ทำไมต้องเรียน "ความเชื่อมโยง"

ลบ แก้ไข
ทำไมต้องเรียน ความเชื่อม

หากเปรียบความรู้เป็นลูกปัดที่มีหลากหลายขนาด เล็กบ้าง กลางบ้าง แล้วก็ใหญ่ แล้วก็เต็มไปด้วยหลากสี หลากสัน ปะปนกันไปหมด ... เมื่อเปรียบความรู้เป็นลูกปัดเช่นนี้ หากเรายิ่งรู้มาก เราก็จะยิ่งมีลูกปัดเก็บไว้มาก และถ้าหากเราอยากจะยกความรู้มาใช้สักเรื่องนั่นหมายถึงการหาลูกปัด 1 เม็ด 1 สีที่ต้องการ ซึ่งมันเท่ากับว่า เราต้องว่ายควานหาลูกปัดที่ต้องการ ในกองลูกปัดมหาศาล ซึ่งมันไม่ต่างอะไรกับการงมเข็มในมหาสมุทร

แต่ถ้าหากเราเชื่อมโยงความรู้เอาไว้ ก็เท่ากับเอาลูกปัดมาร้อยเรียงกัน ซึ่งอาจจะเรียงลูกปัดสีเดียวกันไว้ในเชือกเส้นเดียวกัน หรืออาจจะเรียงลูกปัดขนาดเดียวกันไว้ในเชือกเส้นเดียวกันก็ได้ ซึ่งเมื่อเวลาเราต้องการหาลูกปัดที่ต้องการ เราอาจจะไม่ได้ลูกปัดเม็ดนั้นโดยตรง เพียงแต่เราหาเม็ดอื่นแล้วลากเอาเม็ดที่ต้องการตามมาต่างหาก ผลคือเราจะได้ทั้งลูกปัดที่เราต้องการ และลูกปัดที่ลากติดมาด้วยกัน ซึ่งมันส่งผลให้เราระลึกถึงความรู้ได้ง่ายขึ้น ในยามที่เราจำเป็นต้องใช้ เพราะความรู้จะเชื่อมโยงเข้าไว้ด้วยกัน เมื่อเราเจอข้อมูลของเรื่องหนึ่ง เราก็อาจจะต่อยอดไปยังข้อมูลอีกเรื่องหนึ่งได้

นอกจากการร้อยเรียงลูกปัด หรือการเชื่อมโยงความรู้ จะทำให้ระลึกได้ง่ายแล้ว มันยังเป็นการจัดเก็บข้อมูลที่ง่าย ไม่เปลืองความจำ และไม่เปลืองเนื้อที่สมอง อีกทั้งเวลาที่เราลืมลูกปัดที่ต้องการ ก็ไม่ต้องเค้นนาน ลากเม็ดที่คล้ายๆ กันออกมาก็พอ เดี๋ยวก็ตามติดกันมาเอง ฉะนั้นการเชื่อมโยงจึงสร้างประโยชน์ให้กับเราได้ถึง 3 ต่อนั่นคือ จำง่าย เก็บได้นาน แล้วก็ควักได้ง่าย


ที่สำคัญที่สุดความสามารถในการเชื่อมโยงนี้เราจำเป็นต้องสละทั้งเวลา การฝึกฝน เพื่อให้ได้ผลที่ยั่งยืน ซึ่งพวกคนที่ขี้เกียจ มักง่าย ชอบความสำเร็จรูป เอาเร็ว ไม่มีทางทำสำเร็จ สุดท้ายก็จะเกาะเปลือกกินไปวันๆ ไม่เข้าถึงแก่นที่แท้อย่างแน่อนอน


ขอบคุณข้อมูล