01 ตุลาคม 2551| เรื่องราวของประวัติศาสตร์ชาติไทย กลายเป็นเรื่อง ใกล้ตัว ที่เด็ก เยาวชน และคนไทยจำนวนไม่น้อย มีความเข้าใจและ รู้น้อย กว่าเรื่องไกลตัวอื่นๆ หลายเรื่อง จากการเปิดเผยของ ดร.สุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ที่ออกมาบอกว่า จำนวนนักศึกษาในระดับปริญญาตรี โท และ เอก ที่เรียนสาขาประวัติศาสตร์โดยตรงของไทยนั้น มีอยู่เพียง 2,400 คน ซึ่งเมื่อเทียบกับจำนวนนักศึกษาทุกระดับที่มีอยู่ทั้งหมดนับล้านคน ถือว่านักศึกษาสาขาประวัติศาสตร์มีเพียง หยิบมือ เท่านั้น ที่สำคัญเหนืออื่นใด พบว่า นักศึกษาในระดับปริญญาตรี มีพฤติกรรมความสนใจที่จะเรียนรู้ หรือศึกษาประวัติศาสตร์น้อยมาก อย่างไรก็ตาม ความรู้ ความเข้าใจ และความสนใจในประวัติศาสตร์นั้น จำต้องปลูกฝังกันตั้งแต่ตอนยังเยาว์วัย ดังนั้น การศึกษาระดับขั้นพื้นฐาน (ป.1-ม.6) จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่เด็กจะเรียนรู้ และเกิดความชอบ ความสนใจเรื่องราวประวัติศาสตร์ **เรียนประวัติศาสตร์จากสังคมศึกษา ดร.เบญจลักษณ์ น้ำฟ้า ผู้อำนวยการสำนักวิชาการ และมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึงการเรียนการสอนประวัติศาสตร์ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ว่า วิชาประวัติศาสตร์จะอยู่ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ซึ่งในสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาก็จะแบ่งออกเป็นรายวิชาย่อยๆ ประกอบด้วย วิชาสังคมศึกษา พุทธศาสนา หน้าที่พลเรือน ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์ การเรียนของเด็กระดับขั้นพื้นฐานจะไม่ได้แยกวิชาเหล่านั้น ออกมาเป็นรายวิชา ซึ่งวิชาประวัติศาสตร์เราก็ไม่ได้แยกออกมาสอนโดยเฉพาะ แต่จะเรียนแบบบูรณาการในกลุ่มสาระการเรียนรู้ ซึ่งเด็กจะได้เรียนวิชาสังคมศึกษาอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง ดร.เบญจลักษณ์ กล่าวอีกว่า การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน จะมี 3 มาตรฐานใหญ่ๆ คือ 1.ความเข้าใจความสำคัญทางประวัติศาสตร์ อย่างเป็นระบบ 2.ความเข้าใจเรื่องพัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตถึงปัจจุบัน เข้าใจความสัมพันธ์ และการเปลี่ยนแปลงในประวัติศาสตร์ วิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ และ 3.ความเป็นมาของชาติไทย รักและภาคภูมิใจในความเป็นไทย และวัฒนธรรมไทย ซึ่งมาตรฐานใหญ่ทั้ง 3 ประเด็นนี้จะแตกออกเป็นเรื่องต่างๆ ในแต่ละช่วงชั้น | ||||
ดร.เบญจลักษณ์ ให้รายละเอียดต่อไปว่า เมื่อเด็กศึกษาถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 เด็กวัยนี้พัฒนาการทางสมองจะสามารถจดจำและเข้าใจรายละเอียดได้มากขึ้น หลักสูตรจะพาเด็กย้อนกลับไปศึกษาเรื่องราวของยุคสมัยต่างๆ ในประวัติศาสตร์ชาติไทยอย่างละเอียด ตั้งแต่สมัยก่อนสุโขทัย จนพัฒนามาเป็นสมัยอยุธยา กรุงธนบุรี มาเรื่อยๆ ที่สำคัญ เด็กจะได้เรียนรู้ถึงอิทธิพลของต่างชาติ ที่เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาประเทศไทยอย่างไรบ้าง เมื่อเด็กโตขึ้นมาถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 การพัฒนาการทางสมองก็เติบโตมากขึ้น และเด็กมีความรู้พื้นฐานทางประวัติศาสตร์มากขึ้นแล้ว ในช่วงวัยนี้หลักสูตรจะเน้นให้เด็กได้คิดวิเคราะห์เป็นหลัก การเรียนการสอนจะเป็นเชิงวิเคราะห์ทั้งหมด ในประเด็นประวัติศาสตร์ชาติไทย ความสำคัญของสถาบันพระมหากษัตริย์กับการพัฒนาความเป็นชาติ แนวคิดความเป็นมาของชาติไทย ปัจจัยที่มีผลต่อการสถาปนาอาณาจักรต่างๆ และจะมีการหยิบยกเอาประวัติบุคคลสำคัญในประวัติสาสตร์ชาติไทยมาเรียนรู้ เพื่อให้เด็กได้เกิดความภาคภูมิใจในความเป็นชาติ และสถาบันสำคัญของไทย รวมถึงเข้าใจความเชื่อมโยงของสภาพสังคม เศรษฐกิจ และอิทธิพลจากปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อประเทศเราด้วย ผอ.สำนักวิชาการ และมาตรฐานการศึกษากล่าว **หนุนเพิ่มชั่วโมงเรียนเรื่องชาติไทย ดร.เบญจลักษณ์ บอกอีกว่า การยกร่างและกำหนดหลักสูตรประวัติศาสตร์ของ สพฐ.นั้น จะทำในรูปคณะกรรมการยกร่าง โดยมีคณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ ซึ่งประกอบไปด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ ร่วมในการพัฒนาหลักสูตรด้วย และหลังจากที่ประกาศใช้หลักสูตรไปแล้ว สพฐ.จะมีการประเมินผลการใช้หลักสูตร และปรับปรุงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เพื่อเกิดความชัดเจนและทันสมัยอยู่เสมอทุกๆ ปี ซึ่งเมื่อหลักสูตรถูกใช้ไปประมาณ 6-10 ปี ก็จะต้องปรับปรุงครั้งใหญ่สักครั้งหนึ่ง เป็นการปรับปรุงหลักสูตรให้เหมาะสมกับปัจจุบัน และรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ขณะนี้ สพฐ.ส่งเสริมให้สถานศึกษาเพิ่มชั่วโมงเรียนเกี่ยวกับประเทศชาติเข้าไปให้มากขึ้นอีกอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เพราะในยุคโลกาภิวัตน์ เด็กเรียนรู้เรื่องอื่นๆ ได้จากสภาพแวดล้อมและสื่อโดยทั่วไป แต่เรื่องของชาติไทยนั้นโรงเรียนควรเสริมให้กับเขา เพื่อให้เกิดความรัก ภาคภูมิใจ และหวงแหนความเป็นไทยตั้งแต่วัยเยาว์ ผอ.สำนักวิชาการฯ กล่าวอีกว่า หลังจากที่ สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชเสาวนีย์ทรงห่วงใยเกี่ยวกับการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ไทย สพฐ.ก็ได้ร่วมมือกับกองทัพบก และกรมศิลปากร ทำโครงการพัฒนาการสอนประวัติศาสตร์ 4 ภูมิภาค จัดทำหนังสือเสริมประสบการณ์ประวัติศาสตร์ไทยให้กับครูผู้สอน และสนับสนุนให้โรงเรียนจัดทำศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ประวัติสาสตร์ไทยในโรงเรียน เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ในสถานศึกษาให้กับเด็กด้วย พ่อแม่ผู้ปกครอง เป็นผู้ที่จะมีบทบาทสำคัญ ที่จะช่วยให้เด็กสนใจเรียนรู้เรื่องประวัติศาสตร์ โดยการพาเด็กไปเที่ยวในแหล่งเรียนรู้ เช่น พิพิธภัณฑ์ต่างๆ หรือแหล่งโบราณสถาน จะเป็นการเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ไทยให้เด็กได้รับรู้ทางหนึ่ง ซึ่งพ่อแม่จะเป็นครูที่ดีที่จะปลูกฝังประวัติศาสตร์ให้ลูกๆ ได้รู้ถึงความวิริยะอุตสาหะในการสร้างชาติ ซึ่งจะซึมซับอยู่จิตใจของเด็ก ทำให้เขาเกิดความภาคภูมิใจในความเป็นไทยได้อย่างดีดร.เบญจลักษณ์ กล่าวฝากไปยังพ่อแม่ทุกคน |
พิมพ์หน้านี้
ชอบเรื่องนี้
อ่านความคิดเห็น (3)
แสดงความคิดเห็น
หนูก็อยากรู้ข้อมูลสมัยประวัติศาสตร์มากกว่านี้















| อา. | จ. | อ. | พ. | พฤ. | ศ. | ส. |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |
วันที่ 24 พฤศจิกายน 2551 เวลา 11:51
โดย : สุวิมล
อีเมล์ : suwimonmopor6636@hotmail.com
เว็บไซต์ :
IP 125.27.187.xxx