ท่องแดนไดโนเสาร์ที่พิพิธภัณฑ์สิรินทร

ลบ แก้ไข

เรื่อง : จักรพันธุ์ กังวาฬ / ภาพ : บุญกิจ สุทธิญาณานนท์
ภาพซิลลูเอตไดโนเสาร์ : วันทนี เจริญวานิช นิรมล มูนจินดา


หุ่นจำลองไดโนเสาร์กินเนื้อที่พบในเมืองไทย สยามโมไทรันนัส อีสานเอนซิส ยืนตระหง่านอย่างดุร้าย รอต้อนรับนักท่องเที่ยวอยู่ที่โถงด้านหน้าภายในพิพิธภัณฑ์

เปิดโลกไดโนเสาร์

ไดโนเสาร์คือสัตว์มหัศจรรย์ พวกมันครองโลกยาวนานถึง ๑๖๐ ล้านปี แพร่กระจายไปทุกทวีปทั่วโลก กระทั่งสูญพันธุ์ไปหมดสิ้นอย่างเป็นปริศนาเมื่อราว ๖๕ ล้านปีที่แล้ว ทว่าถึงทุกวันนี้ผู้คนทั้งหลายยังคงสนใจหรือแม้กระทั่งหลงใหลไดโนเสาร์ อาจเป็นด้วยขนาดใหญ่มหึมาน่าตื่นตะลึง หรือรูปร่างราวสัตว์ประหลาดที่หลุดจากจินตนาการ เรารู้ว่าพวกมันเคยดำรงชีวิตอยู่บนพื้นพิภพจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ซึ่งก็คือฟอสซิลที่ถูกขุดพบมากขึ้นเรื่อย ๆ จากหลายแหล่งทั่วโลก

“ประเทศไทยก็มีไดโนเสาร์” คงจะมีสักคนเอ่ยประโยคที่น่าตื่นเต้นนี้ตั้งแต่ ๓๐ ปีที่แล้ว เพราะเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๙ มีการค้นพบฟอสซิลกระดูกไดโนเสาร์เป็นครั้งแรกในประเทศไทย นับจากนั้นมาฟอสซิลไดโนเสาร์ชิ้นแล้วชิ้นเล่าก็ถูกขุดพบจากทั่วภาคอีสาน กระทั่งนำมาสู่การสร้าง “พิพิธภัณฑ์สิรินธร” โดยกรมทรัพยากรธรณี ที่ภูกุ้มข้าว อ. สหัสขันธ์ จ. กาฬสินธุ์ เพื่อให้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงความรู้ด้านโบราณชีววิทยา โดยเน้นเรื่องไดโนเสาร์เป็นหัวข้อหลัก ในการนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานพระราชานุญาตให้ใช้ชื่อว่า “พิพิธภัณฑ์สิรินธร” เมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๔๙ ขณะนี้พิพิธภัณฑ์เปิดให้คนทั่วไปเข้าชมแล้ว ส่วนพิธีเปิดอย่างเป็นทางการกำหนดมีขึ้นช่วงปลายปี ๒๕๕๐

ย่างก้าวในพิพิธภัณฑ์สิรินธรเปรียบเสมือนเราย้อนเวลากลับไปสู่โลกยุคดึกดำบรรพ์ การจัดแสดงด้วยเทคโนโลยีทันสมัยนั่นเองที่ช่วย “คืนชีวิต” ให้แก่ไดโนเสาร์ชนิดต่าง ๆ ขณะเรากำลังรู้สึกพิศวงกับโครงกระดูกไดโนเสาร์ที่ยืนตระหง่านเบื้องหน้า จอวิดีโอขนาดยักษ์บนผนังสูงขึ้นไปก็ฉายภาพฝูงไดโนเสาร์กินพืชขนาดใหญ่มหึมากำลังก้าวเดินตามกันจนแผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น ตามด้วยเสียงร้องทุ้มต่ำกังวานไกล และแล้วไดโนเสาร์กินเนื้อที่ดุร้ายก็โผล่จากแนวป่า มันแผดคำรามกึกก้องน่ากลัว เมื่อมันก้มลงกัดเหยื่อที่ล่ามาได้ เราได้เห็นฟันแหลมคมเรียงรายในปากอ้ากว้าง และได้ยินเสียงเนื้อถูกฉีกกระชากดังชัดเจน...


รอยตีนไดโนเสาร์ พบที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จ. เลย

ภาพถ่ายของ ดร. วราวุธ สุธีธร และทีมสำรวจฟอสซิลไดโนเสาร์ ภายในหลุมขุดวัดสักกะวัน บริเวณภูกุ้มข้าว จ. กาฬสินธุ์ เมื่อปี ๒๕๓๗ พบกระดูกไดโนเสาร์กว่า ๖๐๐ ชิ้น รวมทั้งโครงกระดูกเกือบทั้งร่างของ ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน นับเป็นโครงกระดูกไดโนเสาร์ที่สมบูรณ์ที่สุดในเมืองไทย ต่อมาจึงได้สร้างพิพิธภัณฑ์สิรินธรขึ้นในพื้นที่ของวัดสักกะวัน ที่บริเวณใกล้เคียงกับหลุมขุดนี้เอง
(ภาพ : วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์)

กว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์สิรินธร ย้อนรอยการขุดค้นไดโนเสาร์ในเมืองไทย

เมื่อปี ๒๕๑๙ ฟอสซิลกระดูกไดโนเสาร์ถูกค้นพบเป็นครั้งแรกในประเทศไทยโดยไม่ได้ตั้งใจ เมื่อนักธรณีวิทยาจากกรมทรัพยากรธรณีออกสำรวจหาแร่ที่ภูเวียง จ. ขอนแก่น แล้วพบกระดูกสัตว์ขนาดยักษ์ หลังจากตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระดูกต้นขาไดโนเสาร์กินพืชชนิดหนึ่ง

นับจากนั้นมาการสำรวจค้นหาแหล่งฟอสซิลไดโนเสาร์ในเมืองไทยก็เริ่มต้นขึ้นอย่างจริงจัง โดยคณะนักโบราณชีววิทยาไทยจากกรมทรัพยากรธรณี ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญจากฝรั่งเศส และสามารถขุดพบฟอสซิลไดโนเสาร์ในพื้นที่หลายแห่งทั่วภาคอีสานของไทยตลอดระยะเวลา ๓๐ ปีที่ผ่านมา ทั้งยังค้นพบไดโนเสาร์ชนิดใหม่เป็นครั้งแรกในโลกหลายชนิด เช่น

ปี ๒๕๒๔ พบฟอสซิลฟันของไดโนเสาร์กินเนื้อ สยามโมซอรัส สุธีธรนิ บนยอดภูประตูตีหมา อ. ภูเวียง จ. ขอนแก่น

ปี ๒๕๒๕ พบฟอสซิลกระดูกของไดโนเสาร์กินพืชที่ภูเวียง เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นไดโนเสาร์สกุลใหม่ชนิดใหม่ ตั้งชื่อว่า ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน

ปี ๒๕๓๖ พบฟอสซิลกระดูกสะโพกและกระดูกโคนหางของไดโนเสาร์กินเนื้อ สยามโมไทรันนัส อีสานเอนซิส ที่ภูเวียง จ. ขอนแก่น

ปี ๒๕๓๗ พบโครงกระดูกของไดโนเสาร์กินพืช ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน ที่ภูกุ้มข้าว ในเขตวัดสักกะวัน อ. สหัสขันธ์ จ. กาฬสินธุ์

นอกจากนั้นยังพบรอยตีนไดโนเสาร์ในหลายพื้นที่ เช่นเมื่อปี ๒๕๓๒ พบรอยตีนไดโนเสาร์หลายชนิด จำนวนมากกว่า ๖๐ รอย ประทับเป็นแนวทางเดินหลายทิศทาง บนผิวหน้าของชั้นหินทรายของลานหินที่ชาวบ้านเรียกว่า หินลาดป่าชาด บริเวณเกือบถึงยอดภูเวียง จ. ขอนแก่น

เมื่อปี ๒๕๓๕ กลุ่มนักท่องเที่ยวพบรอยตีนไดโนเสาร์ประทับอยู่ที่ผิวหน้าของก้อนหินทราย บริเวณริมน้ำใสใหญ่ ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จ. ปราจีนบุรี ลักษณะเป็นรอยพิมพ์นูนของนิ้ว ๓ นิ้วหลายรอยบนก้อนหิน

และเมื่อปี ๒๕๓๙ เด็กหญิง ๒ คน คือ ด.ญ. กัลยามาศ สิงห์นาคลอง อายุ ๑๐ ปี และ ด.ญ. พัชรี ไวแสน อายุ ๑๑ ปี พบรอยตีนไดโนเสาร์กินเนื้อขนาดใหญ่ ประทับเป็นรอยทางเดินหลายแนว บนลานหินบริเวณต้นห้วยของลำห้วยผึ้ง ที่เชิงภูแฝก จ. กาฬสินธุ์

กล่าวได้ว่าการค้นพบฟอสซิลไดโนเสาร์ชนิดต่าง ๆ ในเมืองไทยนั่นเองที่นำมาสู่การสร้างพิพิธภัณฑ์สิรินธร

พิพิธภัณฑ์สิรินธรตั้งอยู่ที่ภูกุ้มข้าว จ. กาฬสินธุ์ ตัวอาคารสีน้ำตาลโครงสร้างเรียบง่าย มองแต่ไกลคล้ายเป็นเนินดินที่กลมกลืนกับภูมิประเทศรอบข้าง หุ่นจำลองไดโนเสาร์นานาชนิดที่รายล้อมอาคารดูราวมีชีวิต ซึ่งนอกจากให้ความรู้แล้วยังเพิ่มชีวิตชีวาแก่สถานที่

เตรียมตัวท่องแดนไดโนเสาร์

ผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์สิรินธรจะได้พบกับนิทรรศการความรู้ทั้งด้านโบราณชีววิทยาและธรณีวิทยา ซึ่งแบ่งออกเป็น ๓ ส่วน คือ นิทรรศการถาวร นิทรรศการชั่วคราว และนิทรรศการกลางแจ้ง

ในส่วนนิทรรศการถาวร แบ่งพื้นที่ออกเป็น ๘ โซน เส้นทางนำชมจะพาเราไปพบกับความรู้ในแต่ละหัวข้อ ดังนี้
โซน ๑ จักรวาลและโลก
โซน ๒ เมื่อชีวิตแรกปรากฏ
โซน ๓ พาลีโอโซอิก : มหายุคแห่งวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตโบราณ
โซน ๔ แบ่งออกเป็น ๒ โซน คือ ๔.๑ มีโซโซอิก : มหายุคแห่งสัตว์เลื้อยคลานและไดโนเสาร์ และ ๔.๒ ไดโนเสาร์ไทย
โซน ๕ วิถีชีวิตไดโนเสาร์
โซน ๖ คืนชีวิตให้ไดโนเสาร์
โซน ๗ ซีโนโซอิก : มหายุคแห่งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม
โซน ๘ เรื่องของมนุษย์

เมื่อเราย่างเท้าเข้าสู่ภายในอาคารพิพิธภัณฑ์สิรินธร และเดินผ่านเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ไปสู่โถงใหญ่ด้านหน้า สายตาเราจะปะทะเข้ากับเจ้าสัตว์มหึมา...มันคือหุ่นจำลองของ สยามโมไทรันนัส อีสานเอนซิส ไดโนเสาร์กินเนื้อนักล่าผู้ดุร้าย ซึ่งเคยมีชีวิตอยู่บนผืนแผ่นดินที่เป็นประเทศไทยในปัจจุบัน มันยืนผงาดบนแท่นวงกลมด้วยสองขาหลังที่บึกบึนแข็งแกร่ง ลำตัวโน้มไปด้านหน้าราวเตรียมตัวพุ่งทะยานออกล่าเหยื่อ ปากขนาดใหญ่อ้ากว้างมองเห็นฟันแหลมคมเรียงราย ดวงตาสองข้างจ้องเขม็งมาอย่างดุดัน

บนพื้นด้านหน้าของแท่นวงกลมยังมีรอยตีนไดโนเสาร์ซึ่งปลายนิ้วแยกเป็น ๓ แฉก ประทับเดินเป็นแนวมุ่งสู่ทางเข้าส่วนจัดแสดงนิทรรศการถาวร ราวกับจะบอกให้เราก้าวเดินตามรอยมันไป เพื่อเข้าสู่ดินแดนในอดีตไกลโพ้นที่ไดโนเสาร์ผงาดขึ้นครองโลก

กำเนิดจักรวาลและโลก

เมื่อก้าวผ่านช่องทางเข้าสู่โซนแรกของส่วนนิทรรศการถาวร ตัวเราจะกลืนหายไปในความมืดรอบด้าน รอยตีนไดโนเสาร์นำเราย้อนอดีตกลับไปไกลกว่าที่คิด มันคือช่วงเวลาประมาณ ๑๓,๐๐๐ ล้านปีที่แล้ว ขณะที่จักรวาลกำลังอุบัติขึ้น

อุปกรณ์เซ็นเซอร์ซึ่งติดตั้งอยู่ที่ช่องทางเข้าจะทำงานทันทีเมื่อมีคนเดินตัดลำแสง ส่งผลให้เครื่องฉายวิดีโอที่ติดตั้งบนเพดานฉายภาพมาสู่จอเบื้องหน้าเรา

จอภาพกว้าง ๓ จอเรียงต่อกันเป็นแนวยาว โดยจอทางซ้ายและขวาเอียงเข้าเป็นมุมโอบเราไว้ ท่ามกลางความมืดมิดเมื่อภาพปรากฏขึ้นบนจอ จึงให้ความรู้สึกเสมือนเรากำลังอยู่ในเหตุการณ์จริงขณะที่จักรวาลกำเนิดขึ้น

จุดลำแสงเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นตรงกลางจอภาพ เสียงบรรยายจากลำโพงอธิบายว่า จักรวาลเกิดขึ้นจากการระเบิดครั้งใหญ่ที่เรียกกันว่า บิ๊กแบง (Big Bang) จากจุดกำเนิดจุดเดียวที่มีความหนาแน่นอย่างยิ่งยวด พลันระเบิดด้วยพลังงานมหาศาล มองเห็นเม็ดแสงพร่าพรายพุ่งวาบออกไปทุกทิศทุกทาง จักรวาลเพิ่งเกิดใหม่กำลังขยายตัวออกอย่างรวดเร็ว

เมื่อเวลาผ่านไป ๓ นาทีหลังปรากฏการณ์บิ๊กแบง จักรวาลที่ปั่นป่วนก็เริ่มเย็นตัวลง กระทั่งอีก ๓ แสนปีต่อมาก็เปลี่ยนจากสภาพขุ่นมัวกลายเป็นจักรวาลที่โปร่งใส

ดาราจักรและดาวฤกษ์รุ่นแรกกำเนิดขึ้น โดยมีองค์ประกอบหลักเป็นอนุภาคเบาอย่างไฮโดรเจนและฮีเลียม ซึ่งมีที่มาจากปรากฏการณ์บิ๊กแบง

ดาราจักรและดาวฤกษ์รุ่นแรกให้กำเนิดอนุภาคใหม่และสสารใหม่ รวมถึงออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์

เมื่อดาวฤกษ์สิ้นอายุ มันปิดฉากด้วยการระเบิดที่เรียกว่า “ซูเปอร์โนวา” แล้วปลดปล่อยอนุภาคและสสารต่าง ๆ ออกสู่ห้วงอวกาศ กลายเป็นเมฆของกลุ่มก๊าซขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “เนบิวลา” ซึ่งจะเป็นวัตถุดิบสำหรับดาวฤกษ์รุ่นต่อไป

และเมื่อ ๔,๖๐๐ ล้านปีที่แล้ว ดวงอาทิตย์ของเราซึ่งเป็นดาวฤกษ์ดวงหนึ่ง ก็กำเนิดขึ้นจากเมฆของกลุ่มก๊าซที่อัดตัวกันแน่นด้วยแรงดึงดูด จนเกิดปฏิกิริยาเทอร์โมนิวเคลียร์ขึ้นที่ใจกลาง

ระบบสุริยจักรวาลของเราเกิดขึ้นในเวลาต่อมา เมื่ออนุภาคทั้งหลายได้รวมตัวเป็นดาวเคราะห์ดวงต่าง ๆ โคจรรอบดวงอาทิตย์ ซึ่งประกอบด้วย ดาวพุธ ดาวศุกร์ โลก ดาวอังคาร ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวยูเรนัส ดาวเนปจูน ดาวพลูโต*
---------------------------------------------
*ถูกปลดจากการเป็นดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ เมื่อปี ๒๕๔๙ โดยสหพันธ์ดาราศาสตร์สากล (IAU)

เปลือกโลกเคลื่อนที่ตลอดเวลา

ลูกโลกจำลองติดตั้งอยู่บนผนังดังที่เห็นในภาพ มีโครงสร้างเป็นแผ่นเปลือกโค้งที่ซ้อนกันอยู่หลายชั้น จนถึงชั้นในสุดที่มีสัณฐานเป็นทรงกลม โดยที่ผู้ชมสามารถเลื่อนแผ่นเปลือกแต่ละชั้นของลูกโลกจำลองให้เคลื่อนแยกออกจากกันได้ มันจึงช่วยให้เราเข้าใจว่าโลกที่เราอาศัยอยู่ก็มีโครงสร้างแต่ละชั้นซ้อนกันอยู่เช่นเดียวกัน

เมื่อมองจากอวกาศ โลกดูคล้ายลูกบอลสีน้ำเงิน ชั้นบรรยากาศที่ห่อหุ้มโลกเป็นก๊าซที่มีความหนาประมาณ ๗๐๐ กิโลเมตร ส่วนเปลือกโลกนั้นเป็นชั้นหินแข็ง โดยส่วนที่เป็นทวีปมีความหนาเฉลี่ย ๓๕ กิโลเมตร ขณะเปลือกโลกใต้มหาสมุทรมีความหนาเฉลี่ย ๖ กิโลเมตร

ใต้เปลือกโลกก็คือชั้นเนื้อโลกซึ่งมีความหนาถึง ๒,๙๐๐ กิโลเมตร ส่วนบนของชั้นนี้เป็นหินหนืดที่หนา ๓๐๐ กิโลเมตร และมีอุณหภูมิสูง ๑,๔๐๐-๓,๐๐๐ องศาเซลเซียส ขณะที่ส่วนล่างซึ่งหนาประมาณ ๒,๖๐๐ กิโลเมตร มีอุณหภูมิประมาณ ๓,๐๐๐ องศาเซลเซียส และมีสภาพเป็นของแข็งเนื่องจากมีสภาวะความกดดันสูง

ถัดลงไปอีกคือแก่นโลกชั้นนอกที่มีความหนาประมาณ ๒,๓๐๐ กิโลเมตร ประกอบด้วยเหล็กและนิกเกิลที่อยู่ในสภาวะของเหลว อุณหภูมิสูง ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ องศาเซลเซียส

ขณะที่แกนในสุดของโลกหรือแก่นโลกชั้นในประกอบด้วยเหล็กและนิกเกิลเช่นกัน มีสัณฐานทรงกลม เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๒,๔๐๐ กิโลเมตร อุณหภูมิสูงถึง ๕,๐๐๐-๖,๐๐๐ องศาเซลเซียส แต่มีสภาพเป็นของแข็ง เนื่องจากมีสภาวะความกดดันสูง

หรือกล่าวได้ว่า เปลือกโลกที่เรายืนอยู่คือแผ่นหินบาง ๆ ที่ลอยอยู่บนชั้นหินหนืดร้อนจัดที่มีความหนาแน่นมากกว่าหลายเท่า และเคลื่อนตัวหมุนเวียนอยู่ตลอดเวลาตามแรงเหวี่ยงจากการหมุนของโลก พลอยทำให้เปลือกโลกแตกออกเป็นแผ่น ๆ และเคลื่อนที่ตามไปอย่างไม่เคยหยุดนิ่ง ทั้งในอดีต ปัจจุบัน ต่อเนื่องไปถึงอนาคตข้างหน้า การเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลกก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงต่อสภาพภูมิประเทศและสภาพแวดล้อมของโลก รวมทั้งวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตบนโลกตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา

เราจะได้เห็นตัวอย่างของปรากฏการณ์ดังกล่าวจากโซนจัดแสดงหัวข้อต่อไปที่รออยู่ข้างหน้า

มาตราธรณีกาลฝังอยู่ที่พื้นหิน รอให้ผู้ชมเดินย่ำผ่าน

กำเนิดชีวิตและย่างก้าวบนมาตราธรณีกาล

เรากลืนหายเข้าไปในความมืดอีกครั้งหนึ่ง ทันทีที่ก้าวเข้าไปในอุโมงค์จำลองซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่จัดแสดงโซน ๒ “เมื่อชีวิตแรกปรากฏ”

ในอุโมงค์ดังกล่าวแท้จริงแล้วคือห้องซึ่งจำลองบรรยากาศของโลกขณะที่สิ่งมีชีวิตรุ่นแรกกำเนิดขึ้นเมื่อราว ๓,๔๐๐ ล้านปีก่อน เราได้ยินเสียงฟ้าร้องดังขึ้น ตามด้วยแสงไฟสว่างวาบจากปากปล่องภูเขาไฟจำลอง เพราะขณะนั้นโลกยังเป็นดาวเคราะห์ร้อนจัดและปั่นป่วน เนื่องจากภูเขาไฟระเบิดและการพุ่งชนของอุกกาบาต ก่อนค่อย ๆ เย็นตัวลง

เสียงบรรยายดังจากลำโพงบอกให้เรารู้ว่า ชีวิตบนโลกกำเนิดจากความบังเอิญ โดยอุกกาบาตที่มีน้ำเป็นองค์ประกอบพุ่งเข้ามาปะทะโลก รวมทั้งไอน้ำที่มีอยู่ภายในโลกเอง เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ไอน้ำในบรรยากาศโลกอิ่มตัว กระทั่งควบแน่นกลายเป็นฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน น้ำฝนได้ชะแร่ธาตุต่าง ๆ บนผิวโลกที่ยังคุกรุ่นให้ไหลมารวมกัน นักวิทยาศาสตร์เรียกน้ำที่มีแร่ธาตุสารพันละลายรวมกันอยู่นี้ว่า “ซุปข้นทางเคมี”

เสียงฟ้าร้องคำรามและเสียงภูเขาไฟระเบิดยังดังต่อเนื่องภายในห้อง และแล้วมีแสงส่องสว่างบริเวณแอ่งน้ำจำลองที่เต็มไปด้วยฟองอากาศผุดขึ้นที่ผิวหน้า

ตามด้วยเสียงบรรยายบอกว่า ช่วงเวลานี้สสารต่าง ๆ ในซุปข้นได้ทำปฏิกิริยาทางเคมีต่อกันอย่างสลับซับซ้อน กระทั่งเกิดปรากฏการณ์ฟ้าผ่าซึ่งได้ถ่ายทอดพลังงานมหาศาลลงไปยังมหาสมุทรของซุปข้น เร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติทางเคมี จนเกิดสสารใหม่ที่เป็นองค์ประกอบของกรดอะมิโนซึ่งเป็นส่วนประกอบพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต

สิ่งมีชีวิตพวกแรกที่อุบัติขึ้นในมหาสมุทรเป็นเพียงจุลชีพที่มีโครงสร้างง่าย ๆ ขนาดเล็กมากจนไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า รูปร่างคล้ายกับสาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียวซึ่งเป็นสาหร่ายชั้นต่ำในปัจจุบัน มันมีคุณสมบัติอันเป็นหัวใจสำคัญของสิ่งมีชีวิต นั่นคือความสามารถในการแพร่พันธุ์

นับจากจุลชีพพวกแรกกำเนิดขึ้นในโลก สิ่งมีชีวิตรุ่นต่อมาก็ค่อย ๆ วิวัฒนาการขึ้นอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นสัตว์และพืชชนิดต่าง ๆ เราจะได้รับรู้ปรากฏการณ์ดังกล่าวเมื่อออกจากห้องอุโมงค์จำลองแล้ว

เราจะเห็นลายเส้นของสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ ด้านยาวราว ๑๐ เมตร ฝังอยู่บนพื้นบริเวณด้านหน้าทางเข้าอุโมงค์จำลอง มันคือมาตราธรณีกาล (Geologic Time Scale) ที่ใช้ลำดับอายุทางธรณีวิทยา นับตั้งแต่กำเนิดโลกเมื่อ ๔,๖๐๐ ล้านปีก่อนจนถึงปัจจุบัน โดยแบ่งออกเป็นช่วงย่อยคือ บรมยุค มหายุค ยุค และสมัย ตามลำดับ ดังนั้นในกรอบสี่เหลี่ยมใหญ่จึงมีลายเส้นตัดเป็นช่องย่อย ๆ แบ่งตามช่วงเวลาดังกล่าว พร้อมทั้งมีภาพสัญลักษณ์ของพืชและสัตว์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในเวลานั้นด้วย

เมื่อมาตราธรณีกาลปรากฏอยู่บนพื้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันมีไว้สำหรับให้เราเหยียบย่ำนั่นเอง และแต่ละย่างก้าวที่ผ่านไป เท่ากับเราได้เรียนรู้วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตแต่ละช่วงเวลาของโลก

จุดเริ่มต้นเป็นช่องตารางของช่วงเวลาพรีแคมเบรียน กินเวลาตั้งแต่ ๔,๖๐๐-๕๔๒ ล้านปีก่อน ซึ่งยังมีแต่สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กอาศัยในทะเล เช่นแมงกะพรุนและกัลปังหา

เราก้าวเดินต่อมาถึงช่องมหายุคพาลีโอโซอิก กินเวลา ๕๔๒-๒๕๑ ล้านปีก่อน แบ่งย่อยออกเป็นตารางของยุคถึง ๖ ยุค คือ แคมเบรียน ออร์โดวิเชียน ไซลูเรียน ดีโวเนียน คาร์บอนิเฟอรัส และเพอร์เมียน สิ่งมีชีวิตได้วิวัฒนาการขึ้นจำนวนมากและหลากหลายชนิดในมหายุคนี้ ดังที่เราเห็นภาพสัญลักษณ์สัตว์ต่าง ๆ ปรากฏอยู่บนพื้น ไม่ว่าสัตว์ที่มีเปลือกแข็งหุ้มตัว เช่น หอย ไทรโลไบต์ ปลาชนิดต่าง ๆ แมลง สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก กระทั่งสัตว์เลื้อยคลาน

เมื่อมาถึงช่องของมหายุคมีโซโซอิก ซึ่งกินเวลา ๒๕๑-๖๕ ล้านปีก่อน บนพื้นปรากฏรูปไดโนเสาร์นานาชนิด ทั้งพวกคอยาวเดิน ๔ ขา และพวกเดิน ๒ ขา เพราะเป็นช่วงเวลาที่ไดโนเสาร์วิวัฒนาการขึ้นจากสัตว์เลื้อยคลาน และทวีจำนวนมากขึ้นจนสามารถครองโลก

แต่เมื่อก้าวเท้าผ่านเส้นแบ่งช่วงมหายุคจะเห็นข้อความกำกับไว้ว่า เกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไปหมดเมื่อสิ้นมหายุคมีโซโซอิก ดังนั้นมหายุคซีโนโซอิกที่ต่อเนื่องมา เป็นช่วงเวลาที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมก้าวขึ้นมามีบทบาทแทนสัตว์เลื้อยคลาน ในช่องตารางบนพื้นจึงเริ่มมีรูปสัตว์ที่คุ้นตา เช่น ม้า ช้าง วาฬ โลมา ลิง และเมื่อถึงรูปมนุษย์ เราได้ก้าวมาถึงส่วนท้ายของมาตราธรณีกาลแล้ว

อาจสรุปได้ว่าเมื่อเราก้าวเดินผ่านมาตราธรณีกาลบนพื้น เปรียบเสมือนเราเดินผ่านกาลเวลาของโลกยาวนานถึง ๔,๖๐๐ ล้านปี และได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในแต่ละยุคสมัย นับเป็นบทเรียนเบื้องต้นที่สั้นกระชับ ก่อนที่เราจะได้เรียนรู้เรื่องราวในแต่ละมหายุคอย่างละเอียดยิ่งขึ้น ในพื้นที่จัดแสดงโซนต่อไป

มหายุคพาลีโอโซอิก ตามรอยวิวัฒนาการของสัตว์ดึกดำบรรพ์

ทางผ่านเข้าสู่พื้นที่จัดแสดงโซน ๓ ในหัวข้อ “พาลีโอโซอิก : มหายุคแห่งวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตโบราณ” มีลักษณะเป็นบันไดทางลง ขณะที่ผนังขนาบทั้งสองด้านและบนเพดานเป็นสีน้ำเงินเข้ม ทั้งมีภาพวาดสัตว์ทะเลโบราณชนิดต่าง ๆ ประดับอยู่ทั่วไป เมื่อผู้ชมเดินลงบันไดนั้น จึงเปรียบเสมือนเรากำลังเดินลงสู่โลกใต้ทะเลนั่นเอง เป็นเพราะว่าในช่วงต้นมหายุคพาลีโอโซอิกยังไม่มีสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นบนบก เนื่องจากอากาศร้อนและแห้งเกินไป ทั้งในบรรยากาศมีคาร์บอนไดออกไซด์สูง สิ่งมีชีวิตยุคแรกของโลกจึงล้วนอุบัติขึ้นในท้องทะเลซึ่งมีปัจจัยที่เหมาะสมกว่า

มหายุคพาลีโอโซอิกซึ่งมีระยะเวลายาวนานถึง ๒๙๑ ล้านปี ถูกแบ่งย่อยออกเป็นยุคต่าง ๆ เริ่มตั้งแต่ยุคแคมเบรียน (๕๔๒-๔๘๘ ล้านปีก่อน) ยุคออร์โดวิเชียน (๔๘๘-๔๔๔ ล้านปีก่อน) ยุคไซลูเรียน (๔๔๔-๔๑๖ ล้านปีก่อน) ยุคดีโวเนียน (๔๑๖-๓๕๙ ล้านปีก่อน) ยุคคาร์บอนิเฟอรัส (๓๕๙-๒๙๙ ล้านปีก่อน) และยุคเพอร์เมียน (๒๙๙-๒๕๑ ล้านปีก่อน) ซึ่งเป็นช่วงเวลาสิ้นสุดมหายุคพาลีโอโซอิก

เมื่อเราก้าวลงบันไดกระทั่งถึงพื้น พลันสายตาก็ถูกดึงดูดจากภาพเคลื่อนไหวที่ปรากฏในวิดีโอจอใหญ่ที่ติดตั้งอยู่บนผนัง เสียงบรรยายจากลำโพงบอกเราว่า เมื่อมหายุคพาลีโอโซอิกเปิดฉากขึ้น บรรดาสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลที่มีรูปแบบง่าย ๆ เช่น แมงกะพรุน ฟองน้ำ กำเนิดขึ้น ทว่าพอถึงช่วงกลางยุคแคมเบรียน กลับเกิดสิ่งมีชีวิตรุ่นใหม่ที่วิวัฒนาการขึ้นจนมีรูปลักษณ์สลับซับซ้อนหลากหลายประเภท กระทั่งนักวิทยาศาสตร์เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า การทวีเผ่าพันธุ์อย่างรวดเร็วในยุคแคมเบรียน

เรายังได้เห็นสัตว์ทะเลยุคแคมเบรียนแหวกว่ายในจอวิดีโออย่างมีชีวิตชีวา พวกมันล้วนมีรูปร่างประหลาดน่าตื่นตา อย่างเช่นตัว ฮัลลูซิจิเนีย ที่มีรูปร่างคล้ายหนอน แต่มีหนามแหลมเรียงเป็น ๒ แถวอยู่บนหลัง หรือนักล่าแห่งท้องทะเลแคมเบรียนอย่างตัว อโนมาโลคาริส ซึ่งเป็นบรรพบุรุษของสัตว์ที่มีเปลือกแข็งห่อหุ้มลำตัว จำพวก ปู แมงมุม และแมลงในปัจจุบัน รูปร่างของมันคล้ายแมงดาทะเลขนาดใหญ่ มีครีบข้างสำหรับว่ายน้ำ อาวุธร้ายของมันคือขากรรไกรคู่ยื่นยาวออกมาทางด้านหน้า เพื่อจับเหยื่อป้อนเข้าปากรูปวงกลมใต้ส่วนหัว

สัตว์ยุคแคมเบรียนอีกชนิดหนึ่งที่เราน่าทำความรู้จัก ก็คือตัว พิคาเอีย มันมีลำตัวแบนยาวใสขนาดย่อม แม้ไม่มีบทบาทโดดเด่นนักในท้องทะเล แต่นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานกันว่า พิคาเอีย อาจเป็นบรรพบุรุษที่เก่าแก่ที่สุดของสัตว์มีกระดูกสันหลังทั้งมวล ตั้งแต่ปลา สัตว์เลื้อยคลาน ไดโนเสาร์ สัตว์ชั้นสูงอื่น ๆ กระทั่งถึงมนุษย์

เมื่อเราชมวิดีโอจนจบ ในบริเวณถัดไปติดตั้งตู้กระจกขนาดใหญ่ยาวไปตลอดแนวทางเดิน ภายในตู้กระจกใสแสดงแบบจำลองของสภาพภูมิประเทศบนบกและใต้ทะเล รวมทั้งหุ่นจำลองของบรรดาสัตว์ดึกดำบรรพ์ในมหายุคพาลีโอโซอิก อีกทั้งภาพและเสียงจากจอวิดีโอที่ติดตั้งเรียงกันบนผนังเหนือตู้กระจก ยังช่วยเพิ่มสีสันความน่าสนใจในการเข้าถึงโลกแต่ละยุคได้เป็นอย่างดี ดังนั้นเพียงแค่เราเดินชมไปตามแนวตู้กระจกนี้ยังไม่ทันเหนื่อย ก็ทำให้สามารถเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมและบรรยากาศโลกในช่วงเวลากว่า ๒๐๐ ล้านปี ตั้งแต่ยุคแคมเบรียนต่อเนื่องไปจนถึงยุคเพอร์เมียน และที่สำคัญ เราจะได้เห็นว่าสัตว์ต่าง ๆ มีลำดับขั้นทางวิวัฒนาการอย่างไรกว่าจะกลายเป็นไดโนเสาร์

ด้านซ้ายสุดของตู้กระจกคือโลกใต้ทะเลในยุคแคมเบรียน ถัดมายังคงเป็นโลกใต้ทะเลของยุคออร์โดวิเชียน เราได้เห็นสัตว์ต่าง ๆ ในตู้กระจก ได้แก่ ไครนอยด์หรือพลับพลึงทะเล มันเป็นสัตว์ทะเลแต่กลับมีรูปร่างเหมือนดอกไม้ หอยงวงช้าง มันมีเปลือกหุ้มเหมือนหอยทั่วไป และมีแขนที่เรียกว่าหนวด รวมทั้งสิ่งมีชีวิตที่เพิ่งเกิดขึ้นในยุคนี้คือ ปลาปากกลม (Lamprey) เป็นปลาที่มีรูปร่างคล้ายหนอน ไม่มีเกล็ด ไม่มีขากรรไกร มีเพียงปากกลมๆ สำหรับดูดติดเหยื่อเหมือนพวกพาราสิต ขณะที่ปรากฏการณ์สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ พืชเริ่มแพร่ขยายขึ้นสู่แผ่นดิน

เมื่อถึงยุคไซลูเรียน เริ่มเกิดแนวปะการังขนาดใหญ่ในท้องทะเล ปลาปากกลมก็เพิ่มจำนวนมากขึ้น และวิวัฒนาการจนมีขากรรไกรล่าง กลายเป็นกลุ่มปลามีเกราะหุ้มลำตัว กระทั่งถึงยุคดีโวเนียน ปลามีเกราะได้ขยายพันธุ์และวิวัฒนาการจนเกิดปลาสายพันธุ์ใหม่ ๆ ขึ้น ได้แก่ ปลากระดูกอ่อน ปลาปอด และปลาครีบแข็ง ทำให้ปลาเป็นสัตว์ที่ครอบครองมหาสมุทรในยุคนี้ ครั้นถึงปลายยุคดีโวเนียน ปลาบางชนิดได้พัฒนาครีบและระบบหายใจด้วยปอด จนกลายเป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกที่สามารถขึ้นมาอาศัยบนพื้นดินได้

ช่วงเวลาต่อมาคือยุคคาร์บอนิเฟอรัส บรรยากาศจำลองในตู้กระจกไม่ใช่โลกใต้ทะเลอีกต่อไป หากเป็นบึงน้ำมืดครึ้มที่แวดล้อมด้วยพืชโบราณ เช่น มอส เฟิร์นต้น และแส้หางม้าขนาดใหญ่ ทั้งนี้เพราะในยุคนี้อากาศบนบกร้อนชื้น จึงช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้ดี ขณะที่วิดีโอด้านบนฉายภาพที่ทำให้เรารู้สึกทึ่งขึ้นไปอีก เมื่อได้เห็นแมลงปอยักษ์ เมกะนิวรา กำลังบินว่อนในอากาศ วัดความยาวจากปลายปีกข้างหนึ่งถึงอีกข้างได้กว่า ๒ ฟุต หรือต้น เลพิโดเดนดรอน ที่สูงเท่ากับตึก ๕ ชั้น

ทว่าสิ่งที่น่าสนใจที่สุดเกิดขึ้นในช่วงปลายยุคคาร์บอนิเฟอรัส เมื่อสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกที่โดยธรรมชาติยังต้องอาศัยน้ำรักษาความชื้นในร่างกายและวางไข่ จึงไม่อาจขยายอาณาเขตออกไปไกลเกินชายน้ำ แต่ช่วงเวลานี้พวกมันได้วิวัฒนาการเป็นสัตว์เลื้อยคลาน ซึ่งสามารถรุกเข้ามาอาศัยบนแผ่นดินได้มากขึ้น

และแล้วเราเดินมาถึงริมสุดด้านขวาของตู้กระจก ซึ่งเป็นช่วงเวลาของยุคเพอร์เมียน บึงและป่าพรุหายไป ภูมิประเทศกลายเป็นเนินเขาและผืนดินโล่งสีน้ำตาล เพราะในยุคนี้อากาศเริ่มร้อนและแห้งแล้ง สัตว์เลื้อยคลานจึงทวีจำนวนขึ้นแทนที่สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก

สัตว์เลื้อยคลานยุคเพอร์เมียนที่แสดงตัวอยู่ในตู้กระจก หลายชนิดมีขนาดใหญ่โตและรูปร่างน่ากลัว เช่น ซอรอกโทนัส สัตว์เลื้อยคลานที่มีรูปร่างคล้ายจระเข้แต่มีเขี้ยวงอกยาวจากริมฝีปากคล้ายเสือเขี้ยวดาบ หรือ ไดซิโนดอนต์ สัตว์เลื้อยคลานคล้ายสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ซึ่งมีขนาดตั้งแต่ตัวเท่าหนูไปจนถึงตัวเท่าวัว

สัตว์เลื้อยคลานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งยุคเพอร์เมียนก็คือ ไดเมโทรดอน มันเป็นสัตว์กินเนื้อที่ดุร้าย รูปร่างคล้ายกิ้งก่าขนาดยักษ์ ตัวยาวราว ๓ เมตร ลักษณะเด่นก็คือมีแผงกระโดงหลังสูงคล้ายใบเรือ ซึ่งสันนิษฐานว่าอาจทำหน้าที่ปรับอุณหภูมิของร่างกายให้เหมาะสม

กระทั่งสิ้นสุดมหายุคพาลีโอโซอิก สัตว์เลื้อยคลานจึงค่อย ๆ วิวัฒนาการกลายเป็นไดโนเสาร์ในช่วงเวลาของมหายุคมีโซโซอิกที่ตามมา...

โครงกระดูกของ อีลาสโมซอรัส พลาทิยูรัส สัตว์เลื้อยคลานทะเลคอยาวเหยียด และโครงกระดูกของสัตว์เลื้อยคลานบินได้ หรือเทอโรซอร์ แขวนอยู่ด้านบน

มหายุคมีโซโซอิก เมื่อไดโนเสาร์ครองโลก

เมื่อเราก้าวเข้าสู่พื้นที่จัดแสดงโซน ๔ เท่ากับเราได้ย่างเท้าสู่โลกในมหายุคมีโซโซอิก ซึ่งเป็นช่วงเวลาของสัตว์เลื้อยคลานและไดโนเสาร์

แผงบอร์ดติดตั้งบริเวณปากทางเข้าทำหน้าที่ให้ความรู้ผู้ชมเกี่ยวกับสัตว์เลื้อยคลาน รวมทั้งแผนผังสายวิวัฒนาการของไดโนเสาร์

สัตว์เลื้อยคลานเริ่มวิวัฒนาการมาจากสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกตั้งแต่ปลายยุคคาร์บอนิเฟอรัสในมหายุคพาลีโอโซอิก ด้วยการสร้างเกล็ดปกคลุมลำตัวเพื่อเก็บรักษาความชื้น และออกไข่ที่มีเปลือกแข็งหุ้ม พวกมันจึงสามารถอาศัยห่างจากชายน้ำเข้าไปในแผ่นดินได้

หลังการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ของสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิดตอนสิ้นสุดมหายุคพาลีโอโซอิก สัตว์เลื้อยคลานก็ก้าวขึ้นมาครองโลกในมหายุคมีโซโซอิก

มหายุคมีโซโซอิกกินเวลา ๒๕๑-๖๕ ล้านปีก่อน แบ่งออกเป็น ๓ ยุค คือ ไทรแอสสิก จูแรสสิก และครีเทเชียส

จากบริเวณติดตั้งแผงบอร์ดนิทรรศการ เมื่อเราเดินต่อไปอีกจะพบตู้กระจกซึ่งจัดแสดงแบบจำลองสภาพแวดล้อมของโลก และสัตว์ต่าง ๆ ที่มีชีวิตอยู่ใน ๓ ยุคดังกล่าว

เราจะเริ่มจากยุคไทรแอสสิก (๒๕๑-๒๐๐ ล้านปีก่อน) หากดูบอร์ดภาพแผนที่โลกของยุคซึ่งติดแสดงในบริเวณเดียวกัน จะทำให้เรารู้ว่าในยุคไทรแอสสิก แผ่นทวีปทั้งหมดได้เคลื่อนมารวมกันเป็นแผ่นดินใหญ่ผืนเดียว เรียกว่า “มหาทวีปพันเจีย” ลักษณะภูมิอากาศภายในทวีปจึงร้อนและแห้งแล้ง ภูมิประเทศเต็มไปด้วยทะเลทรายกว้างใหญ่ ส่วนในบริเวณที่ชุ่มชื้นหรือมีสายน้ำไหลผ่านจะมีพืชขึ้นอาศัย ได้แก่ ปรง เฟิร์น แปะก๊วย และพืชคล้ายปาล์ม

หากเราดูในตู้กระจกจะพบว่าสัตว์ส่วนใหญ่ในยุคนี้ยังเป็นสัตว์เลื้อยคลานที่ไม่ใช่ไดโนเสาร์ เช่น เดสมาโตซูคัส สัตว์เลื้อยคลานขนาดใหญ่รูปร่างแปลกประหลาด มันมีเกราะหุ้มลำตัว หาง และท้อง ทั้งยังมีเขาขนาดใหญ่โผล่ออกจากข้างลำตัว หรือ โพสโตซูคัส สัตว์เลื้อยคลานนักล่าขนาดมหึมาที่น่ากลัวที่สุด

ขณะที่ไดโนเสาร์รุ่นแรก ๆ เริ่มปรากฏขึ้นเมื่อประมาณ ๒๒๕ ล้านปีที่แล้ว ในช่วงปลายของยุคไทรแอสสิกตอนกลาง ในบริเวณที่เป็นประเทศอาร์เจนตินาในปัจจุบัน พวกมันเป็นไดโนเสาร์กินเนื้อขนาดเล็ก ยาวประมาณ ๑ เมตรเท่านั้น ในเวลาต่อมาจึงเริ่มมีไดโนเสาร์ทั้งพวกกินเนื้อและกินพืชเกิดขึ้นเรื่อย ๆ ในยุคไทรแอสสิกตอนปลาย เช่น ซีโลไฟซีส ไดโนเสาร์กินเนื้อ เดิน ๒ ขา รูปร่างเพรียว ชอบออกล่าเหยื่อเป็นฝูง หรือ อีสานโนซอรัส อรรถวิภัชน์ชิ ไดโนเสาร์กินพืชที่พบในประเทศไทย

ยุคจูแรสสิก (๒๐๐-๑๔๖ ล้านปีก่อน) มหาทวีปพันเจียได้แยกตัวออกจากกัน เกิดเป็นมหาทวีปลอเรเชียทางเหนือ และมหาทวีปกอนด์วานาทางใต้ ความชื้นจากทะเลจึงแพร่กระจายเข้าสู่แผ่นดินได้ ทำให้ฝนตกในทะเลทรายกลางทวีป ความแห้งแล้งค่อย ๆ หายไป เกิดผืนป่าที่มีพืชต่าง ๆ ขึ้นปกคลุม ได้แก่ ปรง สน แปะก๊วย รวมทั้งเฟิร์นและหญ้าถอดปล้อง ในยุคนี้ไดโนเสาร์ได้วิวัฒนาการขึ้นจนมีจำนวนมากมายหลายชนิด และอาหารที่มีอย่างอุดมสมบูรณ์ทำให้พวกมันมีขนาดใหญ่โตขึ้น ดังเช่นหุ่นจำลองไดโนเสาร์ที่เราเห็นในตู้กระจก ได้แก่ แบรคคิโอซอรัส ไดโนเสาร์กินพืชขนาดมหึมา ที่ข้อมูลระบุว่ามันอาจมีน้ำหนักมากถึง ๗๖ ตัน หรือหนักเท่ากับช้างแอฟริกัน ๑๓ ตัว

กระทั่งถึงยุคครีเทเชียส (๑๔๖-๖๕ ล้านปีก่อน) ทวีปใหญ่เริ่มแยกจากกันกลายเป็นทวีปเล็ก ๆ และมีลักษณะใกล้เคียงกับทวีปในโลกปัจจุบัน บนแผ่นดินเริ่มเกิดพืชดอกและพืชใบกว้าง เช่น ต้นโอ๊ก บีช แมกโนเลีย ในยุคนี้ไดโนเสาร์ได้วิวัฒนาการขึ้นจนมีจำนวน ชนิด และรูปร่างลักษณะหลากหลายมากที่สุด ไดโนเสาร์ยุคครีเทเชียสที่คนทั่วโลกรู้จักกันดี คือยอดนักล่าผู้โหดร้าย ไทรันโนซอรัส เร็กซ์ และเจ้ายักษ์สามเขาอย่าง ไทรเซอราทอปส์ ทว่าเมื่อยุคครีเทเชียสปิดฉากลงเมื่อ ๖๕ ล้านปีก่อน สัตว์มหัศจรรย์อย่างไดโนเสาร์กลับสูญพันธุ์ไปจนหมดสิ้น และยังเป็นปมปริศนาลึกลับที่นักวิทยาศาสตร์ทุกวันนี้ต่างค้นหาและถกเถียงกันอยู่ไม่จบสิ้น

บรรยากาศจำลองและหุ่นไดโนเสาร์นานาชนิดที่เราเพิ่งผ่านตาจากในตู้กระจก อาจไม่น่าสนใจเท่าโครงกระดูกไดโนเสาร์กินเนื้อ กอร์โกซอรัส ที่ยืนผงาดในบริเวณใกล้เคียง และหากเราเงยหน้าขึ้น ย่อมสะดุดตากับโครงกระดูกของสัตว์ขนาดใหญ่ที่ถูกแขวนกับเพดาน ลอยอยู่กลางอากาศ โครงร่างของมันค่อนข้างป้อม ส่วนกระดูกที่งอกจากข้างลำตัวมีลักษณะแผ่แบนคล้ายครีบ ขณะกระดูกส่วนลำคอต่อกันยาวเหยียดไปถึงกะโหลกขนาดเล็ก มองดูคล้ายงู

โครงกระดูกดังกล่าวเป็นของ อีลาสโมซอรัส พลาทิยูรัส ซึ่งจัดว่าเป็นเพลสซิโอซอร์ หรือ “สัตว์เลื้อยคลานทะเล” ที่มีชีวิตอยู่ในยุคครีเทเชียสตอนปลาย

นอกจากนั้นยังมีโครงกระดูกของ “สัตว์เลื้อยคลานบินได้” หรือเทอโรซอร์อีกหลายชนิด ที่แขวนลอยอยู่บนอากาศเช่นกัน พวกมันมีลำตัวขนาดย่อม จะงอยปากเรียวยาว กระดูกส่วนปีกที่กางออกกว้างชวนให้จินตนาการถึงยามมันยังมีชีวิตและบินร่อนอยู่บนท้องฟ้า

อาจมีหลายคนเข้าใจผิด คิดว่าสัตว์เลื้อยคลานทะเลและสัตว์เลื้อยคลานบินได้เหล่านี้คือไดโนเสาร์ ความจริงแล้วสัตว์ทั้ง ๒ กลุ่มต่างมีสายวิวัฒนาการคนละสายกับไดโนเสาร์มาตั้งแต่ต้น พวกมันจึงไม่ใช่ไดโนเสาร์ แต่กล่าวได้ว่าเป็นญาติห่าง ๆ กันที่มีชีวิตอยู่ร่วมยุคกับไดโนเสาร์

ความรู้ที่ได้จากพื้นที่จัดแสดงโซนนี้คงพอจะทำให้เราเห็นภาพได้ว่า มหายุคมีโซโซอิกเป็นช่วงเวลาที่สัตว์เลื้อยคลานวิวัฒนาการขึ้นอย่างหลากหลายและมีขนาดใหญ่โต จนพวกมันสามารถครองโลกทั้งบนบก ในน้ำ และบนท้องฟ้า


โครงกระดูกไดโนเสาร์ขนาดใหญ่ภายในห้องโถงไดโนเสาร์ไทย คือสิ่งที่ดึงดูดความสนใจผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์มากที่สุด

หญิงสูงวัยชาวอีสานยืนดูภาพวาดภาคอีสานของไทยในยุคครีเทเชียส เมื่อประมาณ 130 ล้านปีมาแล้ว

ไดโนเสาร์ในเมืองไทย

ห้องโถงจัดแสดงไดโนเสาร์ในเมืองไทยดูจะเป็นพื้นที่โดดเด่นที่สุดของพิพิธภัณฑ์สิรินธร ด้วยตั้งอยู่ในตำแหน่งใจกลางซึ่งแวดล้อมด้วยพื้นที่จัดแสดงโซนอื่น ๆ ลักษณะเป็นลานกว้างโอ่โถง โครงกระดูกไดโนเสาร์ขนาดใหญ่หลายชนิดที่ยืนตระหง่านอยู่ชวนให้รู้สึกตื่นตาตื่นใจ บางคนอาจรู้สึกทึ่งยิ่งขึ้นอีก เมื่อได้รู้ว่ากระดูกของไดโนเสาร์เหล่านี้ถูกขุดพบในประเทศไทย

ปัจจุบันนี้นักโบราณชีววิทยาขุดพบฟอสซิลกระดูกไดโนเสาร์ในประเทศไทยถึง ๑๖ ชนิด ในจำนวนนี้เป็นไดโนเสาร์ชนิดใหม่ของโลก ๕ ชนิด โดยที่ ๔ ชนิดเป็นสกุลใหม่ของโลกด้วย และได้รับการตั้งชื่อตามชื่อของบุคคลหรือสถานที่ที่ขุดค้นพบ เรามาลองทำความรู้จักพวกมันกันดีกว่า

๑. อีสานโนซอรัส อรรถวิภัชน์ชิ เป็นไดโนเสาร์ซอโรพอด (ไดโนเสาร์กินพืชขนาดใหญ่ เดิน ๔ ขา คอยาว หางยาว) มีชีวิตอยู่ในยุคไทรแอสสิกตอนปลาย อายุประมาณ ๒๐๙ ล้านปีมาแล้ว ความยาว ๑๓-๑๕ เมตร ขุดพบฟอสซิลที่ จ. ชัยภูมิ โดยชื่อสกุล อีสานโนซอรัส หมายถึง สัตว์เลื้อยคลานแห่งอีสาน ส่วนชื่อชนิด อรรถวิภัชน์ชิ นั้นตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่นายปรีชา อรรถวิภัชน์ อดีตอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี

จากการศึกษาวิจัยพบว่า อีสานโนซอรัส อรรถวิภัชน์ชิ เป็นไดโนเสาร์ซอโรพอดที่เก่าแก่ที่สุดในโลก

๒. ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน เป็นไดโนเสาร์ซอโรพอด มีชีวิตอยู่ในยุคครีเทเชียสตอนต้น ราว ๑๓๐ ล้านปีที่แล้ว ความยาว ๑๕-๒๐ เมตร มักอยู่รวมกันเป็นฝูง

ฟอสซิลของไดโนเสาร์ชนิดนี้ถูกขุดพบครั้งแรกที่อุทยานแห่งชาติภูเวียง จ. ขอนแก่น เมื่อปี ๒๕๒๕ ผลการศึกษาวิจัยพบว่า เป็นฟอสซิลของซอโรพอดที่ต่างจากชนิดที่เคยพบมาแล้วทั้งในประเทศจีน ทวีปอเมริกา และแอฟริกา จึงตั้งชื่อไดโนเสาร์ชนิดใหม่นี้ว่า ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน โดยชื่อชนิดนั้นตั้งขึ้นเพื่อถวายพระเกียรติแด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ส่วนชื่อสกุลนำมาจากสถานที่ที่ขุดพบฟอสซิลเป็นครั้งแรก

ฟอสซิลของ ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน ยังถูกขุดพบที่ จ. สกลนคร จ. อุดรธานี จ. นครราชสีมา จ. ชัยภูมิ และ จ. หนองบัวลำภู แต่ฟอสซิลที่สมบูรณ์ที่สุดถูกขุดพบที่ภูกุ้มข้าว อ. สหัสขันธ์ จ. กาฬสินธุ์ เมื่อปี ๒๕๓๗

๓. สยามโมไทรันนัส อีสานเอนซิส เป็นไดโนเสาร์เทอโรพอด (ไดโนเสาร์ที่เดินด้วย ๒ ขาหลัง ส่วน ๒ ขาหน้ามีขนาดเล็ก เกือบทั้งหมดกินเนื้อ) มีชีวิตอยู่ในยุคครีเทเชียสตอนต้น ราว ๑๓๐ ล้านปีก่อน ความยาวประมาณ ๖.๕ เมตร

ฟอสซิลของ สยามโมไทรันนัส อีสานเอนซิส ถูกขุดพบที่ จ. ขอนแก่น จ. กาฬสินธุ์ จ. สกลนคร จ. อุดรธานี จ. นครราชสีมา ประกอบด้วยกระดูกสันหลัง กระดูกสะโพก และกระดูกหาง การศึกษาวิจัยพบว่ามันเป็นไดโนเสาร์ในวงศ์ไทรันโนซอริเดที่เก่าแก่ที่สุดในโลก เท่ากับว่ามันเป็นบรรพบุรุษที่เก่าแก่ของ ไทรันโนซอรัส เร็กซ์ นั่นเอง นักโบราณชีววิทยาจึงสันนิษฐานว่า ไดโนเสาร์นักล่ากลุ่มไทรันโนซอริดส์เริ่มวิวัฒนาการขึ้นครั้งแรกในแถบเอเชีย แล้วค่อยแพร่กระจายออกไปทางเอเชียเหนือ จนไปอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือในยุคครีเทเชียส

๔. สยามโมซอรัส สุธีธรนิ เป็นไดโนเสาร์เทอโรพอดในยุคครีเทเชียสตอนต้น เมื่อ ๑๒๐-๑๓๐ ล้านปีก่อน ความยาวราว ๗ เมตร

ฟอสซิลของมันซึ่งถูกขุดพบที่ จ. ขอนแก่น จ. กาฬสินธุ์ จ. ชัยภูมิ จ. อุบลราชธานี จ. สกลนคร จ. อุดรธานี จ. นครราชสีมา ได้แก่ ฟันที่ลักษณะคล้ายฟันจระเข้ คือมีรูปทรงกรวยปลายแหลม มีแนวร่องและสันเรียงสลับกันตลอดรอบฟัน บ่งชี้ว่าเป็นฟันของไดโนเสาร์กลุ่มสไปโนซอริดส์ซึ่งมีปากแคบยาว และกินปลาเป็นอาหาร

ชื่อ สยามโมซอรัส สุธีธรนิ ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ ดร. วราวุธ สุธีธร ผู้มีส่วนสำคัญในการสำรวจพบฟอสซิลไดโนเสาร์ในประเทศไทย

๕. ซิตตะโกซอรัส สัตยารักษ์กิ เป็นไดโนเสาร์พวกที่มีสะโพกแบบนก สกุลเดียวกับที่พบในจีนแต่เป็นชนิดใหม่

ฟอสซิลของไดโนเสาร์ปากนกแก้วชนิดนี้ขุดพบที่ จ. ชัยภูมิ มันเป็นไดโนเสาร์กินพืชขนาดเล็ก ความยาวราว ๑ เมตร อาศัยอยู่ในยุคครีเทเชียสตอนต้น เมื่อ ๑๐๐ ล้านปีที่แล้ว ส่วนชื่อ ซิตตะโกซอรัส สัตยารักษ์กิ ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่นายนเรศ สัตยารักษ์ ผู้ค้นพบ

กระดูกไดโนเสาร์ที่จัดแสดงในห้องโถงไดโนเสาร์ไทย พิพิธภัณฑ์สิรินธร มีทั้งหมด ๙ ชนิด นอกจากกระดูกไดโนเสาร์ทั้ง ๕ ชนิดข้างต้นแล้ว ที่เหลือได้แก่ ฮิปซิโลโฟดอน, กินรีมิมัส และไดโนเสาร์ในกลุ่มสเตโกซอร์ ส่วนชนิดสุดท้ายเป็นไดโนเสาร์จากประเทศอเมริกา แต่จัดอยู่ในวงศ์ไทรันโนซอริเดเช่นเดียวกับ สยามโมไทรันนัส อีสานเอนซิส นั่นคือโครงกระดูกของ อัลเบอร์โตซอรัส

ในบรรดาโครงกระดูกไดโนเสาร์ที่ยืนเรียงรายในห้องโถงนี้ โครงกระดูกขนาดใหญ่ที่ตระหง่านโดดเด่นที่สุดเป็นของ ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน และ สยามโมไทรันนัส อีสานเอนซิส เมื่อเปรียบเทียบโครงร่างของไดโนเสาร์ทั้ง ๒ ชนิดนี้ สิ่งที่เห็นได้ชัดก็คือ พวกกินพืชยืน ๔ ขา ขณะพวกกินเนื้อนั้นยืน ๒ ขา

ผู้เชี่ยวชาญด้านไดโนเสาร์ให้ข้อมูลว่า ไดโนเสาร์ยุคแรกของโลกล้วนแต่เป็นพวกกินเนื้อ มันเดิน ๒ ขา และรูปร่างค่อนข้างเพรียวก็เพื่อความคล่องตัว กะโหลกมีขนาดใหญ่ กรามบึกบึนพร้อมฟันแหลมคมไว้สำหรับล่าและกัดกินเหยื่อ

ขณะที่ไดโนเสาร์กินพืชพัฒนาขึ้นมาภายหลังพวกกินเนื้อ เนื่องจากพืชเป็นอาหารที่ย่อยยาก พวกมันจึงต้องการลำไส้ที่ยาวขึ้นสำหรับย่อยอาหารได้นานขึ้น ดังนั้นลำตัวจึงมีขนาดใหญ่ขึ้นและมีน้ำหนักมากขึ้นโดยปริยาย ไดโนเสาร์กินพืชจึงยืน ๔ ขาเพื่อสามารถรับน้ำหนักตัวได้อย่างมั่นคงนั่นเอง

เรื่องราวเหล่านี้เป็นความรู้ส่วนหนึ่งที่ได้มาจากการชมโครงกระดูกไดโนเสาร์

สารพันความรู้เรื่องไดโนเสาร์

เมื่อเราเดินชมและได้เรียนรู้จากโซนต่าง ๆ มาจนถึงขณะนี้ ใครบางคนอาจฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า ในเมื่อไดโนเสาร์วิวัฒนาการขึ้นมาจากสัตว์เลื้อยคลาน ถ้าอย่างนั้นพวกมันแตกต่างจากสัตว์เลื้อยคลานอย่างไร ?

คำอธิบายต่อข้อสงสัยข้างต้นได้แสดงไว้แล้วในพื้นที่นิทรรศการส่วนต่อเนื่องจากห้องโถงไดโนเสาร์ไทย

สิ่งแตกต่างเด่นชัดที่สุดระหว่างไดโนเสาร์กับสัตว์เลื้อยคลานก็คือ ขาของสัตว์เลื้อยคลาน เช่นจระเข้และกิ้งก่านั้นกางออกจากด้านข้างของลำตัว ขณะที่ขาไดโนเสาร์ตั้งตรงอยู่ใต้ลำตัว ทำให้รองรับน้ำหนักร่างกายและเคลื่อนไหวได้เป็นอย่างดี ไดโนเสาร์จึงสามารถเดิน วิ่ง ล่าเหยื่อ และสืบพันธุ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นักโบราณชีววิทยายังแบ่งไดโนเสาร์ออกเป็น ๒ กลุ่มตามลักษณะกระดูกสะโพก ได้แก่ กลุ่มที่มีกระดูกสะโพกแบบนก (ornithischian) กับกลุ่มที่มีกระดูกสะโพกแบบสัตว์เลื้อยคลาน (saurischian) กล่าวคือกระดูกสะโพกไดโนเสาร์ประกอบด้วย ๓ ส่วน ได้แก่ กระดูกสะโพกส่วนบน กระดูกก้น และกระดูกหัวหน่าว กลุ่มที่มีกระดูกสะโพกแบบสัตว์เลื้อยคลานนั้น ส่วนของกระดูกหัวหน่าวจะชี้ไปด้านหน้า ขณะที่กระดูกสะโพกแบบนก กระดูกหัวหน่าวจะชี้ไปทางด้านหลัง

กะโหลกขนาดใหญ่ของไดโนเสาร์กินเนื้อ ไทรันโนซอรัส เร็กซ์ แสดงให้เห็นกรามอันบึกบึนและเขี้ยวแหลมคมน่ากลัว

วิถีชีวิตไดโนเสาร์

พื้นที่จัดแสดงโซน ๕ “วิถีชีวิตไดโนเสาร์” บรรจุเรื่องราวความรู้ที่ทำให้เรารู้จักไดโนเสาร์ได้อย่างดียิ่งขึ้น เช่น รูปร่างลักษณะของมัน การกินอาหาร การล่าเหยื่อ การป้องกันตัว การเลี้ยงลูกอ่อน และการสูญพันธุ์

หลายคนให้ความสนใจกับตู้ ghost box ลักษณะเป็นตู้กระจกสี่เหลี่ยม ภายในแสดงแบบจำลองทัศนียภาพ และมีจอวิดีโออยู่ด้านล่าง ทันทีที่ผู้ชมกดปุ่มทำงาน ภาพเคลื่อนไหวของไดโนเสาร์ที่ปรากฏในจอวิดีโอจะสะท้อนขึ้นไปข้างบน เราจึงเห็นภาพเรืองแสงของไดโนเสาร์เคลื่อนไหวในอิริยาบถต่าง ๆ ภายในตู้กระจก

จากตู้ ghost box นี้เอง เราได้เรียนรู้พฤติกรรมหลายอย่างของไดโนเสาร์ เช่น โดรมีโอซอรัส ไดโนเสาร์นักล่าขนาดเล็กที่วิ่งเร็ว พวกมันมักรวมกันล่าเหยื่อเป็นฝูง

หรือไดโนเสาร์ ไทรเซอราทอปส์ พรอร์ซัส แห่งยุคครีเทเชียส แม้มีรูปร่างบึกบึน ทว่าส่วนปากได้วิวัฒนาการจนมีลักษณะเป็นจะงอย เอาไว้สำหรับกินดอกไม้เป็นอาหาร นับเป็นการปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม เพราะพืชดอกเพิ่งเกิดขึ้นในยุคครีเทเชียสนี่เอง

ขณะที่ไดโนเสาร์กินเนื้อ ไทรันโนซอรัส เร็กซ์ พัฒนาระบบประสาทเพื่อการล่าอย่างมีประสิทธิภาพ ดวงตามองเห็นภาพ ๓ มิติ ประสาทรับกลิ่นยอดเยี่ยม หูไวต่อเสียง รวมทั้งพัฒนาการทางร่างกายอย่างขากรรไกรบึกบึนทรงพลังและฟันแหลมคม

ในพื้นที่โซนนี้ยังจัดแสดงโครงกระดูกขนาดมหึมาของทั้ง ไทรเซอราทอปส์ พรอร์ซัส และ ไทรันโนซอรัส เร็กซ์ ซึ่งทั้งคู่ต่างเป็นไดโนเสาร์ชื่อดังของโลก

นอกจากนั้นเรายังได้เห็นไดโนเสาร์ที่มีพฤติกรรมแปลกประหลาด เช่น แพคคีเซฟาโลซอรัส ไวโอมิงเอนซิส ไดโนเสาร์กินพืชที่มีหัวกลมเกลี้ยง เชื่อว่ามันต่อสู้โดยการใช้หัวพุ่งชนกับอีกฝ่าย อาจเพื่อแย่งชิงตัวเมียหรือปกป้องเขตแดนของตน

จากโครงกระดูกของมันที่แสดงอยู่ เราได้เห็นหัวกะโหลกที่แข็งแรง โดยเฉพาะบริเวณกระหม่อมทรงโดมที่เป็นกระดูกหนา มองดูคล้ายสวมหมวกกันน็อก

เด็ก ๆ กำลังสนุกกับเกมแฟนพันธุ์แท้ไดโนเสาร์ ในพื้นที่ของโซน 5

สนุกกับการเรียนรู้

เรายังอยู่ในพื้นที่ของโซน ๕ ตู้เกมไดโนเสาร์ที่ตั้งอยู่เรียงกันมักถูกเด็ก ๆ จับจองแทบไม่ว่าง การเรียนรู้ของพวกเขาจึงเป็นเรื่องสนุกสนาน ผ่านการเล่นเกมที่คัดสรรแล้ว เช่น แฟนพันธุ์แท้ไดโนเสาร์ ต่อภาพจิ๊กซอว์ไดโนเสาร์ ทายรอยตีนไดโนเสาร์ ทายโครงกระดูกไดโนเสาร์ ฯลฯ

หากได้เห็นแล้วจะรู้ว่า เด็ก ๆ ที่นี่ติดเกมกันขนาดไหน

เช่นเดียวกับบริเวณต่อมา เรายังได้เห็นรูปแบบการนำเสนอความรู้ที่ดึงให้ผู้ชมเข้าไปมีส่วนร่วมปฏิสัมพันธ์

ระบบกลไกที่เมื่อเราเข้าไปดึงคันโยก หมุนพวงมาลัย หรือกดปุ่ม เราจะได้ยินเสียงจากหงอนของไดโนเสาร์ พาราซอโรโลฟัส ที่ในอดีตพวกมันใช้สื่อสารกัน ได้เห็นก้อนกรวดกลิ้งในกระเพาะอาหารของไดโนเสาร์ซอโรพอด เพื่อช่วยย่อยพืชที่กินเข้าไป เห็นไฟวิ่งที่แผงบนหลัง สเตโกซอรัส แสดงถึงการระบายความร้อนของมัน และเห็นหางของ แองคีโลซอรัส ที่ส่วนปลายมีตุ้มกระดูกมหึมาสำหรับฟาดศัตรูสะบัดไปมาได้

ไดโนเสาร์สูญพันธุ์

เมื่อถึงปลายยุคครีเทเชียส ราว ๖๕ ล้านปีก่อน ไดโนเสาร์ทั่วโลกพากันสาบสูญไปหมดสิ้นอย่างรวดเร็วพร้อมสัตว์อื่นอีกมากมาย สาเหตุการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่เวลานั้นยังเป็นปริศนาลึกลับที่นักวิทยาศาสตร์พยายามหาคำตอบและถกเถียงกันอยู่ไม่สิ้นสุด

จอวิดีโอซึ่งเรียงรายบนผนังตรงทางเดินช่วงสุดท้ายก่อนออกจากพื้นที่จัดแสดงโซน ๕ ฉายภาพเหตุการณ์จำลองอ้างอิงข้อสันนิษฐานต่าง ๆ ของนักวิทยาศาสตร์ เกี่ยวกับสาเหตุการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ ดังเช่น

ดาวหางหรือดาวเคราะห์น้อยพุ่งเข้าชนโลก ทำให้เกิดคลื่นสึนามิและแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง ทำลายสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ทั้งเกิดกลุ่มควันหนาทึบปกคลุมชั้นบรรยากาศโลก

ภูเขาไฟจำนวนมากระเบิดอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง ปล่อยลาวาปริมาณมหาศาล ทั้งส่งเถ้าถ่านและหมอกควันปกคลุมท้องฟ้า ทำให้บรรยากาศโลกมืดมัวหนาวเหน็บ ทั้งยังเต็มไปด้วยคาร์บอนไดออกไซด์

รวมทั้งข้อสันนิษฐานที่ว่า ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ก็เพราะไข่ของพวกมันถูกกินโดยสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ซึ่งเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างผิดสังเกตในช่วงปลายยุคครีเทเชียส

ฟอสซิลกระดูกส่วนต่างๆ ของไดโนเสาร์เรียงรายละลานตาบนโต๊ะภายในห้องปฏิบัติการของพิพิธภัณฑ์สิรินธร รอการศึกษาวิจัยและจัดเก็บอย่างเป็นระบบ

คืนชีวิตให้ไดโนเสาร์
ห้องปฏิบัติการ หัวใจสำคัญของงานวิจัยไดโนเสาร์

พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ที่สมบูรณ์แบบไม่ได้มีเพียงส่วนจัดแสดงความรู้ที่น่าสนใจเท่านั้น แต่ยังต้องประกอบด้วยแผนกสำรวจเก็บตัวอย่าง ที่สำคัญก็คือห้องปฏิบัติการที่มีเครื่องมือในการอนุรักษ์กระดูกไดโนเสาร์อย่างถูกต้องตามหลักวิชา และห้องจัดเก็บตัวอย่างซึ่งมีระบบการจัดการที่เป็นสากล เพื่อให้เป็นศูนย์กลางสำหรับนักโบราณชีววิทยาทั้งชาวไทยและต่างประเทศที่จะเข้ามาทำงานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับไดโนเสาร์

คนทั่วไปอาจคิดว่าห้องปฏิบัติการของนักวิทยาศาสตร์ต้องตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความเป็นส่วนตัว และปิดกั้นไม่ให้คนธรรมดาเข้าถึง ทว่าสำหรับผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์สิรินธรแล้ว เขาย่อมรู้ว่านักโบราณชีววิทยาของที่นี่ทำงานกันอย่าง “โปร่งใส” ขนาดไหน ก็เพราะห้องปฏิบัติการนั้นตั้งอยู่ในพื้นที่ของส่วนจัดแสดงโซน ๖ หัวข้อ “คืนชีวิตให้ไดโนเสาร์” โดยผนังด้านริมทางเดินเป็นกระจกใสตลอดแนว ผู้เข้าชมที่ผ่านมาถึงโซนนี้ย่อมสามารถมองผ่านกระจกเข้าไปเห็นการทำงานของเจ้าหน้าที่อย่างชัดเจนทุกอิริยาบถ

สิ่งที่เห็นวางเรียงรายอย่างละลานตาบนโต๊ะขนาดใหญ่ทุกตัวภายในห้องปฏิบัติการแห่งนี้ ก็คือฟอสซิลกระดูกไดโนเสาร์กว่า ๑๐ ชนิด ที่ถูกสำรวจและขุดพบในประเทศไทยตลอดหลายปีที่ผ่านมา ดังเช่นฟอสซิลกระดูกของไดโนเสาร์กินพืชขนาดใหญ่ ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน ประกอบด้วยกระดูกหน้าแข้ง และกระดูกต้นขาชิ้นมหึมา วางรวมกับกระดูกส่วนอื่น ๆ เช่น กระดูกสะโพก กระดูกซี่โครง กระดูกหาง และกระดูกสันหลัง หรือฟอสซิลกระดูกของไดโนเสาร์กินเนื้อที่ดุร้าย สยามโมไทรันนัส อีสานเอนซิส ได้แก่ กระดูกสะโพก และกระดูกโคนหาง

ฟอสซิลกระดูกไดโนเสาร์หลายชิ้นเพิ่งถูกขุดพบเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา พวกมันถูกส่งมาที่ห้องปฏิบัติการ และกำลังอยู่ในระหว่างกระบวนการทำความสะอาดและอนุรักษ์ ซึ่งเป็นงานที่ละเอียดอ่อน ใช้เวลานาน ทั้งต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและสมาธิอย่างสูง

หากฟอสซิลที่ขุดพบมีขนาดใหญ่ พวกมันจะถูกหุ้มด้วยเฝือกปูนปลาสเตอร์เพื่อกันกระแทกระหว่างขนส่งมาสู่ห้องปฏิบัติการ ขั้นแรกนักโบราณชีววิทยาจึงต้องแกะเฝือกหุ้มออกอย่างระมัดระวัง จากนั้นใช้เครื่องมือหลายประเภท เช่น มีด แปรง ปากกาสกัดลม หรือสารเคมีเช่นกรดอ่อน ๆ เพื่อค่อย ๆ สกัดแยกเศษดินและหินออกจากฟอสซิล นอกจากนั้นยังใช้กาวเพื่อซ่อมแซมชิ้นส่วนที่อาจแตกหัก รวมทั้งมีการร่างภาพหรือถ่ายภาพฟอสซิลไว้ด้วย

กระบวนการทำความสะอาดและอนุรักษ์กระดูกแต่ละชิ้น ใช้เวลาตั้งแต่ ๑๐ ชั่วโมงขึ้นไปจนถึง ๑๕๐ ชั่วโมง

เมื่อฟอสซิลสะอาดดีแล้ว นักโบราณชีววิทยาก็จะศึกษาวิจัยฟอสซิล ว่าเป็นกระดูกส่วนไหนของไดโนเสาร์ชนิดใด โดยดูจากรูปร่างลักษณะ วัดขนาด และเปรียบเทียบกับตัวอย่างฟอสซิลที่มีผู้ศึกษาไว้แล้วทั่วโลก ทั้งจากเอกสารอ้างอิงหรือจากตัวอย่างของจริง จากนั้นจึงเขียนบรรยายรายละเอียดของลักษณะ แล้วตีพิมพ์รายงานผลการวิจัยเพื่อเผยแพร่ความรู้

กระบวนการขุดค้นและวิจัยฟอสซิลกระดูกไดโนเสาร์ตามขั้นตอนเหล่านี้เอง ที่ทำให้เราได้ค้นพบไดโนเสาร์ชนิดใหม่ของโลกในประเทศไทย

นักโบราณชีววิทยาใช้แปรงปัดทำความสะอาดฟอสซิล

กว่าจะเป็นโครงกระดูกไดโนเสาร์

ไม่ว่าพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์แห่งใดในโลกจะตกแต่งอย่างทันสมัย หรือใช้เทคโนโลยีในการจัดแสดงที่น่าสนใจเพียงใดก็ตาม แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสิ่งที่ชวนตื่นเต้นที่สุดสำหรับผู้เข้าชม ก็คือโครงกระดูกไดโนเสาร์ที่ยืนตระหง่านท้าสายตา

สำหรับพิพิธภัณฑ์สิรินธรมีโครงกระดูกไดโนเสาร์จัดแสดงอยู่ประมาณ ๒๐ ชนิด เกือบทั้งหมดเป็นโครงกระดูกที่สั่งซื้อจากบริษัทผู้ผลิตของต่างประเทศ ทว่ามีโครงกระดูกไดโนเสาร์ ๒ ตัวที่เจ้าหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์ประกอบขึ้นมาเอง นั่นคือโครงกระดูกของ ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน และ สยามโมไทรันนัส อีสานเอนซิส

เราจะลองตามไปดูว่าการประกอบโครงกระดูกไดโนเสาร์นั้นมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง

หลายคนอาจรู้แล้วว่า โครงกระดูกไดโนเสาร์ที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ทุกแห่งในโลกนั้นส่วนใหญ่เป็นของจำลอง ส่วนฟอสซิลกระดูกของจริงนั้นถูกเก็บรักษาไว้เพื่อความปลอดภัย และใช้สำหรับการศึกษาวิจัย

ขั้นแรกนักโบราณชีววิทยาจะต้องหล่อแบบจำลองกระดูกขึ้น โดยนำฟอสซิลกระดูกจริงแต่ละชิ้นมาหล่อด้วยวัสดุทำแม่พิมพ์ เช่นยางพาราหรือพิมพ์ยางซิลิโคน จากนั้นนำกระดูกออก แล้วเทสารเรซินผสมไฟเบอร์กลาสเข้าแทนที่ ก็จะได้กระดูกจำลองที่มีรูปร่างลักษณะเหมือนชิ้นจริงทุกประการ จากนั้นจึงนำกระดูกจำลองแต่ละชิ้นประกอบเป็นโครงร่าง โดยใช้โครงโลหะเป็นตัวเชื่อม

ดังเช่นโครงกระดูกของ ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน ประกอบด้วยกระดูกส่วนต่าง ๆ ร่วม ๔๐๐ ชิ้น ได้แก่ กะโหลก กระดูกคอ กระดูกซี่โครง กระดูกต้นขา กระดูกหน้าแข้ง กระดูกสะโพก กระดูกหาง ฯลฯ ทว่าจนถึงปัจจุบันนักโบราณชีววิทยาขุดพบกระดูกส่วนต่างๆ ของไดโนเสาร์ชนิดนี้ได้ประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์

โครงกระดูกของ ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน ที่จัดแสดงในห้องโถงไดโนเสาร์ไทย ใช้เวลาทำเกือบ ๑ ปี ทีมงานต้องทำกระดูกจำลองจากของจริงทีละชิ้น ส่วนกระดูกชิ้นที่ยังไม่ได้ขุดพบนั้น ใช้วิธีปั้นหรือทำขึ้นจากแบบกระดูกของไดโนเสาร์ชนิดใกล้เคียงกัน

เมื่อได้กระดูกจำลองครบทุกชิ้น จึงนำมาประกอบขึ้นโครง และจัดท่าทางให้มันยืนชูคอดังที่เราเห็นในภาพนี้

เมื่อคิดว่ามนุษย์ปัจจุบันอย่างเราคือสายพันธุ์ที่วิวัฒนาการต่อเนื่องมาจากมนุษย์โบราณที่ปรากฏบนบอร์ด ผู้ชมในภาพจึงกลายเป็นสื่อแสดงของนิทรรศการไปเสียเองโดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว

มหายุคซีโนโซอิก ยุคของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม-มนุษย์ครองโลก

หลังจากไดโนเสาร์สูญพันธุ์จนหมดสิ้น เมื่อถึงมหายุคซีโนโซอิก ซึ่งเริ่มต้นเมื่อ ๖๕ ล้านปีก่อนจนถึงปัจจุบัน เป็นช่วงเวลาที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมพัฒนาการขึ้นมามีบทบาทสำคัญในโลก

พื้นที่จัดแสดงโซน ๗ นำเสนอความรู้เกี่ยวกับวิวัฒนาการของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในมหายุคนี้ ซึ่งแบ่งออกเป็น ๗ สมัย คือ พาลีโอซีน อีโอซีน โอลิโกซีน ไมโอซีน ไพลโอซีน ไพลสโตซีน และโฮโลซีน

ต่อเนื่องมาถึงโซน ๘ นำเสนอเรื่องราววิวัฒนาการของมนุษย์ ผ่านวัตถุจัดแสดงตั้งแต่กะโหลกและโครงกระดูกจำลองของมนุษย์โบราณ ภาพวาด ภาพถ่าย แผนผัง และวิดีโอ

เราจะได้รู้จักเผ่าพันธุ์มนุษย์โบราณ เช่น โฮโม ฮาบิลิส โฮโม อีเร็กตัส นีแอนเดอร์ทัล จนถึงมนุษย์ปัจจุบันคือ โฮโม ซาเปียนส์

วิดีโอซึ่งติดตั้งบนผนังระหว่างทางเดินก่อนออกจากพื้นที่จัดแสดงโซนนี้ นำเสนอสารคดีเกี่ยวกับการก่อร่างสร้างอารยธรรมของมนุษย์

นับตั้งแต่คนเรายังเป็นชนเผ่าเร่ร่อน ยังชีพด้วยการหาของป่าและล่าสัตว์ กระทั่งเริ่มรู้จักเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์จึงเริ่มตั้งชุมชนเป็นหลักแหล่ง สังคมมนุษย์เริ่มพัฒนาไปเป็นลำดับ จากชุมชนหมู่บ้านกลายเป็นเมือง แล้วขยายตัวเป็นอาณาจักร โครงสร้างสังคมพัฒนาขึ้นจนมีลักษณะซับซ้อน พร้อมกับวิทยาการด้านต่าง ๆ ก้าวหน้าขึ้นทุกขณะ มนุษย์ได้คิดค้นตัวอักษรและประดิษฐ์เครื่องมือด้วยกลไกสลับซับซ้อน

กระทั่งถึงยุคปัจจุบัน อาจกล่าวได้ว่ามนุษย์คือสิ่งมีชีวิตที่สามารถครอบครองโลกทั้งใบ มิใช่ด้วยขนาดอันมหึมาหรือพละกำลังและเขี้ยวเล็บเช่นเดียวกับไดโนเสาร์ที่เป็นเจ้าโลกยุคโบราณ หากเป็นเพราะสมองอันชาญฉลาดที่ทำให้มนุษย์สามารถคิดค้นวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเพื่อควบคุมทุกอย่างให้ได้ดั่งใจ

สารคดีจากวิดีโออาจทำให้เราภาคภูมิใจในความเป็นมนุษย์ ทว่าเมื่อเราก้าวออกจากโซน ๘ และเข้าสู่พื้นที่จัดแสดงส่วนสุดท้ายของพิพิธภัณฑ์ ก็จะได้พบกับสิ่งที่อาจทำให้เราเปลี่ยนความคิดเมื่อครู่ เพราะตระหนักในเรื่องราวบางอย่าง...

เรากำลังอยู่ในความมืดภายในพื้นที่สี่เหลี่ยมขนาดย่อม ทันใดนั้นวิดีโอโปรเจ็กเตอร์ก็ฉายภาพสู่ผนัง ปรากฏเป็นจอสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ถึง ๓ จอซ้อนเหลื่อมกันอยู่ ภาพที่ปรากฏสลับในแต่ละจอนั้นเสมือนบทสรุปย้อนเรื่องราวทั้งหมดที่เราได้รับรู้ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในพิพิธภัณฑ์สิรินธร

เราได้เห็นจักรวาลกำเนิดขึ้นต่อหน้าอีกครั้งหนึ่งในปรากฏการณ์บิ๊กแบง เห็นดวงดาวพร่างพราวในอวกาศเวิ้งว้าง กระทั่งกำเนิดสุริยจักรวาลและโลกของเรา

ภาพปรากฏบนจอในลำดับต่อมา ตัว อโนมาโลคาริส กำลังว่ายน้ำใต้ท้องทะเลแห่งมหายุคพาลีโอโซอิก จากนั้นเราเห็นสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ วิวัฒนาการขึ้นตามกาลเวลา

ปลาโบราณแหวกว่ายใต้ผืนน้ำ สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกขึ้นไปหากินบนแผ่นดิน แล้วจึงเกิดสัตว์เลื้อยคลานรูปร่างประหลาด

ไดโนเสาร์ปรากฏตัวในเวลาต่อมา พวกกินพืชคอยาวตัวใหญ่มหึมาย่ำเดินจนแผ่นดินสะเทือน พวกกินเนื้อดุร้ายโผล่จากแนวป่าเพื่อล่าเหยื่อ

แต่แล้วอุกกาบาตก็พุ่งเข้าชนโลก เราเห็นแสงไฟสว่างวาบลงมาจากท้องฟ้า เกิดระเบิดรุนแรงและไฟไหม้ลุกท่วมแผ่นดิน เขม่าควันปลิวคลุ้งปกคลุมโลกจนมืดมิด ไดโนเสาร์และสัตว์ต่าง ๆ ล้มตายลงจำนวนมหาศาล

ต่อเนื่องมาถึงบางภาพจากสารคดีกำเนิดอารยธรรมของมนุษย์ที่เราเพิ่งผ่านตา

เมื่อภาพบนจอตัดมาสู่ยุคปัจจุบัน เราเห็นเมืองใหญ่ที่ตึกรามแน่นขนัด รถยนต์ติดเป็นแถวยาวเหยียดบนท้องถนน ควันพิษจากปล่องโรงงานพุ่งสู่ท้องฟ้า

พร้อมข้อความกำกับด้านล่างของจอบอกเราว่า ความเจริญของมนุษย์กลับทำให้สิ่งแวดล้อมเสื่อมทรามลง ป่าไม้ถูกทำลายมหาศาล สัตว์ร่วมโลกนานาชนิดถูกคุกคามแทบไม่มีที่อยู่ และสูญพันธุ์ไปเป็นจำนวนมาก

ภาพเหตุการณ์ต่อมาล้วนเป็นภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างรุนแรง แผ่นดินไหวจนตึกและบ้านเรือนถล่ม ผู้คนเสียชีวิตกลายเป็นซากศพ สายน้ำไหลเชี่ยวท่วมเมือง อีกทั้งคลื่นยักษ์สึนามิที่ซัดถล่มชายฝั่งเมื่อไม่กี่ปีก่อน เรายังจำได้ดีถึงภาพเศษซากสิ่งก่อสร้างที่พังพินาศเกลื่อนกลาดทั่วผืนดิน

ท้ายที่สุดมีข้อความปรากฏขึ้นบนจอ

“ผู้อยู่รอดคือผู้ที่ปรับตัวเข้าหาสภาพแวดล้อม ไม่ใช่ปรับสภาพแวดล้อมไปตามความต้องการที่ไม่สิ้นสุด”

อาจทำให้เราตระหนักว่า...ไดโนเสาร์สูญพันธุ์เพราะไม่อาจปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป

ทว่าในอนาคตข้างหน้า มนุษย์อาจต้องสูญพันธุ์เพราะตนเป็นตัวการทำลายสภาพแวดล้อมเสียเอง

คุยกับ ดร. วราวุธ สุธีธร
ทำไมเราจึงต้องศึกษาไดโนเสาร์

ดร. วราวุธ สุธีธร ได้ชื่อว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญและนักล่าฟอสซิลไดโนเสาร์มือหนึ่งของเมืองไทย เขามีส่วนร่วมบุกเบิกงานสำรวจขุดค้นฟอสซิลไดโนเสาร์ในประเทศไทยเมื่อกว่า ๒๐ ปีที่แล้ว ในขณะที่เป็นนักธรณีวิทยา แห่งงานโบราณชีววิทยาสัตว์มีกระดูกสันหลัง กองธรณีวิทยา กรมทรัพยากรธรณี

จนถึงทุกวันนี้ ดร. วราวุธและทีมสำรวจได้ขุดพบฟอสซิลไดโนเสาร์แล้วนับหมื่นชิ้น และนำมาเก็บอนุรักษ์เพื่อศึกษาวิจัยอย่างเป็นระบบ งานของ ดร. วราวุธจึงช่วยวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับการศึกษาไดโนเสาร์ในประเทศไทย

ปัจจุบัน ดร. วราวุธ สุธีธร ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักวิจัยซากดึกดำบรรพ์และพิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยา กรมทรัพยากรธรณี และนับเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์สิรินธรขึ้นที่ จ.กาฬสินธุ์

พิพิธภัณฑ์สิรินธรเกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมถึงสร้างขึ้นที่จังหวัดกาฬสินธุ์

จริง ๆ แล้วในตอนแรก กรมทรัพยากรธรณีมีแนวคิดว่าประเทศไทยควรจะมีพิพิธภัณฑ์ทางโบราณชีววิทยา หรือ Natural History Museum ซึ่งตั้งอยู่ในเมืองที่เป็นศูนย์กลาง นั่นคือกรุงเทพฯ เหมือนกับประเทศทางยุโรปและอเมริกาที่พิพิธภัณฑ์ประเภทนี้จะตั้งอยู่ในพื้นที่สวนสาธารณะของเมืองใหญ่

เราเริ่มคุยเรื่องนี้กับหลาย ๆ ฝ่าย หลาย ๆ ระดับ ตั้งแต่เมื่อ ๒๐ กว่าปีก่อน ว่าบ้านเราสามารถสร้างพิพิธภัณฑ์แบบนี้ได้ เช่นที่สวนลุมพินี ซึ่งมีเนื้อที่หลายร้อยไร่ หรือที่สวนจตุจักร ซึ่งเรามองว่าเป็นเขตขยายของเมืองใหม่ แต่ปรากฏว่าสวนสาธารณะในกรุงเทพฯ จะขึ้นอยู่กับกรุงเทพมหานคร ซึ่งในขณะนั้น กทม. ยังไม่มีความคิดจะสร้างพิพิธภัณฑ์ในสวนสาธารณะ พอเราไปนำเสนอแนวความคิดนี้ กทม. ก็บอกว่าไม่อยู่ในจุดมุ่งหมายหรือวัตถุประสงค์ของเขา

เมื่อการหาพื้นที่สร้างพิพิธภัณฑ์ในกรุงเทพฯ เป็นไปได้ยาก เราจึงต้องมองหาที่อื่นในต่างจังหวัด และเกิดความคิดว่าน่าจะสร้างพิพิธภัณฑ์ขึ้นในพื้นที่ที่เราขุดพบฟอสซิลไดโนเสาร์ได้ สถานที่นั้นจะมีพลังสามารถสร้างแรงดึงดูดให้ผู้คนมาเที่ยวชม เพราะมีทั้งพิพิธภัณฑ์และหลุมขุดจริง ดังนั้นเราจึงสร้างพิพิธภัณฑ์สิรินธรขึ้นที่ภูกุ้มข้าว จ. กาฬสินธุ์ เพราะเป็นพื้นที่ซึ่งขุดพบฟอสซิลกระดูกไดโนเสาร์จำนวนมาก

เหมือนที่อาจารย์วราวุธเคยกล่าวไว้เมื่อหลายปีก่อน ว่ามีความฝันอยากเห็นพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ที่สมบูรณ์ในประเทศไทย ตอนนี้ถือว่าความฝันเป็นความจริงแล้ว

ตอนนี้เรามีพิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์เกิดขึ้นแล้วในเมืองไทย เพราะฉะนั้นถือว่าเราทำสำเร็จแล้วส่วนหนึ่ง แต่ในขณะนี้เป็นช่วงที่พิพิธภัณฑ์เพิ่งเริ่มเปิดดำเนินการ เราพยายามที่จะปรับปรุงทั้งเรื่องการบริหารจัดการ เรื่องงานบริการ รวมทั้งงานระบบด้านต่าง ๆ ของพิพิธภัณฑ์ เช่น งานจัดแสดง งานสำรวจ งานวิจัยและจัดเก็บตัวอย่าง เพื่อจะให้พิพิธภัณฑ์สิรินธรมีมาตรฐานเทียบเท่าพิพิธภัณฑ์ทางด้านนี้ทั่วโลก

นั่นคือพิพิธภัณฑ์ไม่ใช่มีเฉพาะส่วนจัดแสดงเท่านั้น แต่ต้องเริ่มต้นจากส่วนของงานวิจัย ต้องมีห้องปฏิบัติงานที่ได้มาตรฐาน มีเครื่องไม้เครื่องมือทันสมัย มีสภาพแวดล้อมที่ดีสำหรับให้นักโบราณชีววิทยาเข้ามาใช้ทำวิจัย แล้วก็มีห้องเก็บตัวอย่างฟอสซิลที่พบในเมืองไทยซึ่งได้รับการวิจัยแล้วอย่างถูกต้อง ระบบจัดเก็บต้องมีระเบียบ สามารถเข้าถึงตัวอย่างได้ง่าย และสามารถเก็บรักษาตัวอย่างฟอสซิลได้นับร้อยปี นอกจากนั้นควรมีงานวิจัยเผยแพร่ออกไปอย่างต่อเนื่องเพื่อเผยแพร่ความรู้ว่า ในประเทศไทยมีฟอสซิลอะไรบ้าง

ส่วนเรื่องราวการจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ ก็นำข้อมูลมาจากงานวิจัย ดังนั้นเราสามารถปรับเปลี่ยนหรือเพิ่มเติมเรื่องราวการจัดแสดง เพราะจะมีข้อมูลงานวิจัยใหม่ ๆ เข้ามาเรื่อย ๆ หากถึงขั้นนี้แล้วถึงจะเรียกว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่สมบูรณ์

ทำไมเราจึงต้องศึกษาเรื่องราวของไดโนเสาร์ ซึ่งเป็นสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปหมดแล้ว

มีหลายคนถามคำถามนี้กับผมเรื่อย ๆ ตอบได้ว่าเราศึกษาไดโนเสาร์ก็เพราะต้องการรู้วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต

จริง ๆ แล้วไดโนเสาร์คือวิวัฒนาการช่วงหนึ่งของสิ่งมีชีวิต และเป็นช่วงซึ่งพวกมันวิวัฒนาการขึ้นมาจนมีขนาดใหญ่มาก มีจำนวนมาก แล้วก็ครองโลกในช่วงระยะเวลายาวนานมากที่สุด คือ ๑๖๐ ล้านปี เพราะฉะนั้นไดโนเสาร์เป็นสัตว์กลุ่มที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด

แต่ในขณะเดียวกัน จะเห็นว่าเรื่องราวที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์สิรินธรครอบคลุมตั้งแต่กำเนิดสิ่งมีชีวิตบนโลกตั้งแต่กว่า ๓,๐๐๐ ล้านปีมาแล้วที่สัตว์เซลล์เดียวเกิดขึ้นมา แล้วก็วิวัฒนาการเป็นสัตว์หลาย ๆ เซลล์ ใช้เวลาหลายพันล้านปีกว่าจะมาเป็นสัตว์ชั้นสูงคือพวกปลา แล้วค่อยมีไดโนเสาร์กำเนิดขึ้นบนโลก
แต่แม้ว่าไดโนเสาร์เป็นสัตว์ที่ประสบความสำเร็จอย่างไร ในที่สุดมันก็สูญพันธุ์ไป สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมก็ขึ้นมาครองโลกหลังจากนั้นไม่กี่ล้านปี จากนั้นพัฒนาต่อมาจนกระทั่งกลายเป็นมนุษย์ครองโลกอย่างที่เราเห็นกันอยู่

เห็นได้ว่าเรื่องเหล่านี้เป็นวิวัฒนาการที่ต่อเนื่องกันมาตลอด มันเป็นเรื่องเดียวกัน แล้วก็อธิบายได้ว่า ทำไมเราถึงต้องศึกษาไดโนเสาร์ เพราะว่านี่คือส่วนหนึ่งของประวัติการวิวัฒนาการของโลก จนเข้ามาถึงว่า สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกำเนิดขึ้นมา พัฒนาขึ้นมาได้อย่างไร ที่จะมาเป็นสายพันธุ์ของไพรเมต แล้วมนุษย์กำเนิดขึ้นมาได้อย่างไร

ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวซึ่งตอบคำถามที่เราอยากรู้ที่สุด ใกล้ตัวเราที่สุด ว่ามนุษย์เกิดขึ้นมาได้อย่างไร เห็นไหมว่ามันสาวไปได้ถึง ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ ล้านปี แม้กระทั่งเรื่องของไดโนเสาร์ก็เกี่ยวข้องกับเรา


 



โดย nunthida ดูบทความของฉันทั้งหมดที่นี่
วันที่ 12 พ.ย. 50 14:24 น.
เนื้อหานี้เปิดอ่านแล้ว 66,178 ครั้ง


ความคิดเห็นทั้งหมด (เปิดดู 66,178 ครั้ง ตอบ 5 ครั้ง)

ลบ แจ้งลบ
โดย ส้ม ท.2 ผกาวัลยื ดีงาม
IP : 58.147.38.***
ลบ แจ้งลบ
โดย นภัตษรินทร์
IP : 124.120.40.***
  • ดีมากกกกกกกคร้าบบบบบบบบ
ลบ แจ้งลบ
โดย น๊อต
IP : 125.26.177.***

ดีครับเคยไปแล้วครั้งนึงตอนทัศนศึกษา มีกระดูกเยอะเลย 

 

ลบ แจ้งลบ
โดย โดม
IP : 203.118.113.***
ดีมากครับ

แสดงความคิดเห็นของท่านที่นี่



ร่วมเป็นเพื่อน
Eduzones Social Network ที่นี่
Facebook Twitter Youtube

SUBSCRIBE TO EDUZONES.COM

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

TOP OF THE WEEK


คำฮิต

โรงเรียน7 วิชาสามัญ , enn gat pat 57 , open house ,Asean , twitter , เด็ก กยศ , กสพท , เกมคณิตศาสตร์ , เกมคิดเลข , อาเซียน , เกมส์คิดเลข , ขยายเวลา , ข่าวการศึกษาต่างประเทศ , ม.ต้น ,ข่าวอาเซียน , ค้นหาตัวเอง , ค่าย , คำขวัญวันเด็ก , เคล็ดลับเรียนเก่ง , ของเล่นเคลียริ่งเฮ้าส์ , โควตา , จุฬาฯ , ทุนการศึกษา , แท๊บเล็ต คาถาชินบัญชร ประชาคมอาเซียน , ประโยชน์ของอินเตอร์เน็ต , ประวัติวันครู , เฟสบุ๊ค , ม.ทักษิณ , อาเซียน 10 ประเทศ , ม.รังสิต 57 , มมส 57 มศว. , มหาวิทยาลัยนเรศวร , มหาวิทยาลัยพะเยา , รับตรง เกษตรศาสตร์ 57 , รับตรง มข 57 , ประกาศผลสอบ Admissions 57 ประถมศึกษารับตรงศิลปากร , เรียนต่อ , เรียนฟรี , ลาดกระบังฯ , เก็งคะแนน Admission 57 ,  เลื่อนเปิดเทอม ,อนุบาลวันตรุษจีน , สทศ , สมัคร clearing house , สอบตรง , อ.วิริยะ , เว็บโรงเรียนตัวอย่างงานวิจัย,ความคิดสร้างสรรค์ , เว็บสำเร็จรูป , เว็บหน่วยงาน , ทำเว็บฟรี , เว็บไซต์หน่วยงานราชการ , รายชื่อโรงเรียนทั่วประเทศ , โครงงานวิทยาศาสตร์ , สารสนเทศโทษของอินเตอร์เน็ต , GAT , PAT  , วันช้างไทย , วันสตรีสากล , MH370 , เครื่องบินตก  , ประกาศผลเภสัช ม.ศิลปากร , วันสงกรานต์GAT/PAT ครั้งที่ 2/2557 , บัตรสอบ , เอเชียศึกษา , วันโกหก , April fool's day , วันจักรี , วันเลิกทาส , ประกาศผล GAT/PAT 57 , วันอาสาฬหบูชาสทศ.Admission 57 , วันภาษาไทยแห่งชาติ , วันฉัตรมงคล , วันเข้าพรรษา , วันวิสาขบูชา , วันงดสูบบุหรี่โลก , ประกาศผลรับตรงโควตา ม.ศิลปากร ประกาศผลรับตรง ม.ธรรมศาสตร์ , U-NET , ประกาศผลธรรมศาสตร์ , ประกาศผลจุฬา , ประกาศผลศิลปากร โควตา 28 จังหวัด , Variety , เลิกบุหรี่ , ยืนยันสิทธิ์ , วันสุนทรภู่ , 

คำค้นหา

สอบตรง , อาเซียน , มหาวิทยาลัย ,โรงเรียน , ศึกษาต่อ , asean , ศึกษาต่อต่างประเทศ , ทุนการศึกษา , เรียนต่อ , ประชาคมอาเซียน, ข่าวบันเทิง, คำราชาศัพท์, สพฐ, กยศ, ความรู้ ประถมศึกษา , ข่าวอาเซียน วิชาการ, portfolio แฟ้มผลงาน , ความรู้ มัธยมปลาย , โครงงานวิทย์ , ประวัติอาเซียน , ความรู้ , วิชาการ , อาจารย์วิริยะ , สาขาแห่งอนาคต , ดูหนัง หนังใหม่ ดูหนังออนไลน์ movie , ฟังเพลง เพลงใหม่ ฟังเพลงออนไลน์ เพลงฮิต , ดูทีวีย้อนหลัง ดูทีวี ดูทีวีออนไลน์ , ดูดวง ดวง ทำนายฝัน ดูดวงรายวัน , รถยนต์มือสอง เครื่องเสียงรถยนต์ รถยนต์ , การ์ตูน รูปการ์ตูน ภาพการ์ตูน คลิปการ์ตูน , ข่าวบันเทิง ข่าวกีฬา ข่าวไทยรัฐ , ทวิสเตอร์ twitter วิธีเล่น twitter , เฟสบุ๊ค facebook คือ facebook วิธีเล่น facebook , ร้านอาหาร ร้านอาหารในกรุงเทพ ร้านอาหารแนะนำ ร้านอาหารเกาหลี , การ์ตูน , ซุปซิป ดารา , ผลบอล, ข่าว IT, หาเพื่อน , ข่าว, AEC, รถ, แบบทดสอบ, รูปภาพ , เกมส์รถแข่ง, เกมส์แต่งตัว หนังสือพิมพ์ , ข่าวประชาสัมพันธ์, วาเลนไทน์ , wallpaper , wallpaper น่ารัก , รับทำเว็บไซต์ , Hosting , รถมือสอง , รูปดารา , ประเมินโอกาสติดแอดมิชชัน , ภาพเคลื่อนไหว , ดูดวง , นิยาย , เกม , หางาน , แม่เหล็ก , เกมส์, สถานที่ท่องเที่ยว , สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย , Thailand Travel โหลดเพลง , งานราชการ , งาน , เกมส์จับคู่ , เกมส์จับคู่ผลไม้ , เกมส์ปลูกผัก , เกมขุดทอง , เกมส์แข่งรถ , เกมส์ทำอาหาร , ประกาศผลสอบ Admissions 57 , เว็บไซต์โรงเรียน,ความคิดสร้างสรรค์ , เว็บไซต์หน่วยงานราชการ , เก็งคะแนน Admission 57 ,  สารสนเทศ , วันวาเลนไทน์ , นิทาน , กสพท , วันศิลปินแห่งชาติ , รับตรง ม.เกษตร 57 , Varietyโทษของอินเตอร์เน็ต , GAT , PAT , วันช้างไทย , วันสตรีสากล , MH370 , เครื่องบินตก , ประกาศผล O-NET ม.6 , เภสัช ม.ศิลปากร , วันสงกรานต์ , บัตรสอบ , GAT/PAT ครั้งที่ 2/2557 , เคลียริ่งเฮาส์เอเชียศึกษา , อักษร ศิลปากร , วันโกหก , April fool's dayวันออมสินวันข้าราชการพลเรือน , บริจาคโลหิตวันจักรีวันอนุรักษ์มรดกไทย , วันอาสาฬหบูชา , ประกาศผล GAT/PAT 57 , สทศ. , Admission 57 , วันภาษาไทยแห่งชาติ , วันฉัตรมงคล , วันเข้าพรรษา , วันวิสาขบูชา , วันงดสูบบุหรี่โลก , ประกาศผลรับตรงโควตา 28 จังหวัด ม.ศิลปากรประกาศผลรับตรง ม.ธรรมศาสตร์ ,  U-NET , ประกาศผลจุฬา , กฏอัยการศึก , รัฐประหาร , วาไรตี้ , ประกาศผล , เลิกบุหรี่ , ยืนยันสิทธิ์ , เคลียริ่งเฮ้าส์ , วันสุนทรภู่

เรื่องมาใหม่