แม่จ๋า..หนูทำสำเร็จแล้ว...สุดประทับใจ ปริญญาลูกแม่ค้า

ลบ แก้ไข

                        แม่จ๋า..หนูทำสำเร็จแล้ว...สุดประทับใจ ปริญญาลูกแม่ค้า
                          
แม่จ๋า..หนูทำสำเร็จแล้ว.

" พรุ่งนี้แล้วนะแม่จ๋า บีทำให้แม่ได้แล้วนะ ภูมิใจที่ได้เกิดมาเป็นลูกของพ่อกับแม่ ".....

ข้อความ พร้อมภาพบัณฑิตหญิงกอดคุณพ่อร้องไห้และมีรูปถ่ายคุณแม่อยู่ในภาพ ผ่าน Facebook ที่ใช้ชื่อว่า Be Sirirat สร้างความประทับใจ จนหลายๆ คนอดที่จะกลั่นน้ำตาไว้ไม่ไหว ถูกกล่าวขานในโลก Social Media และแชร์ต่อกันมากมาย จากการหาข้อมูลดังกล่าวทราบชื่อว่า เจ้าของภาพ คือ “น้องบี” นางสาวศิริรัตน์ ญาณรัตน์ บัณฑิตสาวจากสาขาวิชาการบัญชี คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี สาวจังหวัดนครศรีธรรมราช ปัจจุบันทำงานเป็นพนักงานบัญชีที่เจ้เล้ง บุตรสาวนายธวัชชัย ญาณรัตน์ ประกอบอาชีพค้าขาย และนางสุวรรณี ญาณรัตน์ ประกอบอาชีพค้าขาย (เสียชีวิต)




น้องบี เล่าว่า คุณแม่เสียชีวิตเมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2556 ด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ไตวาย หัวใจล้มเหลว ซึ่งตนเองไม่เคยคิดเลยว่าแม่จะเป็นโรคร้ายแรงขนาดนี้ เพราะท่านเป็นคนแข็งแรง ยิ้มแย้มแจ่มใส ตลกเฮฮาตลอด เข้าโรงพยาบาลได้แค่ 7 วันท่านก็เสียชีวิต หมอบอกว่า แม่เป็นมะเร็งมาอย่างน้อย4ปี แต่กลับไม่มีใครรู้ ตัวแม่เองเขาก็ไม่รู้ เข้าโรงพยาบาลด้วยแค่อาการปวดหลัง หลังจากนั้นก็ทรุดลงเรื่อยๆ ตนเองเพิ่งรู้ว่าแม่เป็นมะเร็งในวันที่แม่เข้า ICU วันที่6 เพราะที่บ้านปิดข่าว เพราะช่วงนั้นตนเองฝึกงานอยู่ แต่น้องสาวแอบโทรมาบอกว่าแม่อาการหนักแล้ว ซึ่งตอนนั่นตนเองแทบช๊อค กลับเครื่องบินวันนั้นเลย ทั้งๆที่ตนเองไม่เคยขึ้นเครื่องบินและขึ้นเครื่องบินไม่เป็น แต่พอไปถึงหมอก็ฉีดยาสลบแม่แล้ว พอเช้าวันที่8 แม่ก็จากพวกเราไป “ตนเองโวยวายเหมือนคนบ้า หมอก็ปั๊มหัวใจแม่ สถานการณ์มันฉุกเฉินมาก พยาบาลกับหมอเต็มเตียงแม่ ตอนนั้นสิ่งที่ตนเองทำได้แค่เพียงกุมมือแม่ไว้ แล้วเรียกแม่ ไหนบอกจะรออีกเทอมเดียว”


สาขาวิชาการบัญชี เป็นสาขาวิชาที่แม่แนะนำให้ตนเองเรียน แต่ตนเองอยากเรียนคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน แต่เพื่อแม่หนูจึงตัดสินใจเรียนตามที่แม่อยากให้หนูเรียน ตนเองจบด้วยเกรดเฉลี่ย 2.63 เนื่องจากเป็นสาขาวิชาที่ตนเองไม่ชอบ ตนเองจึงหากิจกรรมที่ทำในมหาลัยแทนเพื่อเสริมกำลังใจในการเรียน ตนเองเป็นทั้งหลีดผี เชียร์หลีดเดอร์ตัวแทนสาขาวิชาและตัวแทนคณะ เป็นนักกีฬาลีลาศของมหาลัยฯ เดินแบบกับในมหาลัยและข้างนอก หนูชอบทำกิจกรรม ชอบงานการแสดงออก บัญชีจึงไม่ใช่ทางของตนเองเลย

“ตอนตนเองเข้าเรียนแรกๆ หนูก็บอกแม่ว่าถ้าหนูสอบตกก็ห้ามด่าหนูนะ เพราะแม่บังคับให้เรียนเอง แม่คอยปลอบเสมอบอกว่า สอบตกก็สอบใหม่ อย่าเครียด อ่านหนังสือเยอะๆ อดทนนะลูก เรียนให้จบปริญญาตรี แม่พูดเสมอว่าบัญชีหางานง่าย ต่อไปจะได้ไม่ตกงาน หนูก็คิดแค่ว่าแม่คงปลอบใจให้หนูทนเรียนให้จบ แม่เองเรียนจบบัญชีได้แค่ปวส.เพราะตอนนั้นที่บ้านแม่ยากจน แต่ตอนนี้แม่จะทำงานส่งลูกให้เรียนจบปริญญาตรีบัญชีเพื่อความฝันของแม่ แม่พูดเสมอว่าอยากเรียนต่อปริญญาตรีบัญชี แต่แม่ไม่ได้เรียน แม่ถึงอยากให้หนูเรียนเพื่อสานฝันของแม่ต่อ อดทนเพื่อแม่และเพื่ออนาคตของตัวเองนะลูก”

ตั้งแต่จำความได้ แม่กับตนเองเป็นคู่หูกันไปไหนไปด้วยกันตลอดเป็นภาพชินตาของทุกคนที่รู้จัก เราสนิทกันมาก เพราะปกติตนเองไม่สนิทกับพ่อเลย เพราะพ่อเป็นคนดุ เงียบ พูดน้อย จึงสนิทกับแม่มากกว่า สามารถพูดกันได้ทุกเรื่อง “แม่เป็นโลกทั้งใบของหนู เป็นที่พึ่งยามท้อและมีปัญญา เป็นที่ปรึกษาคอยช่วยตัดสินใจในทุกเรื่อง ถ้าถามว่ารักมากขนาดไหน มันไม่สามารถบรรยายออกมาได้เป็นคำพูดเพราะมันเป็นมากกว่าคำว่ารัก มากกว่าคำว่าชีวิต เป็นคนที่ตนเองอยากเจ็บแทน อยากตายแทน หลายครั้งที่ สำหรับหนูแม่เป็นหัวใจทั้งดวง วันที่แม่จากไป ตนเองคิดอะไรไม่ออกเลยจริงๆ ว่าต่อไปชีวิตข้างหน้าจะเดินต่อยังไงเมื่อไม่มีแม่ ทุกวันนี้ทุกคนในครอบครัวยังคิดถึงและยังทำใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ไม่มากนัก เพราะแม่เปรียบเหมือนจุดศุนย์รวมของบ้าน เป็นคนที่สร้างเสียงหัวเราะให้กับครอบครัวเสมอ


กับคุณแม่เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่...

สำหรับภาพที่หนูถ่ายกับคุณพ่อ กอดคุณพ่อร้องไห้ เป็นภาพที่ตนเองถ่ายนอกรอบที่สื่อความรู้สึกได้ดี “ตนเองก้มกราบพ่อแล้วก็เข้าไปกอดแล้วบอกว่า หนูทำได้แล้วนะ แล้วก็ปล่อยโฮเรียกหาแม่ ด้วยความคิดถึงทั้งพ่อและน้องก็ต่างร้องไห้กันหมด หนูไม่คิดว่าพี่ช่างภาพจะถ่ายเก็บไว้” คืนนั้นพี่ช่างภาพส่งรูปมาให้ดู ทำให้ตนเองน้ำตาแตกอีกรอบที่เห็นรูป แล้วตนเองก็ลง facebook ส่วนตัวก่อนวันที่ตนเองจะเข้ารับพระราชทานปริญญา “หนูไม่รู้ว่าตอนนี้แม่จะไปอยู่ที่ไหน แต่หนูอยากให้แม่รับรู้ว่าหนูทำความฝันของแม่ให้สำเร็จแล้วนะ หนูอยากให้แม่อยู่ในงานวันรับปริญญาของหนู แม่พูดเสมอว่าจะตัดชุดรอมางานรับปริญญาหนู จะรอวันนั้น แต่แม่ก็ไม่รอ วันนี้หนูทำได้ดีที่สุดแค่นี้คือเอารูปหน้าโลงศพ รูปรอยยิ้มสุดท้าย มาถ่ายรูปกับหนูในวันที่แม่รอคอย”

ตนเองไม่รู้ว่ามีใครสักกี่คนที่ทนเรียนอะไรสักอย่างเพื่อใครสักคนแบบตนเองหรือเปล่า การแบกความฝันและความคาดหวังของคนอื่นไว้ บางครั้งอาจท้อ บางครั้งอาจล้มเหลว แต่เชื่อเถอะว่า เมื่อเราทำได้แล้วไม่ใช่แค่เราคนเดียวที่ภูมิใจแต่หมายถึงใครอีกคนที่ฝากความฝันไว้ที่เรา สำหรับตนเอวแล้ว ความฝันของตนเองก็คือความสุขของพ่อแม่ ตนเองเชื่อเสมอว่าพ่อกับแม่ต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกเสมอ ชีวิตพ่อแม่ก็เปรียบเสมือนเทียน ให้แสงสว่างแก่ลูกมากเพียงใด ลำตัวของเทียนก็จะสั้นลงเรื่อยๆ ยิ่งเราเจริญขึ้นมากเท่าไร สุขภาพร่างกายพ่อแม่จะเสื่อมโทรมลงเรื่อยๆ สวนทางกับการเจริญรุ่งเรืองของเรา สุดท้ายเทียนจะเหลือแต่ใส้ดำๆที่วางอยู่บนเชิงเทียน

ปัจจุบันในชีวิตของตนเองยังเหลือคุณพ่อที่ประกอบอาชีพค้าขาย และน้องสาวที่กำลังศึกษาอยุ่ที่ มทร.ธัญบุรี ชั้นปี3 คณะศิลปศาสตร์และน้องชายกำลังศึกษาอยู่ที่สถาบันพละลำปาง ชั้นปีที่1 ที่สถาบันพละลำปาง “สุดท้ายนี้หนูก็ไม่รู้ว่าใบปริญญาจะสำคัญต่อคนอื่นอย่างไร แต่สำหรับปริญญาลูกแม่ค้าคนนี้ เป็นใบปริญญาที่แม่ตั้งตารอดูความสำเร็จ แลกมาด้วยหยาดเหงื่อของพ่อกับแม่ เป็นใบปริญญาใบแรกของยายและเป็นใบปริญญาใบแรกของแม่”

 
 



loading...


โดย tui sakrapee ดูบทความของฉันทั้งหมดที่นี่
วันที่ 24 ธ.ค. 57 17:02 น.
เนื้อหานี้เปิดอ่านแล้ว 5,450 ครั้ง

แชร์หน้านี้

ความคิดเห็นทั้งหมด (เปิดดู 5,450 ครั้ง ตอบ 1 ครั้ง)

ลบ แจ้งลบ
โดย Atitaya Hongsuwan
IP : 27.55.109.***

แสดงความคิดเห็นของท่านที่นี่


เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เรื่องล่าสุด




advertisement