ม.44แค่ปลดล็อก"ฤาเดช"ยังห่วงวงจรอุบาทว์แนะแก้ธรรมาภิบาลในสถาบันการศึกษา

ลบ แก้ไข

ม.44 แค่ปลดล็อก "ฤาเดช" ยังห่วงวงจรอุบาทว์
แนะแก้ธรรมาภิบาลในสถาบันการศึกษากันสภาเกาหลัง


ม.44แค่ปลดล็อกฤาเดชยังห่

รศ.ดร.ฤๅเดช เกิดวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา แสดงทัศนะต่อกรณีคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 37 /2560 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการบริหารงานของสถาบันอุดมศึกษา
 

ซึ่งในข้อ 2 ของคำสั่งมีใจความสำคัญว่า ให้สถาบันอุดมศึกษามีอํานาจแต่งตั้งบุคคลใดที่มิได้เป็นข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา หรือเป็นพนักงานในสถาบันอุดมศึกษามาดํารงตําแหน่งอธิการบดี รองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดี คณบดีหรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะได้ สําหรับคุณสมบัติและลักษณะ ต้องห้ามอื่นให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาและกฎหมาย จัดตั้งสถาบันอุดมศึกษานั้น คำสั่งตามมาตรา 44 ในเรื่องนี้ โฆษกคสช.เผยว่า เพื่อเปิดโอกาสให้คนที่ไม่เป็นข้าราชการ หรือพนักงานมหาวิทยาลัย สามารถเป็นอธิการบดีได้ โดยข้อดีของคำสั่งนี้ เป็นการเปิดโอกาสให้มหาวิทยาลัยมีตัวเลือกมากขึ้น ในการเลือกผู้บริหารตั้งแต่อธิการบดีลงไปจนถึงคณบดีหรือตำแหน่งเทียบเท่า


ในประเด็นสำคัญนี้ นสพ.คมชัดลึกได้สัมภาษณ์ความเห็นของผู้บริหาร สกอ. และมหาวิทยาลัย ซึ่ง รศ.ดร.ฤๅเดช เกิดวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ได้แสดงทัศนะถึงเรื่องนี้ว่า...
 

เจตนาของมาตรา 44 ในครั้งนี้ชัดเจนว่าต้องการปลดล็อกการฟ้องร้องผู้ที่ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏที่เกิดขึ้นในอดีต ที่เรื่องต่างๆ อยู่ในระหว่างการดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ ของกฎหมาย ทำให้สถาบันการศึกษานั้นไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้

ขณะนี้มหาวิทยาลัยราชภัฏจะเรียกว่าตกอยู่ในท่ามกลาง "มิคสัญญี" ก็ว่าได้ หลายแห่งไม่สามารถเดินหน้าได้ เนื่องจากไม่มีอธิการบดี ทำให้งานต่างๆ ต้องหยุดชะงัก หัวใจหลักๆ ของมาตรา 44 ในครั้งนี้ หมายความว่าจากนี้ไปผู้ที่เกษียณอายุราชการแล้วสามารถมาดำรงตำแหน่งอธิการบดีได้ รวมทั้งรองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดี คณบดี หรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะได้ ที่สำคัญได้ปลดล็อกระยะเวลารักษาการที่ พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยราชภัฏ 2547 กำหนดว่า 180 วันออกไปด้วย โดยให้รักษาการไปจนกว่าจะมีการแต่งตั้งอธิการบดี
 

อย่างไรก็ตาม เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ ด้านบวกที่มองเห็นคือ การเปิดกว้างให้คนที่เกษียณอายุที่เป็นคนเก่ง คนดีมาเป็นอธิการบดีได้ รวมทั้งเปิดกว้างให้คนนอกมีโอกาสมานั่งบริหารด้วย แต่อีกด้านที่น่าเป็นห่วงก็คือ "วงจรอุบาทว์" ที่หลายคนมองเห็นๆ กันอยู่คือสภามหาวิทยาลัยราชภัฏหลายแห่งมีอธิการบดี และนายกสภามหาวิทยาลัย รวมทั้งกรรมการสภามหาวิทยาลัย ที่เกษียณอายุราชการแล้ว ต่างรับรู้ดีว่าเอื้อประโยชน์ซึ่งกันละกันตรงนี้ต่างหากคือสิ่งที่ผู้บริหารจะต้องหาทางแก้ไขในอนาคต

"ไม่ใช่ว่าสถาบันการศึกษาที่มีอธิการบดีเป็นคนเกษียณอายุราชการแล้วไม่ดี คนเก่ง คนดีที่เกษียณแล้วก็มีมาก แต่ก็มีบางแห่งที่ดำรงตำแหน่งติดต่อกันมาแล้ว 2 สมัย ก็หมุนวนไปเป็นรองอธิการบดีแล้วค่อยมาเป็นต่อ หรือเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย หรือนายกสภามหาวิทยาลัยแล้วค่อยวนกลับมา เป็นสภาเกาหลัง อย่างนี้ในอนาคตควรจะต้องมีการแก้ไขเกี่ยวกับธรรมาภิบาลในสถาบันการศึกษากันอีก พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาคงต้องเขียนเรื่องราวต่างๆ เหล่านี้ไว้อย่างรอบด้าน" รศ.ดร.ฤาเดช กล่าว
.............................................................
 

#PR_SSRU ที่มา นสพ.คมชัดลึก

 

loading...


โดย tui sakrapee ดูบทความของฉันทั้งหมดที่นี่
วันที่ 10 ส.ค. 60 17:00 น.
เนื้อหานี้เปิดอ่านแล้ว 362 ครั้ง

แชร์หน้านี้

ความคิดเห็นทั้งหมด (เปิดดู 362 ครั้ง ตอบ 0 ครั้ง)

แสดงความคิดเห็นของท่านที่นี่


เรื่องที่เกี่ยวข้อง