GEสวนสุนันทาพาไปตะมุตะมินักศึกษาที่มหา’ลัยแห่งชาติลาว

ลบ แก้ไข
GE สวนสุนันทา พาไป "ตะมุตะมิ" นักศึกษาที่มหาลัยแห่งชาติลาว
GEสวนสุนันทาพาไปตะมุตะมิ

ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ผมได้รับเกียรติจากสำนักวิชาการศึกษาทั่วไปและนวัตกรรมการเรียนรู้อิเล็กทรอนิกส์ (GE)  โดย อาจารย์ ดร.ปรีชา พงษ์เพ็ง ผู้อำนวยการสำนักวิชาการศึกษาทั่วไปฯ และอาจารย์เฉลิมพล ทัพซ้าย รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยให้หิ้วกระเป๋าตามไปร่วมดูงานความร่วมมือทางด้านวิชาการในโครงการเครือข่ายความร่วมมือพัฒนาสื่อการเรียนรู้ ระหว่างมหาวิทยาลัยกลุ่มประชาคมอาเซียน

โดยครั้งนี้ สำนัก GE ได้จัดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “การพัฒนาสื่อการเรียนรู้” เพื่อส่งเสริมและพัฒนาสื่อการเรียนการสอนภาษานานาชาติร่วมกับมหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว

คณะของเราได้รับการต้อนรับจากอาจารย์เพ็ดสะหมอน พมมะวง รักษาการคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ และรองศาสตราจารย์แสงจัน จันทะเสน รักษาการรองคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว พร้อมคณะบุคลากร-คณาจารย์อย่างอบอุ่นด้วยมิตรไมตรีและอาหารการกินเพียบพร้อม

เมื่อบรรยากาศดี การฝึกอบรมเลยเป็นไปด้วยความคึกคัก มีคณาจารย์พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่และนักศึกษาซึ่งเป็นอาสาสมัครช่วยงานของคณะให้ความสนใจเข้าร่วมด้วยกว่า 40 คน ต่างตั้งใจรับข้อมูลทั้งทฤษฎีและปฏิบัติอย่างเต็มที่ เห็นแล้วน่าชื่นใจ ไม่เหมือนบางประเทศที่การเข้าอบรมกลายเป็นสิ่งที่น่าเบื่อ เข้าไปนั่งเขี่ยมือถือกันมากกว่าที่จะตั้งใจรับความรู้...

หลังการอบรมผ่านไปสักพัก ผมถือโอกาสชะแว้บไปดูบรรยากาศของคณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ ซึ่งก็เห็นชัดเลยว่าสิ่งแวดล้อมร่มรื่น ห้องเรียน ห้องสมุดแม้จะไม่ใหม่หรือทันสมัยล่าสุด แต่ก็มีความเรียบร้อย ข้าวของจัดวางเป็นระเบียบ น่าเข้าไปค้นคว้าหาข้อมูลเป็นอย่างยิ่ง

แต่ที่สะดุดตาที่สุดสำหรับผมก็คือ “นักศึกษาสาว” ที่นี่ใส่ชุดฟอร์ม “ผ้าซิ่น” เหมือนกันทุกคน ส่วนนักศึกษาชายก็แต่งตัวเรียบร้อย ผูกเนคไทกันทุกคนเช่นเดียวกัน ภาพแบบนี้ทำให้เกิดการเปรียบเทียบกับนักศึกษาสาวไทยขึ้นมาทันที เพราะหลาย ๆ สถาบันนิยมนุ่ง “สั้นเสมอหู” แม้จะดูว่าทันสมัยนิยม แต่มันก็สวนทางกับ “ความเหมาะสม” กันไม่ใช่น้อย

ด้วยความที่อยากรู้ว่าชีวิตชีวาของนักศึกษาที่นี่เขาเป็นอย่างไร ผมเลยไหว้วานท่านอาจารย์แสงจันให้ช่วยหานักศึกษามาสัก3-4 คนเพื่อพูดคุยสักหน่อย อาจารย์ท่านก็ไวเกินคาด กวักมือเรียกน้องๆที่กำลังจะเดินไปไหนก็ไม่รู้ให้เข้ามาหาทันทีรวม 4 คน เลยได้เรื่องราวดี ๆ ของน้อง ๆ เหล่านี้มาฝากกัน...

4 นักศึกษาจากคณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ ที่ถูกเรียกตัวกะทันหัน ประกอบด้วย น้องปูนา น้องน้ำผึ้ง น้องยี่ และผู้ชายคนเดียว น้องสมหวัง...

GEสวนสุนันทาพาไปตะมุตะมิ

คำถามแรกที่ถาม ผมก็ยิงเรื่องชุดนักศึกษาทันที ไม่ใช่เพราะมองว่าล้าสมัย แต่ผมว่าน่าทึ่งในความพร้อมเพรียงเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งน้องปูนาก็ยืนยันเช่นเดียวกันว่า ชอบที่ได้ใส่ชุดนี้ เป็นชุดที่นักเรียนลาวทุกคนใฝ่ฝัน คิดดูว่ากว่าที่เราจะผ่านด่านสอบเส็งเข้ามาเรียนที่นี่ โดยเฉพาะในคณะเศรษฐศาสตร์ฯได้ ต้องแข่งขันกันหลายพันคน แต่ได้เข้าเรียนไม่ถึง 500 คนเท่านั้น อีกอย่างชุดนักศึกษาผ้าซิ่นนี้ถือเป็นเอกลักษณ์ของชาติลาวเพียงประเทศเดียวในโลก จึงทำให้เราภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง

ส่วนน้องน้ำผึ้ง ผู้ที่มีจุดหมายในชีวิตว่าจบแล้วจะไปเป็นนักตรวจสอบบัญชี บอกว่า ชอบเลยชุดนี้เพราะมีระเบียบ ไม่เชื่อพี่ก็ดูนักศึกษาทุกคนที่ใส่เหมือนกันจะสวยมาก ก็ได้ติดตามข่าวสารของนักศึกษาไทยเหมือนกันว่าชุดของพวกเขาดูทันสมัย แต่มันคงไม่เข้ากับบุคลิกลักษณะของนักศึกษาลาวแน่ ๆ

ด้านน้องยี่ บอกว่าชุดผ้าซิ่นนี้ได้ใส่มาตั้งแต่สมัยเรียนชั้นประถม จึงไม่รู้สึกแปลกประหลาดอะไร ส่วนตัวก็มองว่าไม่ล้าสมัย แต่มีเอกลักษณ์ของชาติเรา เคยไปแลกเปลี่ยนนักศึกษาในต่างประเทศเพื่อน ๆ ชาวต่างชาติเขาก็ชมว่าสวยดี ใส่ไปงานได้ทุกงานเพราะมีความสุภาพเรียบร้อยอยู่แล้ว

สมหวัง...หนุ่มน้อยหน้าคม ที่ผมชมว่าเฮ้ย..หล่อจัง เคยแสดงหนังละครบ้างมั้ย เล่นเอาน้องยิ้มอาย ๆ แล้วปฏิเสธว่ายังไม่เคย...”หวัง” บอกว่า ผมชอบนะกับชุดแต่งกายของนักศึกษา เพราะดูแล้วมีระเบียบทั้งผู้หญิงและชาย ไปไหนมาไหนคนเขาก็จะรู้ว่านี่นักศึกษานะ ยิ่งเป็นนักศึกษาของที่นี่ก็จะมีความภูมิใจมาก เพราะเป็นคณะอันดับ 1 ของมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ในประเทศลาว มันแสดงให้เห็นว่าเราเป็นคนที่มีความตั้งใจเรียนมาตลอดตั้งแต่เล็กจนสามารถสอบเข้าเรียนที่นี่ได้

เห็นน้องๆทุกคนเขาบอกว่า คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว เข้ายากมาก เลยสงสัยว่า เขามีกระบวนการคัดเลือกกันยังไง ซึ่งได้คำตอบว่า ระบบการเรียนของประเทศลาวจะเป็นระดับประถม 1-5 จากนั้นก็จะขึ้นระดับมัธยม 1-7 แล้วก็ “สอบเส็ง” คือสอบแข่งขันกันทั่วประเทศเพื่อเลือกเข้ามหาวิทยาลัยที่แต่ละคนต้องการ การสอบก็จะมีวิชา คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ภาษาอังกฤษ ประวัติศาสตร์ โดยส่วนใหญ่นักเรียนม.ปลายที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยจะมีเรียนพิเศษจากที่โรงเรียนจัดให้ หรือบางคนก็เรียนกับครูหลังเลิกเรียนหรือวันหยุด แต่ไม่มีการเรียนพิเศษมากมายและทุกวันเหมือนนักเรียนของไทย

ผมถามน้อง ๆ ต่อว่าเมื่อเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้แล้ว หลังเลิกเรียนหรือเวลาว่าง ๆ ไปทำอะไรกัน ทุกคนบอกว่าส่วนใหญ่จะไปเรียน “ภาษา” เพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น เกาหลี ภาษาสเปน ฝรั่งเศส ภาษาของชาติในอาเซียน ส่วนภาษาอังกฤษนั้นทุกคนจะต้องได้เป็นพื้นฐานในการเรียนระดับมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว จึงอยากเรียนภาษาที่ 3 หรือ 4 เพิ่มเติม เพื่อการทำงานในอนาคตจะได้มีทักษะในการสื่อสารกับชาติอื่น ๆ ได้ง่ายยิ่งขึ้น

ฟังแล้วอึ้งไป 3วิ. พร้อมนึกภาพน้อง ๆ นักศึกษาไทยที่ยังมีอีกจำนวนมากยังคงกินเหล้า เข้าผับ ขับรถหรู เป็นคุณหนูใช้แต่ของแบรนด์เนม แม้จะไม่ทั้งหมดแต่มันก็กลายเป็นแฟชั่นลุกลามทำตามกันทั้งประเทศ พอไม่มีเงินจับจ่ายก็เดินทางผิดคิดไปทางลัดเพื่อหาเงินมาบำเรอความต้องการของตัวเอง

ได้ยินน้องเขามีจุดหมายในชีวิตกันทุกคน เลยถามว่าจบปริญญาตรีแล้วจะยังไงกันต่อ “สมหวัง” รูปหล่อบอกว่าอยากเป็นนักการธนาคาร เพราะถือเป็นงานที่มั่นคง มีเกียรติในสังคมประเทศลาว ถ้ามีงานทำแล้วจะเรียนต่อในระดับปริญญาโทต่อไป เพราะการมีความรู้เพิ่มขึ้นจะทำให้เราพัฒนาตัวเองและหน้าที่การงานก็จะก้าวหน้าขึ้นตามไปด้วย... “น้ำผึ้ง” บอกว่าอยากเป็นนักตรวจสอบบัญชี และเรียนต่อปริญญาโท อาจจะเป็นต่างประเทศเพราะมีทุนการศึกษามอบให้นักศึกษาลาวหลายโครงการ ส่วน “ปูนา” บอกว่า อยากทำงานด้านการเงิน หรือด้านบัญชี โดยมีเป้าหมายชัดเจนอยู่ที่การไปเรียนต่อปริญญาโทในต่างประเทศ เพราะจะได้ทั้งความรู้ด้านภาษา วัฒนธรรมจากเพื่อนต่างชาติด้วย ...คนสุดท้าย “น้องยี่” ที่มุ่งหวังอยากเป็นครูมากกว่าอาชีพอื่นใด เพราะจะได้ช่วยเหลือเด็ก ๆ ให้เป็นผู้มีความรู้ โดยเป้าหมายสูงสุดคือการเรียนจนจบปริญญาเอกแล้วค่อยออกมาทำงานต่อไป

GEสวนสุนันทาพาไปตะมุตะมิ
บรรยากาศยามเย็นริมโขงที่นครเวียงจันทน์
....................................................................

นอกจากนักศึกษาแล้ว ผมยังมีโอกาสจับเข่าคุยกับ อาจารย์เพ็ดสะหมอน พมมะวง รักษาการคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว ซึ่งท่านเริ่มต้นเล่าให้ฟังอย่างน่าสนใจว่า นโยบายการจัดการศึกษาของสถาบันการศึกษาในประเทศลาว โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว จะรับนโยบายโดยตรงจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและกีฬา ซึ่งคณะเศรษฐศาสตร์ฯก็เช่นเดียวกัน เมื่อรับนโยบายมาจากรัฐบาลก็จะจัดการเรียนการสอนและพันธกิจตามนั้น โดยด้านเศรษฐศาสตร์ถือเป็นสาขาที่ขาดแคลนมากเพราะประเทศลาวกำลังติดต่อค้าขายกับหลาย ๆ ประเทศทั่วโลกทำให้เราต้องการนักเศรษฐศาสตร์ นักการเงิน นักธุรกิจ และนักการธนาคารมาช่วยวางแผนจัดการด้านต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด

“ด้วยความที่ประเทศลาวขาดแคลนบุคลากรด้านนี้อย่างมาก ทำให้การเรียนเศรษฐศาสตร์กลายเป็นสาขายอดนิยมของเยาวชนลาวเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว ในขณะนี้มีนักศึกษาระดับปริญญาตรีอยู่ประมาณ 2,900 คน ระดับปริญญาโทประมาณ 280 คน ส่วนระดับปริญญาเอกคาดว่าในปีการศึกษาหน้า เราจะเปิดการเรียนการสอนได้”
อาจารย์เพ็ดสะหมอน เปิดข้อมูลให้ฟังอีกว่า คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว ถือเป็นคณะยอดนิยมอันดับ 1 ของประเทศลาว เรามี 11 สาขา จาก 5 ภาควิชา ในแต่ละปีจะมีนักเรียนที่จบชั้นม.ปลายมาสมัครสอบเส็ง หรือสอบเข้าเรียนต่อประมาณ 5,000-6,000 คนจากทั่วประเทศ แต่เรารับได้อย่างมากก็แค่ 480-500 คนเท่านั้น ส่วนที่เหลือก็ต้องผิดหวังไปหาสถาบันอื่นเรียน หรือส่วนใหญ่เมื่อสอบไม่ได้ก็ไปเรียนต่อที่ต่างประเทศเลย

อีกท่านที่มาร่วมวงสนทนาอย่างเป็นกันเองคือ รองศาสตราจารย์แสงจัน จันทะเสน รักษาการรองคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว เล่าว่า เมื่อก่อนเราจะรับนักศึกษาได้เยอะมากกว่านี้ แต่ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้สั่งให้เน้นคุณภาพของนักศึกษามากที่สุด เราจึงจำเป็นต้องลดจำนวนนักศึกษาลงเพื่อให้สอดคล้องกับจำนวนของอาจารย์ จนกลายเป็นว่ามีนักศึกษาส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถฝ่าด่านการสอบเส็งเข้ามาเรียนในคณะนี้ได้ เลยกลายเป็นคณะยอดฮิตอันดับ 1 ของประเทศไปเลย ส่วนคณะอื่น ๆ ที่เด็กลาวนิยมเรียนก็คือด้าน นิติศาสตร์ อักษรศาสตร์ ตามลำดับ

ในส่วนของบรรยากาศการเรียนการสอนและการพัฒนาอาจารย์ผู้สอน รองศาสตราจารย์แสงจัน บอกว่า ที่นี่เข้มงวดเรื่องคุณภาพอาจารย์ผู้สอนมาก โดยกำหนดให้ 1 สาขาจะต้องมีอาจารย์จบปริญญาเอกอย่างน้อย 3 คน ปริญญาโท 6 คนและปริญญาตรีจะมีได้แค่ 1 คนเท่านั้น และอาจารย์ 80% จบมาจากสถาบันการศึกษาจากประเทศญี่ปุ่น อีก 10% จบจากประเทศแถบยุโรป ส่วนที่เหลือจะจบจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นการเรียนการสอนของเราจึงมีรูปแบบตามมาตรฐานสากล ให้นักศึกษาได้แสดงออกเต็มที่ แต่ก็ต้องอยู่ในระบบระเบียบที่ได้กำหนดเอาไว้อย่างเข้มงวด

เมื่อถามว่า ระบบระเบียบที่ว่าคือเรื่องของชุดนักศึกษา ทรงผม หรือการแต่งกายอื่น ๆ ใช่หรือไม่ รองศาสตราจารย์แสงจัน ยืนยันหนักแน่นว่า แน่นอน ที่ประเทศลาวยังเน้นการรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของชาติเป็นสำคัญ เพราะฉะนั้นนักศึกษาจึงต้องรักษาสิ่งดีงามเหล่านี้ด้วยการใส่ชุดผ้าซิ่น เสื้อ เนคไท สัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่มหาวิทยาลัยกำหนดมาให้เหมือน ๆ กันทุกคน เพราะเมื่อทุกคนแต่งกายเหมือน ๆ กันก็จะไม่เกิดการเปรียบเทียบว่าคนนั้นแต่งตัวสวยด้วยเสื้อผ้าราคาแพง ๆ ส่วนอีกคนไม่มีเงินก็จะใส่แต่ชุดธรรมดา ๆ มาเรียน จะทำให้เกิดการดูถูกเหยียดหยาม แบ่งชนชั้นกันได้ ซึ่งเรื่องลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในสังคมการศึกษาประเทศลาว รัฐบาลจึงสั่งการเด็ดขาดว่าต้องมีชุดนักศึกษาแบบฟอร์มเดียวกันเท่านั้น ซึ่งในแต่ละสถาบันก็จะมีแบบฟอร์มไม่เหมือนกัน แล้วแต่ว่าใครจะชอบแบบไหน แต่จะต้องอยู่ในกรอบที่รัฐบาลกำหนดให้ด้วย

“ต่างชาติอาจจะมองว่าล้าหลังและจำกัดสิทธิเสรีภาพของนักศึกษา แต่ลองไปถามดูได้เลยว่านักศึกษาส่วนใหญ่ชอบที่มีการกำหนดการแต่งกายแบบนี้ เพราะมันแสดงออกถึงเอกลักษณ์ของชาติ ไม่ต้องเสียเวลาหาชุดใหม่ ๆ แพง ๆมาแต่งแข่งขันกัน ส่วนพ่อแม่ผู้ปกครองก็ชอบกันทั้งนั้น เพราะลูกหลานจะได้มุ่งมั่นกับการเรียนเต็มที่ไม่ต้องห่วงเรื่องแฟชั่นในเวลาเข้ามาเรียน แล้วเราไม่ได้ดูแลแค่ชุดแต่งกายเท่านั้นนะ ระเบียบเรื่องทรงผม และการเจาะหูนี่ก็ห้ามเหมือนกัน นักศึกษาทุกคนที่เข้ามาเราจะตั้งคะแนนไว้ที่ 600 ถ้าทำผิดระเบียบก็จะหักไปเรื่อย ๆ พอเรียนจบบางคนก็มีคะแนนเหลือน้อย แต่หลาย ๆ คนก็จะมีคะแนนที่ 600 เท่าเดิมซึ่งหมายถึงว่าเขารักษาระเบียบได้ดีมาก และจะเป็นตัวอย่างที่ดี ๆ แก่รุ่นน้อง ๆ ต่อไป”

กับคำถามที่ว่า ทำไมคณะเศรษฐศาสตร์และบริหารธุรกิจ จึงเป็นคณะยอดฮิต อาจารย์เพ็ดสะหมอน แจงให้ฟังว่า จากการเรียนการสอนที่เรามีคณาจารย์ที่มีความรู้ มีประสบการณ์จากต่างประเทศ มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับหลาย ๆ ประเทศ มีการเน้นทักษะภาษาต่างประเทศ รวมทั้งนักศึกษาก็จะได้ออกไปแลกเปลี่ยนในต่างประเทศด้วยทำให้ที่นี่กลายเป็นคณะในฝันของนักเรียนประเทศลาว และพอจบการศึกษาออกมาส่วนใหญ่ก็จะได้ทำงานตามที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้ ส่วนหนึ่งก็ออกไปเรียนต่อปริญญาโทในต่างประเทศ ทำให้เยาวชนส่วนใหญ่อยากเข้ามาเรียนที่นี่

ส่วน รองศาสตราจารย์แสงจัน เสริมประเด็นเดียวกันนี้ว่า นักศึกษาลาวเดี๋ยวนี้ใฝ่เรียนกันอย่างจริงจัง นอกจากเรียนในสถาบันแล้ว พอเลิกเรียนเขาก็จะออกไปเรียนทักษะภาษาต่างประเทศเป็นภาษาที่ 3 หรือ 4 เช่นภาษาจีน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส สเปน อินโดนีเซีย หรือบางคนก็จะไปเรียนในสิ่งที่ตนเองสนใจให้เชี่ยวชาญมากขึ้น หลายคนมีเป้าหมายในการเรียนต่อต่างประเทศจึงทำให้พวกเขาเตรียมพร้อมในเรื่องภาษาอย่างเต็มที่

ทางด้านฝั่งไทยของเรา อาจารย์ ดร.ปรีชา พงษ์เพ็ง ผู้อำนวยการสำนักวิชาการศึกษาทั่วไปฯ เปิดอกเปิดใจหมดเปลือกว่า เห็นสิ่งแวดล้อมและได้ฟังข้อมูลของมหาวิทยาลัยแห่งชาติลาวแล้วก็ถือว่าเขาไม่ได้ด้อยไปกว่าชาติใดเลย มีความพร้อมในเรื่องของความรู้จากคณาจารย์ ตัวนักศึกษาเองก็มีความใฝ่รู้ มีระเบียบวินัย ตั้งใจเรียนโดยเฉพาะการเรียนเสริมด้านทักษะภาษาซึ่งเขานิยมเรียนกันคนละหลาย ๆ ภาษาเพราะตระหนักว่าโลกในยุคนี้มีความเชื่อมโยงกันเป็นหนึ่งเดียว การที่คน ๆ หนึ่งสามารถสื่อสารได้กับหลายชาติย่อมจะได้เปรียบคนที่มีทักษะน้อยกว่าอย่างแน่นอน ซึ่งสิ่งดี ๆ เหล่านี้ ตนเองจะขอนำไปปรับใช้กับสำนักวิชาการศึกษาทั่วไปฯต่อไป

GEสวนสุนันทาพาไปตะมุตะมิ
(บน).ดร.ปรีชากำลังง่วนกับเฝอชามโต (บนขวา) หวยยอดฮิตของลาวออกสัปดาห์ละ2ครั้ง (ล่างซ้าย) สภาพทั้ง3คนหลังอาจารย์เพ็ดสะหมอน (นั่งขวาสุด) ทำพิธีกรรม "ตำจอก" ไม่ขาดสาย (ล่างขวา) ทีมงานสวนสุนันทาในบรรยากาศตะมุตะมิ
...............................................

หลังเสร็จสิ้นการอบรม คณะของประเทศลาวนำโดยอาจารย์เพ็ดสะหมอนและอาจารย์แสงจัน ได้ให้เกียรติเลี้ยงอาหารค่ำ ท่ามกลางบรรยากาศสวยงามรำไรริมแม่น้ำโขง ต่างดื่มด่ำกับรสชาติของอาหารและเครื่องดื่มละมุนลิ้น รวมทั้งลีลาการ “ตำจอก” ของอาจารย์ชาวลาว เล่นเอา ผอ.ปรีชา และคณะถึงกับมึนละไมไปเกือบทั้งคืน

โครงการดี ๆ ที่น่าประทับใจในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากความมีน้ำใจของทั้ง 2 สถาบัน คือ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาและมหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว ที่ร่วมมือเพื่อการพัฒนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ส่วนตัวผมเองต้องขอบพระคุณท่านอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา รศ.ดร.ฤาเดช เกิดวิชัย รวมทั้ง อาจารย์ดร.ปรีชา พงษ์เพ็ง ผู้อำนวยการสำนักวิชาการศึกษาทั่วไปฯและคณะ ที่เปิดโอกาสให้ไปร่วมนำสิ่งดี ๆ มาเผยแพร่สู่สังคมการศึกษาไทยของเรา

ได้แลกเปลี่ยนข้อมูล แบ่งปันความรู้ ศึกษาประสบการณ์... ได้ ”ตะมุตะมิ” ในบางขณะ จนเพ้อว่า...หากมีเวลาจะควงดร.ปรีชาไปหาน้องอีกเด้อ...
 
 

loading...


โดย tui sakrapee ดูบทความของฉันทั้งหมดที่นี่
วันที่ 10 เม.ย. 60 13:36 น.
เนื้อหานี้เปิดอ่านแล้ว 1,907 ครั้ง

แชร์หน้านี้

ความคิดเห็นทั้งหมด (เปิดดู 1,907 ครั้ง ตอบ 0 ครั้ง)

แสดงความคิดเห็นของท่านที่นี่


เรื่องที่เกี่ยวข้อง