การแข่งขันเพื่อเข้าศึกษาต่อระดับชั้นอุดมศึกษา นับวันมีความแข่งขันที่สูงขึ้น ในเชิงปริมาณ นับจากการใช้ระบบเอนทรานซ์ไปจนถึงแอดมิชชั่น และ โครงสร้างใหม่ที่จะมาใช้ในปี 2553 นี้ เรื่องคลาสสิคทุกยุคทุกสมัยจะมีอยู่สองอย่างคือ ดีใจและเสียใจ ดีใจคือ ฉันสอบได้แล้ว กรี๊ดๆ ทันใดนั้นรุ่นพี่จากสถาบันก็โห่หิ้ววว
. รับเป็นเด็กใหม่ในคณะทันที ก่อนจะไปสอบสัมภาษณ์ ส่วนอีกด้านหนึ่งคือ ฉันเอนไม่ติดอ่ะ คอตกลับบ้านไป อันหลังนี้เอนหรือแอดฯ ไม่ติดนี่ เกิดปัจจัยเีสี่งในการยอมรับแบบฉับพลัน บางคนทำใจได้ บางคนทำใจไม่ได้ จนกลายเป็นข่าวครึกโครม พี่อยากเล่าว่าในสมัยก่อนนี้การเอนไม่ติด ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย อย่างน้อยก็ยังได้เห็นกับตัวเองจังๆ ที่เด็กคนหนึ่งเอนไม่ติด นั่งรถเมลล์จากต้นสายยันสุดสาย ติดกันเป็นเวลา 7 วัน (โอ้ว .. มันทำได้อย่างไร จอร์จ) หลังจากพบแล้ว นักจิตวิทยาก็ทำการบำบัดให้กลับเป็นคนปกติ อันนี้เป็นสิ่งที่น่าดีใจ แต่ในเคสอีกกรณีหนึ่ง น่าเห็นใจสุดๆ เอาแค่ปี 2551 นี้การแอดมิชชั่นของเด็กเจอกรณี ทีเรียกได้ว่า่ประชดความโง่ .. ขาดความยั้งคิดกับชีวิตอย่างรุนแรง พี่เผือก แทบจะบ่นอิกและรู้สึกว่าเสียใจที่ช่วยเขาไว้ไม่ทัน ความผิดหวังของการแอดมิชชั่นที่พบมา
3 กรณีนี้ควรศึกษาและจงใช้ชีวิตอย่างมีสติ
- ในอดีตการเอนทรานซ์ เป็นการจัดสอบเพื่อเข้าอุดมศึกษาในยุคต้นพุทธศักราชที่ 25 และใช้มานานกดว่า 40 ปี สิ่งหนึ่งที่เห็นคือ เมื่อน้องๆ เหล่านั้นเอ็นไม่ติด กลับคิดฆ่าตัวตาย ซึ่ีงกลายเป้นข่าวของทุกปีทุกครั้ง จนไม่สิ้นสุด แม้ยุคแอดมิชชั่นแล้ว พี่เผือกมองดูแล้วว่า ไม่ควรทำอย่างยิ่ง ในการชุ่ยเสียดาย (ซุยซิดาย = suicide) ถ้ากลับเพิ่งรู้ว่าัตัวเองเอ็นหรือแอดไม่ติดกระทันหันก็ไม่ควรทำ แม้ว่าจะช็อกแค่ไหน การฆ่าตัวตายด้วยเรื่องแบบนี้ คิดสักนิดหน่อยว่า ชีวิตเรากว่าจะเกิดมา กว่าสองเฒ่า Parents and Grand Parent เลี้ยงดูพูดได้ อาการครบ 32 (แถมไม่พิกลพิการ) ขนาดนี้ ใช้เวลาสักเท่าไหร่ที่ให้เรามีชีวิตการเป็นมนุษย์ สายสัมพันธ์ ครอบครัว เพื่อน และคนที่เขารัก (แม้ว่าไม่แสดงออกก็ตาม) เขาจะเสียใจมาก ที่เห็นเราอยู่ทุกวันและรักเอ็นดูเสมอ กลับสำคัญน้อยกว่าผลเอนทรานซ์ไม่ติด แม้รุ้ว่าจะทุ่้มเทการสอบมากเพียงใดก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ควรมีตามตัวตลอดระหว่างเริ่มเข้าสู่ฤดูเอนทรานซ์ นั่นคือ การเผื่อใจให้กับตัวเอง ยอมรับความผิดหวัง และเดินก้าวต่อไป อย่าไปเจ็บช้ำกับเรื่องแบบนี้ แม้ว่าถ้าเอนไม่ติด มองในแง่ดีหลายอย่าง พี่เผือกมองเห็นว่าแง่ดีการเอนไม่ติดมีดังนี้
- อย่างน้อยเราก็ได้ปิดเทอมใหญ่ หัวใจไม่ว้าวุ่น ได้พักและศึกษาตัวเองในสิ่งที่เราชอบและอยากทำ ที่พี่เห็นนั้นคือ บางคนนั้นเอนท์ไม่ติด กลับไปนั่งเรียนหลักสูตระยะสั้น ปรุงอาหาร ทำขนมขาย กลับได้รายได้เป็นกอบเป็นกำ เก็บเงินไว้ไปจ่ายการเรียนการศึกษาจั้นสูงไปในอนาคต เราอาจจะเก่งกว่าคนที่เรียนมหาวิทยาลัย เลยก็ได้ อีกทั้งได้เรียนรู้แง่ดีๆของชีวิตใครหลายคน ที่เขายืนหยัดได้ และรู้จักมิตรภาพอันหลากหลาย ปีหน้าเราก็เข้าเรียนใหม่อีกที
- ปีนี้ไม่ได้ ปีหน้าก็ต้องได้ (และทุกปีไป) สำหรับความใจเย็น เตรียมตัวสอบใหม่อีกครั้ง โดยครั้งที่ไม่ติดถือเป็นตัวอย่างลองภูมิเราว่าแน่นแค่ไหน ปีหน้าเราเอนติดกลับเอนติดในคณะที่ดีกว่า และสิ่งแวดล้อมที่ดีกว่าในปีนี้ และอาจดีใจแอนด์สะใจกว่าที่ตัวเองนั้นได้ใช้ของใหม่อย่างบังเอิญ (เช่น คอมในแล็บดันเปลี่ยนใหม่ เป็นแมคทั้งหมด ทั้งๆที่ปีที่แล้วใช้ PC ธรรมดา ไม่ก็ห้องถูก Living ETC ตกแต่ง Decor ใหม่ หรูกว่าเดิม)
- ก็หาที่เรียนใหม่ เช่น ม. รัฐบาลในเครือ ราชภัฏ ราชมงคล เอกชน ไม่จำเป็นต้องมีชื่อเสียงลื่อเลื่องก็ได้ แต่ขอให้มีสาขาที่เราอยากเรียนหรือใก้ลเคียงก็พอใจ การเรียนการสอนไม่แพ้มหาวิทยาลัยของรัฐในลิสต์แอดมิชชั่นเลย (แถมดีกว่าด้วยซ้ำไป) อีกอย่างควรที่จะคิดด้วยว่าการเรียนระดับปริญญาตรีนั้น ไม่ได้ขึ้นกับสถาบันอุดมศึกษา แต่ขึ้นกับตัวของเราเองในพร้อมการสร้างคุณภาพ (ตัวอย่างง่ายๆ ของพี่เผือก ไว้จะเล่าให้ฟังทีหลัง) และการเรียนรู้ไม่มีคำว่าสิ้นสุด (Learning Infinity) ตราบเราจนตาย ไม่แน่ที่เรียนเหล่านั้นเราได้ทำอะไรดีๆ และอาจโชคดีที่ได้มีเวลาศึกษาด้วยตนเอง และมีเวลามากขึ้น
- การแอดมิชชั่นส์ ดันแอดติดแล้วในสาขาที่ตรงและชื่นชอของตัวเอง กลับงี่เง่าไม่เอา ต้องได้สถาบันนั้นเท่านั้น ขอบอกว่าเป็นปัญญาที่ด้อยกว่าเด็ก 4 ขวบมากๆ เด็ก 4 ขวบเ้ดี๋ยวนี้เขาคิดเป็นแล้วว่าถ้าไม่อันนี้ก็ไม่เป็นไร มิหนำซ้ำกลับไอ้อันที่ได้กลับดีกว่าอันที่อยากได้ เออ จริงนะเรื่องแบบนี้ อย่างข่าวตัวอย่างนั้นเป็นเด็กเรียนดี มีเกียรติยศแนบตัว ดันได้มหาวิทยาลัย B ไำม่เอา กลับอยากได้มหาวิทยาลัย A ลงแดงใจจะขาด ขอบอกว่า โปรดอ่านข้อ 1 หัวกลมย่อยที่ 2 ถ้าอยากได้จริง ไม่งั้นเรียนไปเถอะเพราะที่ไหนๆ ก็เหมือนกัน หลักสูตรที่เปิดสอนในมหาวิทยาลัยรัฐที่เปิดมานาน ในสาขาที่เราติด เขาก็มีคุณภาพไม่แพ้กับมหาลัยอื่นเลย (สกอ. เขาอนุมัติหลักสูตรแล้ว แปลว่าหลักสูตรนั้นมีคุณภาพและมาตรฐาน ในการเรียนรู้และศึกษา) ฉะนั้น ถ้าเราชอบสาขานั้นจริงในมหาลัยวิทยาลัย A เราก็ไปเรียนต่อในระดับบัณฑิตวิทยาลัยก็ได้ ไม่จำเป็นเป็นระดับปริญญาตรีเฉพาะที่มหาวิทยาลัย A มิหนำซ้ำ บันฑิตวิทยาลัยพาเที่ยวพาทัวร์ไปเมืองนอกอีก อู้ว์สะใจพี่
- เอนหรือแอดมิชชั่นติดแล้ว ดันไม่มีตังค์เรียนหนังสือ หรือปัญหาการเงิน ไม่ต้อง Worry And Serious และเอาชีวิตไปถวายพญายม (แค่นี้รกนรกพอแล้ว ไม่เรียกดันสลอนไปหาท่านอีก) เชื่อสิว่า ทุกปัญหามีทางออกเสมอ และทางออกที่ถวายชีวิตลงยมโลกเป็นทางตันที่สุด สำหรับการตัดสินใจ แถมไม่มีวันเจอทางออก ทุนการศึกษามีมากมหายมหาศาล ทีมหาวิทยาลัยเขาจัดให้ สองพี่น้อง กรอ. และ กยศ. ที่ใจดีมักให้ยืมเรียนและจ่ายคืนทีหลัง ถ้าไม่อยากเป็นหนี้ แต่ใจอยากเรียนกระแด่วๆ ชักกระตุก เขียนจดหมายไปหากองทุนของรัฐที่มีทุนทรัพย์ส่งเราได้ หรือเขียนถึงผู้บริหารสูงสุดของสถาบันในเรื่องการเงิน เพราะผู้บริหารบางท่านจะมีงานให้ทำเพื่อใช้แทนค่าเล่าเรียน และใจดีเอ็นดู พร้อมจะช่วยเหลือเด็กแนวดีๆ เสมอ หรือไม่งั้นก็ทำงานเก็บเงินไว้ก่อนแล้วค่อยเรียน อายุไม่ได้จำกัดการศึกษาหรือสมัยประถมและมัธยม (ไอ้แบบกลับไปเรียน ม.4 ใหม่ อย่านำไปใช้เด็ดขาด ขอเตือนเป็นครั้งสุดท้าย)
สำหรับชีวิตการเรียนในแอดมิชชั่นส์อย่าคิดว่าตัวเองติดแล้วไม่สนใจ จะเฮอารับน้องและงานประเพณีเสมอไป อย่าลืมนะว่ามหาิวิทยาลัยเขารับเด็กได้ ก็เอาออกได้ ถ้าเด็กนั้นเรียนอ่อนเกิน F กระจายยย (โปรดทำทา่แบบรายการดาวกระจาย) ติดโปรแฟชั่นเน่า (ต่ำกว่าเกณฑ์ให้เลือนขึ้นชั้นปี) ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศราชอาณาจักรไทย ที่สำคัญการแอดมิชชั่นชั่นส์ ไม่ใช่การสิ้นสุดหรือจบสิ้น แต่กลับเป็นการเิ่ริ่มต้นชีิวิตใหม่ ปฐมภูมิของการเป็นพลเมืองที่ดี และัขับเคลื่นความเจริญในประเทศ จริงๆ นะ สุดท้ายเมื่อจบปริญญาตรีแล้ว สิ่งที่จะลุ้นต่อไปอีกคือ ตำแหน่งงานหาเงินเลี้ยงชีพตัวเองและเติมฝัน แบบเคหาสน์ดาว สุดท้ายนี้น้องๆ คงได้อะไรหลายอย่าง ถ้าปวดใจแอดไม่ติด คิดไม่ออก อย่าฆ่าตัวตาย ไปหา อาจารย์ปาณิสรา กัดสระ กับพี่เผือก คู่ดูโอกาสนี้ชี้ทางสว่างดั่งบัวบานได้