10 สิ่งที่ไม่ควรกราบไหว้ในประเทศไทย

ลบ แก้ไข

อันดับ 1: น้ำท่อส้วม



4 มกราคม 2550 ชาวบ้าน อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ และหมู่บ้านใกล้เคียง

มาดูสิ่งประหลาดในรั้วของบ้านหลังหนึ่งที่มีน้ำผุดขึ้นจากดินไหลนองไป ทั่วบริเวณ โดย

ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ได้ใช้น้ำดังกล่าวไปรักษาโรคภัยไข้เจ็บ และเป็นสิริมงคล

เจ้าของพื้นที่ที่น้ำผุด กล่าวว่า เห็นสนามหน้าบ้านผิดสังเกตตั้งแต่ในช่วงเช้า เมื่อตรวจ

สอบพบว่ามีน้ำซึมออกมาจากดิน เมื่อลองเอานิ้วเขี่ยดู น้ำยิ่งออกมากขึ้น คืนก่อน ตนได้

ฝันเห็นยายซึ่งเสียชีวิตไปแล้วมาเข้าฝัน บอกว่าไม่สบายอยากได้ยาพาราเซตามอล เมื่อ

ตนเดินไปหยิบยามาให้ ยายก็หายไปแล้ว ตอนเช้าน้ำก็ผุดขึ้นมา ทำให้นึกถึงฝันและเชื่อ

ว่าเป็นยารักษาโรค จึงได้เอาธูปเทียนดอกไม้มาบูชา และขอน้ำไปเก็บไว้เพราะเชื่อว่า

รักษาโรคได้ รอตักน้ำตั้งแต่ตอนเช้ากว่าจะได้ตักน้ำก็เกือบเที่ยง โดยนำธูปเทียน-เงิน

ถวายจำนวน 20 บาท วางใส่ในถาดดอกไม้ คงเป็นบุญของชาวบ้านที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์เห็นใจ

ชาวบ้านที่อยู่ในสภาวะข้าวยาก หมากแพง จึงประทานน้ำศักดิ์สิทธิ์ให้รักษาโรคคนยาก

คนจน ชาวบ้านต่างขอตักน้ำศักดิ์สิทธิ์ไปบ้าน ขณะที่น้ำใต้ดินก็ผุดขึ้นมาตลอดเวลา ชาว

บ้านที่นั่งรอน้ำผุดขึ้นมามีทั้งน้ำและฟองอากาศ เมื่อชาวบ้านร้องขอให้แสดงปาฏิหาริย์ให้

ผุดฟองอากาศ บ่อน้ำขนาดเล็กก็สำแดงให้เห็นทันที



เหตุผลที่ไม่ควรกราบไหว้..

เมื่อ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจากโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช ได้เดินทางมาที่เกิดเหตุ

เพื่อเก็บตัวอย่างน้ำขณะที่จะเข้าไปตักน้ำ ปรากฏว่าน้ำที่ไหลออกมาอย่างรุนแรงหยุดทันที

และยุบตัวจนพื้นดินแห้ง ซึ่งหลังจากนั้นประมาณ 20 นาที น้ำก็ผุดขึ้นมาอีก ทำให้ชาว

บ้านเชื่อว่าแพทย์ที่ไปเก็บตัวอย่างน้ำสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่พอใจ เมื่อไหลออกมาอีก นายสุรินทร์

นิภาโยธิน กำนันตำบลแม่จั๊วะ นำลูกบ้านขุดหาที่มาของน้ำศักดิ์สิทธิ์ดังกล่าว พบท่อเก่า

เป็นท่อพีวีซีขนาด 6 หุน มีน้ำไหลออกมา เมื่อขุดตรวจสอบไปอีก พบว่าเป็นท่อจากส้วม

เก่าบ้านติดกันห่างจากจุดเกิดเหตุเพียง 4 เมตรเท่านั้น ซึ่งกำลังสร้างส้วม และการเปลี่ยน

ปั๊มน้ำเพื่อสูบน้ำเข้าไปในส้วม เมื่อชาวบ้านทราบว่าน้ำดังกล่าวมาจากท่อในส้วมเก่า

หลายคนที่ดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์เข้าไปแล้วถึงกับอาเจียนออกมาทันที



อันดับ 2: แผ่นเจลลดไข้



11 พฤษภาคม 2549 เกิดพายุฝนตกฟ้าคะนองอย่างรุนแรงที่อำเภอลานสัก จังหวัด

อุทัยธานี ปรากฎวัตถุเรืองแสงคล้ายผีพุ่งไต้หล่นลงมาจากฟากฟ้า เมื่อพายุสงบบ้าน

หลังหนึ่งได้พบสิ่งมีชีวิตประหลาดมีคล้าย ตัวหนอนเป็นปล้อง สีขาวเป็นวุ้น ข้างในลำตัว

มีลักษณะสีขาวขุ่น คล้ายเป็นแกนน้ำแข็ง มีจุดเล็ก ๆ 2 จุดคล้ายตาและมีติ่งยื่นออกมา

คล้ายใบหู มีขนาดเท่าฝ่ามือ พอจับจะหดตัว ใส่ในขวดโหลตัวจะพองใหญ่ขึ้น เจ้าของ

บ้านหลังจึงนำธูป หมากพลูและดอกไม้มาบูชา เชื่อว่าหาก ครอบครอง 7 วัน จะทำให้

เจริญรุ่งเรือง สามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ ยิ่งไปกว่านั้นยังนำเอาเนื้อเยื่อที่หลุดลุ่ยไป

คลุกเคล้ากับข้าวกินกันในครอบครัวอีกด้วย มีประชาชนเดินทางไปดูเป็นจำนวนมาก

ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ฟ้าประทานมาให้ ก่อนจุดธูปเทียนขอเลขเด็ดไปเเทงหวย

จากจำนวนปล่องที่นับได้จากตัวหนอน



เหตุผลที่ไม่ควรกราบไหว้...

จาก ข้อมูลที่ได้มาตามสื่อต่างๆ แท้จริงแล้วหนอนที่ตกมาจากฟ้านั้นนั้นเป็นเพียงเจลลด


ไข้ที่อมน้ำไว้ ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์ นักวิทยาศาสตร์จากศูนย์พันธุวิศวกรรมฯ จึงได้


ทดสอบนำหนอนประหลาด มาเปรียบเทียบกับแผ่นเจลลดไข้ที่แช่น้ำไว้ พบว่าวัตถุทั้ง 2


ชิ้น มีลักษณะเหมือนกันทุกประการ และหลังจากข่าวได้เผยแพร่ออกไปแผ่นเจลลดไข้ถึง


กับขาดตลาด เนื่องจากผู้คนไปซื้อมาเล่น มีการนำเอาเอาแผ่นเจลมาย้อมสีและตกแต่ง


ประดับไปด้วยวัสดุต่างๆ อย่างสนุกสนาน



อันดับ 3: เสาอาคาร



มีคนงานสาวชาวพม่าตกลงไปในแบบหล่อเสา ขนาดใหญ่ เพื่อนคนงานไม่รู้เลย เทปูน


ซีเมนต์ ฝังร่างเหยื่อทั้งเป็น รู้อีกครั้งก็ตอนแกะแบบเหล็กออกแล้ว จึงเห็นเป็นรูปตัวคน


ในเสา วิศวกรคุมงานสั่งให้คนงานช่วยกันกะเทาะคอนกรีตเพื่อนำศพออกมา เนื่องจาก


คอนกรีต หล่อเสาดังกล่าวมีความแข็งมาก จึงนำศพออกมาได้เพียงบางส่วน จากนั้น


วิศวกรจึงสั่งให้อัดซีเมนต์เข้าไปในรอยกะเทาะดังเดิมและฉาบปูนปิดทับ แต่ก็ยังเป็นรอย


ที่เสาสองรอย บริเวณตรงกลางเสา ร่องรอยการฉาบปูนซีเมนต์ขนาดใหญ่ปิดทับอยู่ 2


จุด ลักษณะคล้ายถูกเจาะเนื้อปูนเดิมออกแล้วมีการฉาบปูนใหม่ปิดทับ ผิดกับเสาต้นอื่นที่


จะมีลักษณะของเนื้อปูนที่ราบเรียบสม่ำเสมอเป็นเนื้อ เดียวกัน โดยบริเวณรอยฉาบปูนมี


คราบแป้งคล้ายมีคนมาถูหาตัวเลข และมีแผ่นทองคำเปลวมาติดที่ต้นเสา นอกจากนี้ยังมี


ผู้นำสายสร้อยลูกปัดมาแขวนไว้คล้ายเป็นเครื่องเซ่นไหว้ สักการะ

เหตุผลที่ไม่ควรกราบไหว้...


รายการเรื่องจริงผ่านจอได้ติดต่อไปทางวิศวกรผู้สร้างอาคารดังกล่าว ได้คำอธิบายว่า


โครงสร้างของเสาที่อาคารหลังนั้นเป็นโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก เป็นเสาขนาดเส้น



ผ่าศูนย์กลางขนาด 60 เซนติเมตร ภายในเสาจะเสริมด้วยเหล็กเสริมขนาด 28


มิลลิเมตรมัดรวมกัน จำนวน 60 เส้น รอยปูนนั้นเกิดจากการไหลเวียนของ วงน้ำปูนขณะ


เทคอนกรีด บางช่วงน้ำปูนไหลไม่สะดวกซึ่งเกิดจาการติดเหล็กเส้นจำนวนมากทำให้เกิด


รอยดัง กล่าว และในขณะทำการหล่อเสานั้นจะมีการตรวจสอบที่ละเอียดอย่างต่อเนื่อง


ก่อนการเทคอนกรีต ขณะเทคอนกรีต และหลังการเทคอนกรีต ถ้ามีสิ่งแปลกปลอมใดๆ


เช่นเศษลวดหรือเศษไม้ทางผู้ตรวจสอบจะไม่อนุมัติให้เทปูน จึงยากที่จะมีวัสดุแปลก


ปลอมหลุดเข้าไปได้ นอกจากนี้แล้ว จำนวนเหล็กเสริมที่ผูกเรียงกันข้างในนั้นทำให้มี


พื้นที่ภายในเสาเพียง 35 เซนติเมตร ซึ่งแคบกว่าคนจะเข้าไปได้ นอกจากนี้ อาจารย์


ภาควิศวกรรมโยธาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้นำเอา เครื่อง Ultra Sonic ไปตรวจ


สอบ และไม่พบว่ามีสิ่งแปลกปลอมใดๆ อยู่ในเสาต้นนั้นอย่างที่ข่าวลือกล่าวไว้เลย



อันดับ 4: จิ้งจก



8 พฤษภาคมที่ผ่านมาซึ่งตรงกับวันวิสาขบูชา ที่บ้านหลังหนึ่งใน อำเภอเสนา จังหวัด

พระนครศรีอยุธยา เจ้าของบ้านตื่นขึ้นมากลางดึกและพบจิ้งจกสีแดงตัวหนึ่งเกาะอยู่ในมุ้ง

ตอนแรกเจ้าของบ้านก็ไม่ได้สนใจอะไร จนกระทั่งเช้าจิ้งจกสีแดงก็ยังเกาะอยู่ที่เดิม จึง

อธิษฐานจิตบอกจิ้งจกตัวนั้นว่า "อยากอยู่ด้วยกันก็ได้" พร้อมทั้งยกมือไหว้แล้วเอื้อมมือไป

จับจิ้งจกได้อย่างง่ายดาย โดยมันไม่ได้คลานหลบหนีไปไหน และได้ไปนำเอาตู้ปลามาใส่

เลี้ยงไว้ พร้อมตั้งชื่อเจ้าจิ้งจกสีแดงว่า "ถุงเงินถุงทอง" จิ้งจกตัวดังกล่าวมีสีแดงทั้งตัว

ขนาดความยาวประมาณ 10 เซนติเมตร นิ้วเท้าทั้ง 4 ข้าง ยังแปลกประหลาดกว่าจิ้งจก

ทั่วไป ปกติจะมีนิ้วข้างละ 4 นิ้ว แต่จิ้งจกสีแดงมีนิ้วข้างละ 5 นิ้ว เจ้าของบ้านจับใส่ไว้ใน

ตู้ปลามีมุ้งลวดปิดคลุมไว้ ด้านนอกตู้ ได้มีชาวบ้านนำแผ่นทองคำเปลวมาปิดไว้ บางราย

นำผ้าแพร 3 สี และพวงมาลัยมาผูกไว้ที่หน้าตู้ ประชาชนที่เดินทางไปดูจิ้งจกสีแดงต่าง

แสดง ความตื่นเต้นประหลาดใจ บางคนก็พูดว่าเป็นมันเป็นจิ้งจก นปช.

เหตุผลที่ไม่ควรกราบไหว้...

นาย อรรถกร สุขทวี ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์ปีกและสัตว์เลื้อยคลาน สวนสัตว์ดุสิต กล่าวว่า

ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าจิ้งจกดังกล่าวเป็นสายพันธุ์อะไรเนื่องจากยังไม่ เห็นตัวจริง แต่

เบื้องต้นจากลักษณะที่บอก คาดว่าอาจเป็นจิ้งจกสายพันธุ์ต่างประเทศที่มีผู้นำเข้ามา

เลี้ยง แต่ยังไม่สามารถระบุชื่อพันธุ์ได้ชัดๆ เพราะไม่มีในเมืองไทย ปัจจุบันมีผู้นิยมนำ

สัตว์เลื้อยคลานจากต่างประเทศเข้ามาเลี้ยงเป็นจำนวนมาก ผู้ชื่นชอบสัตว์เลื้อยคลาน

จากเว็บ siamreptile เชื่อว่าเป็นจิ้งจกบ้านหางอ้วนตัวเมียที่ตกถังสีมา และยังกล่าวไว้ว่า

จิ้งจกดังกล่าวนั้นมี 5 นิ้วอยู่แล้วไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดแต่อย่างใด



อันดับ 5: ต้นบุก



24 เมษายน 2550 ชาวบ้านเมืองพิจิตร ต่างมาชุมนุมกัน หลังทราบข่าวว่าที่บ้านหลัง

ดังกล่าวมีต้นไม้ประหลาดผุดขึ้นมาจากพื้นดิน มีลักษณะคล้ายพานพุ่มที่จัดวางบนโต๊ะหมู่

บูชา ต้นไม้ดังกล่าวสูงประมาณ 25 เซนติเมตร เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 20 ซม

หากมองจากทางด้านข้างจะเห็นคล้ายพานพุ่ม แต่ถ้ามองจากด้านบนจะคล้ายใบโพธิ์

เรียงล้อมรอบ ชาวบ้านที่ เดินทางมาดูต้นไม้ประหลาดดังกล่าวต่างพากันจุดธูปเทียน

กราบไหว้ พร้อมทั้งบนบานขอให้มีโชคลาภ เพราะลือกันว่าในงวดที่ผ่านมามีผู้ถูกรางวัล

เลขท้ายสองตัวจากจำนวนก้านธูป ที่คนนำมากราบไหว้




เหตุผลที่ไม่ควรกราบไหว้...

มัน คือต้นบุก อยู่ในวงศ์เดียวกับต้นบอน (Araceae) เป็นไม้ล้มลุก ลำต้นอวบ ไม่มีแก่น

สูง 3-6 ฟุต มีดอกสีม่วงเหมือนดอกหน้าวัว เป็นพืชท้องถิ่นของ ประเทศญี่ปุ่น จีน ไทย

ฟิลิปปินส์ และอินโดจีน ในประเทศไทย คนไทยใช้เป็น อาหารกันมาช้านานแล้ว โดยใช้

ต้นใบ และหัวบุกมาทำขนม เช่น ขนมบุก แกงบวชมันบุก แกงอีสาน (แกงลาว) ซึ่ง

การนำบุกมาทำอาหารจะแตกต่าง กันในแต่ละภาค นอกจากประโยชน์ดังกล่าวแล้ว บุกใช้

เป็นไม้ประดับที่สวยงามโดย นักจัดสวนนิยมนำมาประดับตามใต้ร่มเงาของไม้ยืนต้นที่มี

ป่าโปร่ง หรือจะนำมาใส่กระถางเป็นไม้ประดับ



อันดับ 6:ปลาจระเข้



27 กุมภาพันธ์ปีที่แล้ว ปทุมธานีพบกับปลาประหลาดที่ลำตัวมีเกล็ดสีดำเทาเงาคล้าย

เกล็ดงูเห่า มีลิ้น 2 แฉก ลักษณะแฉกมนคล้ายรูปหัวใจ และมีกลิ่นคาวปลา เหม็นแรงกว่า

ปลาชนิดอื่นๆ มีความแปลกเหมือนมีลักษณะของอวัยวะในส่วนต่างๆ ของปลา งู จระเข้

รวมกัน เจ้าของปลาดังกล่าว เล่าว่าตนฝันแปลกๆ ฝันเห็นว่ามีผู้หญิงแก่เดินเข้ามาหาและ

จับมือตนไว้ จากนั้นเข้ามากอด เมื่อหญิงแก่คนนั้นกอดตนแล้วสภาพร่างกายของหญิงแก่

ก็กลายสภาพเน่าเฟะเหม็น เหมือนศพ จากนั้นตนสะดุ้งตื่น ตอนเช้ามาจึงใส่บาตรทำบุญ

และจุดธูปไหว้ขอขมา ชาวบ้านที่เข้ามาดูต่างพากันมาลูบที่ตัวปลา มีบางคนมาขอเกล็ด

ไปไว้บูชาที่บ้านบ้าง จุดธูปไหว้บ้าง วันนั้นทั้งวันตนไม่เป็นอันขายของ เพราะต้องเดิน

เข้าออกไปมาหยิบปลาประหลาดให้ชาวบ้านที่แห่มาขอดู

เหตุผลที่ไม่ควรกราบไหว้...

ดร. สมหญิง เปี่ยมสมบูรณ์ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า จากการตรวจสอบในเบื้องต้นทราบ

ว่า ปลาที่พบคือ ปลาจระเข้ หรือปลาอัลลิเกเตอร์ การ์ อาศัยอยู่มากในแถบรัฐฟลอริดา

ประเทศสหรัฐอเมริกา สำหรับปลาชนิดนี้เป็นปลาที่กินเนื้อเป็นอาหาร โดยส่วนมากถูกนำ

เข้ามาในประเทศไทย เพื่อเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม และเลี้ยงไว้ในบ่อตกปลา ปลาในข่าว

อาจจะมีผู้นำมาเลี้ยงเมื่อเกิดเบื่อก็นำมาปล่อยทิ้ง หรืออาจจะหลุดออกมาในช่วงน้ำท่วม

ซึ่งในปีพ.ศ.2545 ทางกรมประมงประกาศห้ามนำเข้าปลาจระเข้ เนื่องจากเป็นปลากิน

เนื้อ อาจทำลายระบบนิเวศของแหล่งน้ำ ด้วยการกินปลาพื้นเมืองที่มีขนาดเล็กกว่า จน

ทำให้ระบบนิเวศเกิดความเสียหายหรือปลาอาจสูญพันธุ์ได้


อันดับ 7: เห็ดเขาเหม็น



22 พฤษภาคมมีชาวบ้านล่ำลือกันว่าพบเห็ดประหลาดโผล่ขึ้นมามีลักษณะคล้ายกับ

หนวดปลาหมึก สูงประมาณ 7-8 นิ้ว โผล่ชูหนวดขึ้นมาประมาณ 8-9 หนวด แถมยังมีน้ำ

คล้ายน้ำเมือก เจ้าของเห็ดกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ตนก็ได้ ฝันเห็นงูสีปีกแมงทับเขียวมรกต

ขนาดใหญ่ 3 ตัว ในฝันนั้นบอกว่างูทั้ง 3 ตัวเป็นผัวเมียและลูกได้มาเกี้ยวพันกันอยู่ในขื่อ

ภายในบ้านของตนแต่ก็ไม่ได้ ฝันอะไรต่อไปอีก เพื่อความสบายใจของเพื่อนบ้านในและ

ผู้ที่พบเห็น ตนจึงได้นำดอกไม้ธูปเทียนมาบูชาเพื่อให้สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเหตุที่ดีแก่

ครอบครัวและชุมชน

เหตุผลที่ไม่ควรกราบไหว้...

เช่น เดียวกับเห็ดมือผีที่โด่งดังเมื่อหลายปีก่อน เห็ดชนิดนี้อยู่ในกลุ่มของเห็ดเขาเหม็น

(Stink Horn) เห็ด กลุ่มนี้มีลักษณะพิเศษคือ จะส่งกลิ่นเหม็นเมื่อดอกเห็ดแก่เพื่อดึงดูด

แมลงให้มาตอม ซึ่งจะทำให้สปอร์ติดตัวไปกับแมลงเพื่อกระจายพันธุ์ยังที่อื่นได้ เป็นเห็ด

ที่มีลักษณะแตกต่างไปจากราทั่วไป คือ บางชนิดมีรูปร่างคล้ายการพนมมือไหว้ เช่น เห็ด

ในสกุล Pseudocolus หรือบางชนิดอาจมีลักษณะคล้ายเขาสัตว์


อันดับ 8:ควาย



23 กันยายน 2550 ชาวบ้าน ในจ.ศรีสะเกษจำนวนมากนำดอกไม้ธูปเทียนมากราบไหว้

ลูกควายประหลาดมีรูปร่างหน้าตาเหมือนคนสภาพนอนหงาย แขนขากางออกจากกัน

เหมือนกับคนนอนหลับ เจ้าของลูกควายประหลาด เปิดเผยว่า มีควายอยู่ทั้งหมด 9 ตัว

แม่ของลูกควายประหลาดนี้เป็นตัวที่ 5 ได้ตกลูกออกมาเมื่อ มีลักษณะเหมือนคนทุกอย่าง

ตั้งแต่ศีรษะ ปาก จมูกหู รวมทั้งขาทั้ง 4 ข้าง (เหมือนคนทุกอย่าง???) แต่ไม่มีอวัยวะ

ลักษณะของเพศผู้หรือเพศเมีย และลูกควายประหลาดได้เสียชีวิตทันที ตนกับ

สามีจึงได้นำซากควายประหลาดไปฝังดินไว้ในนา ชาวบ้านได้นำน้ำปะพรมบนซาก

ลูกควายประหลาด และเอาแป้งทาตามร่างของซากลูกควายเพื่อขอหวยตาม ความเชื่อ

ของตัวเองอย่าง คึกคัก นำเงินมาทำบุญใส่ในขันเงินและหยอดตู้ไม้ตามแต่ศรัทธา



เหตุผลที่ไม่ควรกราบไหว้...

หลวง ปู่เณรคำ ฉัตติโก ประธานสงฆ์วัดป่าขันติธรรมบ้านยาง ต.ยาง อ.กันทรารมย์

จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า อาตมาเห็นว่าการที่ชาวศรีสะเกษพากันแห่ไปกราบไหว้ซากลูกควาย

ประหลาดนี้ ถือว่าเป็นความเชื่อส่วนบุคคลที่สามารถจะทำได้ แต่ว่าตามหลักธรรมคำสอน

ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติไว้ว่า จะต้องให้พุทธศาสนิกชนไปกราบ

ไหว้ซากสัตว์แต่อย่างใด



อันดับ 9: ต้นหว้า



15 กุมภาพันธ์ ปีนี้ ที่ อำเภอชุมพวง จังหวัดนครราชสีมา ชาวบ้านจำนวนมากแห่ไปมุ่งดู


และกราบไหว้ต้นหว้าที่มีน้ำไหลออกมาอย่างขาดสาย เจ้าของที่ดินกล่าวว่า ตนเองกำลัง


จะตัดต้นไม้ต้นดังกล่าวเพื่อต้องการ ไถดินเพื่อนำนา แต่หลังจากทำงานมาตลอดทั้งวัน


จึงได้หยุดพักโดยได้นั่งหลบแดดอยู่ใต้ต้นไม้ ดังกล่าวซึ่งเป็นต้นหว้า แต่เมื่อนั่งไปได้


ระยะหนึ่งรู้สึกว่ามีหยดน้ำไหลออกมาจากต้นไม้ ดังกล่าวเป็นจำนวนมาก จึงเริ่มเดินตรวจ


สอบบริเวณต้นไม้จึงพบว่ามีหยดน้ำที่ไหลลงมาจากต้นไม้และไม่ ใช่หยดน้ำที่เกิดจาก


น้ำค้างอย่างแน่นอน และเมื่อข่าวแพร่สะพรัดออกไปชาวบ้านจำนวนมากต่างพากันมาดู


พร้อมกับน้ำภาชนะ มารองรับน้ำเพื่อนำกลับไปดื่มและอาบเพราะเชื่อว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์


อีกทั้งชาวบ้านบางส่วนยังเชื่ออีกว่าน้ำที่หยดลงมานั้นเป็นหยดน้ำตาของ ต้นไม้ที่เสียใจ


ว่าจะต้องถูกตัดทิ้งจึงได้ร้องไห้ออกมา อย่างไรก็ตามหลังจากนี้ไปตนเองคงจะไม่กล้าที่จะ


ตัดต้นไม้ต้นนี้ทิ้งอย่างแน่ นอนเนื่องจากชาวบ้านต่างมามุงดูและไม่ยอมให้ตนเองตัดทิ้ง


เหตุผลที่ไม่ควรกราบไหว้...

ต้นไม้ ดังกล่าวเป็นต้นหว้าที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติความสูงประมาณ 15 เมตร มีอายุ


ราว 20 ปี ซึ่งต้นว่าเป็นต้นไม้ที่รับประทานผลได้ ส่วนสาเหตุของเรื่องประหลาดที่มีน้ำ


หยดลงมานั้น จากการตรวจสอบพบว่าน้ำได้ไหลออกมาจากส่วนใบ ผ.ศ. ยงยุทธ์ จรรยา


รักษ์ กล่าวว่านี่เป็นปรากฎการณ์ที่เกิดจากปัจจัยต่างๆ ที่เหมาะสม เช่น ความชื้น ความ


กดอากาศ สภาวะแวดล้อม และ กระบวนการหาอาหารของต้นไม้ ซึ่งในบางครั้งที่อากาศมี


ความชื้นสัมพันธ์สูง น้ำจะระเหยเป็นไอสู่บรรยากาศได้น้อยลง ทำให้การคายน้ำลดลง แต่


แรงดันน้ำในต้นพืชยังสูงอยู่ จึงสามารถพบหยดน้ำที่บริเวณกลุ่มรูเปิดที่ผิวใบซึ่งเรียกว่า


ไฮดาโทด (hydathode) มักพบอยู่ใกล้ปลายใบหรือขอบใบตรงตำแหน่งของปลายท่อ


ลำเลียง การคายน้ำในลักษณะนี้เรียกว่า กัตเตชัน (guttation) ทำให้พืชสามารถดูดน้ำ


ทางรากเข้าไปใช้ได้ ไม่ได้เกิดจากความเศร้าเสียใจของต้นไม้แต่อย่างใด


อันดับ 10: ไข่



12 พฤษภาคมที่ผ่านมา ที่ อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา มีชาวประมงพบไข่

ขนาดใหญ่ขนาดเท่าลูกมะพร้าว ซึ่งเจ้าของไข่เปิดเผยว่า ขณะที่เขาตระเตรียม

อวนตาข่ายเพื่อหาปลา ได้สังเกตเห็นวัตถุสีขาวลักษณะกลมรีคล้ายไข่ไก่ แต่มี

ขนาดใหญ่ผิดปกติ ตั้งอยู่บนพื้นในพงหญ้า จึงเดินเข้าไปดูใกล้ๆ พบว่าลักษณะ

ภายนอกเปลือกแข็งเหมือนไข่ทั่วไป มีสีขาวครีม ส่งกลิ่นคาว ซึ่งชาวบ้านบางคน

คาดว่าสัตว์ที่เป็นเจ้าของคงจะตัวใหญ่มาก และบริเวณที่พบมีน้ำลึกมาก อาจมี

สัตว์น้ำขนาดใหญ่มาอาศัยอยู่ ขณะเดียวกันบริเวณนั้นอยู่ห่างจากทะเลประมาณ

700 เมตร ถือว่าไม่ไกลมากนักอาจมีสัตว์บางชนิดขึ้นมาจากทะเลแล้ววางไข่ก็

เป็นได้ จึงมีการจุดธูปกราบไหว้บูชาและใช้แป้งโรยไปที่ไข่

(หมายถึงไข่ใบที่เก็บมาจากทะเล) แล้วใช้มือลูบหวังให้เห็นเลขเด็ด
เหตุผลที่ไม่ควรกราบไหว้...

นาง ระวีวรรณ ยิ่งวรรณศิริ หัวหน้าปศุสัตว์ จ.พังงา เปิดเผยว่า ไข่ที่พบน่าจะเป็นไข่

ของนกกระจอกเทศ โดยที่จังหวัดพังงามีฟาร์มนกกระจอกเทศอยู่ 2-3 แห่ง ลูกจ้างของ

เจ้าของฟาร์มอาจจะขโมยมาจากที่อื่น แล้วนำมาทิ้งไว้ เพื่อจะนำไปปรุงรับประทาน เพราะ

ไข่นกกระจอกเทศนั้นมีราคาแพงมาก ใบละ 100 กว่าบาท แต่เพื่อมั่นใจว่าใช่หรือไม่ ใช่

ต้องนำไข่ไปพิสูจน์ในห้องแล็บ แต่คงเป็นไปไม่ได้ เพราะจากการสอบถามเจ้าของไข่แล้ว

ไม่ยอมให้นำไปพิสูจน์ และขณะนี้พบว่าไข่เริ่มมีกลิ่นเหม็นเน่าแล้ว



Credit : Thailandsusu  
 

loading...


โดย P'Hand Eduzones ดูบทความของฉันทั้งหมดที่นี่
วันที่ 4 ต.ค. 54 17:11 น.
เนื้อหานี้เปิดอ่านแล้ว 19,796 ครั้ง

แชร์หน้านี้

ความคิดเห็นทั้งหมด (เปิดดู 19,796 ครั้ง ตอบ 0 ครั้ง)

แสดงความคิดเห็นของท่านที่นี่


เรื่องที่เกี่ยวข้อง