ขั้นแรกก่อนที่จะเริ่มไปสู่การวางรากฐานชีวิต ย่อมต้องวางแผนการล่วงหน้าไว้ซะก่อน ทั้งขงจื้อ หรือขงเบ้ง ยังต้องคิดแล้วคิดอีก แต่สำหรับเราแล้วส่วนใหญ่จะคิดกันไม่เป็นเรื่องราวที่ปะติดปะต่อกันซะเลย เดี๋ยวคิดไปนู่น สวรรค์ชั้นฟ้าดาวดึงส์ หรือวันนี้แฟนเราจะ ไปกินข้าวที่ไหน (แต่สำหรับอันหลังน่ะ มักจะหนักอกหนักใจในการหาสถานที่กินข้าวนะครับ) เอาหละไหนๆ เราเดินมาสู่มัธยมศึกษาตอนปลาย มีจุดประสงค์กันทางเดียวว่า ต้องไปสู่การเรียนรู้ในระดับอุดมศึกษาต่อไป มาลองดูกันนะครับว่าต้องทำกันอย่างไรก่อนเป็นอันดับแรก ไม่งั้นเดี๋ยวน้ำตาตกใน ชีช้ำไปหลายวัน หลายคืน
- เราเป็นใคร
แน่นอนครับต้องถามตัวเองก่อน ว่าเราคือใคร มาจากไหน เราชอบหรือสนใจอะไร ในเรื่องที่ตนเองคิดว่าถนัด หรือ ไม่ถนัด ความสามารถพิเศษของเราอยู่ที่ไหน หาให้พบนะครับ รีบหาให้เร็วเท่าไรก็ยิ่งดีต่อตัวเอง แต่ถ้ายังหาไม่พบ ผมแนะนำว่าให้ลองไปทำแบบทดสอบ S.D.S. (The Self-Directed Search) หรือ แบบทดสอบจุดเด่นของตนเอง ของสมาคมแนะแนวแห่งประเทศไทย ถ้าหากทันสมัยหน่อยก็ต้องเครื่องคอมพิวเตอร์ที่บรรจุโปรแกรมแนะแนวไว ้หาได้ง่ายครับที่ห้องแนะแนว ในการทำแบบทดสอบนี้ แน่นอนครับ ผลจะออกมาในรูปตัวอักษร แล้วตีความหมายในแต่ละตัวอักษร (เช่นได้ AIS SEA IES และ อื่นๆ ) จากนั้นนำมาแปลผล น่าสนุกดีนะครับ แถมได้ค้นพบตัวเองอีกตังหากว่าเราชอบอะไร
- เราจะไปเรียนต่อในหลักสูตรอะไรที่เราชื่นชอบ
ต่อไปหลังจากการที่เราค้นพบตัวเองแล้ว ว่ามีความสามารถพิเศษ หรือถนัดในสิ่งที่ตัวเองทำได้ดีจนชำนาญ จากนั้นไปหาหนังสือคู่มือนักศึกษาของระดับอุดมศึกษา หรือ มหาวิทยาลัยต่างๆ ไปอ่านรายละเอียดวิชา / สาขา / คณะ ให้เข้าใจ (อย่าไปยึดถือกับสถาบันต่างๆ นะครับเพราะคนเราจะดีอยู่ที่ตัวเอง ไม่ใช่อยู่ที่สถาบัน) ในการอ่านก็อ่านตรงจุดประสงค์และวัตถุประสงค์ของแต่ละคณะวิชา รายละเอียดของสาขาวิชาต่างๆ ที่เปิดสอนในแต่ละสถาบัน ถ้าชอบคณะวิชาที่ชื่นชอบ หรือสาขาวิชาน่าสนใจสำหรับตน ให้ลองทำการจัดลำดับความสนใจในการไปศึกษาต่อคณะและสาขาวิชาต่างๆ เป็นหัวข้อ (list) ก็จะดียิ่งขึ้นนะครับในการตัดสินใจมากขึ้น
- โตขึ้นเราอยากทำอะไร ในภายภาคหน้า
เมื่อเราศึกษารายละเอียดของสถาบันกันมาแล้ว ควรจะทำผังระบบการจัดการตัวเอง ว่าถ้าเข้าคณะหรือสาขาที่ตนเองสนใจ เมื่อจบแล้วจะทำงานอะไรได้บ้างที่สามารถใช้ทักษะของการร่ำเรียนมาจากรั้วสถาบันอุดมศึกษามาบ้าง เราได้อะไรมาประยุกต์ใช้งานกับอาชีพในอนาคต อย่างเช่น ถ้าไปเรียนนิติศาสตร์ ไม่ใช่ว่าเรียนแล้วต้องเป็นทนาย นักกฎหมาย อัยการผู้พิพากษา แต่อย่างเดียว แต่ยังสามารถประกอบอาชีพอาชีพอื่นได้อีก เช่นเป็นทหาร หรือตำรวจ ฝ่ายที่ปรึกษาด้านกฎหมายทั้งภาครัฐและเอกชน อาจารย์สอนกฎหมายพื้นฐาน เป็นต้น (อนาคตของตนเองต้องกำหนดด้วยตนเองอย่าให้สภาวะแวดล้อมมากำหนดนะครับ เดี๋ยวจะแย่เอา) เอาล่ะครับ ถ้าเราทำการตัดสินใจอะไรไปแล้ว แน่วแน่นะครับ ไม่ใช่แด่วแน่
ถ้าคุณมั่นใจในการถามตัวเองแล้ว 3 ข้อนี้ คุณยังพอสามารถพิชิตความสับสนกับการเรียนลงได้ 3 ใน 4 ส่วนแล้ว ในตอนหน้าเราจะมาดูกันว่าทางเลือกในการไปเรียนต่อนั้นจะมีอะไรบ้างติดตามได้ภาค 2 นะครับ