไหว้พระจันทร์ ภาษาจีนเรียก "เยว์ปิ่ง ( ง็วยะเบี้ย) เย่ว์ ( ) คือพระจันทร์ ปิ่ง ( ) หมายถึง ของกินทรงแบน นึ่งหรือปิ้ง ย่าง เผา อบ" ลักษณะสำคัญของปิ่งอยู่ที่ทรงต้องแบนเป็นวงกลมรี หรืออาจเป็นเหลี่ยมก็ได้ แต่ต้องไม่กลมเป็นก้อน ถ้ากลมเป็นก้อนขนาดเล็กเรียก "หวัน (อี้)" ถ้าใหญ่มีชื่อเรียกต่างกันไป ปิ่งของจีนมีหลายชนิด ส่วนมากทำจากข้าว จะมีไส้หรือไม่ก็ได้ ขนมไหว้พระจันทร์ทรงแบนเป็นวงกลมคล้ายดวงจันทร์จึงเรียกว่า "เย่ว์ปิ่ง" หมายถึง "ปิ่งทรงดวงจันทร์" คนไทยแปลชื่อขนมนี้ตามโอกาสที่ใช้ว่าขนมไหว้พระจันทร์

ขนมนี้มีความเป็นมายาวนานเช่นเดียวกับเทศกาลไหว้พระจันทร์ หนังสือเล่มหนึ่งบอกว่าวิวัฒนาการมาจากปิ่งที่นึ่งจากแป้งข้าวเหนียวในเทศกาล "จิ้งเหล่าเจี๋ย-คารวะผู้สูงอายุ" สมัยราชวงศ์ฮั่น พจนานุกรมประเพณีจีนเล่มหนึ่งกล่าวว่า ครั้งหนึ่งแม่ทัพหลี่จิ้งชนะศึกกลับมาเฝ้าพระเจ้าถังเกาจู่ครองราชย์ (พ.ศ. ๑๑๖๑-๖๙) ในท้องพระโรงยามราตรีคืนเพ็ญ พอดีมีพ่อค้าชาวทิเบตนำขนมปิ่งมีลวดลายสวยงามมาถวาย พระองค์ทรงโสมนัส สำรวลดำรัสชี้ไปที่เดือนเพ็ญว่า ต้องชวนพระจันทร์ชิมขนมนี้ด้วย แล้วแบ่งขนมนั้นพระราชทานขุนนางทุกคน จึงเกิดประเพณีกินขนมพระจันทร์คืนเพ็ญเดือน ๘ ตั้งแต่นั้นมา

ในหนังสือ "ลั่วจงเจี้ยนเหวิน (เรื่องที่ได้ฟังได้เห็นในเมืองลั่วหยาง) กล่าวว่า พระเจ้าถังซีจง (พ.ศ. ๑๑๔๖-๑๔๓๑) เสวยเย่ว์ปิ่ง (ขนมพระจันทร์) ในวันเทศกาลจงชิวรสชาติวิเศษนัก จึงพระราชทานให้นำไปเลี้ยงบัณฑิตจิ้นสื้อ (เทียบเท่าปริญญาเอก) ใหม่ที่กำลังมีงานเลี้ยงฉลองอยู่ แต่หนังสือเล่มนี้เป็นวรรณกรรมยุคหลังราชวงศ์ถังจึงน่าเชื่อถือน้อย ในบันทึกของพระภิกษุชาวญี่ปุ่นผู้เข้ามาศึกษาพุทธศาสนาในยุคราชวงศ์ถัง บันทึกว่า "๑๕ ค่ำ วัดจัดป๋อทุน (อาหารชนิดหนึ่งคล้ายขนมจีบ) และปิ่งชนิดต่างๆ เป็นต้น จัดเลี้ยงวัน ๑๕ ค่ำ เดือน ๘" ในเอกสารร่วมสมัยไม่พบเรื่องขนมไหว้พระจันทร์ในสมัยราชวงศ์ถัง

ต่อมาในสมัยราชวงศ์ซ่งเหนือ (พ.ศ. ๑๕๐๓-๑๖๙๙) ในร้อยกรองบทหนึ่งของซูตงพอมีข้อความว่า "ปิ่งน้อยราวจันทร์เสี้ยว" คำว่า ปิ่ง ( ) และจันทร์ ( -เย่ว์) อยู่ด้วยกันเป็นครั้งแรก แต่คำว่า "เย่ว์ปิ่ง ( ) ปรากฏครั้งแรกในหนังสือ "อู่หลินจิ้วสื้อ (เรื่องเก่าในยุทธจักร)" ของโจวมี่คนสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ (พ.ศ. ๑๖๙๙-๑๘๒๒) บทที่กล่าวถึง "อาหารนึ่ง" ว่ามีปิ่งชนิดต่างๆ เช่น ปิ่งใบบัว ปิ่งพุดตาน รวมทั้งเย่ว์ปิ่ง (ปิ่งทรงดวงจันทร์) แต่ก็ไม่ได้กล่าวว่าขนมนี้ใช้ในเทศกาลไหว้พระจันทร์ ในหนังสือเมิ่งเหลียงลู่ (บันทึกเมิ่งเหลียง) วรรณกรรมสมัยซ่งใต้อีกเล่มหนึ่งก็พูดถึงเย่ว์ปิ่ง ( ) แต่ก็ไม่ได้บอกว่าเกี่ยวข้องกับเทศกาลไหว้พระจันทร์

จนถึงสมัยราชวงศ์หมิงจึงมีบันทึกร่วมสมัยกล่าวว่า "เย่ว์ปิ่ง" เป็นของกินประจำเทศกาลไหว้พระจันทร์ เช่น หนังสือ "ซีหูหยิวหล่านจื้ออี๋ว์ (บันทึกเรื่องเที่ยวทะเลสาบซีหู)" ของเถียนหลู่เฉิง มีความตอนหนึ่งว่า "วัน ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ เรียกว่าจงชิว ชาวบ้านให้เย่ว์ปิ่งกัน แสดงความหมายว่ากลมเกลียวพร้อมหน้า" ถึงสมัยราชวงศ์ชิง (พ.ศ. ๒๑๘๗-๒๔๕๔) มีบันทึกและบทกวีเกี่ยวกับขนมไหว้พระจันทร์มากมาย และขนมชนิดนี้ก็มีหลายแบบหลายอย่างแตกต่างกันไปตามท้องถิ่น ได้รับความนิยมสืบมาจนปัจจุบัน

มีตำนานเกี่ยวกับขนมไหว้พระจันทร์เรื่องหนึ่งว่า สมัยราชวงศ์หยวน ชาวมองโกลควบคุมและข่มเหงชาวจีนมาก ไม่ให้มีอาวุธติดบ้านเลย แม้มีดทำครัวก็ให้ใช้ร่วมกัน ๑๐ ครอบครัวต่อเล่ม ทั้งมีทหารมองโกลมาควบคุม ๑๐ ครอบครัวต่อคน ไม่ให้มีโอกาสทำอาวุธและชุมนุมปรึกษาหารือกันได้ ชาวจีนเจ็บแค้นมาก ต่างคิดโค่นล้มมองโกล แต่ไม่รู้ติดต่อกันอย่างไร

ต่อมาในปีหนึ่งถึงวันใกล้เทศกาลจงชิว จางสื้อเซิ่งผู้นำต่อต้านมองโกลคนหนึ่ง เขียนข้อความใส่กระดาษนัดหมายให้ทุกครอบครัวลงมือพร้อมกันฆ่าผู้คุมชาวมองโกลในวันจงชิว สอดไปในไส้ขนมไหว้พระจันทร์ แจกจ่ายไปในหมู่ชาวจีน และให้ผู้ได้รับเอาอย่างทำส่งต่อๆ กันไป ถึงค่ำวันจงชิว หลังจากกินขนมไหว้พระจันทร์แล้ว ทุกครอบครัวคว้าอาวุธเท่าที่เตรียมหาไว้ได้จับผู้คุมชาวมองโกลฆ่า จากนั้นจึงโค่นล้มราชวงศ์หยวนสำเร็จ

ตั้งแต่นั้นมาการให้ขนมไหว้พระจันทร์กันและกินขนมนี้ในวันเทศกาลจงชิวจึงแพร่หลายกลายเป็นประเพณี ทั้งนี้เพื่อรำลึกถึงการกู้ชาติ ตำนานนี้ที่เล่ากันในแต่ละถิ่นมีรายละเอียดแตกต่างกันบ้าง เช่น ผู้คิดเรื่องเขียนกระดาษนัดหมายบางถิ่นว่าคือจูหยวนจาง (พ.ศ. ๑๙๑๑-๑๓๔๑) ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์หมิง บางถิ่นว่าคือหลิวป๋อเวิน ที่ปรึกษาของจูหยวนจาง

ตำนานเรื่องนี้แม้วงวิชาการ จะไม่ค่อยเชื่อนัก แต่ก็น่าจะมีมูลความจริงอยู่บ้าง เพราะตั้งแต่ราชวงศ์หมิงเป็นต้นมาประเพณีให้ขนมไหว้พระจันทร์เป็นของขวัญในเทศกาลจงชิวเพื่อ "ความกลมเกลียวพร้อมหน้า" ก็แพร่หลายมาก อนึ่งปัจจุบันขนมไหว้พระจันทร์แบบปักกิ่งต้องมีไหมเขียวไหมแดง (ทำจากแป้ง?) ใส่ไว้ในไส้ด้วยเพื่อแทนกระดาษเขียวแดงที่ใช้เขียนนัดหมายฆ่ามองโกลในอดีต ถ้าตำนานนัดหมายฆ่ามองโกลมีมูลความจริง ขนมไหว้พระจันทร์ก็น่าจะมีมาตั้งแต่ราชวงศ์ซ่ง แต่อาจจะไม่แพร่หลายนัก จึงไม่ปรากฏในบันทึกของคนร่วมสมัยเท่าที่เหลือตกทอดมาถึงปัจจุบัน

ขนมไหว้พระจันทร์ในปัจจุบัน ทั่วประเทศจีนมีมากมายนับร้อยนับพันชนิด เฉพาะเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๐ ภัตตาคารในเมืองกว่างโจว ๖ แห่งจัดนิทรรศการขนมไหว้พระจันทร์ก็มีกว่า ๘๐ ชนิด รสชาติหลากหลาย มีทั้งรสหวาน เค็ม หวานเค็ม เผ็ด รูปลักษณ์ก็ชวนชม แต่ไม่ว่าจะประดิษฐ์ให้รูปลักษณ์วิจิตรพิสดารอย่างไร ขนมไหว้พระจันทร์ที่จะใช้ไหว้จริงต้องมีรูปทรงพื้นฐานเป็นทรงกลมคล้ายดวงจันทร์ เพราะเป็นสัญลักษณ์ของ "ถวนหยวน" คือการอยู่พร้อมหน้ากลมเกลียวกันของครอบครัว แต่ก็มีทรงพิเศษสำหรับเด็ก ทำเป็นรูปสัตว์ต่างๆ เช่น กระต่าย สิงโต

ปัจจุบันขนมไหว้พระจันทร์ ที่มีชื่อเสียงทั่วประเทศจีนมี ๕ แบบ จาก ๕ ถิ่น คือ ของจีนกวางตุ้ง แต้จิ๋ว ซูโจว ปักกิ่ง (เป่ยจิง) และเทียนจิน (เทียนสิน) ไม่ว่าเมืองไหนก็มีขนมไหว้พระจันทร์ ๕ ถิ่นนี้ขาย ขนมไหว้พระจันทร์ของจีนกวางตุ้ง (เมืองกว่างโจว ฮ่องกง ฯลฯ) เอาลักษณะขนมเค้กฝรั่งมาผสมได้อย่างลงตัว เปลือกนิ่มเนียน ไส้อร่อย มีหลายชนิด ผสมน้ำมันน้อย หนักน้ำตาล ของซูโจวเปลือกบางซ้อนกันหลายชั้น ร่วนซุย ไส้หอมมาก หนักน้ำมันแต่ไม่เลี่ยน ของปักกิ่งและเทียนจินคล้ายกัน วิธีทำคล้ายขนมอบ ไส้เด่นไปทางถั่ว เมล็ดพืช เช่น โหงวยิ้ง และมักมีไหมเขียวไหมแดงซึ่งน่าจะทำจากวัสดุที่กินได้อยู่ด้วย ทั้งรวมเอาข้อดีของขนมไหว้พระจันทร์ทางภาคเหนือและในวังมาใช้ ทำให้มีเอกลักษณ์โดดเด่น ส่วนของแต้จิ๋วค่อนข้างแบน เปลือกกรอบ ไส้หวาน มักเป็นเต่าซา ( ทำจากถั่วเขียว) หรือกวยแฉะ ไส้ขนมไหว้พระจันทร์มีหลายแบบไม่ขอกล่าวถึงรายละเอียด ส่วนเปลือกด้านบนสมัยก่อนนิยมทำรูปที่เกี่ยวกับตำนานดวงจันทร์ เช่น รูปกระต่าย ฉางเอ๋อร์ ต่อมามีลายอื่นๆ อีกหลายแบบ แต่ที่เรียบๆ ไม่มีรูปหรือลวดลายก็มีอยู่มาก

เย่ว์ปิ่ง เป็นขนมประจำเทศกาลจงชิว ดังมีคำกลอนว่า "เดือนแปดสิบห้าค่ำแขผˆองพรรณ ขนมไหว้พระจันทร์หวานและหอม"

เผือก : ของไหว้พระจันทร์ทางจีนอาคเนย์

ทางชายทะเลภาคอาคเนย์ของจีนคือมณฑลฮกเกี้ยน (ฝูเจี้ยน) กวางตุ้ง ไต้หวัน มีประเพณีใช้เผือกไหว้พระจันทร์และกินเผือกในเทศกาลนี้ด้วย เพราะเผือกเป็นพืชพื้นเมืองที่ปลูกง่าย ให้ผลผลิตสูง ต้นเดียวมีทั้งหัวใหญ่และหัวเล็กที่แตกเป็นติ่ง เป็นหัวย่อยออกไปเป็นพรวน จึงเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ ลูกหลานรุ่งเรือง คนฮกเกี้ยน แต้จิ๋ว และไต้หวัน มีความเชื่อในเรื่องนี้ กล่าวเป็นสำนวนว่า "เจียะโอ่ว กิ๊บจือซุนอู่ฮอเถ่าโหล่ว " หมายถึง "กินเผือก ให้ช่องทางอาชีพที่ดีแก่ลูกหลาน" ช่วงเทศกาลนี้มีเผือกมาก จึงนำมาไหว้และกินในเทศกาล บางทีแปรรูปเป็นหมี่เผือก เผือกหวานที่เป็นชิ้นกลม ให้สอดคล้องกับการถือเคล็ดในเทศกาล

ยังมีเรื่องเล่าเป็นตำนานที่มาของการกินเผือกในวันไหว้พระจันทร์อีกว่า ครั้งหนึ่งขุนพลชีจี้กวง (พ.ศ. ๑๙๗๑-๒๑๓๐) นำทัพออกปราบโจรสลัดญี่ปุ่น ซึ่งมาปล้นราษฎรชายฝั่งทะเลตะวันออกเฉียงใต้ของจีนอยู่เสมอ ในวันเทศกาลจงชิว ถูกโจรสลัดล้อมอยู่บนภูเขา หลายวันเข้าขาดเสบียงอาหาร พวกทหารหาของป่ามากินประทังชีวิต ขุดได้เผือกมาเป็นอันมาก เผากินแล้วรู้สึกดีและอิ่มทน จึงใช้เป็นอาหารหลักจนตีฝ่าวงล้อมออกมาได้ ต่อมาก็ปราบโจรสลัดญี่ปุ่นสำเร็จ ชีจี้กวงและทหารไม่รู้ว่าหัวพืชชนิดนี้เรียกอะไร จึงตั้งชื่อว่า "อี้ว์หนัน ( )" หมายถึง "ประสบภัย" เพื่อเป“นที่ระลึกถึงภัยที่ประสบในครั้งนั้น ต่อมาคำนี้เสียงเพี้ยนเป็น "อี้ว์ไหน่ ( )" ซึ่งเป็นคำเรียกเผือกในภาษาจีน คนจีนแถบชายทะเลย่านนี้จึงใช้เผือกไหว้พระจันทร์ เพื่อระลึกถึงวีรกรรมของชีจี้กวงและพระคุณของเผือกที่ช่วยชีวิตทหารจีนไว้ จนขับไล่ศัตรูต่างชาติออกไปได้

กิจกรรมในเทศกาล

เทศกาลไหว้พระจันทร์เป็นวันนักขัตฤกษ์ใหญ่ของจีน มีกิจกรรมหลายอย่างทั้งด้านพิธีกรรมและรื่นเริงเฉลิมฉลอง

กิจกรรมสำคัญที่สุดคือกลับไปชุมนุมกันพร้อมหน้าที่บ้าน คตินิยมนี้น่าจะมีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถัง ดังปรากฏในบทกวีของตู้ฝู่ที่ยกมาแสดงไว้ข้างต้น ถึงสมัยราชวงศŒหมิงมีประเพณีให้ขนมไหว้พระจันทร์กันเพื่อร่วมยินดีในความกลมเกลียวพร้อมหน้าในครอบครัวของผู้รับ พอถึงเทศกาลนี้ทุกคนต่างรีบกลับบ้านให้ทันวันไหว้พระจันทร์

ในอดีตหญิงที่มีครอบครัวแล้วจะกลับไปเยี่ยมพ่อแม่ของตนนานเท่าใดก็ได้ แต่ต้องกลับมาให้ทันวันไหว้พระจันทร์ ดังที่หนังสือ "ตี้จิงจิ่งอู้เลี่ย (สรุปเรื่องที่พบเห็นในเมืองหลวง)" สมัยราชวงศ์หมิงบันทึกไว้ว่า "เดือนแปดสิบห้าค่ำไหว้พระจันทร์ ขนมไหว้ต้องกลม...หญิงที่กลับไปเยี่ยมพ่อแม่ วันนี้ต้องกลับมาบ้านสามี เรียกว่า เทศกาลกลมเกลียวพร้อมหน้า" และมีสำนวนจีนว่า "ยอมให้หญิงกลับบ้านทั้งฤดูสารท แต่ห้ามอยู่เลยพลาดวันจงชิว"

เย็นวันนี้ทุกคนต้องรับประทานอาหารร่วมกัน ไหว้พระจันทร์เสร็จแล้วแม่บ้านจะแบ่งขนมไหว้พระจันทร์ให้กินคนละชิ้นทุกคน ถ้ามีคนที่ไม่ได้กลับมาบ้านก็ต้องเก็บไว้ให้ชิ้นหนึ่ง ตั้งแต่ปักษ์ชิวเฟ”น อากาศเริ่มเย็นเข้าสู่ฤดูหนาว ขนมเก็บได้จนถึงตรุษจีนก็ไม่เสีย คนที่ไม่ได้กลับมาวันไหว้พระจันทร์ก็กลับมากินขนมนี้ในวันตรุษจีน ซึ่งทุกคนต้องกลับมาบ้านแน่นอน คนจีนถือเอาเดือนเพ็ญเป็นสัญลักษณ์ของความบริบูรณ์ครบถ้วนของคนในครอบครัว ฉะนั้น "คืนจงชิวเดือนเพ็ญไม่แหว่งเว้า ควรกลับบ้านเราอยู่พร้อมหน้า" จึงถือได้ว่าวันไหว้พระจันทร์เป็น "วันครอบครัว" ของจีน

ไหว้พระจันทร์ เทพแห่งแผ่นดิน บรรพบุรุษ

ไหว้พระจันทร์เป็นการเซ่นไหว้ประจำเทศกาลนี้ ส่วนเทพแห่งแผ่นดินถือกันว่าวัน ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ เป็นวันเทวสมภพของท่าน จึงเซ่นไหว้ในวันนี้ เพื่อขอให้ท่านคุ้มครองชุมชนและดลบันดาลให้พืชพรรณธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ เทพองค์นี้คือ "เส้อ" หรือ "พระเสื้อบ้าน" (บ้านคือหมู่บ้านหรือชุมชน) ในยุคโบราณ แต่ปัจจุบันมักเรียก "ถู่ตี้เสิน ( เทพแห่งแผ่นดิน)"

อนึ่ง คนจีนถือว่าบรรพชนสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด เมื่อไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นก็ต้องไหว้บรรพชนด้วย แม้เทศกาลนี้ไม่ใช่เทศกาลไหว้บรรพบุรุษโดยตรงก็ตาม การไหว้เทพแห่งแผ่นดินในวันนี้ไม่ได้มีทั่วทุกถิ่น แต่แพร่หลายทางมณฑลฮกเกี้ยน กวางตุ้ง ไต้หวัน ตลอดจนจีนโพ้นทะเลในอุษาคเนย์รวมทั้งประเทศไทย

ช่วงเวลาในการไหว้นั้น ในจีนแต่เดิมมา ก่อนเที่ยงไหว้เทพแห่งแผ่นดิน เย็นไหว้บรรพบุรุษ ค่ำไหว้พระจันทร์ ประเพณีเก่าของชาวแต้จิ๋ว ช่วงเย็นใกล้ค่ำราว ๑๗.๐๐ น. ผู้ชายของแต่ละครอบครัวเอาของไปไหว้บรรพบุรุษที่ "สื่อตึ๊ง ( -ศาลประจำตระกูล)" ซึ่งเป็นที่รวมป้ายสถิตวิญญาณบรรพชน การไหว้ต่อเนื่องไปถึงตอนค่ำ พวกผู้หญิงก็รวมกันจัดไหว้พระจันทร์ที่ลานกลางแจ้งหน้าศาลประจำตระกูล หรือจัดไหว้ที่บ้านตัวเอง ผู้หญิงไหว้ก่อน แล้วเด็กๆ จึงเข้าไปไหว ส่วนผู้ชายไม่ต้องไหว้ เพราะคนแต้จิ๋วถือคติว่า "หญิงไม่ไหว้เจ้าเตาไฟ ชายไม่ไหว้พระจันทร์" ของไหว้เทพแห่งที่ดินและบรรพบุรุษโดยพื้นฐานเหมือนของไหว้ในเทศกาลสารทจีน คือ เหล้า ชา ซาแซ ( ) ข้าว กับข้าว ก้วย (เช่น สิ่วท้อ ขนมกุยช่าย) ผลไม้ ที่พิเศษออกไปคือ มีขนมไหว้พระจันทร์ ผลไม้นิยมเผือก ส้มโอ แตงโม ด้วย

ส่วนของไหว้พระจันทร์นั้น ตัดเหล้า ซาแซ ข้าวและกับข้าวออก ใช้ขนมประเภทปิ่ง ( เปี้ย) เกา ( กอ ขนมนึ่ง) ผลไม้และชาเท่านั้น ของสำคัญที่สุดคือเย่ว์ปิ่ง (ขนมไหว้พระจันทร์) เกาหรือกอคือขนมนึ่งทำจากแป้งหรือถั่ว ส่วนมากมีรสหวานและหนากว่าปิ่ง เนื่องจากช่วงนี้ธัญชาติคือข้าวและถั่วชนิดต่างๆ ได้ผลเก็บเกี่ยวแล้ว จึงมีอาหารประเภทปิ่งและเกาซึ่งทำจากธัญชาติเหล่านี้มากมายหลายชนิด ล้วนนำมาเป็นเครื่องไหว้ประกอบขนมไหว้พระจันทร์ได้ทั้งสิ้น

อนึ่ง ช่วงนี้ในเมืองจีนผลไม้ชุกมาก หลากหลายต่างกันไปตามท้องถิ่น จึงใช้เป็นของไหว้สำคัญในเทศกาลนี้ จนคนหลายถิ่นเรียกเทศกาลนี้ว่า "กัวจื่อเจี๋ย ( ) เทศกาลผลไม้" ข้อสำคัญผลไม้และขนมที่นำมาไหว้ต้องเป็นไปตามหลักโบราณที่ว่า "๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ไหว้พระจันทร์ ผลไม้และปิ่ง (ขนม) ที่ไหว้ต้องกลม" ผลไม้ที่นิยมใช้ไหว้ก็ต่างกันไปตามถิ่น ทางภาคเหนือนิยมแอปเปิ้ล แตงโม องุ่น ถั่ว ทับทิม ท้อ สาลี่ ทางทิศใต้นิยมส้มโอ เผือก ลูกพลับ ถั่วลิสง เม็ดบัว กล้วยหอม ทับทิม แต่ภาคเหนือบางถิ่นไม่ใช้ท้อกับสาลี่ไหว้ เพราะท้อภาษาจีนกลางออกเสียงว่า "เถา " พ้องเสียงกับคำว่า "เถา " ที่แปลว่า "หนีภัย" และสาลี่ จีนกลางเรียก "หลี " พ้องเสียงกับคำว่า "หลี " ที่แปลว่า "จากไป ขาดไป" ส่วนส้มโอนั้นทางฮกเกี้ยน ไต้หวัน แต้จิ๋ว นิยมใช้ไหว้มากเพราะเสียงคล้ายกับคำ " อิ๋ว" ที่แปลว่า "คุ้มครองรักษา" แต้จิ๋วเรียกส้มโอว่า "อิ๋ว " คำ "คุ้มครองรักษา" ออกเสียงว่า "อิ๋ว" จีนกลางเรียกส้มโอ "อิ้ว" พ้องเสียงกับคำที่แปลว่า "คุ้มครองรักษา" แต่ทางเหนือไม่มีผลไม้ชนิดนี้

สมัยโบราณ การไหว้พระจันทร์ เป็นพิธีกรรมของท้าวพระยามหากษัตริย์เท่านั้น สมัยราชวงศ์ถัง แม้ผู้คนนิยมชมจันทร์ในคืนจงชิว แต่ไม่มีหลักฐานว่ามีประเพณีไหว้พระจันทร์ของชาวบ้านหรือไม่ ถึงสมัยราชวงศ์ซ่งจึงมีบันทึกเรื่องนี้ชัดเจน หนังสือ "ซินเปียนจุ้ยเวิงถันลู่ (บันทึกสนทนาของคนเมาฉบับใหม่)" กล่าวถึงประเพณีไหว้พระจันทร์สมัยราชวงศ์ซ่งว่า "หนุ่มสาวทั้งเมือง ไม่แยกว่ารวยหรือจน เดินกันไปเป็นกลุ่มสิบกว่าคน ล้วนใส่เสื้อผ้าใหม ขึ้นไปไหวพระจันทร์บนหอหรือไหว้อยู่ที่บ้าน ต่างก็ตั้งความปรารถนา ชายขอให้สามารถไต่เต้าถึงวิมานจันทร์ เด็ดกิ่งกุ่ยฮวย อันหมายถึงสอบเข้าเป็นขุนนางได้โดยเร็ว หญิงขอให้สวยเหมือนเทวีฉางเอ่อร์ สุขสมบูรณ์ดังเดือนเพ็ญผ่อง" ในหนังสือ "เยียนจิงซุ่ยสือจี้ (เทศกาลในนครปักกิ่ง)" สมัยราชวงศ์หมิง กล่าวว่า "คืนเทศกาลจงชิว ผู้คนตางแขวนรูปวิมานจันทร์มีกระต่ายยืนอยู่เหมือนคน จัดผลไม้และขนมไหว้ที่ลานบ้าน ด้านบนขนมไหว้พระจันทร์มีรูปดวงจันทร์คางคกและกระต่าย ชายและหญิงจุดธูปไหว้อย่างสำรวมเรียบร้อย รุ่งเช้าจึงเอารูปดวงจันทร์ที่แขวนไหว้แทนพระจันทร์นั้นไปเผา"

ในหนังสือ "เยี่ยนจิงซุ่ยสือจี้ (เทศกาลในนครปักกิ่ง)" สมัยราชวงศ์ชิง กล่าวว่า "ตอนเซ่นสรวงพระจันทร์ ผู้ชายส่วนมากไม่คุกเข่าลงไหว้ มีสำนวนพูดกันมาว่า "หญิงไม่ไหว้เจ้าเตาไฟ ชายไม่ไหว้พระจันทร์"" จากบันทึกเหล่านี้ทำให้เราทราบว่า เดิมทีไหว้พระจันทร์กันทุกเพศทุกวัย ผู้ชายเพิ่งมาเลิกไหว้สมัยราชวงศ์ชิงนี้เอง ผู้หญิงแก่นั้นนอกจากขอพรจากพระจันทร์แล้ว ยังมักขอพรจากสวรรค์ด้วยว่า "๑๕ ค่ำ เดือน ๘ จันทร์เพ็ญโต ใช้แตงโมเซ่นไหว้สรวงสวรรค์ ไหว้จนพระเจ‰าร่าเริงพลัน ช่วยคุ้มครองให้สุขสันต์ทั้งสี่ฤดู" พวกที่ศรัทธาแน่วแน่ในพุทธศาสนามักไหว้ "เย่ว์กวงผูซา-จันทรประภาโพธิสัตว์" ในคืนนี้ด้วย ท่านเป็นพระโพธิสัตว์คู่กับ "สุริยประภาโพธิสัตว์" อยู่กับพระไภษัชคุรุพุทธในวิสุทธิไวฑูรยประภาสวรรค์เบื้องตะวันออก

สิ่งที่คู่กับการไหว้พระจันทร์ คือการเที่ยวชมจันทร์และมหรสพเฉลิมฉลองคืนจงชิว การชมจันทร์คืนเพ็ญเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์ มีบันทึกว่าพระเจ้าฮั่นอู่ตี้ พระเจ้าถังเสวียนจง ต่างสร้างหอชมจันทร์ไว้ในวัง พงศาวดารราชวงศŒจิ้นก็มีบันทึกเรื่องขุนนางลอยเรือชมจันทร์และสายน้ำ

ในสมัยราชวงศ์ถัง จงชิวเป็นเทศกาลชมจันทร์ที่คึกคักมาก กวีแต่งบทร้อยกรองชมจันทร์ที่ไพเราะไว้มากมาย ถึงสมัยราชวงศ์ซ่ง สังคมก้าวหน้า มีตลาดเป็นย่านชุมชนใหญ่คล้ายปัจจุบัน มีแหล่งบันเทิง โรงมหรสพต่างๆ มากมาย ทั้งจงชิวก็เป็นเทศกาลสำคัญ คึกคักทั้งกลางวันกลางคืน ดังปรากฏในหนังสือ "ตงจิงเมิ่งหัวลู่" ว่า ในเมืองไคเฟิงพอใกล้วันจงชิว ร้านขายสุราต่างเตรียมสุราดี แต่งร้านใหม่อย่างสวยงาม ถึงวัน ๑๕ ค่ำ เหล้าขายหมดเกลี้ยงทุกร้านตั้งแต่เที่ยงวัน ถึงตอนนี้มีปู (ซึ่งนิยมกินในเทศกาลจงชิว) กุ้ง ปลา ทับทิม สาลี่ ส้ม ผลไม้ต่างๆ มากมายขายในตลาด ตกค่ำเศรษฐีแต่งหอขึ้นชมจันทร์ ชาวบ้านแย่งร้านเหล้ากันดื่มสุราชมจันทร์ ในพระราชวังเสียงดนตรีดังครึกครื้น ชาวบ้านที่อยู่ใกล้ ได้ยินเสียงแว่วมากลางราตรี เด็กในตรอกซอกซอย เล่นสนุกสนานกันทั้งคืน ผู้คนคึกคักจนถึงรุ่งเช้าวันใหม่

หนังสือ "เมิ่งเหลียงลู่" สมัยราชวงศ์ซ่งใต้ก็บันทึกบรรยากาศคืนจงชิวว่า "พอลมโชยชื่น น้ำค้างหยาดเย็น ดอกต้นกุ้ยหอมลอยลมมา จันทร์เพ็ญกระจ่างฟ้า บรรดาลูกท่านหลานเธอ ผู้ดีมีทรัพย์ต่างขึ้นหอชมจันทร์ บ้างเปิดห้องบนดาดฟ้า จัดดนตรีมาบรรเลง ร้องรำทำเพลง ดื่มสุราชมจันทร์ เบิกบานฉลองราตรี พวกชาวบ้านทั่วไป ก็ขึ้นหอชมจันทร์น้อย ชุมนุมลูกหลานพร้อมหน้า จัดสุราอาหารเลี้ยงดูกัน ฉลองเทศกาลมงคล คืนนี้ร้านค้าเปิดขายตลอดคืน จนถึงยามห้า (๐๔.๐๐ น.) คนที่เที่ยวชมจันทร์ ยังเดินลอยชายอยู่ในตลาด ไม่ขาดสายจนรุ่งแจ้ง"

ในยุคราชวงศ์หมิงและชิง ผู้หญิงมีอิสระในการเที่ยวชมจันทร์มากเป็นพิเศษ มีประเพณีโจ่วเย่ว์เลี่ยง ( ท่องแสงจันทร์) สำหรับหญิงสาวโดยเฉพาะ ปกติสาวจีนโดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกผู้ดีมีชาติตระกูลไม่มีโอกาสออกไปนอกบ้านโดยอิสระ แต่คืนจงชิวเป็นโอกาสพิเศษ บรรดากุลนารีเหล่านี้เที่ยวชมจันทร์ได้ตลอดคืน พวกเธอจะแต่งตัวสวยเต็มที่ รวมกลุ่มเดินเที่ยวด้วยกัน อาศัยแสงจันทร์เป็นประทีปส่องทางเที่ยวไปตามย่านร้านรวง ท้องไร่ท้องนา วัดวาอาราม อาจจะแวะไหว้พระในวัดภิกษุณี ทำพิธีบวงสรวงเสี่ยงทาย หรือไปเยี่ยมเยือนบ้านของกันและกันได้ตลอดราตรี แม้ไก่ขันเจื้อยแจ้วใกล้ฟ้าแจ้ง พวกเธอก็ยังสัญจรอยู่กลางแสงจันทร์ หวงเฉิง กวีสมัยราชวงศ์ชิงได้แต่งบทกวีชื่นชมดวงจันทร์ที่ช่วยส่องทางให้ดรุณีเหล่านี้และบรรดากวีว่า

"เงาโสภาหอมอาภรณ์จรแสงจันทร์ ฟ้าผ่องพรรณค่ำลมโชยชื่นเต็มที่ น่าเอ็นดูโสมเพ็ญงามยามราตรี เคยส่องให้กวีส่งแขกจร" พระจันทร์กับดอกไม้เป็นของคู่กัน "ดอกไม้งามนิรันดร์ จันทร์เพ็ญอยู่เสมอ" เป็นสิ่งที่ผู้คนปรารถนา ในเทศกาลนี้ผู้หญิงจีนนิยมชมและปลูกดอกไม้ด้วย

ดอกไม้ประจำ เทศกาลไหว้พระจันทร์ คือ ดอกกุ้ยฮวย ซึ่งมีหลายชนิด บานหอมรวยรื่น ในเทศกาลนี้ ทั้งยังมีตำนานว่าเป็นดอกไม้ในดวงจันทร์อีกด้วย จึงมีประเพณีชมดอกกุ้ยฮวยและดื่มสุรากุ้ยฮวยในเทศกาลนี้ด้วย แต่ในถิ่นที่ไม่มีต้นกุ้ยฮวยก็ไม่มีประเพณีนี้

แม้แต่เด็กก็มีของเล่นและกิจกรรมพิเศษในเทศกาลนี้ ของเล่นเด็กประจำเทศกาลไหว้พระจันทร์คือกระต่าย มีผู้เริ่มทำขายตั้งแต่ปลายราชวงศ์หมิง แพร่หลายในต้นราชวงศ์ชิง ทีแรกเป็นดินปั้น ทาสีสวยงาม ต่อมาใช้วัสดุและมีแบบแตกต่างกันมากยิ่งขึ้น ล้วนน่ารักถูกใจเด็กมาก เนื่องจากเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์สวยงามตำยาอมฤตอยู่ในดวงจันทร์ จึงยกย่องกันว่ากระต่ายตัวนี้เป็นเทพเจ้าองค์หนึ่ง เรียกว่า "ถูเห่ย ( โถ่วเอี๊ย-เจ้ากระต่าย)" รูปปั้นบางแบบมีพาหนะทรงด้วย เช่น เสือ สิงโต กวาง ทั้งมีพิธีเซ่นไหว้ในเทศกาลนี้ด้วย โดยเด็กๆ เป็นผู้ไหว้แต่ผู้ใหญ่จะร่วมด้วยก็ได้ รูปปั้นเจ้ากระต่ายถือเป็นวัตถุมงคลประจำเทศกาลไหว้พระจันทร์ รูปกระต่ายปั้นและพิธีไหว้มีแพร่หลายแถบเทียนจิน (เทียนสิน) และปักกิ่ง

การละเล่นในเทศกาล

นอกจากมีมหรสพเช่นงิ้วฉลองแล้ว ในเทศกาลไหว้พระจันทร์ยังมีการละเล่นที่ชาวบ้านเล่นกันเองหลายอย่าง ที่ถือว่าเป็นการละเล่นประจำเทศกาลคือ "กัดจิ้งหรีด" การแข่งกัดจิ้งหรีดเป็นกีฬาเก่าแก่ของจีน ได้รับความนิยมจากชนทุกชั้น แม้ในวังก็แข่งขันกันจริงจังมาก การเลี้ยงจิ้งหรีดก็พิถีพิถันให้กินอาหารชั้นดี เช่น เกาลัด ฤดูสารทเป็นช่วงเพาะเลี้ยงจิ้งหรีด การกัดจิ้งหรีดจึงเป็นการเล่นสนุกของทั้งเด็กและผู้ใหญ่

จีนเป็นประเทศใหญ่ ในแต่ละถิ่นมีการละเล่นในเทศกาลจงชิวต่างกันไป คนจีนแคะอำเภอเหมยเสี้ยน มณฑลกวางตุ้ง นิยมร้อง "ซานเกอ" คือเพลงปฏิพากย์ในเทศกาลนี้ คนจีนฮกเกี้ยนและแต้จิ๋วนิยมเล่น "เข้าผี" หรือ "ทรงผี" อย่างการเล่นแม่ศรี หรือผีถ้วยแก้ว ผีที่เข้ามีหลายชนิด เช่น ผีตะเกียบ ไม้คาน เก้าอี้ ตะกร้า ที่นิยมมากคือผีตะกร้า มณฑลอานฮุยมีการแห่มังกรไฟ โดยเอาฟางมาผูกเป็นรูปมังกรยาวสิบกว่าจ้าง (ราว ๑๐๐ กว่าฟุต) มีหัว หาง เล็บครบ แล้วใช้ไม้ไผ่ค้ำเดินแห่ไปในหมู่บ้าน ถึงหน้าบ้านใครเจ้าของบ้านต้องจุดธูปปักที่ตัวมังกร ๑ ดอก แล้วตีกลองม้าล่อ จุดประทัด กว่าจะรอบหมู่บ้าน มังกรฟางก็กลายเป็นมังกรเกล็ดไฟ เสร็จแล้วอัญเชิญมังกรไปลงแม่น้ำ จุดประทัดส่ง

เทศกาลไหว้พระจันทร์ในถิ่นแต้จิ๋ว

แต้จิ๋วเป็นจีนกลุ่มใหญ่ที่สุดในประเทศไทย แม้ในประเทศจีนจะเป็นกลุ่มเล็กแต่ก็มีเอกลักษณ์โดดเด่นเป็นของตัวเองทุกด้าน เทศกาลไหว้พระจันทร์เป็น ๑ ใน ๘ เทศกาลใหญ่ของแต้จิ๋ว จึงขอนำมาเล่าไว้เพื่อเปรียบเทียบกับเทศกาลนี้ในประเทศไทย

เทศกาลจงชิวของแต้จิ๋วมีกิจกรรมที่น่าสนใจหลายอย่าง คือ แข่งเล่นชิงช้า แห่พระจันทร์ ไหว้พระจันทร์ เผาเจดีย์กระเบื้อง เผาภูเขาไฟ และเข้าผี

การแข่งขันชิงช้านั้นมีชิงช้าหลายอัน เสาสูงราวตึก ๒ ชั้น ผู้เข้าร่วมคือหนุ่มสาว หนุ่มเป็นผู้แข่ง สาวเป็นผู้ดู การแข่งขันเริ่มเมื่อพระจันทร์ขึ้นสูง นอกจากดูว่าใครโยนตัวได้สูงไกวได้เร็วแล้ว ยังดูความสามารถพิเศษตามที่กติกากำหนดไว้อีก เช่น สะบัดสายรุ้งพุ่งขึ้นหาดวงจันทร์ หมุนวงล้อดอกไม้ ใครชนะก็จะเป็นหนุ่มในดวงใจสาวที่ชมอยู่ บางคนพอถึงเทศกาลหยวนเซียงกลางเดือนอ้ายปีต่อไป ก็ได้พาสาวไปเที่ยวชมโคมและแต่งงานกัน

เด็กหญิงชาย ชาวแต้จิ๋วได้ยินผู้ใหญ่เล่าเรื่องที่เกี่ยวกับพระจันทร์มาตั้งแต่เด็ก พอถึงวันจงชิวพวกเขาจะเอาไม้ไผ่สานมาทำโครงวงกลมขนาดอ่างล้างหน้า แล้วเอากระดาษปิดทับลงบนโครงไม้ไผ่เป็นดวงจันทร์จำลอง จุดเทียนปักตรงกลาง แล้วสองคนหาม เด็กอื่นร้องรำทำเพลงตามไป เดินแห่ในตรอกซอกซอยมืดๆ ในหมู่บ้าน มองไกลๆ เห็นแสงสว่างวามวาวราวดวงจันทร์มาลอยอยู่ในโลกมนุษย์ นี่คือการ "แห่พระจันทร์"

วันนี้หลังกินอาหารเย็นแล้ว พวกผู้หญิงจะอาบน้ำแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าใหม่ ตั้งโต๊ะในบ้านตรงตำแหน่งที่มองเห็นดวงจันทร์ได้ เช่น ที่ "เทียนแจ้ ( )" คือลานโล่งไร้หลังคาในบ้าน เอาผ้าที่ปักเป็นลวดลายมงคลคลุมโต๊ะ แล้วเอาผลไม้ที่มีในท้องถิ่น (เช่น ส้มโอ ลำไย สับปะรด น้อยหน่า ลูกพลับ) ขนมรูปพระจันทร์ (ขนมไหว้พระจันทร์) ขนมโก๋ก้อนเมฆ (สีขาว) ใช้กระดาษแดงที่ตัดเป็นลายมงคลต่างๆ ปิดลงบนขนมทุกแผ่น ผลไม้ทุกผลหรือทุกจาน เรียบร้อยแล้วรอพอพระจันทร์ขึ้นก็จุดเทียนแดงและธูปดอกใหญ่เซ่นไหว้บูชา ของไหว้สำคัญที่ขาดไม่ได้อีกอย่างหนึ่งคือเผือกทั้งหัวที่นึ่งสุกแล้ว

ส่วนขนมไหว้พระจันทร์ (ง็วยะเปี้ย-เย่ว์ปิ่ง) ที่สำคัญมี ๒ ชนิด ชนิดหนึ่งใช้น้ำมันหมูเป็นส่วนผสม อีกชนิดหนึ่งใช้น้ำมันถั่วลิสง ชนิดที่เรียกว่าเจียวเบี้ย ( ) ของตำบลอี่โคย ( ) อำเภอเตี้ยอันดีกว่าที่อื่น ยี่ห้อตั้งฮะเส็งมีชื่อเสียงที่สุด เปลือกบางกรอบ ภาชนะที่บรรจุก็โดดเด่น เป็นดินเผา ฝาด้านบนปิดกระดาษแดงยี่ห้อร้าน ดูโบราณเรียบร้อย ผู้คนนิยมใช้ไหว้พระจันทร์มากที่สุด พอถึงวันจ่ายของไหว้พระจันทร์ นอกจากร้านใหญ่แล้ว ตามข้างถนนและตรอกซอกซอยล้วนมีคนตั้งแผงลอยขายขนมไหว้พระจันทร์ยี่ห้อนี้ ผู้คนซื้อกันทั่วหน้า แม้คนจนที่ปกติประหยัดก็ยังซื้อสองสามอัน คนที่เงินไม่พอซื้อจริงๆ จะรู้สึกเสียหน้าสุดทน เวลาไหว้พระจันทร์ถึงกับหลั่งน้ำตาขอให้จันทรเทวีประทานอภัย คนแต้จิ๋วเรียกการไหว้พระจันทร์ว่า "ไป๊หง็วยะเนี้ย ( ไหว้จันทรเทวี)"

หลังจากไหว้พระจันทร์แล้ว ในชนบทยังมีประเพณีเผาเจดีย์กระเบื้อง จุดภูเขาเพลิงอีกด้วย จุดภูเขาเพลิงนั้น เอาฟางและเศษไม้ไปกองสุมสูงเป็นลอมฟางขนาดใหญ่ราวกับภูเขาน้อยๆ หลายกองตามจุดต่างๆ ในหมู่บ้าน (หมู่บ้านจีนมีขนาดใหญ่มาก) แล้วจุดไฟเผาให้ไฟลุกโพลง ควันลอยสูง ส่วนเจดีย์กระเบื้องเป็นเรื่องใหญ่กว่า

ตอนเช้าเด็กๆ จะออกไปเก็บอิฐและกระเบื้องตามที่ต่างๆ เอามารวมกันที่ลานตากข้าว แล้วผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์เอาอิฐและกระเบื้องเหล่านี้ก่อเป็นเจดีย์กลวง มีปล่องระบายอากาศ สูงจ้างกว่าๆ (ราวสิบกว่าฟุต) ใหญ่กว่าหนึ่งคนโอบ ช่วงล่างมีช่องประตูแต่ไม่มีซุ้ม จากนั้นเอาฟาง เศษไม้ กิ่งไม้ ใบไม้แห้งใส่ในเจดีย์ พอพวกผู้หญิงจุดกระดาษเงินกระดาษทองลาของไหว้พระจันทร์ ผู้อาวุโสของหมู่บ้านคนหนึ่งก็จุดไฟ จนไฟลุกแลบปล่องยอดเจดีย์ก็เอาเกลือซัดใส่เข้าไปคนละกำสองกำ ไฟจะยิ่งลุกโพลง เปลวแดงฉานขึ้นไปในอากาศ เด็กๆ กระโดดโลดเต้นร้องรำทำเพลงอยู่รอบๆ ผู้ใหญ่จิบชากินขนมไหว้พระจันทร์ คุยสรวลเสเฮฮากัน จนกระทั่งอิฐและกระเบื้องที่เจดีย์โชนแดงฉานราวถ่านไฟ ส่องประกายระยิบระยับ มองจากที่ไกลราวเจดีย์ทองรองเรืองอร่ามตา สุดท้ายเจดีย์ก็ทลายลง ผู้คนจึงแยกย้ายกันเข้าบ้าน

การใช้เย่ว์ปิ่ง (ขนมไหว้พระจันทร์) และเผือกไหว้พระจันทร์ เผาเจดีย์ เผาภูเขาเพลิง ล้วนเพื่อรำลึกถึงการขับไล่มองโกล เล่ากันมาว่าเมื่อมองโกลยึดถิ่นแต้จิ๋วได้แล้ว ได้ส่งทหารมาควบคุม ๓ ครอบครัวต่อคน ทุก ๓ ครอบครัวต้องเลี้ยงดูทหารมองโกลอย่างดี อ้วนพีห้ามผอม ทหารมองโกลทำการได้ตามอำเภอใจ จะนอนบ้านไหนหรือจะย่ำยีลูกเมียใครใน ๓ ครอบครัวนี้ก็ไม่มีใครกล้าขัดขืน ในวันกลางเดือน ๘ ปีหนึ่งจึงนัดหมายกันเอาขนมเจียวปิ่งของอี่โคยและเผือกมาไหว้พระจันทร์ ขนมนี้มีกระดาษสี่เหลี่ยมรองอยู่ข้างล่าง ดูเหมือนเอามาซับน้ำมันและกันเปื้อน แต่ความจริงแล้วบนกระดาษนี้เขียนอักษร "ซา ( -สัวะ-ฆ่า)" ไว้ตัวหนึ่ง ส่วนหัวเผือกนั้นภาษาแต้จิ๋วเรียก "โอ่วเท้า ( )" พ้องเสียงกับคำ " โอ่วเท้า" ที่แปลว่า "หัวมองโกล" ฉะนั้นพอทหารมองโกลกินขนมไหว้พระจันทร์ยุบไปเห็นอักษร "ฆ่า" บนกระดาษ ทุกคนก็ลงมือฆ่าและตัดหัวทหารมองโกลหมดทุกคน

เรื่องฆ่ามองโกล ในวันไหว้พระจันทร์นี้ แพร่หลายทั่วทุกถิ่นในจีน เรื่องจะจริงหรือไม่ก็ตาม แต่เทศกาลนี้เป็นเทศกาลที่ปลูกฝังความรักชาติให้แก่คนจีนอย่างดีตลอดมา เป็นสาระสำคัญประการหนึ่งของเทศกาลนี้

ส่วนการเล่นเข้าผีมีหลายอย่าง ที่นิยมมากคือผีตะกร้า และที่น่าสนใจมากคือ เข้าผีงิ้วเด็ก โดยเด็กๆ ทั้งหญิงและชายจะมาล้อมวงกัน แล้วให้เด็กเล็กคนหนึ่งจุดธูปถือไปวนๆ ตรงหน้าเด็กแต่ละคน ขณะที่วนอยู่คนอื่นจะร้องเพลงเป็นใจความว่า "ดูงิ้วเด็ก ตีหล่อโก้ว ครูหล่อโก้วสามสี่คน แล้วแต่ท่านจะเลือกใคร" พอผีงิ้วเด็กเข้าคนไหน คนนั้นก็จะตัวสั่น โดดออกมานอกวงและดึงมือคนที่ตนต้องการให้มาเล่นงิ้วด้วย คนนั้นก็จะถูกผีเข้าและดึงคนอื่นต่อไปอีกจนได้สามสี่คนหรือมากกว่านั้น พอคนที่ดูอยู่ของิ้วให้เล่นเรื่องอะไร ตอนไหน ดนตรีที่เตรียมไว้ก็บรรเลงเพลงในเรื่องนั้นตอนนั้นทันที เด็กที่ผีงิ้วเข้าก็จะเล่นได้อย่างดี ทั้งๆ ที่ปกติบางคนร้องงิ้วไม่เป็นเลย

การไหว้พระจันทร์ ในจีนแต่ละถิ่น อาจมีประเพณีปลีกย่อยแตกต่างกัน แต่กิจสำคัญสุดที่เหมือนกันทั่วประเทศคือไหว้พระจันทร์ การไหว้บรรพบุรุษไม่ได้มีทั่วทุกถิ่น เสื้อบ้านหรือเทพแห่งแผ่นดินยิ่งมีผู้ไหว้น้อย แพร่หลายแต่ทางภาคใต้ เช่น ฮกเกี้ยน กวางตุ้ง ไต้หวัน แต่วันไหว้พระจันทร์เป็นเทศกาลใหญ่ของจีนทุกถิ่น จึงแพร่ไปในหมู่จีนโพ้นทะเล รวมทั้งประเทศไทยด้วย

เทศกาลไหว้พระจันทร์ในประเทศไทย

ในอดีตประเทศไทยเป็นชุมชนจีนโพ้นทะเลใหญ่ที่สุดในโลก ในสมัยรัชกาลที่ ๓-๔ ประชากรสยามมีชาวจีนเท่าๆ กับชาวไทย หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ชาวจีนอพยพมาเมืองไทยครั้งใหญ่อีก ครั้งนี้มีผู้หญิงเข้ามามาก ทำให้เทศกาลไหว้พระจันทร์ในไทยคึกคักสูงสุด ถึงกับมี "ง็วยะเนี้ยหวย" คือชมรมจันทรเทวีของพวกผู้หญิงจีนเก็บเงินจากสมาชิก เอาไปซื้อของไหว้พระจันทร์ในแต่ละปี มีผ้าเป็นของไหว้ด้วย ไหว้เสร็จก็แบ่งกันไปตัดเสื้อผ้าใหม่ตอนตรุษจีน

คืนไหว้พระจันทร์ นิยมเล่นเข้าผีตะกร้าที่เรียกว่า "หน่าโกว ( )" กันมาก ของไหว้พระจันทร์นอกจากขนมและผลไม้แล้วมีผ้าและเครื่องสำอาง เช่น แป้ง ผู้หญิงมีโอกาสซื้อของพวกนี้ได้เต็มที่ในเทศกาลไหว้พระจันทร์ และในวันนี้จะแต่งตัวสวยที่สุด ไหว้พระจันทร์เป็น ๑ ใน ๘ เทศกาลใหญ่ของจีนแต้จิ๋ว ฉะนั้นแต่ก่อนคนจีนในไทยไหว้กันแทบทุกบ้าน

เทศกาลไหว้พระจันทร์ ในไทยแต่เดิมส่วนมากไหว้ ๓ เวลา คือ เช้าไหว้ "เหล่าเอี๊ย ( เจ้าทั้งหลาย)" "ตี่จู้ ( )" เจ้าที่ประจำบ้านซึ่งมีที่มาจาก "เสื้อบ้าน" ของจีนโบราณ การไหว้เช้านี้ไหว้ด้วยผลไม้หรือส้มอย่างเดียวเหมือนไหว้ชิวอิดจับโหงวคือต้นเดือนและกลางเดือนตามปกติก็ได้ ช่วงสายถึงเพลไหว้บรรพบุรุษด้วยของไหว้คล้ายสารทจีน แต่ใช้ขนมไหว้พระจันทร์แทนขนมเข่ง ผลไม้นิยมมีส้มโอด้วย กลางคืนไหว้พระจันทร์ด้วยผลไม้ เปย ( ปิ่ง) กอ ( เกา) ผลไม้ ผ้า และเครื่องสำอาง บางบ้านเอาหนังสือและเครื่องเขียนไหว้ด้วย เพื่อขอพรให้เรียนหนังสือเก่งเหมือนผู้ชายจีนในอดีต

ขนมไหว้พระจันทร์ เมืองไทยมีทั้งของจีนกวางตุ้งและจีนแต้จิ๋ว ลักษณะต่างกันมาก ของจีนแต้จิ๋วแผ่นใหญ่บาง เปลือกแข็งกรอบ ของกวางตุ้งหนาเปลือกนิ่ม แบบที่แพร่หลายในปัจจุบันคือขนมไหว้พระจันทร์ของกวางตุ้ง ของแต้จิ๋วมีคนรู้จักน้อย นอกจากขนมไหว้พระจันทร์แล้วยังนิยมใช้แปะกอ ( ขนมโก๋ขาว) และเหล็กเต่ากอ ( ขนมโก๋ถั่วเขียว) ไหว้ด้วย แปะกอน่าจะมาจากขนมโก๋ก้อนเมฆของจีนแต้จิ๋ว พอใกล้เทศกาลไหว้พระจันทร์ จะมีขนมพวกนี้วางขายทั่วไปในย่านเยาวราช

นอกจากไหว้ ที่บ้านแล้ว ชุมชนคนจีนบางแห่ง ยังไหว้ "ปุงเถ่ากง " ที่ศาลประจำชุมชน เจ้าองค์นี้มีที่มาจาก "เส้อ พระเสื้อบ้าน" ของจีนโบราณ เพราะวันเทวสมภพของปุงเถ่ากงหลายแห่งคือวัน ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ตรงกับ "เส้อ" ของจีน เช่นที่อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง

ปัจจุบันเทศกาลไหว้พระจันทร์ ในเมืองไทย ซบเซาลงมาก สาเหตุใหญ่เป็นเพราะผู้หญิงที่มาจากเมืองจีนเหลือน้อย ลูกสาวจีนยุคใหม่ก็มีวิถีชีวิต ค่านิยมเปลี่ยนไปตามสภาพสังคม พระจันทร์ด้อยความสำคัญลง จึงมีคนไหว้เทศกาลนี้น้อย แม้ในย่านสำเพ็ง เยาวราชก็ตาม การไหว้ก็รวบรัด เหลือเฉพาะไหว้พระจันทร์ตอนค่ำ ส่วนการไหว้เช้าเป็นไปตามปกติของการไหว้ชิวอิดจับโหงว แต่ทว่าก็ยังมีผู้ไหว้ทั้ง ๓ เวลาอยู่บ้าง บ้านพี่สะใภ้ของผู้เขียนก็ยังไหว้เต็มรูปแบบอยู่

แม้ในจีนแผ่นดินใหญ่ เทศกาลไหว้พระจันทร์ ก็มิได้คึกคักทั่วประเทศ บางถิ่นยังได้รับความนิยมอยู่ เช่น เซี่ยเหมิน (เอ้หมึง) แต่ทางภาคเหนือโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองใหญ่ เช่น ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ แม้แต่พระจันทร์ก็ไม่มีคนไหว้แล้ว ถึงวันเทศกาลนี้คนหนุ่มสาวจะซื้อขนมไหว้พระจันทร์ไปให้ผู้ใหญ่ในครอบครัว เช่น พ่อแม่ ปู่ย่า รับประทานอาหารเย็นร่วมกัน แล้วผู้ใหญ่แบ่งขนมไหว้พระจันทร์ให้กินทั่วกัน แต่ก็ยังนับว่าดีที่ยังรักษาสาระของเทศกาลนี้คือ "ครอบครัวกลมเกลียวพร้อมหน้า" ไว้ได้

จงชิว เป็นเทศกาลแห่งความสุข ความรัก ความสามัคคี ให้ความสำคัญแก่ผู้หญิงเป็นพิเศษ เปิดโอกาสในเรื่องความรักของหนุ่มสาว แต่ที่ยิ่งใหญ่ไปกว่านั้นคือความสามัคคีในครอบครัว และรักประเทศชาติที่สื่อผ่านการไหว้พระจันทร์อันเป็นกิจกรรมสำคัญที่สุด ทำเหมือนกันทั่วประเทศ แม้การไหว้บรรพบุรุษก็ยังมีเฉพาะบางถิ่น แสดงให้เห็นว่าเน้นความสำคัญของคนเป็นมากกว่าคนตาย ใช้จันทร์เพ็ญเป็นสัญลักษณ์ของความพรั่งพร้อมสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันทั้งระดับครอบครัวและประเทศชาติ เพราะ

"ยามนภาอร่ามงามเพ็ญพรรณ ได้ร่วมฟ้าร่วมชมจันทร์กันทั่วหน้า

ได้ร่วมเรือนร่วมชาติร่วมโลกา ร่วมหทยาเป็นหนึ่งเดียวด้วยไมตรี"

จึงกล่าวได้ว่าวันไหว้พระจันทร์เป็น "วันครอบครัวกลมเกลียว ชนร่วมชาติสามัคคี ผูกไมตรีคนทั่วโลก" ซูตงพอกวีเอกสมัยราชวงศ์ซ่งได้แต่งบทกวีในคืนไหว้พระจันทร์ด้วยความคิดถึงน้องชาย ทั้งได้แสดงอารมณ์และอุดมคติของกวีไว้อย่างไพเราะยิ่ง บทกวีนี้แต่งเป็นลำนำ ใช้ทำนองของเพลงต้นในเพลงเรื่องวารีดุริยางค์ ( MMM ) จึงชื่อบทว่า "ลำนำต้นวารีดุริยางค์ ( NNN )" ทองแถม นาถจำนง แปลไว้ได้ไพเราะยิ่งดังนี้

ลำนำต้นวารีดุริยางค์

คืนกลางฤดูสารท (จงชิว) ปีปิ่งเฉิน เพลินสุราจวบรุ่งสาง เมาร้อยกรองกวีรำลึกถึงน้องจื่อหยิว

ยกสุราปุจฉานภาใส

จันทร์กระจ่างอย่างนี้มีเมื่อใด คืนนี้ฟ้ามีอะไรไม่รู้คราว

ใคร่โดยสารลมลับกลับสวรรค์ วังพระจันทร์สูงแท้กลัวแพ้หนาว

จึงฟ้อนร่ายรำหรูคู่เงาพราว สวรรค์วาวฤาเท่าเนาไผท

บุหลันเลื่อนเรือนแดงฉายแสงส่อง อาบนวลผ่องผู้ตื่นลืมหลับใหล

เดือนกับเราไม่มีที่แค้นใจ ก็เหตุใดมักกระจ่างยามห่างกัน

มีร่วมเรือนพลัดพรากสุขและเศร้า จันทร์แหว่งเว้าเต็มดวงล่วงเปลี่ยนผัน

แต่โบราณมีอยู่เป็นคู่กัน ปรารถนามนุษย์นั้นแม้

ห่างพันลี้ ยังร่วมเสพจันทร์นิรันดร

 



โดย Eduzones PR News ดูบทความของฉันทั้งหมดที่นี่
วันที่ 13 ก.ย. 51 03:03 น.
เนื้อหานี้เปิดอ่านแล้ว 44,745 ครั้ง


ความคิดเห็นทั้งหมด (เปิดดู 44,745 ครั้ง ตอบ 0 ครั้ง)

แสดงความคิดเห็นของท่านที่นี่



คำฮิต

โรงเรียน7 วิชาสามัญ , enn gat pat 57 , open house ,Asean , twitter , เด็ก กยศ , กสพท , เกมคณิตศาสตร์ , เกมคิดเลข , อาเซียน , เกมส์คิดเลข , ขยายเวลา , ข่าวการศึกษาต่างประเทศ , ม.ต้น ,ข่าวอาเซียน , ค้นหาตัวเอง , ค่าย , คำขวัญวันเด็ก , เคล็ดลับเรียนเก่ง , ของเล่นเคลียริ่งเฮ้าส์ , โควตา , จุฬาฯ , วันสันติภาพไทยทุนการศึกษา , แท๊บเล็ต , เหรียญ 10คาถาชินบัญชร ประชาคมอาเซียน , ประโยชน์ของอินเตอร์เน็ต , ประวัติวันแม่ , เฟสบุ๊ค , ม.ทักษิณ , อาเซียน 10 ประเทศ , ม.รังสิต 57 , มมส 57 มศว. , มหาวิทยาลัยนเรศวร , มหาวิทยาลัยพะเยา , รับตรง เกษตรศาสตร์ 57 , รับตรง มข 57 , ประกาศผลสอบ Admissions 57 ประถมศึกษารับตรงศิลปากร , เรียนต่อ , เรียนฟรี , ลาดกระบังฯ , เก็งคะแนน Admission 57 ,  เลื่อนเปิดเทอม ,อนุบาลวันตรุษจีน , สทศ , สมัคร clearing house , สอบตรง , อ.วิริยะ , เว็บโรงเรียนตัวอย่างงานวิจัย,ความคิดสร้างสรรค์ , เว็บสำเร็จรูป , เว็บหน่วยงาน , ทำเว็บฟรี , เว็บไซต์หน่วยงานราชการ , รายชื่อโรงเรียนทั่วประเทศ , โครงงานวิทยาศาสตร์ , สารสนเทศโทษของอินเตอร์เน็ต , GAT , PAT  , วันช้างไทย , วันสตรีสากล , อุเทนถวาย , เครื่องบินตก , อุ้มบุญ , โค้ชเช , วันสงกรานต์GAT/PAT ครั้งที่ 2/2557 , Ice Bucket Challenge , บัตรสอบ , เอเชียศึกษา , ไวรัสอีโบลา , บันทึกความดี , แฟ้มสะสมผลงาน , วันจักรี , Portfolio , ประกาศผล GAT/PAT 57 , วันอาสาฬหบูชาสทศ.Admission 57 , วันภาษาไทยแห่งชาติ , มุดพกความดี , วันแม่ , วันวิสาขบูชา , รับน้อง , ประกาศผลรับตรงโควตา ม.ศิลปากร ประกาศผลรับตรง ม.ธรรมศาสตร์ , U-NET , ประกาศผลธรรมศาสตร์ , ประกาศผลจุฬา , ประกาศผลศิลปากร โควตา 28 จังหวัด , Variety , เลิกบุหรี่ , ยืนยันสิทธิ์ , วันสุนทรภู่ , หย่า , วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ

คำค้นหา

สอบตรง , อาเซียน , มหาวิทยาลัย ,โรงเรียน , ศึกษาต่อ , asean , ศึกษาต่อต่างประเทศ , ทุนการศึกษา , เรียนต่อ , ประชาคมอาเซียน, ข่าวบันเทิง, คำราชาศัพท์, สพฐ, กยศ, ความรู้ ประถมศึกษา , ข่าวอาเซียน วิชาการ, portfolio แฟ้มผลงาน , ความรู้ มัธยมปลาย , โครงงานวิทย์ , ประวัติอาเซียน , ความรู้ , วิชาการ , อาจารย์วิริยะ , สาขาแห่งอนาคต , ดูหนัง หนังใหม่ ดูหนังออนไลน์ movie , เหรียญ 10ฟังเพลง เพลงใหม่ ฟังเพลงออนไลน์ เพลงฮิต , ดูทีวีย้อนหลัง ดูทีวี ดูทีวีออนไลน์ , ดูดวง ดวง ทำนายฝัน ดูดวงรายวัน , วันสันติภาพไทยรถยนต์มือสอง เครื่องเสียงรถยนต์ รถยนต์ , การ์ตูน รูปการ์ตูน ภาพการ์ตูน คลิปการ์ตูน , ข่าวบันเทิง ข่าวกีฬา ข่าวไทยรัฐ , ทวิสเตอร์ twitter วิธีเล่น twitter , เฟสบุ๊ค facebook คือ facebook วิธีเล่น facebook , ร้านอาหาร ร้านอาหารในกรุงเทพ ร้านอาหารแนะนำ ร้านอาหารเกาหลี , การ์ตูน , ซุปซิป ดารา , ผลบอล, ข่าว IT, หาเพื่อน , ข่าว, AEC, รถ, แบบทดสอบ, รูปภาพ , เกมส์รถแข่ง, เกมส์แต่งตัว หนังสือพิมพ์ , ข่าวประชาสัมพันธ์, วาเลนไทน์ , wallpaper , wallpaper น่ารัก , รับทำเว็บไซต์ , Hosting , รถมือสอง , รูปดารา , ประเมินโอกาสติดแอดมิชชัน , ภาพเคลื่อนไหว , ดูดวง , นิยาย , เกม , หางาน , แม่เหล็ก , เกมส์, สถานที่ท่องเที่ยว , สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย , Thailand Travel โหลดเพลง , งานราชการ , งาน , เกมส์จับคู่ Ice Bucket Challenge , เกมส์จับคู่ผลไม้ , เกมส์ปลูกผัก , เกมขุดทอง , อุ้มบุญเกมส์แข่งรถ , เกมส์ทำอาหาร , ประกาศผลสอบ Admissions 57 , เว็บไซต์โรงเรียน,ความคิดสร้างสรรค์ , เว็บไซต์หน่วยงานราชการ , เก็งคะแนน Admission 57 ,  สารสนเทศ , วันวาเลนไทน์ , นิทาน , กสพท , วันศิลปินแห่งชาติ , รับตรง ม.เกษตร 57 , Varietyโทษของอินเตอร์เน็ต , GAT , PAT , วันแม่ , แฟ้มสะสมผลงาน , อุเทนถวาย , เครื่องบินตก , ประกาศผล O-NET ม.6 , โค้ชเช , วันสงกรานต์ , บัตรสอบ , GAT/PAT ครั้งที่ 2/2557 , เคลียริ่งเฮาส์เอเชียศึกษา , ไวรัสอีโบลา , อักษร ศิลปากร , วันโกหก , บันทึกความดี , Portfolioสมุดพกความดี , บริจาคโลหิตวันจักรี , โปรแกรมสร้างแฟ้มสะสมผลงาน , วันอาสาฬหบูชา , ประกาศผล GAT/PAT 57 , สทศ. , Admission 57 , วันภาษาไทยแห่งชาติ ,  , วันแม่แห่งชาติ , วันวิสาขบูชา , วันงดสูบบุหรี่โลก , ประกาศผลรับตรงโควตา 28 จังหวัด ม.ศิลปากรประกาศผลรับตรง ม.ธรรมศาสตร์ ,  U-NET , ประกาศผลจุฬา , กฏอัยการศึก , รัฐประหาร , วาไรตี้ , ประกาศผล , เลิกบุหรี่ , ยืนยันสิทธิ์ , เคลียริ่งเฮ้าส์ , วันสุนทรภู่ , หย่า , รับน้อง , วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ