04 กุมภาพันธ์ 2551อัปสรสวรรค์ที่งามหยาดเยิ้มชวนฝันอย่างอัศจรรย์นี้มีถิ่นสถิตอยู่ที่เพิงผาสูงชันของพระราชวัง “สีคิริยา” (Sigiriya) ที่ซุกซ่อนเรื่องราวอันขมขื่นของอดีตกษัตริย์ศรีลังกาพระองค์หนึ่งเอาไว้ บัดนี้เหลือเพียงร่องรอยภาพที่แหว่งวิ่นสึกกร่อน กับซากประวัติศาสตร์ที่ไม่อาจย้อนกลับไปแก้ไข กลายเป็นมรดกโลกชิ้นสำคัญที่ทิ้งหลักฐานบ่งบอกความสามารถอันเหลือเชื่อของมนุษย์ในการนิรมิตภูเขาหินทั้งลูกให้เป็นสรวงสวรรค์
ภาพเขียนสีบนปูนเปียก(Fresco) นี้ ซุกซ่อนอยู่สูงลิบ หลงเหลือให้เห็นอยู่ราว 10 ภาพจากร่องรอยเดิมที่เชื่อว่าน่าจะประดับประดาอยู่รายรอบภูเขานับร้อยนับพันภาพ เป็นงานศิลปะอันวิเศษสุดด้วยฝีมือช่างราชสำนักที่เมื่อได้เห็นก็ชวนตื่นตลึงด้วยความงามละเมียดของเส้นสายและความสดใสของสีที่ยังเจิดจรัสอย่างไม่น่าเชื่อว่าภาพเหล่านี้มีอายุกว่า 1,500 ปีแล้ว
“สีคิริยา” หรือ “ภูเขาสิงห์”เป็นพระราชวังบนภูเขาสูงชันถึง 80 องศา ตั้งตระหง่านอยู่โดดเดี่ยวบนที่ราบกว้างใหญ่ ซึ่งพระเจ้ากัสปะของศรีลังกา(ครองราชย์ ค.ศ.477-495) โปรดให้สร้างขึ้นเมื่อทรงย้ายราชธานีมาจากอนุราชปุระ ด้วยทรงเห็นว่าภูเขาหินสูงตระหง่านกว่า 200 เมตรแห่งนี้มีลักษณะดั่งป้อมปราการธรรมชาติ เป็นชัยภูมิที่เหมาะแก่การป้องกันภัยคุกคามจากอริราชศัตรูที่สุด
พระราชวังมีภูเขาหินเป็นศูนย์กลาง รายรอบด้วยอุทยานอันยิ่งใหญ่ตระการตา ทั้งอุทยานน้ำพุ อุทยานหิน อุทยานดอกไม้ลดหลั่นเป็นระดับชั้นลงมาจากยอดจนถึงที่ราบเชิงเขา ซึ่งวางผังไว้อย่างสวย งามเป็นระเบียบ มีระบบชลประทานที่สมบูรณ์แบบกินเนื้อที่หลายร้อยไร่ และภูเขาทั้งลูกถูกสลักให้เป็นรูปสิงโตหมอบ เจาะหน้าผาเป็นบันไดสูงชันสำหรับปีนป่ายขึ้นไปสร้างพระราชวังอยู่บนยอดเขาราวกับวิมานแห่งสมมุติเทพ ขณะที่เหล่านางสนมกำนัลหลายร้อยนางกระจายกันอยู่รายรอบอุทยาน สรงสนานอยู่ตามสระน้ำและเที่ยวเล่นในสวนดอกไม้เพื่อบำรุงบำเรอกษัตริย์ผู้โปรดการเสวยโลกียสุขเพื่อให้ลืมความรู้สึกผิดบาปในพระทัยที่ได้กระทำอนันตริยกรรมด้วยการปิตุฆาตพระราชบิดา
เจ้าชายกัสสะปะ แย่งราชสมบัติจาก เจ้าชายโมคคัลลานะ พระอนุชาซึ่งประสูติแต่อัครมเหสีขณะที่พระองค์ทรงเป็นพระโอรสของ พระเจ้าธาตุเสนะ ที่ประสูติจากหญิงสามัญชน ทรงกระทำปิตุฆาตด้วยการจับพระราชบิดาขังคุกแล้วโบกปูนปิดฝังทั้งเป็น จากนั้นก็ปราบดาภิเษกพระองค์ขึ้นเป็นกษัตริย์พร้อมกับย้ายราชธานีหนีมา ขณะที่เจ้าชายโมคคัลลานะทรงลี้ภัยไปอยู่ที่อินเดีย
ทั้งอุทยานอันงามวิจิตรและภาพจิตรกรรมอันเพริศแพร้วที่ตกแต่งพระราชวังแห่งนี้ ล้วนสร้างขึ้นเพื่อความเพลิดเพลินเจริญใจและประกาศความยิ่งใหญ่เกรียงไกรในบุญญาบารมีของพระมหากษัตริย์ กระนั้นก็ไม่มีผู้ใดหยั่งรู้ว่าตลอดระยะเวลา 18 ปีที่ทรงครองราชย์สถิตอยู่เหนือผู้คนบนยอดสีคิริยานั้น พระเจ้ากัสสะปะได้เสวยสุขอย่างแท้จริงหรือไม่?
และในที่สุด แม้ชัยภูมิของราชธานีจะเป็นดั่งป้อมปราการอันแข็งแกร่ง ก็มิอาจทานไพร่พลกองกำลังอันเกรียงไกรของพระอนุชาที่ยกทัพมาชิงบัลลังก์คืนได้
พระเจ้ากัสสะปะทรงลอบเสด็จลงมาจากเขาเพื่อประทับช้างพระที่นั่งหลบหนี แต่ก็ไม่สำเร็จ เมื่อหมดหนทางสู้ จึงใช้พระขรรค์ปลงพระชนม์พระองค์เอง
ทิ้งให้สีคิริยากลายเป็นอนุสรณ์สถานแห่งบาป และปล่อยให้เหล่านางสวรรค์กำนัลในโดดเดี่ยวอ้างว้างอยู่กับความเย็นเยียบของหินผามานับแต่นั้น
|
||||||||||||
|
ที่มา : http://www.matichon.co.th
พิมพ์หน้านี้
ชอบเรื่องนี้
อ่านความคิดเห็น (0)
แสดงความคิดเห็น

| อา. | จ. | อ. | พ. | พฤ. | ศ. | ส. |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 |
| 31 | ||||||