07 เมษายน 2551 คนเราในสังคมปัจจุบันส่วนใหญ่ ได้ใช้ชีวิตไปตามวิถีทางซึ่งตนกำหนดขึ้นเอง โดยไม่ได้ศึกษาเลยว่า ทางที่เดินนั้นถูกต้องสมควรแล้วหรือยัง คนชั่วทั้งหลายย่อมใช้ชีวิตไปตามความพอใจของตน โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น ส่วนคนดีในสมัยนี้ก็ได้แต่ทำในสิ่งที่ตนคิดว่าดี โดยไม่ศึกษาให้ถ่องแท้เสียก่อนว่า อะไรคือความดี อะไรคือความชั่ว เมื่อไม่ศึกษาให้เข้าใจถึงความดีที่แท้จริง จะรู้จักความดีได้อย่างไร เมื่อไม่รู้จักความดี จะกล่าวว่าตนเองทำดีได้อย่างไร ก็สิ่งที่เขาคิดว่าดี ที่จริงแล้วมันอาจจะเป็นความชั่วก็ได้ เขาเหล่านั้นย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้ประมาท ส่วนผู้ไม่ประมาทย่อมศึกษาเสียก่อนว่า อะไรคือความดี อะไรคือความชั่ว เมื่อได้คำตอบแล้ว ก็เลือกทำความดีตามที่ตั้งใจเอาไว้ อย่างนี้จึงจะได้ชื่อว่าเป็นคนดีที่แท้จริง
ในเรื่องของความสุขก็เช่นกัน ทุกชีวิตที่เกิดมาในโลกนี้ย่อมต้องการความสุขด้วยกันทั้งสิ้น แต่การไขว่คว้าให้ได้มาซึ่งความสุขนั้น แตกต่างกันออกไป ถ้าท่านต้องการความสุขท่านจะทำอย่างไร ทำในสิ่งที่ตนเองคิดว่าเป็นความสุขเลยทันที หรือจะศึกษาถึงเหตุที่ทำให้เกิดความสุขเสียก่อน แล้วจึงสร้างเหตุให้เกิดความสุขตามที่ใจปรารถนาในภายหลัง ผู้ที่มีความประมาท ไม่ศึกษาให้รู้ถึงแก่นแท้ของความสุขเสียก่อน เมื่อแสวงหาความสุข ย่อมหลงทางได้ง่าย เหมือนกับการหาขุมทรัพย์โดยไม่มีลายแทงอย่างนั้นแหละ
ในเรื่องของความสุข 3 อย่าง เป็นการกล่าวถึงธรรมชาติของความสุขในชีวิต ว่าไม่ได้มีอยู่เพียงอย่างเดียวดังเช่นที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ แต่ความสุขในโลกนี้มีถึง 3 อย่าง ในการปฏิบัติธรรมของผม ได้พบเห็นธรรมชาติของความสุขทั้งสามนี้ ว่ามีเหตุเกิดจากอะไร และมีลักษณะแตกต่างกันอย่างไร จึงได้เขียนลงในหนังสือเล่มนี้ เพื่อให้ผู้อ่านได้เข้าใจในเรื่องของความสุขที่แท้จริง
ความสุข เป็นสภาพธรรมชาติที่เป็นคู่ปรับ หรือเป็นฝ่ายตรงข้ามกับความทุกข์ ขณะใดที่มีความสุขมาก็อาจกล่าวได้ว่า มีความทุกข์น้อย ขณะใดที่มีความสุขน้อยก็อาจกล่าวได้ว่า มีความทุกข์มาก ความทุกข์ หมายถึง สภาพที่ทนอยู่ได้ยาก หรือสภาพที่ไม่น่าพอใจ ความสุข หมายถึง สภาพที่ทนอยู่ได้ง่าย หรือสภาพที่น่าพอใจ ความสุขของคนเราแบ่งออกได้เป็น 3 อย่างคือ
1. ความสุขในกาม
คำว่า กาม หมายถึง ความใคร่ อันได้แก่ความใคร่ในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เช่น ขณะที่เราเห็นรูปสวย ๆ แล้วเกิดความพอใจ เรียกว่าเสพกาม ขณะนั้นเราได้รับอารมณ์ที่พอใจ เรียกว่ามีความสุขในการเห็น จัดเป็นความสุขในกาม ขณะที่เราได้ยินเสียงเพลงไพเราะแล้วเกิดความพอใจ เรียกว่าเสพกาม ขณะนั้นเรามีความสุขอยู่กับการฟังเพลง จัดเป็นความสุขในกาม
เรื่องของความสุขในกามนี้ มีทั้งฝ่ายที่เป็นกุศลหรือฝ่ายบุญ และฝ่ายที่เป็นอกุศลหรือฝ่ายบาป บุญ ก็คือกรรมที่การกระทำที่ส่งผลให้มีความสุขหรือทำให้ได้รับความสบายในอนาคต ส่วน บาป หมายถึงกรรมหรือการกระทำที่ส่งผลให้เกิดทุกข์หรือทำให้ได้รับความลำบากในอนาคต
ความสุขในการฝ่ายบุญ
ความสุขในกามที่เป็นบุญได้แก่ ความรู้สึกยินดี โดยไม่มีกิเลสเจือปน เช่น ขณะที่เราฟังธรรม มีความยินดี ได้ชื่อว่าเสพกามฝ่ายกุศล เป็นบุญ ปัจจุบันย่อมมีความสุข และยังจะส่งผลให้สบายหรือมีความสุขในอนาคต เช่น จะเป็นผู้มีปัญญาเข้าใจธรรมะได้ง่ายในอนาคต วันดีคืนดีนึกอยากฟังธรรมขึ้นมา ก็ไม่รู้สึกหงุดหงิด ไม่รู้สึกทุรนทุราย เมื่อได้ฟังธรรมอีกก็มีความสุขอีก แต่ถ้าไม่ได้ฟังธรรมก็ไม่ได้กลุ้มใจหงุดหงิดแต่อย่างใด
ขณะที่เราตักบาตร มีความยินดี มีความพอใจ ได้ชื่อว่าเสพกามฝ่ายกุศล เป็นบุญ ปัจจุบันก็มีความสุขและยังส่งผลให้สบายในอนาคตอีกด้วย เช่น จะเป็นผู้ไม่ขัดสนในทรัพย์ วันดีคืนดีนึกอยากจะตักบาตรขึ้นมา ก็ไม่กลุ้มใจ ไม่ทุรนทุราย เมื่อได้ตักบาตรอีกก็มีความสุขอีก แต่ถ้าไม่ได้ตักบาตรก็ไม่ได้กลุ้มใจหงุดหงิดแต่ อย่างใด
ความสุขในกามฝ่ายบาป
ความสุขในกามที่เป็นบาป ก็ได้แก่การที่จิตมีโลภะ เช่น ขณะตกปลา ปลาติดเบ็ดเกิดความพอใจ ได้ชื่อว่าเสพกาม ฝ่ายอกุศล คือ จิตมีความโลภ เป็นบาป ปัจจุบันเขาย่อมมีความสุข แต่บาปนี้จะส่งผลให้เขาลำบากในอนาคต เช่น ถูกประทุษร้ายหรือได้รับอุบัติเหตุในอนาคต วันดีคืนดีนึกอยากจะตกปลาอีก ขณะนั้นย่อมมีความไม่สบายใจ จิตย่อมทุรนทุราย มีความทุกข์ หาทางที่จะให้ได้ตกปลาอีก เรียกว่ามีตัณหาเกิดขึ้น ถ้าได้สนองตัณหา คือได้ตกปลาสมอยาก ความทุรนทุรายก็หมดไป แต่ถ้ามีอุปสรรคเป็นเหตุให้ไม่ได้ตกปลา จิตก็จะมีความหงุดหงิดเศร้าหมองเกิดความไม่พอใจ เกิดความทุกข์ขึ้นมา เพราะเหตุนี้จึงกล่าวว่า โลภะคือความพอใจส่งผลให้มีสุขในปัจจุบัน แต่ส่งผลให้ลำบากหรือเป็นทุกข์ในอนาคต
ขณะที่เราฟังเพลงไพเราะแล้วเกิดความพอใจในเสียงเพลงนั้น ได้ชื่อว่าเสพกามฝ่ายอกุศล คือจิตมีโลภะ เป็นบาป ในปัจจุบันย่อมมีความสุข แต่จะส่งผลให้ลำบากในอนาคต เช่นวันดีคืนดีนึกอยากจะฟังเพลงอีก จิตย่อมทุรนทุรายไม่เป็นสุข เพราะมีตัณหาคือความปรารถนาที่จะได้ฟังเพลงเกิดขึ้น ขณะนี้ก็ได้ชื่อว่าเป็นทุกข์แล้ว ต่อเมื่อได้ฟังเพลงสมอยาก ความทุรนทุรายก็หมดไป กลับมีความสุขในการฟังเพลงอีกเพราะได้สนองตัณหา แต่ถ้าไม่สามารถหาเพลงฟังได้ จิตก็จะเร่าร้อนหงุดหงิดทุรนทุราย เกิดความไม่พอใจ เป็นทุกข์ขึ้นมาอีก
ความทุกข์ที่เกิดขึ้นในอนาคตอันเนื่องมาจากการที่จิตมีโลภะนั้นจะมากหรือน้อย ก็ขึ้นอยู่กับกำลังของกรรมที่ทำ เช่น การมีความสุขอยู่กับการตกปลา ย่อมส่งผลให้ลำบากกว่าการมีความสุขอยู่กับการฟังเพลง การเพลิดเพลินไปกับเสียงเพลง เป็นเพียงการประพฤติผิดทางใจเท่านั้น ไม่ได้แสดงออกทางกายให้ผู้อื่นเดือดร้อน แต่การตกปลาเป็นการประพฤติทั้งทางใจและทางกาย เป็นการเบียดเบียนสัตว์อื่นให้ได้รับความลำบาก จึงมีผลมากกว่า
ความทุกข์ในกาม
การเสพกาม นอกจากจะมีลักษณะที่เป็นสุขในปัจจุบันแล้ว ยังมีลักษณะที่เป็นทุกข์ในปัจจุบันอีกด้วย การเสพกามที่เป็นทุกข์ก็ได้แก่ การที่จิตมีโทสะ เช่น ขณะถูกด่า รู้สึกโกรธ ได้ชื่อว่าเสพกามฝ่ายอกุศล คือ จิตมีโทสะเป็นบาป ในปัจจุบันย่อมมีความทุกข์ใจ และยังจะส่งผลให้ลำบากหรือเป็นทุกข์ในอนาคตอีก เช่น วันดีคืนดีนึกถึงคนที่ด่าเรา ก็รู้สึกโกรธไม่พอใจอีก หรือเดินไปเจอหน้าคนที่ด่าเรา ก็รู้สึกโกรธขึ้นมาอีก กรรมที่เราทำในลักษณะนี้ ส่งผลให้ลำบากน้อย เพราะเป็นการประพฤติผิดทางใจ แต่ถ้าเราถูกด่า รู้สึกโกรธแล้วไปทำร้ายตอบ ก็จะเป็นกรรที่ส่งผลให้ลำบากมากกว่า เช่น อาจจะถูกทำร้าย หรือประสบอุบัติเหตุ ในอนาคตข้างหน้า
จะเห็นว่าการเสพกามนี้ มีทั้งฝ่ายที่เป็นบุญและบาป ฝ่ายที่เป็นบุญให้ความสุขทั้งในปัจจุบันและอนาคต ส่วนฝ่ายที่เป็นบาป มีทั้งที่ให้ความสุขในปัจจุบัน แต่เป็นทุกข์ในอนาคต และที่ให้ความทุกข์ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต
ผู้ที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในการเสพกาม ย่อมหาความสุขในชีวิตได้ยาก เพราะต้องอาศัยเหตุปัจจัยจากภายนอกมาทำให้เกิดความสุขขึ้น คือความสุขจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อได้รับสุขเวทนาเท่านั้น เช่นเมื่อได้เห็นภาพดี ๆ ได้ยินเสียงดี ๆ ได้รับรสอาหารดี ๆ จึงจะมีความสุขเกิดขึ้น ความสุขในกามนี้จัดเป็นความสุขระดับต่ำ ผู้ใฝ่หาความสุขในกาม ถ้าทำกรรมดีหรือทำบุญเสมอ ๆ เมื่อตายไป ก็จะไปเกิดในสุคติภูมิ ได้แก่ เป็นมนุษย์หรือเทวดา ถ้าทำกรรมชั่วหรือทำบาปเสมอ ๆ เมื่อตายไป ก็จะเกิดในทุคติภูมิ ได้แก่เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน สัตว์นก หรือเปรต
2. ความสุขในฌาน
คำว่า ฌาน หมายถึง อารมณ์ที่เกิดขึ้นในขณะที่จิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ เช่น อารมณ์สงบ ปีติสุข อารมณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นก็เฉพาะกับคนที่ฝึกสมาธิได้ผลแล้วเท่านั้น บุคคลใดก็ตามที่ทำจิตให้สงบ ตั้งมั่นเป็นสมาธิอยู่กับอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งได้ ละความฟุ้งซ่าน ละความกังวลในเรื่องต่าง ๆ ได้ ก็จะมีอารมณ์ฌานเกดขึ้นกับบุคคลนั้น ในตอนแรกอาจจะรู้สึกว่าจิตสงบ รู้ชัดในอารมณ์ที่กำหนด มีความสบายใจเกิดขึ้น ต่อมาอาจจะมีปีติคือความอิ่มใจเกิดขึ้น ต่อมาอาจจะมีสุขคือความรู้สึกเป็นสุขอย่างยิ่งเกิดขึ้น ต่อมาอาจจะมีจิตผ่องใส เป็นอิสระจากกิเลส อารมณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเป็นความสุขที่เกิดขึ้นในปัจจุบันสำหรับผู้ทำสมาธิ เรียกว่า ความสุขในฌาน อารมณ์ฌานนี้เป็นฝ่ายกุศล เป็นบุญ ส่งผลให้เกิดความสุขทั้งในปัจจุบันและอนาคต ผู้ที่ทำฌานให้เกิดขึ้นเสมอ ๆ ย่อมเป็นคนที่จิตใจมั่นคง อารมณ์ดีเยือกเย็น มีความสบายใจอยู่เสมอ
ผู้ที่ใช้ชีวิตสวนใหญ่อยู่กับสมาธิ อยู่กับฌาน ย่อมหาความสุขได้ง่าย เพราะความสุขในฌานเกิดขึ้นจากภายในไม่อาศัยเวทนาจากภายนอก คือไม่ว่าภายนอกจะมีความสุขเวทนาหรือทุกขเวทนาเกิดขึ้นก็ตาม ถ้าขณะนั้นเขาสามารถทำจิตให้สงบเป็นสมาธิได้ ความสุขในฌานก็จะเกิดขึ้นเสมอ ความสุขในกามกับความสุขในฌาน มีเหตุปัจจัยที่เกิดขึ้นแตกต่างกัน ผู้ที่ปรารถนาจะมีความสุขในฌาน จะต้องละความสุขในกามเสียก่อน แล้วทำสมาธิให้จิตสงบ ความสุขในฌานจึงจะเกิดขึ้น ความสุขในฌานนี้จะดีกว่า ประณีตกว่า เป็นสุขกว่า น่ายินดีกว่าความสุขในกาม นอกจากนี้ ถ้าผู้ใดทำสมาธิจนแก่กล้า ก็จะสามารถทำอิทธิปาฏิหาริย์ต่าง ๆ ได้ เช่น สามารถอ่านใจผู้อื่นได้ ระลึกชาติได้ หายตัวได้ เป็นต้น เมื่อตายไปก็จะมีโอกาสเกิดเป็นพรหมอยู่ในพรหมโลก
3. ความสุขในนิโรธ
คำว่า นิโรธ หมายถึง ความสละ หรือความปล่อยวางตัณหา ตัณหาคือความอยาก คืออยากได้อารมณ์ที่ดี เช่น อยากเห็นรูปสวย ๆ อยากได้กลิ่นหอม ๆ อยากฟังเสียงที่ไพเราะ ขณะใดที่เราทำสติสัมปชัญญะให้เกิดขึ้น ขณะนั้นนิโรธก็เกิดขึ้น ลักษณะของนิโรธก็คือ รู้ชัดในอารมณ์ตามความเป็นจริง เรียกว่าไม่มีโมหะ ไม่มีความยินดียินร้ายในอารมณ์นั้น เรียกว่าไม่มีโลภะ และโทสะ ขณะนั้นจิตย่อมบริสุทธิ์ ปราศจากกิเลส
การทำนิโรธให้เกิดขึ้น สามารถทำได้โดยการตั้งใจดูอารมณ์ รับรู้ในอารมณ์เฉย ๆ ทำใจเป็นกลาง ไม่เสพอารมณ์ เมื่อสุขเวทนาเกิดขึ้น ก็ให้รู้ในสุขเวทนานั้นเฉย ๆ ไม่ยินดีในสุขเวทนานั้น เมื่อทุกขเวทนาเกิดขึ้น ก็ให้รู้ในทุกขเวทนานั้นเฉย ๆ ไม่ยินร้ายในทุกขเวทนานั้น เช่น ขณะที่อากาศเย็นสบาย ก็ให้รู้ว่าอากาศเย็นเฉย ๆ ไม่ยินดีในความเย็นนั้น ขณะที่อากาศร้อนอบอ้าว ก็ให้รู้ว่าอากาศร้อนเฉย ๆ ไม่ยินร้ายในความร้อนให้เกิดความหงุดหงิดรำคาญใจขึ้นมา ขณะกินอาหารรสไม่ดี ก็ให้รู้ในรสเฉย ๆ ไม่ยินร้ายในรสชาติของอาหารให้เกิดความไม่อร่อยหรือความไม่พอใจขึ้นมา ขณะดูภาพยนตร์ก็ตั้งใจดูให้รู้ในเรื่องราวเฉย ๆ ไม่ใส่อารมณ์ ไม่เพลิดเพลินไปกับเรื่องราวในภาพยนตร์นั้น ถึงตอนที่พระเอกชนะผู้ร้าย ก็ให้รู้เฉย ๆ ไม่ให้ดีใจ ถึงตอนที่พระเอกแพ้ผู้ร้าย ก็ให้รู้เฉย ๆ ไม่ให้เสียใจ ไม่ให้รู้สึกโกรธขึ้นมา เรียกว่าไม่เข้าข้างฝ่ายไหน มีใจเป็นกลางดูเหตุการณ์ที่ปรากฏบนจอเฉย ๆ อย่างนี้ได้ชื่อว่า ไม่เสพกาม ได้ชื่อว่าทำสติสัมปชัญญะให้เกิดขึ้น ได้ชื่อว่าทำนิโรธให้เกิดขึ้น
ในขณะที่เราทำสมาธิ เมื่อมีอารมณ์ฌานเช่นมีปีติเกิดขึ้นก็ให้รู้ว่ามีปีติเกิดขึ้น ยังมีปีติอยู่ ไม่ยินดีในปีตินั้น เมื่อปีติเสื่อมไป ก็ให้รู้ว่าปีติเสื่อมไป ไม่เสียใจในความเสื่อมนั้น เมื่อมีสุขเกิดขึ้น ก็ให้รู้ว่ามีสุขเกิดขึ้น สุขปรากฏอยู่ ก็ให้รู้ว่าสุขปรากฏอยู่ ไม่ยินดีในสุขนั้น อย่างนี้ได้ชื่อว่าไม่เสพอารมณ์ฌาน ได้ชื่อว่าทำสติสัมปชัญญะให้เกิดขึ้น ได้ชื่อว่าทำนิโรธให้เกิดขึ้น
จะเห็นว่านิโรธก็คือการรู้ในอารมณ์แต่ไม่เสพอารมณ์นั่นเอง เมื่อมีกามก็ไม่เสพกาม เมื่อมีฌานก็ไม่เสพฌาน ได้แต่รับรู้เฉย ๆ นิโรธเป็นฝ่ายกุศล เป็นบุญ ส่งผลให้มีความสุขทั้งในปัจจุบันและอนาคต ความสุขที่เกิดขึ้นในปัจจุบันจะมีลักษณะเช่นเดียวกับฌาน เพราะในการปฏิบัติจิตต้องตั้งมั่นเป็นสมาธิเหมือนกัน แต่ให้ผลในอนาคตต่างกันคือ ผู้ที่ทำนิโรธให้เกิดขึ้นเสมอ ๆ ย่อมมีการสั่งสมปัญญา ทำให้กิเลสอ่อนกำลังลง และเมื่อปฏิบัติจนนิโรธมีกำลังแก่กล้า ก็จะสามารถเอาชนะตัณหา สามารถประหารกิเลส ทำให้บรรลุมรรคผลได้ในที่สุด
ผู้ที่ได้มรรคผลครั้งที่ 1 เรียกว่า พระโสดาบัน เมื่อตายไป จะเวียนว่ายตายเกิดในสุคติภูมิอีกไม่เกิน 7 ชาติก็จะได้เป็นพระอรหันต์
ผู้ที่ได้มรรคผลครั้งที่ 2 เรียกว่า พระสกิทาคามี เมื่อตายไป จะเกิดเป็นมนุษย์อีกเพียงชาติเดียว และจะได้เป็นพระอรหันต์ในชาตินั้น
ผู้ที่ได้มรรคผลครั้งที่ 3 เรียกว่า พระอนาคามี เมื่อตายไป จะเกิดเป็นพรหมและได้เป็นพระอรหันต์ในชาตินั้น
ผู้ที่ได้มรรคผลครั้งที่ 4 เรียกว่า พระอรหันต์ เป็นผู้ที่มีจิตบริสุทธิ์หมดจดจากกิเลส เมื่อตายไป ก็จะไม่เกิดอีกเรียกว่าเปลี่ยนสภาพจากการมีชีวิตที่ต้องเวียนว่ายตายเกิดไปเป็นสภาพที่ว่างเปล่า ไม่มีชีวิต ไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดอีก ที่เรียกว่า นิพพาน
นำมจาก http://www.geocities.com/RainForest/Jungle/2897/file6.html
พิมพ์หน้านี้
ชอบเรื่องนี้
อ่านความคิดเห็น (1)
แสดงความคิดเห็น
จร้าๆๆๆ
มากมายที่สุด

| อา. | จ. | อ. | พ. | พฤ. | ศ. | ส. |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | ||||
วันที่ 09 พฤษภาคม 2551 เวลา 14:35
โดย : pooh
อีเมล์ : kutong_potter@hotmail.com
เว็บไซต์ :
IP 125.26.193.xxx