|
“เออร์ลี่รีไทร์” หรือโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด
ทันทีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) รัฐบาล “ขิงแก่” มีมติเปิดไฟเขียวให้ดำเนินโครงการฯ ต่อรุ่นที่ 6 ในปีงบประมาณ 2552 หลังโครงการฯเกิดสภาวะหยุดชะงักไปตั้งแต่จบรุ่นที่ 5 ในปีงบประมาณ 2548 ดู เหมือนจะเป็นความหวังครั้งใหม่ของข้าราชการบางส่วนทั่วประเทศ ที่มองเส้นทางการเริ่มต้นกับสิ่งใหม่ๆ ในชีวิตขณะที่ยังพอมีไฟอยู่ พร้อมกับเงินก้นถุงจำนวนหนึ่งในกระเป๋าเพื่อใช้ทำทุน หรือเก็บออมไว้ใช้ จ่ายในช่วงเวลาชีวิตที่เหลืออยู่ด้วย
ข้าราชการในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะแม่พิมพ์จำนวนมากถึงแสนสองหมื่นคน ที่มองโครงการนี้เป็นเหมือนโอกาส และขอติดขบวนต่อคิวทิ้งชอล์กตบเท้าเข้าร่วมโครงการแบบไม่ต้องคิดหน้าคิดหลัง
แต่ความหวังของบรรดาแม่พิมพ์เหล่านี้ดูเหมือนจะไม่สวยหรูอย่างที่คาดคิด เมื่อเจ้ากระทรวงศึกษาธิการอย่าง ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน ออกมาประกาศชัดว่า จะขอศึกษาข้อมูลจากองค์กรหลักของ ศธ.ทั้ง 5 แท่งให้ รอบคอบก่อนตัดสินใจว่าจะให้บรรดาแม่พิมพ์ทั้งหลาย เข้าร่วมโครงการเออร์ลี่รีไทร์ครั้งนี้ได้หรือไม่ เพราะ 5 รุ่นที่ผ่านมาส่งผลกระทบต่อภาระงานการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนต่างๆอย่างมาก โรงเรียนต้องประสบปัญญาขาดแคลนครู ถือเป็นการเสียเงินแล้วยังสร้างปัญหาอีก
จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) หน่วยงานที่มีข้าราชการครูในสังกัดมากที่สุดในประเทศ และมีภารกิจหน้าที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานทั้งระดับประถมศึกษา และมัธยมฯ พบว่านับตั้งแต่มีการดำเนิน โครงการเออร์ลี่รีไทร์รุ่นที่ 1 ในปีงบประมาณ 2543 สมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี จนถึงรุ่นที่ 5 ปีงบประมาณ 2548 สมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี มีข้าราชการครูเข้าร่วมโครงการฯ มากถึง 56,180 คน
โดยรุ่นที่ 1 จำนวน 12,239 คน ได้ อัตราคืน 2,118 คน รุ่นที่ 2 ปีงบประมาณ 2544 จำนวน 9,449 คน ได้อัตราคืน 1,659 คน รุ่นที่ 3 ปีงบประมาณ 2545 จำนวน 13,077 คน ได้อัตราคืน 2,330 คน รุ่นที่ 4 ปีงบ-ประมาณ 2547 จำนวน 21,437 คน ได้อัตราคืน 10,707 คน และรุ่นที่ 5 จำนวน 1,327 คน รวมทั้ง 5 รุ่น ได้อัตราคืน 16,815 คน
ขณะที่ช่วงเวลาเดียวกัน ก็ยังมีครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เกษียณอายุราชการปกติตั้งแต่ปีงบประมาณ 2543 ซึ่งเป็นปีแรกที่เริ่มโครงการเออร์ลี่รีไทร์ จนถึงปีงบประมาณ 2549 รวมทั้งสิ้น 18,604 คน แต่ได้รับอัตราคืนเพียงแค่ 4,022 คน
เหลือเชื่อแต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องจริงกับข้าราชการครูที่ออกไปจากระบบจำนวน 74,784 คน แต่อัตราที่ได้รับคืนมีแค่เพียง 20,836 คน
53,948 คน คือจำนวนของอัตรากำลังที่หดหายหรือถูกหั่นไปโดยปริยาย และนั่นคงเป็นคำตอบที่ชัดเจนถึงอัตราเกษียณทั้งตามวาระ และตามโครงการเออร์ลี่รีไทร์ ที่ส่งผลกระทบต่อการจัดการเรียนการสอนให้มีคุณภาพ
ยิ่งมองข้อมูลสถิติจำนวนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาแยกตามช่วงชั้นอายุแล้วยิ่งน่าตกใจ เพราะพบว่า ช่วงชั้นอายุระหว่าง 25-30 ปี มีผู้ได้รับการบรรจุเพียง 5,526 คน อายุ 31-35 ปี 20,440 คน อายุ 36-40 ปี 33,857 คน อายุ 41-45 ปี 79,686 คน อายุ 46-50 ปี 136,308 คน อายุ 51-55 ปี 88,079 คน และมากกว่า 55 ปี 41,630 คน
เพราะนั่นเท่ากับสะท้อนให้เห็นว่า นับวัน ครูและบุคลากรทางการศึกษาจะหายออกจากระบบไปมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ ได้รับอัตรากลับมาทดแทนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ต่อไปอีก 10-15 ปี ซึ่งเป็นช่วงอายุที่มีครูบุคลากรทางการศึกษามากที่สุดต้องก้าวออกจากระบบราชการด้วยการเกษียณราชการปกติ หรือเข้าร่วมโครงการเออร์ลี่รีไทร์ไป ในอนาคต คงหนีไม่พ้นที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤติการศึกษาชาติอย่างแน่นอน
ทีมการศึกษา เข้าใจความจำเป็น หรือบางคนอาจต้องใช้คำว่าจำใจด้วยซ้ำไป กับบุคลากรทางการศึกษา โดยเฉพาะแม่พิมพ์ที่ตัดสินใจอยากเข้าร่วมโครงการเออร์ลี่รีไทร์ในครั้งนี้มาก
เราคงไม่โทษครู และบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งเลือกที่จะอยู่ต่อหรือก้าวเดินออกไปจากระบบราชการ
ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของวิกฤติการศึกษาชาติ เพราะสาเหตุหลักที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ระบบ และภาระอันหนักอึ้งที่ต้องเพิ่มมากขึ้น จากการขาดแคลนบุคลากร ก่อให้เกิดความเบื่อหน่าย และเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการทำงาน ยิ่งในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมา ซึ่งแต่ละโรงเรียนขาดแคลนครูผู้สอนอย่างหนัก
ในทางกลับกัน ครูและบุคลากรทางการศึกษาอีกจำนวนไม่น้อยต้องอยู่ในระบบต่อไป และไม่ต้องการให้เพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษาเข้าร่วมโครงการ เพราะนั่นย่อมหมายถึงภาระงานจะยิ่งหนักเป็นทวีคูณโดยปริยาย
แต่เราอยากสะกิดแม่พิมพ์ ของชาติให้คิดอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ เพราะเราไม่อยากเห็นภาพเยาวชนซึ่งเป็นอนาคตของชาติที่โดยสารอยู่เต็มลำเรือจ้าง ต้องล่มลงกลางน้ำลึก กลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่ซ้ำเติมวิกฤติการศึกษาชาติ
ที่แน่ๆ คือ เราอยากให้หน่วยงานที่ต้องร่วมรับผิดชอบกับงานการศึกษาชาติ ทั้ง คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) สำนักงบประมาณ ซึ่งที่ผ่านมาต่างตั้งหน้าตั้งตาตัดอัตราของครูและบุคลากรทางการศึกษา เลิกคิดอะไรแบบลูบหน้าปะจมูกโดยไม่คิดถึงผลเสียที่จะเกิดตามมา
หยุด...ทำลายอนาคตชาติ เพียง เพราะต้องการสร้างผลงาน “ประหยัดงบประมาณ” แบบง่ายๆ กันเสียทีเถอะ!!!
|
วันที่ 07 พฤศจิกายน 2550 เวลา 22:24
โดย : benkungzu
อีเมล์ :
เว็บไซต์ :
IP 203.113.44.xxx