อยากเป็นครู ต้องอ่าน 5 สิ่งควรรู้ก่อนจะเริ่มเป็นครู

ลบ แก้ไข
อยากเป็นครู ต้องอ่าน 5 ส

อยากเป็นครู ต้องอ่าน 5 สิ่งควรรู้ก่อนจะเริ่มเป็นครู


1.) สภาพแวดล้อมในการทำงาน
สถานที่ทำงาน 
     สถานที่ทำงานของคุณครูคือโรงเรียน ที่จะประกอบด้วย ห้องเรียน โรงอาหาร โรงยิม ห้องพักครู และบริเวณโรงเรียนทั้งหมด ซึ่งห้องพักครูจะเป็นห้องที่มีโต๊ะทำงานของคุณครู โดยแยกเป็นหมวดหมู่ของวิชา หรือ ระดับชั้นเรียนต่างๆแล้วแต่ข้อกำหนดของโรงเรียน การทำงานส่วนใหญ่แล้วแต่ความเหมาะสมของวิชานั้นๆว่าจะทำการเรียนการสอนที่ใด เช่น วิชาการ จะต้องเรียนในห้องเรียนของนักเรียนเอง หรือเป็นวิชาปฏิบัติต่างๆที่ต้องออกไปสอนนอกสถานที่ ตามความเหมาะสมของวิชานั้นๆ 

สภาพการทำงาน 
     ขึ้นอยู่กับระดับชั้นที่สอน มีความแตกต่างกันเนื่องจากช่วงวัยของเด็ก ทำให้มีความยากง่ายทั้งเรื่องของเนื้อหา และเรื่องการควบคุมเด็กๆให้ตั้งใจเรียนและเชื่อฟังนั้น มีวิธีการที่แตกต่างกัน 

     นอกเหนือจากจะต้องทำหน้าที่ในการสอนหนังสือให้เด็กๆได้รับความรู้มากที่สุดแล้ว ยังรวมไปถึงเรื่องการดูแลและให้คำปรึกษาเด็กๆเหมือนกับเป็นคนในครอบครัว การเป็นครูที่ปรึกษา ครูฝ่ายปกครอง หรือแม้แต่ครูประจำวิชา ทุกคนล้วนมีหน้าที่ที่เหมือนกันอย่างหนึ่งคือ ดูแลเด็กๆอย่างเท่าเทียมกัน เมื่อเห็นว่าเด็กๆมีปัญหาไม่ว่าจะเรื่องการเรียนหรือเรื่องส่วนตัวก็เป็นหน้าที่ของคุณครูที่จะต้องอยู่ข้างๆเพื่อแนะนำและให้คำปรึกษาปัญหาต่างๆ 

ประเภทของลูกค้า
     ถ้าในอาชีพนั้นครูอาจจะไม่มีลูกค้า แต่เรียกว่าเป็นลูกศิษย์ ซึ่งลูกศิษย์มีความแตกต่างกันไปในแต่ละช่วงวัย ตั้งแต่ครูอนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอาจารย์มหาวิทยาลัย เนื่องจากความต้องการ วิธีการเรียนรู้ และทัศนะคติที่แตกต่างกันของเด็กๆ
     1.คุณครูอนุบาล ถือว่าเป็นช่วงเริ่มต้นที่สำคัญ เพราะเด็กๆจะมีพัฒนาการการเรียนรู้และจดจำต่างๆในวัยนี้ นอกจากนั้นเด็กๆยังต้องมีการปรับตัวมากในหลายๆเรื่อง ทั้งในเรื่องของการเข้าสังคม การเริ่มต้นเรียนรู้เรื่องราวใหม่ๆ การปรับตัวในสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ยังรวมไปถึงการที่ต้องดูแลในเรื่องอาหารการกิน ระมัดระวังในเรื่องการเล่นซน และการเข้าห้องน้ำ ทำให้คุณครูต้องเป็นคนที่ใจเย็น และมีจิตวิทยาการดูแลและสอนเด็กๆ ควรรู้ว่าเด็กคนไหน มีความต้องการหรือเรียนรู้ที่ดีในด้านใด ควรมีวิธีการและส่งเสริมให้พวกเขามีพัฒนาการด้านนั้นๆให้ได้มากที่สุด 
     2.คุณครูชั้นประถม ในแต่ละระดับชั้นของประถมก็มีความแตกต่างกัน แต่โดยรวมแล้วเด็กๆจะมีความซุกซน ตามวัย ชอบเล่นและทดลองอะไรใหม่ๆ มีนักเรียนในทุกๆแบบ ทั้งเรียบร้อยมาก ไปจนถึงดื้อมากแต่ยังถือว่าเป็นช่วงวัยที่ยังสอนได้ ดุแล้วฟัง และยังสามารถหาวิธีการในการที่จะทำให้เด็กๆมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีได้ 
     3.คุณครูชั้นมัธยม เป็นวัยที่เตรียมตัวจะเข้าสู่วัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ ต่อมต่างๆในร่างกายเริ่มทำงานอย่างเต็มที่ จะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทั้งในเรื่องของร่างกายและอารมณ์ กลุ่มเพื่อนเริ่มมีอิทธิพลในการตัดสินใจต่างๆ มีการเรียนรู้ค่านิยมของสังคม และเริ่มมีการค้นหาตัวเอง ซึ่งวัยนี้ถือได้ว่าเป็นวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ เป็นวัยที่ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนของชีวิต ต้องดูแลอย่างใกล้ชิดและมีวิธีการที่เหมาะสม เพราะถ้าใช้วิธีที่ไม่ถูกต้องหรือรุนแรงเกินไป อาจทำให้การเรียนการสอนนั้นไม่ประสบผลสำเร็จ 
     4.อาจารย์มหาวิทยาลัย นักศึกษากำลังก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ มีอิสระในการเลือกใช้ชีวิตและมีความคิดเป็นของตัวเอง พวกเขาจะตัดสินใจแก้ปัญหาต่างๆด้วยตัวเอง มีอิสระในการเรียน ระเบียบข้อบังคับต่างๆจะน้อยกว่าโรงเรียนมาก อาจารย์จึงมีบทบาทในชีวิตของนักศึกษาไม่มากเท่าไรนัก แต่ก็ขึ้นอยู่กับคณะที่สอน บางคณะอาจารย์มีอิทธิพลต่อนักศึกษามาก 

อาชีพนี้ต้องทำงานร่วมกับอาชีพ/ตำแหน่งงานใดบ้าง
     1.ผู้ปกครองของนักเรียน หากนักเรียนมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปไม่ว่าจะที่บ้านหรือที่โรงเรียน ทั้งครูและครอบครัวก็มีหน้าที่หาทางแก้ไขปัญหานั้นให้คลี่คลาย 
     2.ครูพิเศษ การเรียนการสอนในบางวิชามีเนื้อหาเชิงลึกที่อาจจะต้องเชิญผู้ที่มีความชำนาญเฉพาะด้านมาสอนเพิ่มเติม 
     3.กระทรวงศึกษา ต้องมีการประเมิณ และการปรับหลักสูตรต่างๆ ซึ่งครูแต่ละวิชาต้องทราบว่า วิชาของตนนั้นควรจะมีรูปแบบการเรียนการสอนไปในทิศทางใด
     4.ครูใหญ่ ต้องมีการประชุมและวางแผนงานเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาให้นักเรียนและโรงเรียนมีความก้าวหน้าไปในทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ 

2.) คุณลักษณะของงาน
เป้าหมายของงาน/โจทย์ใหญ่ของงาน/ความท้าทายของงาน 
     เด็กๆทุกคนมีความแตกต่างกัน เป้าหมายของการเป็นครูคือทำอย่างไรให้ความแตกต่างนี้ สามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้ ประสบความสำเร็จในชีวิต มีแนวความคิดที่ดี และมีอาชีพการงานที่ดีต่อไปในอนาคต โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเด็กที่เรียนเก่งเท่านั้น เด็กๆทุกคนก็สามารถมีชีวิตที่ดีได้ ถ้าเลือกแนวทางที่ถูกต้องของตัวเอง ครูจึงมีหน้าที่ชี้แนะแนวทางเหล่านั้นตามความถนัดและความชอบของนักเรียน 

Work process
     1.การเตรียมการเรียนการสอนในแต่ละวิชา คิดเทคนิควิธีการที่จะทำให้เด็กๆมีความเข้าใจในวิชานั้นๆอย่างง่าย
     2.เตรียมเรื่องกิจกรรมต่างๆตอนเช้า ทั้งกิจกรรมหน้าเสาธง และกิจกรรมในวันสำคัญต่างๆ วันครู วันแม่ วันสุนทรภู่ ฯลฯ
     3.ในบางสัปดาห์อาจจะต้องมีการตรวจระเบียบ ทั้งผม เล็บ และการแต่งกาย 
     4.เมื่อทำกิจกรรมหน้าเสาธงต่างๆเสร็จเรียบร้อย ก็แยกย้ายเข้าห้องเรียนเพื่อพบครูที่ปรึกษา เพื่อสอบถามปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นในห้องเรียน และแจ้งข่าวคราวของโรงเรียน 
     5.เริ่มทำการเรียนการสอน คุณครูแยกย้ายกันสอนตามตารางสอนที่กำหนดมา 
     6.แม้ในเวลาพักกลางวัน คุณครูก็ยังมีหน้าที่คอยดูแลความเรียบร้อยของเด็กๆ และโรงเรียน 
     7.มีการตรวจการบ้านในแต่ละวัน
     8.คอยให้คำปรึกษาเด็กๆในหลายๆเรื่อง 

Career path/ความก้าวหน้าของสายอาชีพ 
     อาชีพครูมีการเลื่อนระดับขั้นแบบเดียวกับอาชีพรับราชการ คือจะมีการสอบเลื่อนระดับที่เรียกว่า ซี ยิ่งมีระดับ ซีที่สูงชึ้น ฐานเงินเดือนก็จะเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน นอกเหนือจากนั้นยังสามารถทำผลงานและยื่นเพื่อเลื่อนระดับขึ้นไปได้ แต่หากเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ต้องเรียนจบปริญญาโท และหากต้องการเลื่อนตำแหน่งและมีฐานเงินเดือนที่สูงขึ้น ต้องเรียนต่อในระดับชั้นปริญญาเอกต่อไป 

บุคลิก นิสัยของคนที่เหมาะจะทำอาชีพนี้ 
     1.เป็นคนใจเย็น เพราะต้องอยู่กับเด็กๆตลอดเวลา ในบางครั้งที่ต้องดุหรือเตือนเด็กๆ ก็ควรใช้เหตุผลเพื่ออธิบายให้เด็กเข้าใจในเรื่องนั้นๆ 
     2.รักในการสอน ไม่หวงวิชา และมีความสุขในการได้ถ่ายทอดความรู้ให้นักเรียน 
     3.มีความรับผิดชอบในอาชีพ ครูแทบจะไม่มีวันหยุด เพราะการลาหยุดหนึ่งครั้งส่งผลต่อการเรียนของนักเรียน 
     4.เป็นคนจิตใจดี มีการดูแลเอาใจใส่เด็กทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน 
     5.เป็นคนมีประสบการณ์ในหลายๆด้าน ในการบอกเล่าเรื่องราวที่ผ่านมากหรือประสบการณ์ชีวิตให้เด็กๆฟัง เพื่อเป็นแนวทางที่ดีให้กับเด็กๆ 
     6.มีความรู้ความชำนาญในวิชาที่จะสอน มีการคิดค้นเทคนิคให้เข้าใจในวิชานั้นๆได้ง่ายขึ้น สามารถพัฒนาความสามารถของเด็กให้ดีขึ้นได้ 

3.) คุณค่าและผลตอบแทน
ผลตอบแทน
     อัตราค่าจ้างในช่วงเริ่มต้นของครูนั้นจะแบ่งออกตามระดับการศึกษา ดังนี้ 
     1.บุคคลที่มีคุณวุฒิปริญญาตรี หลักสูตร 4 ปี อันดับครูผู้ช่วย 15,050 บาท 
     2.ปริญญาตรี หลักสูตร 5 ปี อันดับครูผู้ช่วย 15,800 บาท 
     3.ประกาศนียบัตรบัณทิตที่มีหลักสูตรการศึกษาไม่น้อยกว่า 1 ปี ต่อจากวุฒิปริญญาตรี หลักสูตร 4 ปี อันดับครูผู้ช่วย 15,800 บาท 
     4.ปริญญาตรี หลักสูตร 6 ปี อันดับครูผู้ช่วย 17,690 บาท 
     5.ปริญญาโททั่วไป อันดับครูผู้ช่วย 17,690 บาท 
     6.ปริญญาโทที่มีหลักสูตรกำหนดเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า 2 ปี ต่อจากวุฒิปริญญาตรีที่มีหลักสูตรกำหนดเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี อันดับครูผู้ช่วย 18,690 บาท 
     7.ปริญญาเอก อันดับครูผู้ช่วย 21,150 บาท

     แต่หากมีประสบการณ์ในการทำงานในสายอาชีพแล้ว จะมีระดับเงินเดือนที่เพิ่มสูงขึ้นตามอายุงาน และหากมีความสามารถเฉพาะทางก็จะมีค่าวิชาชีพเพิ่มเข้ามาด้วย 

คุณค่าของอาชีพนี้ต่อคนรอบข้างและสังคม 
     อาชีพครูไม่ได้มีหน้าที่แค่สอนหนังสือเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการอบรมและให้คำแนะนำแก่ลูกศิษย์ในทุกๆเรื่อง เด็กๆหลายคนมีปัญหาครอบครัว และเรื่องส่วนตัวต่างๆ ที่ในบางครั้งครูต้องลงไปแก้ไขปัญหานั้นด้วยตัวเอง วัยที่กำลังก้าวเข้าไปสู่วัยผู้ใหญ่เป็นวัยหัวเลี้ยวหัวต่อที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ เพราะหากพลาดหรือเลือกเดินทางที่ผิดก็จะส่งผลกระทบต่อสังคมต่อไป ซึ่งในทางตรงกันข้ามถ้าเด็กๆเป็นคนดี มีความคิดที่ดี ก็จะส่งผลให้สังคมเป็นสังคมที่ดีได้ไม่ยาก 

4.) ทักษะ ความรู้ ความสามารถ
     การจะเป็นครูได้นั้น ต้องจบมัธยมศึกษาตอนปลายสายใดก็ได้ และเลือกเรียนในคณะครุศาสตร์ หรือ ศึกษาศาสตร์โดยเลือกหนึ่งวิชาเอก ที่เรามีความถนัดและต้องการจะสอนในอนาคต ซึ่งคณะครุศาสตร์ มีจุดมุ่งหมายในการค้นหาวิธีการที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์ให้ดีขึ้นและสร้างสรรค์สังคมอย่างแท้จริง โดยมีสาขาให้เลือกศึกษาได้ ดังนี้ 
     1.สาขาการศึกษาปฐมวัย เป็นสาขาซึ่งเตรียมครูสำหรับการศึกษาของเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 6 ขวบ
     2.สาขาประถมศึกษา เป็นสาขาซึ่งเตรียมครูสำหรับโรงเรียนระดับประถมศึกษา
     3.สาขามัธยมศึกษา เป็นสาขาซึ่งเตรียมครูสำหรับโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา ในสาขาวิชาต่าง ๆ เช่น คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา วิทยาศาสตร์ทั่วไป จิตวิทยาและการแนะแนว เทคโนโลยีการศึกษา และภาษาอังกฤษ เป็นต้น
     4.สาขาการสอนวิชาเฉพาะ เป็นสาขาซึ่งเตรียมครูวิชาเฉพาะ ได้แก่ พลศึกษา ศิลปศึกษา ดนตรีศึกษา ธุรกิจศึกษา สำหรับโรงเรียนระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา
     5.สาขาการศึกษานอกระบบโรงเรียน เป็นสาขาเพื่อเตรียมครูและบุคลากรทางการศึกษานอกระบบโรงเรียน การเตรียมตัวก็ตามปกติ เพียงแต่เพิ่มวิชา PAT5 ความถนัดทางวิชาชีพครู ส่วนใหญ่เป็นข้อสอบวัดไหวพริบและจริยธรรมของครู
     6.นอกเหนือจากนั้นยังสามารถแยกย่อยตามรายวิชาเอกได้ดังต่อไปนี้ 
          •สาชาวิชาธุรกิจศึกษา
          •สาขาวิชาศิลปศึกษา
          •สาขาวิชาดนตรีศึกษา
          •สาขาวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา
          •สาขาจิตวิทยาการปรึกษา การแนะแนวและการศึกษาพิเศษ
          •สาขาเทคโนโลยีการศึกษา
          •สาขาวิชาคหกรรมศาสตร์ศึกษา
          •สาขาวิชาการสอนวิทยาศาสตร์
          •สาขาวิชาการสอนคณิตศาสตร์
          •สาขาวิชาธุรกิจและคอมพิวเตอร์ศึกษา
          •สาขาบริหารการศึกษา
          •สาขาวิชาการศึกษาผู้ใหญ่
          •สาขาวิขาการววัดผลและวิจัยการศึกษา
          •สาขาวิชาการอุดมศึกษา
          •สาขาวิขาอุตสาหกรรมศึกษา

     โดยในแต่ละการเรียนการสอนจะมีวิชาที่เหมือนกัน คือ วิชาต่างๆที่เกี่ยวกับครู และจะค่อยแยกเรียนตามสาขาหลักของตนเอง หรืออีกทางเลือกหนึ่งคือเรียนปริญญาตรีในด้านอะไรก็ได้ที่เรามีความสนใจ และไปต่อปริญญาโท ในด้านการศึกษาหรือการสอน ก็สามารถมาเป็นครูได้ 

5.) เครื่องมือที่ใช้ในอาชีพนั้น
     อุปกรณ์หลักที่คุณครูต้องมีนั่นคือ ปากกาแดง ที่จะพกติดตัวไว้เสมอเพื่อตรวจการบ้าน ใช้ได้ทุกที่ทุกเวลาในบ้างครั้งที่นักเรียนส่งการบ้านช้าหรือมีข้อสงสัยไม่เข้าใจตรงไหนเกี่ยวกับวิชานั้นๆ ก็สามารถถามคุณครูได้เลย เรียกได้ว่าเป็นครูต้องเป็นทุกที่ทุกเวลา 


ขอบคุณข้อมูล www.taladtutor.com
 
 



loading...


โดย mooBo ดูบทความของฉันทั้งหมดที่นี่
วันที่ 29 พ.ย. 60 16:27 น.
เนื้อหานี้เปิดอ่านแล้ว 1,018 ครั้ง

แชร์หน้านี้

ความคิดเห็นทั้งหมด (เปิดดู 1,018 ครั้ง ตอบ 0 ครั้ง)

แสดงความคิดเห็นของท่านที่นี่


เรื่องที่เกี่ยวข้อง