18 กรกฎาคม 2551ในปัจจุบันการศึกษามีบทบาทในการสร้างทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ เพื่อขับเคลื่อนกลไกทางเศรษฐกิจให้มีความมั่นคั่งและเจริญมากขึ้น การศึกษาระดับอุดมศึกษาตลอดระยะเวลา 4 ปีเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตที่ค่อนข้างยาวนานสำหรับน้องๆ ทุกคน ก่อนเริ่มต้นเข้าเรียนหรือศึกษาต่อหลักสูตรบัณฑิต ซึ่งมีเปิดสอนไม่น้อยกว่า 165 แห่งในประเทศไทย และมีหลักสูตรมากกว่า 3,485 หลักสูตรทั้งประเทศ ภารหนักของสถาบันอุดมศึกษาทั้งภาครัฐบ้าง ไม่รัฐบ้าง และภาคเอกชน ต่างดิ้นทุรนทุรายในการอยู่รอด ในการแบกรับภาระค่าใช้จ่ายสินค้า (หลักสูตร) จนไปถึงอัตราค่าจ้างบุคลากรในสถาบันอุดม ศึกษานับวันเพิ่มขึ้นทุกที การประชาสัมพันืและการแนะแนวหลักสูตร เป็นเฟืองทางการตลาดที่สำคัญที่สุดในการ เรียกหาลูกค้าเข้าเรียน นั่นคือ น้องๆ เป็นเด็กนักเรียนที่จะจบ ม. 6 แล้วนั่นเอง เป็นที่น่าเสียดายว่ากว่าการเปิดหลักสูตรระอุดมศึกษาแต่ละสถาบัน มักจะสนองหลักเศรษฐศาสตร์ทุนนิยมมาเกือบศตวรรษ ที่เน้นอุปสงค์สนองอุปทาน (Suply & Demand) เน้นเชิงปริมาณมากกว่าคุณภาพของน้องๆ สังเกตุง่ายๆ เลยคือยอดจำนวนคนตกงานหลังจากรับปริญญาที่พุ่งขึ้นทุกปี มีปีหนึ่งเน้นสาขานิเทศศาสตร์จนล้นตลาด เกินความต้องการของตลาดแรงงาน ซึ่งในความจริงแล้ว การเปิดหลักสูตรควรที่จะเป็นการเปิดเพื่อสร้างความยั่งยืนของสังคมและประเทศชาติ ในการมอบความรู้ ให้น้องๆ นั้นสามารถเลี้ยงตัวเองได้ และมีความสุขกับการงานเมื่อเรียนจบ ตามหลักหลักเศรษฐกิจพอเพียง
ร่ายมาซะยาวเหยียดขนาดนี้ น้องคงมึนมาบ้างกันอยู่ แล้วกลยุทธ์ของสถาบันอุดมศึกษาในการประชาสัมพันธ์น้องๆ เข้าเรียนนั้นมีแบบไหนบ้าง พี่เผือกได้สำรวจและศึกษาขนาดเล็ก พบเป็นจำนวน 10 รูปแบบโดยสรุปดังนี้ครับ
รูปแบบที่ 1 Agent Partner
บุคลากรในโรงเรียนเป็นผู้สนับสนุนเข้าศึกษาต่อ หรือที่เรียกว่า Agent Partner รูปแบบนี้เป็นการเชิญครูแนะแนว หรือบุคลากรทางการศึกษา เข้าร่วมโครงการต่างๆ ที่สถาบันอุดมศึกษาจัดขึ้น เช่นพาทัวร์ชมผลงานในสถาบันอุดมศึกษา การจัดทัวร์เที่ยวในรูปแบบสัมมนาในหรือนอกสถานที่ก็ได้ หลังจากบุคลากรดังกล่าวได้เข้าร่วมโครงการมาแล้วนั้น ก็จะกระดี้กระด๊าอธิบายสรรพคุณกันยาวเหยียดชักแม่น้ำ เจ้าพระยา สาละวิน อิรวดี คงคา เนรัญชรา มิสซิสซิปปี้ เทมส์ กันให้หูดับตับไหม้ เมื่อน้องๆ เข้าไปศึกษาต่อสถาบันอุดมศึกษาที่เชียร์เข้าไปแล้ว บุคลากรนั้นอาจจะได้สินน้ำใจ ตอบกลับแทน รูปแบบนี้พบได้ในสถาบันแบรนด์เนม หรืองานมหกรรมแนะแนวศึกษาต่อต่างประเทศ เสียส่วนใหญ่
รูปแบบที่ 2 งานสัมมนาและกิจกรรมสัมพันธ์
รูปแบบนี้มักจะประชาสัมพันธ์ทันทีเมื่อมีงานนั้น รูปแบบนี้ผลประโยชน์จะตกที่น้องเป็นส่วนใหญ่ในการค้นหาตัวเอง และหาโมเดลเพื่องสร้างตัวเองโดยเฉพาะ เช่น ค่ายหมอ ค่ายวิศววะ ค่ายเด็กวิทย์ ค่ายไอที เป็นต้น นอกจากจะสนุกสนานแล้ว ก็เหมือนการตอกย้ำแบรนด์ และเสนอชมโชว์รูมอีกด้วย ไปในตัว และงานสัมนาบางครั้งก็ยัดเยียดแบรนด์ไม่ต่างกับรายการโทรทัศน์ที่ทำเอาเปรียบผู้ชมโดยเสียเลยทีเดียว
รูปแบบที่ 3 การจัดการประกวดประชันงาน
เวทีเปิดโอกาสให้น้องๆ นั้น สำแดงอิทธิฤทธิ์ความสามารถไม่ยั้ง ซะเต็มที่ บางทีจัดแล้วปลื้มสมน้ำเนื้อ บางทีจัดรางวัลล่อใจแบบเอาเปรียบยิ่งกว่าแรงงานขั้นต่ำ สนองงด้วยไม่ว่าจะเป็นโล่ห์ เกียรติบัตร ที่จะถูกใจกับเด็กเก็บแต้มนับเกียรติยศเพื่อทำแฟ้มสะสมงาน และเงินไม่กี่บาท ที่จะคุ้มการจ่ายประทั้งชีวิตไม่ถึงสัปดาห์ ข้อดีเป็นการประชาสัมพันธ์ไปในตัวที่ต้องทุ่มรางวัลล่อใจน้องๆ
โปรดติดตาม "รู้แกว แบไต๋ 10 กลยุทธ์ดึงเด็กเข้ารั้วอุดมศึกษา (2)
ได้เร็วๆนี้นะครับ น้องๆ จะผะเหงอะ มากน้อยแค่ไหน
พิมพ์หน้านี้
ชอบเรื่องนี้
อ่านความคิดเห็น (2)
แสดงความคิดเห็น

| อา. | จ. | อ. | พ. | พฤ. | ศ. | ส. |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |
วันที่ 24 กรกฎาคม 2551 เวลา 20:08
โดย : jzzru1
อีเมล์ :
เว็บไซต์ :
IP 125.25.201.xxx