ครม.อนุมัติพันล้านตั้งกองทุนฯลดเหลื่อมล้ำ

ลบ แก้ไข
ครม.อนุมัติพันล้านตั้งกอ

ครม.อนุมัติพันล้านตั้งกองทุนฯลดเหลื่อมล้ำ

ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ในฐานะประธานอนุกรรมการกองทุน  เปิดเผยว่า  เมื่อเร็วๆนี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี( ครม.) ได้มีมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ..สำหรับสาระสำคัญของร่างพ.ร.บ. ฉบับดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษา เสริมสร้างและพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพครู อาจารย์ และเพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของชาติ   กำหนดให้กองทุนประกอบด้วยเงินและทรัพย์สินได้แก่ เงินที่รัฐจัดสรรให้เป็นทุนประเดิม 1,000 ล้านบาท เงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้เป็นรายปี ซึ่งต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ของเงินงบประมาณแผ่นดินในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา และเงินรายได้จากการจำหน่ายสลากกินแบ่งรัฐบาลตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น ทั้งนี้ ตามอัตราที่ครม.กำหนด เป็นต้น โดยเงินและทรัพย์สินของกองทุนไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน ผู้เสียภาษีเงินได้มีสิทธิแสดงเจตนาให้รัฐนำเงินที่ตนได้เสียภาษีไว้ไปอุดหนุนกองทุนได้ปีละไม่เกิน 5,000 บาท และผู้บริจาคเงินให้แก่กองทุนมีสิทธินำจำนวนเงินที่บริจาคไปหักเป็นค่าลดหย่อนหรือรายจ่ายเพื่อการบริจาคตามที่กำหนดในประมวลรัษฎากรได้เป็นจำนวน 2 เท่าของจำนวนเงินบริจาค ในอัตราไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้พึงประเมินเฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 500,000 บาทสำหรับบุคคลธรรมดา และไม่เกินร้อยละ 2 ของกำไรสุทธิสำหรับนิติบุคคล และมีคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง จำนวน 1 คน เป็นประธานกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง จำนวน 6 คน เป็นกรรมการ ปลัดกระทรวงการคลังปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงศึกษาธิการและผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เป็นกรรมการ โดยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 3 ปี
 
 
ประธานอนุกรรมการกองทุน กล่าวต่อไปว่า  สำหรับขั้นตอนจากนี้จะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นเรื่องเร่งด่วน ก่อนเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ต่อไป  รวมถึงจะไปยกร่างระเบียบหลักเกณฑ์ต่างๆที่เกี่ยวกับ พ.ร.บ.กองทุนฯ ได้แก่ ระเบียบที่จะกำหนดเป้าหมายว่าใครจะเป็นผู้ได้รับทุน และระเบียบการใช้จ่ายงบประมาณที่จะต้องเสร็จสิ้นภายใน 90 วัน   โดยคาดว่าจะประกาศใช้พ.ร.บ.กองทุนฯ นี้ได้ภายในเดือนเมษายน 2561 ทั้งนี้กองทุนฯ นี้จะมีสถานะเป็นนิติบุคคล ที่มีเป้าหมายที่กองทุนฯ ต้องดำเนินการอย่างน้อง 3 เรื่องหลักคือ 1.จัดทำฐานข้อมูล สถานะความเหลื่อมล้ำ ในการเข้าสู่การศึกษาของเด็กไทย  2.เสริมพลังจากหน่วยงานต่างๆที่จะเข้าช่วยแก้ปัญหาลดความเหลื่อมล้ำ และ3.กองทุนฯ ควรจะต้องมีกลไกการประเมินผลที่ดี ให้ประชาชนรับรู้ เข้าใจถึงผลการดำเนินงาน  ทั้งนี้ไม่อยากให้คาดว่าหวังว่าการมีกองทุนเกิดขึ้นจะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาความยากจนได้ เพราะโจทย์การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาในการแก้ไข
 
“สำหรับการกองทุนนี้จะต้องมีหลักการบริหารจัดการกองทุนแบบมียุทธศาสตร์ไม่ใช่ทำงานแบบขี้เกียจได้เงินมาแล้วเฉลี่ยให้แก่ทุกคน ที่สำคัญอยากให้เงิน 5% จากงบประมาณแผ่นดินในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาที่ได้มานี้ได้เป็นส่วนผลักดันให้การใช้งบด้านการศึกษาที่เหลืออีก 95% ประสบความสำเร็จด้วย” ดร.ประสาร กล่าวและว่า นอกจากนี้นายกฯยังย้ำให้การทำงานของกองทุนฯ ไม่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น โดยอนุกรรมการฯยกร่างหลักเกณฑ์หรือระเบียบกองทุนฯ 2 ชุดจะต้องไปกำหนดเป้าหมาย ว่า กองทุนฯนี้จะให้ความช่วยเหลือใคร กำหนดคุณสมบัติ เช่น ช่วงอายุ รายได้ครอบครัว หรือปัจจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบการพิจารณา เพราะบางครั้งการดูรายได้อย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ และช่วยอย่างไร ทำงานประสานร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ  มีการดำเนินงานที่ชัดเจน ทั้งนี้ กองทุนฯอาจเป็นหน่วยประสาน ชี้เป้าให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินงาน โดยไม่จำเป็นต้องทำเองทุกเรื่อง "นายประสารกล่าว


ขอบคุณข้อมูล dailynews.co.th
 



loading...


โดย mooBo ดูบทความของฉันทั้งหมดที่นี่
วันที่ 23 พ.ย. 60 11:27 น.
เนื้อหานี้เปิดอ่านแล้ว 445 ครั้ง

แชร์หน้านี้

ความคิดเห็นทั้งหมด (เปิดดู 445 ครั้ง ตอบ 0 ครั้ง)

แสดงความคิดเห็นของท่านที่นี่


เรื่องที่เกี่ยวข้อง