ขณะนี้กำลัง LOAD อยู่ กรุณารอสักครู่...
Thai Educational Portal   |   ตั้ง eduzones.com เป็นหน้าแรก
ชุมชนการศึกษา Online ที่มีสมาชิก และ Pageview มากที่สุดในประเทศ
eduzones logo

ตู้เย็นมี.........?

ตู้เย็นมี.........?
Bloger Profile

ตู้เย็น
อีเมล์ : kasanthai@hotmail.com
วันที่สร้าง : 26/11/2551
จำนวนเรื่อง : 52
จำนวนผู้ชม : 7506
จำนวนผู้โหวต : 3
คะแนนแฟนพันธ์แท้ : 6990
Calendar

respond02 ธันวาคม 2551

การขนส่งทางบกขอลโลจิสติกส์

การขนส่งสินค้าทางถนน

ศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งสินค้า

       ในการพัฒนาระบบการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบจำเป็นต้องมีความเข้าใจถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งสินค้าในปัจจุบันที่เป็นสิ่งจำเป็นต่อดำเนินการขนส่งได้ โดยโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งสินค้า มีบทบาทสำคัญที่ใช้รองรับอุปสงค์การขนส่งทั้งที่เป็นอยู่ในปัจจุบันและที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งถ้าหากขาดการจัดเตรียมที่เพียงพอต่อความต้องการและการบริหารจัดการไม่ดี การขนส่งจะเกิดปัญหาทั้งในด้านค่าใช้จ่ายและคุณภาพของการขนส่ง และจะส่งผลกระทบต่อทั้งผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการ ทำให้การขนส่งในภาพรวมของทั้งประเทศขาดประสิทธิภาพและไม่สามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้ โดยปัจจุบันการขนส่งสินค้าภายในประเทศใช้การขนส่งทางถนนมากที่สุด ดังแสดงในตารางที่ 1

 

 

การขนส่งสินค้า

พ.ศ.

2542 

2543 

2544 

2545 

2546 

2547 

2548 

 ทางถนน 

392,244 

397,976 

400,241 

434,918 

440,018 

435,147 

430,275* 

 ทางรถไฟ 

9,264 

9,171 

8,776 

8,893 

10,521 

12,883 

8,2001/1 

ทางน้ำภายใประเทศ 

17,910 

25,235 

17,833 

25,043 

25,839 

26,825 

29,630* 

 ชายฝั่งทะเล 

21,970 

23,347 

19,657 

24,795 

22,941 

25,862 

25,625* 

 ทางอากาศ 

56 

57

66 

56 

54 

53 

39/2 

รวม

441,444 

455,786 

446,573 

493,705 

499,373 

500,770 

493,769 

 

หมายเหตุ: * : ประมาณการเบื้องต้น
1/ : ม.ค. - ส.ค. พ.ศ. 2548
2/ : ม.ค. - ก.ย. พ.ศ. 2548
ที่มา: www.moc.go.th (กระทรวงคมนาคม)

    ผลการศึกษาในส่วนนี้จะได้นำเสนอโครงข่ายการขนส่งของรูปแบบการขนส่งต่าง ๆ พาหนะที่ใช้ในการขนส่ง จุดเชื่อมโยงการขนส่ง การเชื่อมโยงโครงข่ายการขนส่งกับประเทศเพื่อนบ้าน สภาพการให้บริการของโครงข่ายการขนส่ง ตลอดจนสภาพปัญหาและอุปสรรคของระบบการขนส่งในปัจจุบัน เพื่อที่จะนำไปใช้ประโยชน์เป็นข้อมูลพื้นฐาน ประกอบการจัดทำข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถของโครงข่าย การเชื่อมโยงต่างรูปแบบต่อไป

 

 

การขนส่งสินค้าทางถนน

       การขนส่งสินค้าทางถนนเป็นรูปแบบการขนส่งที่ได้รับความนิยมใช้ขนส่งสินค้าภายในประเทศมากที่สุด โดยข้อมูล ปี พ.ศ. 2547 ของกระทรวงคมนาคม พบว่า ปริมาณการขนส่งสินค้าที่ใช้การขนส่งทางถนนมีประมาณ 435 ล้านตัน หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 88 ของการขนส่งสินค้าในประเทศทั้งหมด และเพิ่มขึ้นในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 2.26 ต่อปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 เป็นต้นมา ทั้งนี้สาเหตุที่การขนส่งสินค้าทางถนนได้รับความนิยมมากเนื่องจากมีข้อได้เปรียบเมื่อเปรียบเทียบกับการขนส่งรูปแบบอื่น ๆ คือ ความสามารถในการเข้าถึงแหล่งผลิตและแหล่งบริโภคได้โดยตรง (door-to-door) เนื่องจากมีโครงข่ายถนน ที่เชื่อมต่อภูมิภาคต่าง ๆ ครอบคลุมทั่วประเทศ มีหน่วยบรรทุก (unit load) ขนาดเล็ก และสามารถจัดหาพาหนะ ได้สะดวก ทำให้สามารถขนส่งสินค้าไปที่จุดหมายปลายทางที่แตกต่างกันได้สะดวก ประกอบกับการขนส่งรูปแบบอื่น ๆ มีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่สามารถรองรับความต้องการขนส่งสินค้าได้อย่างเพียงพอและมีประสิทธิภาพ และไม่สามารถให้บริการขนส่งจากแหล่งผลิตถึงแหล่งบริโภคได้โดยตรง และจำเป็นต้องใช้การขนส่งทางถนนเป็น Feeder ดังนั้นโดยรวมแล้วการขนส่งสินค้าทางถนนจึงได้เปรียบการขนส่งรูปแบบอื่นๆ ในแง่ของการเป็นการขนส่งรูปแบบเดี่ยว (Single Mode) ที่สามารถเข้าถึงแหล่งผลิตและแหล่งบริโภค ได้โดยตรง ทำให้สามารถให้บริการรวบรวมและกระจายสินค้าได้ดีเมื่อเปรียบเทียบกับการขนส่งรูปแบบอื่น ๆ

โครงข่ายถนนโครงข่ายถนนในปัจจุบัน 

       โครงข่ายทางหลวงของประเทศไทยตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 สามารถแบ่งทางหลวงในประเทศได้ 6 ประเภท ดังแสดงในตารางที่ 1-1 ซึ่งในปี พ.ศ. 2548 กรมทางหลวงมีความยาวทางหลวงที่อยู่ในความรับผิดชอบประมาณ 51,777 กิโลเมตร ดังแสดงในตารางที่ 1-2 และมีลักษณะโครงข่ายทางหลวงเชื่อมโยงไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ ดังแสดงในรูปที่ 1

 ตารางที่ ตารางที่ 1-1: ประเภททางหลวงตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ ประเภททางหลวงตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535

 ประเภททางหลวง 

คำอธิบาย 

 ทางหลวงพิเศษ 

ทางหลวงที่ได้ออกแบบเพื่อให้การจราจรผ่านได้ตลอดรวดเร็วเป็นพิเศษ ซึ่งรัฐมนตรีได้ประกาศกำหนดให้เป็นทางหลวงพิเศษ และกรมทางหลวงเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง ขยาย บูรณะ และบำรุงรักษา และได้ลงทะเบียนไว้เป็นทางหลวงพิเศษ 

ทางหลวงแผ่นดิน 

ทางหลวงสายหลักที่เป็นโครงข่ายเชื่อมระหว่างภาค จังหวัด อำเภอ ตลอดจนสถานที่สำคัญ กรมทางหลวงเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง ขยาย บูรณะ และบำรุงรักษา และได้ลงทะเบียนไว้เป็นทางหลวงแผ่นดิน 

ทางหลวงชนบท

ทางหลวงนอกเขตเทศบาลและเขตสุขาภิบาลที่องค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วนตำบล กรมทางหลวงชนบท และหน่วยงานอื่น ๆ เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างขยาย บูรณะและบำรุงรักษา และได้ลงทะเบียนไว้เป็นทางหลวงชนบท

ทางหลวงเทศบาล

ทางหลวงในเขตเทศบาลที่เทศบาลเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง ขยาย บูรณะ และบำรุงรักษา และได้ลงทะเบียนไว้เป็นทางหลวงเทศบาล

ทางหลวงสุขาภิบาล 

ทางหลวงในเขตสุขาภิบาลที่สุขาภิบาลเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง ขยาย บูรณะและบำรุงรักษา และได้ลงทะเบียนไว้เป็นทางหลวงสุขาภิบาล

ทางหลวงสัมปทาน

ทางหลวงที่รัฐบาลได้ให้สัมปทานตามกฎหมายว่าด้วยทางหลวงที่ได้รับสัมปทาน และได้ลงทะเบียนไว้เป็นทางหลวงสัมปทาน 

 

ตารางที่ 1-2: ระยะทางในความรับผิดชอบของกรมทางหลวง ระยะทางในความรับผิดชอบของกรมทางหลวง ปี พ ปี พ.ศ. 2548

 

ภาค

บำรุงทาง (กม.)

ระยะทางจริง

ทางก่อสร้างและทางรักษาสภาพ (กม.)

รวมระยะทางทั้งสิ้น (กม.)

ระยะทางต่อ 2 ช่องจราจร

คอนกรีต

ลาดยาง

ลูกรัง

รวม

เหนือ

671

15,358

291

16,319

14,503

405

14,908

ตะวันออกเฉียงเหนือ

1,033

16,708

17

17,758

15,677

345

16,022

กลาง

3,596

11,780

24

15,399

10,714

216

10,930

ใต้

460

11,633

17

12,109

9,427

491

9,918

รวม

5,760

55,478

348

61,586

50,321

1,456

51,777

 ที่มา: กรมทางหลวง




รูปที่ 1: โครงข่ายทางหลวง
 

    สำหรับโครงข่ายถนนในความรับผิดชอบของกรมทางหลวงชนบทมีความยาวประมาณ 44,000 กิโลเมตร นอกจากนี้ ยังมีโครงข่ายทางด่วนคลอบคลุมพื้นที่ใจกลางกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีความยาวประมาณ 207.4 กิโลเมตร ดังแสดงในรูปที่ 2 (แสดงด้วยเส้นสีเขียว)




รูปที่ 2: โครงข่ายระบบทางด่วน

ที่มา : รายงานฉบับสมบูรณ์
        สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งเละจราจร

พาหนะที่ใช้ขนส่งสินค้าทางถนน


   ยานพาหนะที่ใช้ในการขนส่งสินค้าทางถนนส่วนใหญ่นิยมใช้รถบรรทุกขนาดตั้งแต่ 6 ล้อ 10 ล้อ และมากกว่า 10 ล้อขึ้นไป เนื่องจากสามารถบรรทุกสินค้าได้จำนวนมากพอที่จะทำการรวบรวมและกระจายสินค้า นอกจากนี้ ยังสามารถเข้าถึงพื้นที่ต่าง ๆ ได้ตามความต้องการ โดยไม่ต้องคำนึงถึงสภาพภูมิอากาศมากนัก ใช้บุคลากรในการดำเนินงานจำนวนไม่มากเมื่อเทียบกับการขนส่งรูปแบบอื่น สามารถปรับเปลี่ยนภาชนะที่ใช้บรรทุกได้ตามลักษณะของสินค้าได้หลากหลาย ซึ่งประเภทของรถบรรทุกตามกฎกระทรวงฉบับที่ 4 ออกตามความในพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 มีสาระสำคัญดังแสดงในตารางที่ 1

 

ตารางที่ 1 : ประเภทของรถที่ใช้ในการขนส่งสัตว์และสิ่งของ (รถบรรทุก)

 

 

ตารางที่ 1 : ประเภทของรถที่ใช้ในการขนส่งสัตว์และสิ่งของ (รถบรรทุก) (ต่อ)

 

 

 

หมายเหตุ:  * รถที่ใช้ในการขนส่งสัตว์หรือสิ่งของลักษณะ 5  ลักษณะ 6  ลักษณะ 7 และลักษณะ 8 ซึ่งเป็นรถบรรทุกเฉพาะกิจ จะมีความกว้าง ความสูง ความยาว ส่วนยื่นหน้าและส่วนยื่นท้ายเกินกว่าที่กำหนดไว้ก็ได้ หากมีความจำเป็นตามลักษณะของการใช้งานเฉพาะกิจ แต่ต้องได้รับความเห็นชอบจากกรมการขนส่งทางบก

 

    ในปี พ.ศ. 2547 สถิติจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกมีจำนวนรถบรรทุกประเภทต่าง ๆ รวมทั้งสิ้นประมาณ 675,000 คัน โดยในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2542 ถึง 2547 จำนวนรถบรรทุกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 2 ต่อปี แต่หากพิจารณาเฉพาะตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2546 เป็นต้นมา พบว่าจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนมีแนวโน้มลดลงโดยเฉลี่ยร้อยละ 1 ต่อปี      

 

   ในเรื่องน้ำหนักบรรทุกอนุญาตได้มีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับวิวัฒนาการขนส่ง และการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ในอดีตกฎหมายกำหนดพิกัดน้ำหนักบรรทุกไว้ที่ 16 ตัน แล้วจึงเพิ่มเป็น 18 ตัน และในปี พ.ศ. 2518 จึงเพิ่มเป็น 21 ตัน ต่อจากนั้นปัจจุบันรัฐบาลได้ออกบทเฉพาะกาลผ่อนผันให้รถบรรทุก 10 ล้อ สามารถบรรทุกสินค้าได้เพิ่มขึ้นเป็นน้ำหนักรวมรถ 26 ตัน จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2548 โดยล่าสุดเมื่อปี พ.ศ. 2549 ได้ประกาศน้ำหนักรถบรรทุกใหม่ รายละเอียดดังแสดงในรูปที่ 1

 

รูปที่ 1 : น้ำหนักบรรทุกใหม่ 

 

 

 

 

      นอกจากในเรื่องของน้ำหนักบรรทุกแล้ว การขนส่งทางถนนยังมีการบังคับใช้มาตรการห้ามเดินรถบรรทุก เพื่อเป็นการลดปัญหาการจราจรติดขัดในเขตกรุงเทพมหานครที่เป็นศูนย์กลางด้านธุรกิจและพาณิชยกรรม ซึ่งเป็นทั้งแหล่งผลิตและแหล่งบริโภคที่สำคัญของประเทศ รายละเอียดดังแสดงในตารางที่ 2  และรูปที่ 2

 

ตารางที่ 2 : มาตรการห้ามเดินรถบรรทุก

 

 

เส้นทาง/พื้นที่

มาตรการ

 เขตกรุงเทพมหานครชั้นใน (รัศมี 113 ตารางกิโลเมตร)

ห้ามเดินรถบรรทุกขนาดใหญ่ (10 ล้อขึ้นไป) ช่วงเวลา 06.21-21.00 น. ยกเว้นรถบรรทุก 10 ล้อขึ้นไป ที่บรรทุกคอนกรีตผสมเสร็จ รถเครน และรถที่ได้รับการผ่อนผัน ซึ่งมีข้อบังคับไว้เฉพาะคือ เดินรถได้ภายในเวลา 10.00-15.00 น.

 ทางด่วนทุกขั้น

ห้ามเดินรถ 6 ล้อ เวลา 06.00-09.00 น. และ 16.00-20.00 น. และห้ามเดินรถ ตั้งแ