แจกฟรี+หนังสือ TOEFL[เฉพาะกทม] <--คลิกที่นี่ | ดาวน์โหลดคะแนนสูง-ต่ำ แอดฯ55 | รวมประกาศผลแอดฯ 55 | มหาวิทยาลัยยอดนิยม
EZ Contributors
ธรรมะสำหรับผู้ครองเรือน
ธรรมะสำหรับผู้ครองเรือน
โดย พระมหาสุรศักดิ์ สุรเมธี
นักศึกษาสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
........................................................

พระธรรมโกศาจารย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย กล่าวว่า “เป้าหมายแห่งการแต่งงานอยู่ที่การสร้างครอบครัวที่มีแต่ความรักใคร่กลมเกลียวโดยไม่มีการหย่าร้าง สามีภรรยาจะบรรลุถึงเป้าหมายดังกล่าวได้ก็ต่อเมื่อมีการปฏิบัติธรรมร่วมกัน การปฏิบัติธรรมจะช่วยให้ชีวิตคู่เข้มแข็งมั่นคงพอที่จะฝ่ามรสุมต่างๆไปได้ ดังนั้น คู่สามีภรรยาที่ต้องการมีชีวิตการแต่งงานที่ยั่งยืนตลอดไปต้องร่วมกันปฏิบัติธรรม
คำว่า ธรรม ในที่นี้หมายถึงคุณธรรมและจริยธรรม
คุณธรรม ได้แก่ คุณสมบัติที่ดีภายในจิตใจ เช่น ความรัก ความสงสาร ซึ่งช่วยให้คนเราทำหน้าที่ของสามีภรรยาได้โดยไม่ต้องฝืนใจ
จริยธรรม ได้แก่ หลักแห่งความประพฤติที่ดีงามที่จะต้องปฏิบัติเพื่อประโยชน์สุขของตนเอง ครอบครัว และสังคม จริยธรรมเป็นข้อปฏิบัติซึ่งกำหนดไว้โดยศาสนา วัฒนธรรม ประเพณีและกฎหมายว่าอะไรเป็นหน้าที่ที่สามีภรรยาจะต้องทำเพื่อความผาสุกแห่งครอบครัว ” ๑

คำว่า ครอบครัว เป็นคำที่สำคัญและมีความหมายซ่อนปริศนาธรรมอยู่ภายใน แยกมาจากคำว่า ครอบ กับคำว่า ครัว คำว่า ครอบ มีความหมายว่า การเอาของที่มีลักษณะภายในโปร่งคล้ายๆ ขันคว่ำปิดเอาไว้ และ คำว่า ครัว มีความหมายว่า เรือนหรือโรงทำกับข้าว ในที่นี้คือ บ้านหรือเรือนนั่นเอง ดังนั้น ครอบครัว จึงหมายถึง การครอบคนสองคนไว้ในบ้านหรือเรือนเดียวกันไม่ให้จากกันไปไหน เมื่อทราบความหมายอย่างนี้แล้ว ก็จะทำให้เห็นภาพชัดว่า การมีครอบครัวก็คือการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันภายใต้หลังคาบ้านหรือเรือนเดียวกันไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่
การที่คนสองคนใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันนั้น ย่อมเป็นเรื่องที่ยากพอสมควร เพราะความคิดเห็นของคนทั้งสองอาจมีไม่เหมือนกัน จำเป็นต้องมีการปรับหรือจูนความคิดเห็นเข้าหากัน เพื่อลดความบาดหมางกัน หรือโกรธเคืองกัน หากสามารถสร้างความคิดเห็นให้เป็นอย่างเดียวกันได้ ก็จะนำไปสู่การสร้างครอบครัวให้มีความสุข ดังนั้น จึงควรทราบหลักธรรมที่ใช้สำหรับการดำเนินชีวิตครอบครัว เพื่อสร้างความรัก ความเข้าใจกันให้มากขึ้น หลักธรรมที่อยากจะนำมาเสนอไว้ในที่นี้คือ หลักฆราวาสธรรม (ธรรมะสำหรับผู้ครองเรือน) ประกอบด้วย
๑. สัจจะ หมายถึง ความซื่อสัตย์ต่อกัน ความไว้เนื้อเชื่อใจกัน ไม่นอกใจกัน สามีรักภรรยา ภรรยาก็รักสามีตอบ ต่างฝ่ายต่างจริงใจและซื่อสัตย์ต่อกัน ไม่มีความลับต่อกัน พูดง่ายๆ คือ ให้รักเดียวใจเดียว อย่าเป็นคนหลายใจ อย่าหึงกันมากจนเกินเหตุ เพราะจะนำไปสู่การผิดใจกัน ทำให้เกิดการโกรธเคืองกันและอาจทำให้ชีวิตครอบครัวพังลงได้
๒. ทมะ หมายถึง การรู้จักข่มใจ หักห้ามใจในเวลามีเรื่องราวที่ไม่สบายใจเกิดขึ้น เช่น เวลาโกรธ ก็ให้พยายามข่มใจไม่ให้โกรธ หรือแสดงความโกรธนั้นต่ออีกฝ่าย เพราะจะทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจหรืออาจโกรธตอบ อันจะนำไปสู่การทะเลาะกัน เป็นต้น
๓. ขันติ หมายถึง ความอดทน หมายความว่า ให้รู้จักอดทนต่อคำกล่าวติชินนินทาของอีกฝ่าย หรือคนอื่นๆ เขาจะว่าอะไรก็ให้พยายามอดทนเอาไว้ เก็บอารมณ์เอาไว้ อย่าแสดงออกตอบ เพราะหากแสดงออกตอบก็จะนำไปสู่การก่อวิวาทกัน โกรธเคืองกัน ผิดใจกัน เวลาที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโกรธ ก็ให้อีกฝ่ายพยายามอย่าโกรธตอบ หรือทางที่ดีที่สุดให้เดินหนีไปให้ไกล อย่าพูดด้วย รอให้อาการความโกรธสงบลงเสียก่อน จึงค่อยพูดด้วย เพราะในเวลาที่โกรธคนเรามักจะขาดสติ มักไม่ยอมรับฟังเหตุผลของอีกฝ่าย มักใช้กำลังในการแก้ปัญหา ขืนพูดด้วยก็จะเข้าสำนวนไทยที่ว่า “สีซอให้ควายฟัง” หรือ “เป่าปี่ให้ควายฟัง” ทำอย่างไรก็ไม่รู้เรื่องหรอก เสียเวลาเปล่า ดังนั้น จึงต้องอดทนเอาไว้
๔. จาคะ หมายถึง การเสียสละ กล่าวคือ การรู้จักเสียสละประโยชน์ส่วนตนให้แก่อีกฝ่าย หรือการรู้จักเสียสละความสุขของตนเพื่ออีกฝ่าย พยายามยอมกันในบางเรื่องหรือทุกเรื่อง สามียอมภรรยา ภรรยายอมสามี สามีรู้จักเสียสละต่อภรรยา ภรรยารู้จักเสียสละต่อสามี ต่างฝ่ายต่างรู้จักเสียสละต่อกัน ก็จะทำให้ชีวิตครอบครัวมีความสุขได้
หลักธรรมที่ได้หยิบยกเอามาฝากในโอกาสนี้ ถือว่าเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการสร้างความเข้าใจในการมีชีวิตครอบครัวได้เป็นอย่างดี สามารถปฏิบัติต่อกันได้อย่างถูกต้อง และสามารถประคับประคองชีวิตครอบครัวให้ดำเนินไปตามแนวทางแห่งความสุขและความสงบร่มเย็นได้ ทั้งมี เพราะต่างฝ่ายต่างมีหลักปฏิบัติต่อกัน ทำให้เห็นอกเห็นใจกัน และเข้าใจกันมากขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็จะทำให้ผู้ครองเรือนทุกคนมีชีวิตครอบครัวที่มีความสุข ความเจริญ ไม่มีเรื่องที่ต้องคิดให้ปวดหัว สามารถขจัดปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ ทำให้รักกันมากขึ้น และสามารถใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกันไปจนแก่เฒ่า ตลอดจนถึงวันตายได้อย่างมีความสุข .....


เอกสารอ้างอิง

๑ พระธรรมโกศาจารย์. ธรรมกับความรักและการแต่งงาน (ออนไลน์). แหล่งที่มา : http://www.mcu.ac.th/site/articlecontent_desc.php?article_id=569&menutype=1&articlegroup_id=21

เรื่อง: 5
ผู้ชม: 25954
ชอบ: 18


การจัดการความรู้ (Knowledge Management)

โดย...พระมหาสุรศักดิ์  สุรเมธี (ชะมารัมย์)

 

1. บทนำ         

 

                การจัดการความรู้ (Knowledge Management) กำลังเป็นที่นิยมและมีการนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายในสังคมปัจจุบัน ได้รับอิทธิพลสำคัญมาจากกระแสแนวคิดการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ (New Public Management-NPM) ที่ให้ความสำคัญต่อผลสัมฤทธิ์อันเกิดจากการปฏิบัติงาน หน่วยงานต่างๆโดยเฉพาะภาครัฐจึงได้นำการจัดการความรู้มาใช้เป็นเครื่องมือหนึ่งในการสร้างองค์ความรู้ ประมวลความรู้ และใช้ความรู้ที่ได้มีการจัดไว้อย่างเป็นระบบระเบียบ เพื่อให้สามารถนำมาใช้ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้สะดวกและรวดเร็วอันจะมีส่วนสำคัญช่วยให้หน่วยงานบรรลุผลสัมฤทธิ์ นอกจากนั้น การนำการจัดการความรู้มาใช้นั้นก็เพื่อต้องการสร้างหน่วยงานภาครัฐให้เป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) หรือ เป็นองค์การที่มีชีวิต (Living Organization) ที่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปทุกขณะได้อย่างสอดคล้องเหมาะสม

                                อย่างไรก็ดี การจัดการความรู้มิใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งจะเกิดขึ้น หากเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมานานพร้อมๆกับสังคมมนุษย์ เช่น การที่ผู้คนมีการพบปะนั่งสนทนากันตามบ้านเรือนหรือสถานที่ต่างๆ และได้มีการถามข่าวคราวระหว่างกันในกลุ่ม ย่อมทำให้ผู้คนเกิดการเรียนรู้ระหว่างกันขึ้น หรือ ในทางการทหารอาจมีการระดมสมองเพื่อวางแผนในการรบ มีการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกัน เช่น ทหารคนหนึ่งอาจเสนอความคิดว่าจะต้องทำอย่างนี้ ถึงจะรบชนะ ในขณะที่ทหารอีกคน อาจจะนำเสนอความคิดในอีกรูปแบบหนึ่ง แต่สุดท้ายแล้วก็มีการหลอมรวมเอาความคิดต่างๆ ที่คิดว่าดีที่สุดหรือน่าจะมีโอกาสเป็นไปได้เพื่อใช้กำหนดเป็นยุทธศาสตร์ในการรบเพื่อมุ่งหวังชัยชนะ เป็นต้น เพียงแต่ว่าไม่มีใครเรียกวิธีการหรือการกระทำดังกล่าวว่าเป็นการจัดการความรู้ในช่วงเวลานั้น

                                ปัจจุบัน อิทธิพลของกระแสโลกาภิวัตน์ได้ทำให้ข้อมูลข่าวสารเชื่อมประสานเข้าถึงกันหมดทุกประเทศ ทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายและสะดวกรวดเร็วขึ้น เกิดศาสตร์สาขาใหม่ๆขึ้นอย่างหลากหลาย ในทางการบริหารนั้นได้มีการนำเอาองค์ความรู้อันเป็นผลิตผลที่เกิดจากศาสตร์สาขาใหม่ๆนั้นมาใช้ในการปรับปรุง/พัฒนาประสิทธิภาพการดำเนินงาน จนกระทั่งได้พัฒนามาเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการบริหารงานไปโดยปริยาย อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านได้มีการทำวิจัยเชิงสำรวจเกี่ยวกับเครื่องมือการจัดการที่มีการนำไปใช้ในการดำเนินงานภายในองค์การ ในงานวิจัยมีองค์การที่ตอบแบบสอบถามมีจำนวนทั้งสิ้น 186 หน่วยงาน จาก 20 กระทรวง คิดเป็นอัตราตอบกลับร้อยละ 55.2 ประกอบด้วยส่วนราชการจำนวน 108 องค์การ (ร้อยละ 58.1) องค์การมหาชนจำนวน 8 องค์การ (ร้อยละ 4.3) องค์การในกำกับของรัฐและองค์การอิสระจำนวน 31 องค์การ (ร้อยละ 16.7) และรัฐวิสาหกิจจำนวน 32 องค์การ (ร้อยละ 17.2)1  

 


1  ทิพวรรณ  หล่อสุวรรณรัตน์. (2549). การใช้เครื่องมือการจัดการในองค์การภาครัฐ. วารสารการจัดการภาครัฐ

และภาคเอกชน ฉบับที่ 14  ครั้งที่ 1, หน้า 48

ผลการวิจัยพบว่า เครื่องมือที่มีชื่อว่าการจัดการความรู้ (Knowledge Management) เป็นที่นิยมเพิ่มขึ้นอย่างมาก จากเดิมในช่วงปี 2544 –2548 ปี อยู่ในลำดับที่ 8 ซึ่งมีองค์การต่างๆใช้เพียง 87 องค์การคิดเป็นร้อยละ 46.8 แต่พอมาในช่วงปี 2548 อยู่ในลำดับที่ 8 ซึ่งมีองค์การต่างๆใช้เพียง 87 องค์การ คิดเป็นร้อยละ 46.8 แต่พอมาในช่วงปี 2549 ปรากฏว่ามีองค์การต่างๆใช้เพิ่มขึ้น โดยมีจำนวน 133 องค์การ คิดเป็นร้อยละ 76.0 จัดอยู่ในลำดับที่ 3 จากการสำรวจเครื่องมือการจัดการที่ภาครัฐนำมาใช้ จำนวนทั้งหมด 21 เครื่องมือ (ดูภาพ)

 

ภาพที่ 1: เครื่องมือการจัดการที่ใช้ในองค์การภาครัฐ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


ที่มา:  ทิพวรรณ  หล่อสุวรรณรัตน์. (2551).  เครื่องมือการจัดการ  (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์รัตนไตร

,หน้า  230

 

                ผลการวิจัยเกี่ยวกับเครื่องมือการจัดการในองค์การภาครัฐของไทยข้างต้น ย่อมสะท้อนให้เห็นว่า หน่วยงานภาครัฐทุกๆหน่วยงานได้ให้ความสนใจในเรื่องของการจัดการความรู้เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา อันอาจเป็นผลพวงสืบเนื่องมาจากข้อมูลสารสนเทศที่มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน  จนทำให้กลายเป็นเรื่องยากในการที่จะดึงเอาข้อมูลสารสนเทศต่างๆมาใช้งานให้มีความเหมาะสมกับความต้องการของบุคลากรผู้ซึ่งปฏิบัติงานภายในองค์การได้ กระทั่งทำให้ต้องมีการจัดความรู้ขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว และที่สำคัญช่วยให้เกิดการนำข้อมูลสารสนเทศไปใช้ได้อย่างเกิดความเหมาะสมและถูกต้องและไม่ก่อให้เกิดความยุ่งยากอีกด้วย

                ดังนั้น ก่อนที่จะได้กล่าวถึงเรื่องการจัดการความรู้ว่าคืออะไร มีองค์ประกอบอย่างไร รวมทั้งมีเป้าหมายอย่างไร จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการกล่าวถึงเรื่องความรู้เป็นเบื้องต้น เนื่องจากเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลยหากอยู่ๆ ก็มีการกล่าวถึงเรื่องการจัดการความรู้ทั้งๆที่ยังไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าความรู้คืออะไร มีอยู่กี่ประเภท ฯลฯ ดังนั้น ผู้เขียนจึงขอนำเสนอแนวความคิดอย่างเป็นลำดับขั้นโดยเริ่มที่เรื่องความรู้ก่อน แล้วจึงเชื่อมโยงไปถึงเรื่องการจัดการความรู้ ดังนี้

 

2. สาระสำคัญเกี่ยวกับความรู้ (Knowledge)

                2.1 ความเป็นมาของความรู้

                                ความรู้เกิดขึ้นมาพร้อมๆกับการเกิดขึ้นของมนุษย์ ซึ่งมนุษย์ได้ใช้ความรู้เป็นวิถีชีวิต (Ways of Live)ในการดำรงชีวิต ได้แก่ การคิดแก้ไขปัญหา การคิดสร้างสรรค์ รวมถึงการคิดเพื่อการพัฒนาตนและสังคมของตนให้เจริญก้าวหน้ามาโดยตลอด เนื่องจากธรรมชาติของมนุษย์ไม่ชอบการหยุดนิ่งอยู่กับที่ มนุษย์เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันเป็นสังคมโดยแรกเริ่มจากสังคมที่มีขนาดเล็ก มีลักษณะที่เรียบง่าย เป็นกันเอง และมีกฎระเบียบแบบแผนปฏิบัติตามจารีตประเพณีจนมีพัฒนาการสู่การเป็นสังคมขนาดใหญ่ มีโครงสร้างที่มีความซับซ้อน รวมทั้งมีกฎเกณฑ์ต่างๆนานาเกิดขึ้นอย่างมากมาย นอกจากนั้น มนุษย์เรียนรู้ที่จะพัฒนาตนเองทั้งในด้านกาย วาจา และใจ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของตนให้สูงขึ้น ดังเช่น กรณีของเจ้าชายสิทธัตถะที่ทรงใช้ความรู้ด้วยพระปรีชาสามารถ โดยการพิจารณาใคร่ครวญธรรมชาติ กระทั่งค้นพบแก่นแท้ คือหลักสัจธรรม จนได้ตรัสรู้ธรรมเป็นพระพุทธเจ้า และทรงนำเอาหลักธรรมที่ทรงค้นพบนั้นมาเผยแผ่ให้แก่สรรพสัตว์โลกได้ประพฤติปฏิบัติเป็นลำดับมา เป็นต้น

                กล่าวได้ว่า ประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติที่ผ่านมาน่าจะพอเป็นเครื่องยืนยันในเรื่องดังกล่าวได้เป็นอย่างดีว่าความรู้มีอิทธิพลต่อพัฒนาการของมนุษย์ในแต่ละยุคสมัยมากเพียงใด หรือ เมื่อมองในเชิงเปรียบเทียบในแง่ที่ว่า สังคมในปัจจุบันมีลักษณะเป็นอย่างไรเมื่อเทียบกับสังคมในอดีตเมื่อหลายร้อยปีที่ผ่านมา ก็จะพบลักษณะที่แตกต่างอย่างชัดเจนได้ ซึ่งความแตกต่างดังกล่าวย่อมมิอาจปฏิเสธได้ว่าเป็นเพราะอิทธิพลของความรู้นั่นเอง อาจกล่าวได้ว่า ยิ่งสังคมใดมีผู้คนที่มีความรู้และได้ใช้ความรู้นั้นในการพัฒนาสังคมของตนมากขึ้นเท่าใด ก็ย่อมที่จะมีโอกาสพัฒนาสังคมให้เจริญก้าวหน้ากว่าสังคมที่มิได้มีลักษณะเป็นเช่นนั้นมากขึ้นเท่านั้น

 

 

                2.2 แหล่งที่มาของความรู้

                                แหล่งที่มาหรือบ่อเกิดของความรู้นั้นในทางพระพุทธศาสนาให้คำตอบได้ค่อนข้างชัดเจน โดยเรียก “ความรู้” ว่า “ปัญญา” แปลว่า ความรู้ทั่ว คือรู้ทั่วถึงเหตุถึงผล รู้อย่างชัดเจน, รู้เรื่องบาปบุญคุณโทษ, รู้สิ่งที่ควรทำควรเว้น เป็นต้น เป็นธรรมที่คอยกำกับศรัทธา เพื่อให้เชื่อประกอบด้วยเหตุผล ไม่ให้หลงเชื่ออย่างงมงาย ปัญญา ทำให้เกิดได้ 3 วิธี2 คือ

1. สุตะมะยะปัญญา แปลว่า ปัญญาเกิดจากการรับฟัง การศึกษาเล่าเรียน หรือการรับรู้ข้อมูล

ข่าวสารจากแหล่งต่างๆ

                2. จินตามะยะปัญญา แปลว่า ปัญญาเกิดจากการคิดพิจารณา การคิดวิเคราะห์ด้วยหลักแห่งเหตุผลในสิ่งที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมา หรือสิ่งที่ได้รับมาจากแหล่งข้อมูลต่างๆ 

                3. ภาวะนามะยะปัญญา แปลว่า ปัญญาที่เกิดจากการเจริญภาวนา หมายความว่า เป็นปัญญาที่เกิดขึ้นจากการลงมือปฏิบัติด้วยตนนั่นเอง

               

2.3 ความหมายของความรู้

                                สำหรับนิยามของคำว่า ความรู้ มีนักวิชาการทั้งไทยและเทศได้ให้คำนิยามไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้

                                Pearlson (2001) ให้นิยามไว้ว่า “ความรู้ คือ สารสนเทศที่มีคุณค่ามากที่สุด เป็นส่วนผสมของสารสนเทศที่มีสาระ ค่านิยม” 3

                                Turban et al (2004) ให้นิยามว่า “ความรู้ คือ สารสนเทศซึ่งมีความหมาย สาระ มีความเกี่ยวพัน และนำไปปฏิบัติได้ (Knowledge is information that is contextual, relevant, and actionable)” 4

                                พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ให้คำนิยามความรู้ไว้ว่า “ความรู้ คือ สิ่งที่สั่งสมมาจากการศึกษาเล่าเรียนการค้นคว้าหรือประสบการณ์ รวมทั้งความสามารถเชิงปฏิบัติและทักษะ ความเข้าใจ หรือ สารสนเทศที่ได้รับมาจากประสบการณ์ สิ่งที่ได้รับมาจากการได้ยิน ได้ฟัง การคิดหรือการปฏิบัติ องค์วิชาในแต่ละสาขา” 5

                น้ำทิพย์  วิภาวิน (2547) นิยาม ความรู้ไว้ว่า “ความรู้ (Knowledge) คือ สารสนเทศที่นำไปสู่การปฏิบัติหรือใช้งาน (In formation in action) เป็นแนวทางในการกำหนดความคิด พฤติกรรมและการสื่อสารระหว่างบุคคล” 6

                                ดังนั้น จากนิยามข้างต้น ทำให้สามารถสรุปได้ว่า ความรู้ก็คือสาระสนเทศ ซึ่งประกอบไปด้วยกรอบแนวคิดต่างๆ ประสบการณ์ ทักษะ ความคิด ค่านิยมที่มีการนำมาใช้วิเคราะห์เพื่อตัดสินใจในการปฏิบัติหรือใช้งาน

2  พระธรรมกิตติวงศ์. คำวัด. สืบค้นเมื่อ 20 กันยายน 2552, จาก  http://www.onab.go.th/

3  อ้างใน ทิพวรรณ หล่อสุวรรณรัตน์. (2548). การจัดการความรู้. ใน วารสารพัฒนบริหารศาสตร์, 45 (2), หน้า 3

4 อ้างแล้วเรื่องเดียวกัน, หน้า 3

5  พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542

6 น้ำทิพย์  วิภาวิน. (2547). การจัดการความรู้กับคลังความรู้. กรุงเทพฯ: เอสอาร์ พริ้นติ้งแมสโปรดักส์, หน้า 16

                 2.4 ประเภทของความรู้

                                ความรู้โดยทั่วไป มีอยู่ 2 ประเภทใหญ่ๆ7 ดังนี้

                                ความรู้ประเภทแรก เป็นความรู้ที่เห็นได้ชัดเจนเป็นรูปธรรม เป็นความรู้ที่อยู่ในตำรับตำรา เช่น พวกหลักวิชาหรือทฤษฎีทั้งหลายอันได้มาจากการวิเคราะห์ สังเคราะห์ ผ่านกระบวนการพิสูจน์ ผ่านกระบวนการวิจัย เรามักเรียกกันทั่วๆไปว่าเป็น “ความรู้ชัดแจ้ง” หรือ “Explicit Knowledge”

                ความรู้ประเภทที่สอง เป็นความรู้ที่ฝั่งลึกอยู่ในตัวคน (Tacit Knowledge) เป็นสิ่งที่เห็นได้ไม่ชัด เป็นความรู้ที่มาจากการปฏิบัติ บ้างก็จัดว่าเป็น “เคล็ดวิชา” เป็น “ภูมิปัญญา” เป็นสิ่งที่ได้มาจากการใช้วิจารณญาณ ปฏิภาณไหวพริบ เป็นเทคนิคเฉพาะตัวผู้ปฏิบัติแต่ละท่าน

 

ตารางที่ 1: ความรู้ 2 ประเภท

 

 

Explicit K.

Tacit K.

* วิชาการ หลักวิชา

* ทฤษฎี (Theory) ปริยัติ

* มาจากการสังเคราะห์ วิจัย

     ใช้สมอง (Intellectual)

* เป็นกฎเกณฑ์ วิธีการ

     ขั้นตอนที่ผ่านการพิสูจน์

* ภูมิปัญญา เคล็ดวิชา

* ปฏิบัติ (Practice) ประสบการณ์

* มาจากวิจารณญาณ

     ใช้ปฏิภาณ (Intelligent)

* เป็นเทคนิคเฉพาะตัว

     เป็นลูกเล่นของแต่ละคน

 

 

ที่มา: ประพนธ์  ผาสุกยืด. (2550). การจัดการความรู้ (KM) ฉบับขับเคลื่อน LO (พิมพ์ครั้งที่ 5). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ใย 

ไหม, หน้า 22

 

2.5 แหล่งความรู้

                สำหรับแหล่งความรู้ ผู้คนโดยทั่วไปมักจะนึกถึงแต่เพียงห้องสมุดหรือไม่ก็สื่อรูปแบบต่างๆทางอินเตอร์เน็ตเท่านั้น ซึ่งในความเป็นจริงหาได้มีเพียงเท่านั้นไม่ ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถเป็นแหล่งความรู้ได้ แม้แต่ที่ห้างสรรพสินค้าก็สามารถใช้เป็นแหล่งความรู้ได้ เช่น การเรียนรู้ในการเลือกซื้อสินค้า กล่าวคือ ในเวลาที่จับจ่ายซื้อของใช้ของบริโภค เป็นความจำเป็นที่ต้องเลือกซื้อสินค้าที่เหมาะสมตามที่ต้องการ โดยอาจพิจารณาเปรียบเทียบคุณสมบัติ สรรพคุณ วันผลิต วันหมดอายุ และราคา เพื่อให้ได้สินค้าตามที่ต้องการมา ซึ่งวิธีการดังกล่าวเป็นการเรียนรู้ในการพิจารณาหาทางเลือกเพื่อให้ได้สินค้าที่คิดว่าเหมาะสมที่สุดตามความต้องการ เป็นต้น ดังนั้น แหล่งความรู้จึงมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง หรือ หากพิจารณาให้แคบลงในระดับองค์การ แหล่งความรู้จะมีอยู่ 3 แหล่งใหญ่ๆได้แก่ แหล่งความรู้ที่ตัวบุคคล ได้แก่ ความรู้ ประสบการณ์ ทักษะ

 


7 ประพนธ์  ผาสุกยืด. (2550). การจัดการความรู้ (KM) ฉบับขับเคลื่อน LO (พิมพ์ครั้งที่ 5). กรุงเทพฯ:

สำนักพิมพ์ใยไหม, หน้า 21-22

 

ความเชี่ยวชาญ เป็นต้น แหล่งความรู้ภายในองค์การ ได้แก่ การติดต่อสื่อสารระหว่างกันของบุคลากรผู้ปฏิบัติงานภายในองค์การ และ แหล่งความรู้ที่เกิดขึ้นภายนอกองค์การ ได้แก่ การติดต่อสื่อสารกับประชาชน โดยที่แหล่งในการเก็บความรู้ส่วนใหญ่ ได้แก่ เอกสารต่างๆ สื่ออีเล็กทรอนิกส์ รวมถึงสมองของบุคคลแต่ละคนด้วย 

                 

3. การจัดการความรู้ (Knowledge Management)

                3.1 สาระสำคัญเกี่ยวกับการจัดการความรู้ (Knowledge Management)

3.1.1 ความเป็นมาของการจัดการความรู้

                                การจัดการความรู้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นผลมาจากการบูรณาการความรู้สาขาความรู้ต่างๆ ได้แก่ มานุษยวิทยา จิตวิทยา การจัดการ สังคมวิทยา ปัญญาประดิษฐ์(Artificial Intelligence) เทคโนโลยีสารสนเทศ และบรรณารักษ์ศาสตร์ และจากผลของการพัฒนาของเทคโนโลยีสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นอินเทอร์เน็ตหรืออินทราเน็ตได้ช่วยทำให้ระบบความร่วมมือและการเผยแพร่ความรู้ในระดับกว้างทำได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น8

                การจัดการความรู้มีจุดกำเนิดเริ่มต้นในปี ค.ศ.1986 (พ.ศ.2529) ซึ่ง ดร.คาร์ล วีก (Dr.Karl Wiig) ได้กล่าวปาฐกถาเกี่ยวกับการจัดการความรู้ในที่ประชุมของ ILO จากนั้นในปี ค.ศ.1989 (พ.ศ.2532) บริษัทที่ปรึกษาทางการบริหารขนาดใหญ่ได้เริ่มนำแนวคิดการจัดการความรู้มาใช้ในบริษัท รวมไปถึงในปี ค.ศ.1991 (พ.ศ.2534) วารสาร Harvard Business Review ได้ตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับการจัดการความรู้ ต่อมาปีเตอร์ เอฟ ดรักเกอร์ (Peter F. Drucker) ได้ไปบรรยายเกี่ยวกับสังคมแห่งความรู้ (Knowledge Society) ณ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เมื่อปี ค.ศ.1994 (พ.ศ.2537) โดยเนื้อหาในการบรรยายนั้นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในยุคศตวรรษที่ 20 ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ และคนที่ทำงานในแต่ละองค์การจะเป็นกลุ่มผู้ปฏิบัติงานที่มีความรู้ และในปีเดียวกันนี้บริษัทที่ปรึกษาขนาดใหญ่ก็ได้ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการจัดการความรู้ ในที่สุดบริษัทและองค์การต่างๆ ได้ให้ความสำคัญและมีความสนใจเกี่ยวกับการจัดการความรู้อย่างมาก ตั้งแต่ ค.ศ.1996 (พ.ศ.2539)  เป็นต้นมา9 กระทั่งกลายมาเป็นกระแสที่มีการนำไปใช้กันทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยของเราเองด้วย

                สำหรับประเทศไทย การจัดการความรู้เริ่มมีการนำมาใช้กันอย่างกว้างขวางในทุกๆภาคส่วนโดยเฉพาะส่วนราชการเริ่มมีการนำมาใช้อย่างเป็นระบบ ภายหลังจากมีการประกาศบังคับใช้พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 ดังปรากฏความในหมวด 3 มาตรา 11 ว่า

 

 

 


8  ทิพวรรณ หล่อสุวรรณรัตน์. (2548). การจัดการความรู้. ในวารสารพัฒนบริหารศาสตร์, 45 (2), หน้า 2

9  ทิพวรรณ  หล่อสุวรรณรัตน์. (2551).  เครื่องมือการจัดการ  (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์รัตนไตร

,หน้า  170-171

 

                “ส่วนราชการมีหน้าที่พัฒนาความรู้ในส่วนราชการ เพื่อให้มีลักษณะเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ โดยต้องรับรู้ข้อมูลข่าวสารและสามารถ ประมวลผลความรู้ในด้านต่างๆ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติราชการได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว และเหมาะสมต่อสถานการณ์ รวมทั้งต้องส่งเสริมและพัฒนาความรู้ ความสามารถ สร้างวิสัยทัศน์และปรับเปลี่ยนทัศนคติของข้าราชการในสังกัด ให้เป็นบุคลากรที่มีประสิทธิภาพและมีการเรียนรู้ร่วมกัน...” 10 

                                นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญประการหนึ่งที่กระตุ้นให้หน่วยงานภาครัฐในทุกๆหน่วยงานตื่นตัวและตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการความรู้ และเริ่มต้นปฏิบัติกันอย่างจริงจังเพื่อพัฒนาไปสู่การเป็นหน่วยงานที่มีลักษณะเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอมากยิ่งขึ้น

               

3.1.2 ความหมายของการจัดการความรู้

                ในการให้ความหมายของการจัดการความรู้ว่าคืออะไรนั้น ได้มีผู้ให้ความหมายไว้อยู่หลายท่านด้วยกัน อาทิ

                ประเวศ วะสี (2548) ให้ความหมายของคำว่า การจัดการความรู้ไว้ว่า “คำว่า “การจัดการ” อาจทำให้เกิดความรู้สึกที่ไม่ค่อยดีนักในสังคมไทย เพราะเหมือนจะไปใช้อำนาจจัดการอะไรๆ แต่คำว่า จัดการความรู้ (Knowledge Management) มีความหมายจำเพาะ ว่าหมายถึงการจัดการให้มีการค้นพบความรู้ ความชำนาญที่แฝงเร้นในตัวคน หาทางนำออกมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ตกแต่งให้ง่ายต่อการใช้สอยและมีประโยชน์เพิ่มขึ้น มีการต่อยอดให้งดงาม และใช้ได้เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริงและกาลเทศะยิ่งขึ้น มีความรู้ใหม่หรือนวัตกรรมเกิดขึ้นจากการเอาความรู้ที่ไม่เหมือนกันมาเจอกัน ข้อสำคัญก่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันของคนทั้งหมดที่ร่วมในกระบวนการก่อให้เกิดปัญญาร่วม (Collective Wisdom) ทำให้แก้ปัญหาหรือพัฒนาในเรื่องยากๆ ได้สำเร็จ” 11

                ในขณะที่ ชนวฒน์  โกญจนาวรรณ (2550)12 ก่อนที่จะให้ความหมายของการจัดการความรู้ ได้จำแนกให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล (Data) ข่าวสารหรือสารสนเทศ (Information) และความรู้ (Knowledge) เป็นลำดับขั้นดังนี้

                ข้อมูล (Data) คือ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ หรือข้อมลดิบที่ยังไม่ผ่านการประมวลผล ยังไม่มีความหมายในการนำไปใช้งาน ข้อมูลอาจจะเป็นตัวเลข ตัวอักษร สัญลักษณ์ รูปภาพ เสียง หรือภาพเคลื่อนไหว

                ข่าวสารหรือสารสนเทศ (Information) คือ ข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลหรือจัดระบบแล้ว เพื่อให้มีความหมายและคุณค่าสำหรับผู้ใช้

 


10  พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546

11  ประเวศ  วะสี. (2548). การจัดการความรู้ : กระบวนการปลดปล่อยมนุษย์สู่ศักยภาพ เสรีภาพ และความสุข.

กรุงเทพฯ: สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคศ.), หน้า 31-32

12 ชนวัฒน์  โกญจนาวรรณ. (2550). การจัดการสารสนเทศสำหรับผู้นำองค์กรและผู้บริหาร. กรุงเทพฯ:

เอ็กซ์เปอร์เน็ท, หน้า  174

 

                ความรู้ (Knowledge) คือ ความรับรู้และความเข้าใจในการนำสารสนเทศไปใช้ในการแก้ปัญหาในการดำเนินงาน ความรู้ถือเป็นสาระสนเทศที่มีมูลค่ามากที่สุด ความรู้เป็นการผสมผสานระหว่างสารสนเทศ คำนิยาม ประสบการณ์ และกฎต่างๆ ซึ่งความรู้จะเกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์สารสนเทศจากหลายแหล่งภายในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

                ดังนั้น การจัดการความรู้ (Knowledge Management) นั้นน่าจะหมายถึง ศิลปะในการสร้างคุณค่าจากทุนทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ขององค์กร ซึ่งรวมถึงการเก็บเกี่ยว การจัดการ การแบ่งปัน และการวิเคราะห์ความรู้ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

 

3.1.3 องค์ประกอบของการจัดการความรู้

                                การจัดการความรู้มีองค์ประกอบที่สำคัญอย่างน้อย 3 ด้าน ดังนี้

                 1. ด้านคน

                 “คน” เป็นทรัพยากรที่ทรงคุณค่าที่สุดขององค์การ จนกล่าวได้ว่าทรัพยากรมนุษย์เป็นสินทรัพย์ (Assets) ที่มีคุณค่าและเกียรติภูมิ ทั้งนี้ เพระทรัพยากรมนุษย์จะทำหน้าที่บริหารทรัพยากรอื่นๆจนกลายเป็นผลผลิต13 ความคิดเห็นลักษณะดังกล่าวปรากฏอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 (พ.ศ.2550-2554) ที่ยึด “คนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา” ต่อเนื่องจาก แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 8 และแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 9 ที่ให้ความสำคัญต่อการรวมพลังสังคมจากทุกภาคส่วนให้มีส่วนร่วมดำเนินการในทุกขั้นตอนของแผนฯ พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาสู่การปฏิบัติ รวมทั้งการติดตามตรวจสอบผลการดำเนินงานตามแผนอย่างต่อเนื่อง

                อย่างไรก็ตาม คนสำคัญที่เรียกกันใน KM ภายในองค์การ14 ได้แก่

                             1. "คุณเอื้อ" ชื่อเต็มคือ "คุณเอื้อระบบ" (Chief Knowledge Officer: CKO) เป็นผู้บริหารระดับสูงขององค์กร ทำหน้าที่จัดการระบบของการจัดการความรู้ขององค์กร หน้าที่สำคัญคือ 1) ทำให้ KM เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติงานตามปกติขององค์กร 2) เปิดโอกาสให้ทุกคนในองค์กรเป็น"ผู้นำ" ในการพัฒนาวิธีการทำงานที่ตนรับผิดชอบ และนำประสบการณ์มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนร่วมงาน สร้างวัฒนธรรมการเอื้ออาทรและแบ่งปัน (Care & Share) ความรู้ และ 3) หากุศโลบายทำให้ความสำเร็จของการใช้ KM ระบาดไปยังส่วนอื่นๆ ขององค์กร

                             2. "คุณอำนวย" หรือ ผู้อำนวยความสะดวกในการจัดการความรู้ (Knowledge Facilitator) เป็นผู้ส่งเสริมให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และอำนวยความสะดวกต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทั้งในเชิงกิจกรรม เชิงระบบ เชิงวัฒนธรรม เป็นผู้เชื่อมโยงคนหรือหน่วยงานเข้าหากัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื่อมระหว่างคนที่มีความรู้หรือประสบการณ์กับผู้ต้องการเรียนรู้ และนำความรู้นั้นไปใช้ประโยชน์ คุณอำนวย

 


13 สุนันทา  เลาหนันทน์.  (2542).  การบริหารทรัพยากรมนุษย์.  กรุงเทพฯ:  ธนาการพิมพ์, หน้า 1

14 สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม. KM BASIC.  สืบค้นเมื่อ 20 กันยายน 2552, จาก    

http://www.kmi.or.th/5_Link/Articles/KmIn4Min/KM4min.html

 

 

ต้องมีทักษะที่สำคัญคือ ทักษะการสื่อสารกับคนที่แตกต่างหลากหลาย รวมทั้งต้องเห็นคุณค่าของความแตกต่างหลากหลายนั้นและรู้จักประสานความแตกต่างเหล่านั้นให้เป็นคุณค่าในทางปฏิบัติ

                3. "คุณกิจ" (Knowledge Practitioner) คือ เจ้าหน้าที่ ผู้ปฏิบัติงาน คนทำงานที่รับผิดชอบงานตามหน้าที่ของตนในองค์กร ถือเป็นผู้จัดการความรู้ตัวจริงเพราะเป็นผู้ดำเนินกิจกรรม KM ประมาณร้อยละ 90 ของทั้งหมด เป็นผู้ร่วมกันกำหนดเป้าหมายการใช้ KM ของกลุ่มตน เป็นผู้ค้นหาและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายในกลุ่ม และดำเนินการเสาะหาและดูดซับความรู้จากภายนอกเพื่อนำมาประยุกต์ใช้ให้บรรลุเป้าหมายร่วมที่กำหนดไว้ เป็นผู้ดำเนินการจดบันทึกและจัดเก็บความรู้ให้หมุนเวียนต่อยอดความรู้ได้ไม่รู้จบ

                             4. "คุณลิขิต" (Note Taker) คือ คุณกิจที่ทำหน้าที่จดบันทึกกิจกรรมจัดการความรู้ ต่างๆและนอกจากนั้น องค์การก็ควรเปิดโอกาสให้ประชาชนในฐานะผู้รับบริการสาธารณะโดยตรงจากองค์การภาครัฐให้เข้าไปมีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ และความคิดเห็นต่างๆ เพื่อให้เกิดภูมิปัญญาที่หลากหลายอันจะก่อให้เกิดผลดีต่อการนำไปปรับปรุง/พัฒนากระบวนการทำงานเพื่อสนองตอบต่อความต้องการของประชาชนให้ตรงตามเจตนารมณ์มากขึ้น

 

                                2. ด้านกระบวนการ

                                นักวิชาการทางด้านการจัดการความรู้แบ่งขั้นตอนกระบวนการจัดการความรู้แตกต่างกัน อาทิ Turban et al (2004) แบ่งกระบวนการจัดความรู้ไว้ 6 ขั้นตอน คือ การสร้างความรู้ (Create) การกำหนดและรวบรวมความรู้ (Capture) การนำไปสู่การปฏิบัติ (Refine) การจัดเก็บความรู้ (Store) การจัดการความรู้ (Manage) การเผยแพร่ (Disseminate) อย่างไรก็ตามกระบวนการสำคัญที่มักได้รับการกล่าวถึงมี 3 ขั้นตอนหลัก15 ดังนี้

                2.1 การสร้างความรู้ (Knowledge Creation หรือ Knowledge Generation) หรือ

การแสวงหาความรู้ (Knowledge Acquisition) (Holsapple & Joshi, 2001) เป็นกิจกรรมขององค์การที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อแสวงหาหรือสร้างความรู้ใหม่ขึ้น Brown & Dugaid (1998) กล่าวว่าความรู้จะเกิดขึ้นเมื่อคนทำงานด้วยกันในกลุ่มซึ่งมีความสัมพันธ์กันอย่างเหนียวแน่น โดยการสร้างความร่วมมือ และการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลต่างๆ Takeuchi & Nonaka (2004) ได้แบ่งรูปแบบการสร้างความรู้เป็นสี่ประเภท คือ (ดูตารางหน้าต่อไป)

                1) การสร้างปฏิสัมพันธ์ทางสังคม (Socialization) คือ การสร้างความรู้แบบไม่ชัดแจ้งเป็นความรู้แบบไม่ชัดแจ้ง โดยการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การฝึกอบรม และการแนะนำ เช่น การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการจัดทำประมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ของหน่วยงานต่างๆ

                2) การปรับเปลี่ยนสู่ภายนอก (Externalization) คือ การพูดหรือบรรยายความรู้แบบไม่ชัด

แจ้งเป็นความรู้แบบชัดแจ้ง โดยการใช้อุปมาอุปมัย การเปรียบเทียบ และการใช้ตัวแบบ เช่น การนำประสบการณ์จากการไปเห็นหน่วยงานต่างๆ ซึ่งมีคอมพิวเตอร์ในที่ทำงานจำนวนมากแต่การใช้ประโยชน์ยัง

น้อยมาก จึงมีการเปรียบเทียบว่ามีคอมพิวเตอร์เป็นเสมือนเฟอร์นิเจอร์ที่มาประดับห้องทำงานเท่านั้น การ

 

15  ทิพวรรณ หล่อสุวรรณรัตน์. (2548). การจัดการความรู้. ในวารสารพัฒนบริหารศาสตร์, 45 (2), หน้า 3

 

เปรียบเทียบดังกล่าวช่วยทำให้มองเห็นภาพได้ง่ายขึ้น

                3) การปรับเปลี่ยนสู่ภายใน (Internalization) คือ การสร้างความรู้แบบชัดแจ้งให้เป็นความรู้แบบไม่ชัดแจ้ง โดยการเรียนรู้จากการปฏิบัติ ศึกษาจากความรู้ที่ได้เขียนไว้ในคู่มือเอกสารเพื่อเพิ่มพูนทักษะให้สูงขึ้น เช่น การซื้อตำราโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อนำมาฝึกฝนจนเกิดความชำนาญขึ้น

                4) การผสมผสาน (Combination) คือ การสร้างความรู้แบบชัดแจ้งให้เป็นความรู้แบบชัดแจ้ง โดยการรวมหรือบูรณาการองค์ความรู้ หรือสังเคราะห์ความรู้ที่มีอยู่ เพื่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ขึ้นมา เช่น การนำองค์ความรู้ของวิชาคอมพิวเตอร์มาผสมผสานกับความรู้ด้านองค์การและการจัดการเกิดเป็นองค์ความรู้ในวิชาระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ (Management Information Systems)

               

                2.2 การประมวลความรู้ ซึ่งวัตถุประสงค์ของการประมวลความรู้ คือ การจัดความรู้ให้อยู่ในรูปแบบที่ผู้ใช้สามารถเข้าถึงได้และนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างสะดวก นักวิชาการบางท่านจะเรียกขั้นตอนนี้ว่าเป็นการให้รหัส (Codify) ความรู้ เพื่อนำไปเก็บและนำมาใช้ใหม่ได้ในภายหลัง (Alavi, 2000) หลักการในการประมวลความรู้ที่สำคัญมี 3 ประการคือ (Davenport & Prusak, 1998)

                1. กำหนดขอบเขตและเนื้อหาของความรู้ที่ต้องการประมวล

                2. กำหนดแหล่งที่มาของความรู้ดังกล่าว รวมทั้งระบุกลไกและสื่อสำหรับรวบรวมความรู้ เวลาและความถี่ในการประมวลและปรับปรุงให้ทันสมัย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ตารางที่ 2: รูปแบบการสร้างความรู้

 

เป็นกระบวนการปรับเปลี่ยนและสร้างความรู้ มี 4 รูปแบบ

รูปแบบที่ 1  Socialization
                     การแบ่งปันและสร้าง Tacit Knowledge
                     TK    TK    ถ่ายทอดจากคนสู่คน

รูปแบบที่ 2  Externalization
                     นำความรู้ที่มีมาเผยแพร่เป็นลายลักษณ์อักษร
                     TK     EK

รูปแบบที่ 3  Combination
                      รวบรวม Explicit มาสร้างเป็น Explicit ใหม่
                      EK   EK

รูปแบบที่ 4  Internalization
                     นำความรู้จาก Explicit มาปฏิบัติ
                      EK     TK

คิดค้นโดย Ikujiro Nonaka และ Takeuchi

 

ที่มา: http://www.stou.ac.th/knowledgemanagement/aboutKM.asp

 

                3. ระบุวิธีการและเครื่องมือในการเข้าถึงและดึงความรู้ที่ได้ประมวลความรู้แบบไม่ชัดแจ้งมักได้รับการประมวลและเก็บไว้ในความจำของบุคคล ส่วนความรู้แบบชัดแจ้งมักได้รับการประมวลและเก็บไว้ในเอกสารหรือแฟ้ม การจัดการความรู้ขององค์การส่วนใหญ่เน้นที่การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการรวบรวม เก็บ และดึงความรู้แบบชัดแจ้งขององค์การ

 

                2.3 การใช้ความรู้ (Knowledge Utilization) คุณค่าของความรู้อยู่ที่การนำไปใช้ (Fahey & Prusak, 1998) โดยเฉพาะเมื่อมีการประยุกต์ความรู้เพื่อสร้างความสามารถและนำไปปฏิบัติให้เกิดผล ดังนั้นการสนับสนุนและการเพิ่มการใช้ความรู้จึงน่าจะเป็นส่วนที่ให้ความสำคัญขององค์การในการจัดการความรู้เมื่อมีการสร้างความรู้และมีการประมวลความรู้แล้ว ความท้าทายอยู่ที่การประยุกต์ความรู้นั้นและการถ่ายโอนจากแหล่งที่สร้างความรู้ไปยังที่ที่ต้องการใช้ความรู้ดังกล่าวประเภทของความรู้มีผลต่ออัตราการถ่ายโอนความรู้เช่นเดียวกับกลไกในการถ่ายโอน โดยทั่วไปความรู้แบบไม่ชัดแจ้งมีอัตราการถ่ายโอนช้ากว่าความรู้แบบชัดแจ้ง ความรู้แบบไม่ชัดแจ้งจะถ่ายโอนได้ดีโดยการใช้รูปแบบของความร่วมมือ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และปฏิสัมพันธ์ของบุคคลอย่างต่อเนื่อง ส่วนความรู้แบบชัดแจ้งจะถ่ายโอนได้อย่างมีประสิทธิผลหากได้ใช้ช่องทางการติดต่อหรือการใช้ปฏิสัมพันธ์ อย่างไรก็ตามการถ่ายโอนไม่จำเป็นต้องนำไปสู่การดูดซับและใช้ความรู้ แต่การถ่ายโอนความรู้ที่มีประสิทธิผลจะเป็นขั้นตอนแรกที่นำไปสู่การใช้ความรู

 

                3. ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ

                                การจัดการความรู้มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของความรู้ในองค์กรให้เป็นความรู้ที่เกิดประโยชน์ต่อบุคคลนั้น ในเวลาและรูปแบบที่บุคคลนั้นต้องการ เรียกว่า ระบบบริหารความรู้

                                องค์ประกอบของระบบบริหารความรู้ 16 ได้แก่

                                1. เทคโนโลยีที่ใช้ในการจัดเก็บสารสนเทศ (Repositories) เครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่าย (Server) จัดเก็บข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่างๆ รวมถึงการเผยแพร่เนื้อหาข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ External Knowledge, Structured/ Informal internal knowledge

                                2. แพลตฟอร์มที่ทำให้เกิดการทำงานร่วมกัน (Collaborative platforms) การมีระบบและฐานข้อมูลที่ใช้งานร่วมกันได้ สนับสนุนการทำงานร่วมกัน

                                3. ระบบเครือข่าย (Network) โครงสร้างพื้นฐานเช่นระบบคอมพิวเตอร์ช่วยสนับสนุนการสื่อสารและการสนทนา

                                4. วัฒนธรรม (Culture) เช่น วัฒนธรรมองค์กรที่ช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนและใช้ข้อมูลร่วมกัน

 

                                3.1.4  เป้าหมายของการจัดการความรู้

                อาจมีผู้ตั้งเป็นประเด็นคำถามว่า ทำ KM ไปทำไม มีเป้าหมายอยู่ที่ใดข้อนี้ ท่านอาจารย์นายแพทย์วิจารณ์ พานิช กล่าวไว้ค่อนข้างจะชัดเจนและน่าสนใจว่า การจัดการความรู้ (KM) มีเป้าหมาย 3 ประการใหญ่ ๆ17 ได้แก่

                1. เพื่อพัฒนางาน ให้มีคุณภาพและผลสัมฤทธิ์ยิ่งขึ้น

2. เพื่อการพัฒนาคน คือพัฒนาผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งในที่นี้คือข้าราชการทุกระดับ

3. เพื่อการพัฒนา "ฐานความรู้" ขององค์กรหรือหน่วยงาน เป็นการเพิ่มพูนทุน ความรู้หรือ

ทุนปัญญาขององค์กร ซึ่งจะช่วยทำให้องค์กรมีศักยภาพในการฟันฝ่าความยากลำบากหรือความไม่แน่นอนในอนาคตได้ดีขึ้น

 

 

 

 

 


16 น้ำทิพย์  วิภาวิน. (2547). การจัดการความรู้กับคลังความรู้. กรุงเทพฯ: เอสอาร์ พริ้นติ้งแมสโปรดักส์, หน้า 20

17 วิจารณ์ พานิช. การจัดการความรู้กับการบริหารราชการแนวใหม่. สืบค้นเมื่อ 20 กันยายน 2552, จาก 

http://www.person.ku.ac.th/training/kukm/article/1097206195-1.pdf, หน้า 5

3.1.5 ข้อดี – ข้อจำกัดของการจัดการความรู้ 18

                ข้อดีของการจัดการความรู้คือ เป็นการนำความรู้มาใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ช่วยแก้ปัญหาเกี่ยวกับความผิดพลาดในการทำงานซ้ำๆ ช่วยในการปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยอาศัยความรู้ประสบการณ์ ทำให้มีการตัดสินใจที่ดีขึ้น และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และพัฒนาคุณภาพของความรู้เพื่อช่วยตอบสนองลูกค้าได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยพัฒนาองค์การไปสู่องค์การแห่งการเรียนรู้

                ข้อจำกัด คือ ไม่มีตัวแบบการนำไปใช้ที่แน่นอน และต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่างประกอบกันเพื่อทำให้การจัดความรู้ประสบความสำเร็จ เช่น วัฒนธรรมองค์การ เทคโนโลยี กลยุทธ์ และบุคลกร ในการสนับสนุนกระบวนการการจัดการความรู้

 

3.2 การจัดการความรู้ในประเทศไทย

                เมื่อพิจารณาหลักการหรือองค์ประกอบเกี่ยวกับการจัดการความรู้ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว พบว่า เป็นเพียงแนวทางกว้างๆและมิได้มีแบบแผนปฏิบัติที่แน่นอนตายตัว หรือเป็นสูตรสำเร็จรูป เนื่องจากว่าการจัดการความรู้มีลักษณะที่ยืนหยุ่น กล่าวคือ ยังไม่มีลักษณะเป็นแบบสากลที่สามารถนำไปปฏิบัติเป็นแบบเดียวกันได้ทั่วโลก ดังนั้น ในแต่ละที่ จึงมีการจัดการความรู้ที่แตกต่างกันออกไป สำหรับประเทศไทย การจัดการความรู้ซึ่งได้รับอิทธิผลมาจากตะวันตกได้แพร่เข้าสู่ประเทศในช่วงระยะเวลาเมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา

                ในช่วงแรกเริ่มเกิดขึ้นโดยสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม หรือ สคส. ซึ่งถือกำเนิดขึ้นนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2545 เป็นต้นมา โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ให้ทุนสนับสนุนในการดำเนินโครงการทดลอง เพื่อการจัดการความรู้ในระยะเริ่มต้น เป็นเวลา 3 ปี แก่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และ สกว. ได้มอบหมายต่อให้ ศ.นพ. วิจารณ์ พานิช ที่ปรึกษาพิเศษของ สกว. รับผิดชอบบุกเบิกงานจัดการความรู้ (โครงการนำร่องเครือข่ายการจัดการความรู้) ภายใต้การดำเนินงานของสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.) และคณะกรรมการนโยบายสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม พ.ศ.2546 (ประกาศแต่งตั้ง 2546) เพื่อการขับเคลื่อนสังคมไทยให้ "มีการจัดการความรู้ในทุกหย่อมหญ้า" 19

                ต่อมาการจัดการความรู้เริ่มปรากฏว่ามีการนำไปใช้กันอย่างกว้างขวางในทุกๆภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในส่วนราชการ ภายหลังจากที่ได้มีการประกาศบังคับใช้พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.. 2546 ซึ่งระบุในมาตรา 11 ดังนี้

 

18  ทิพวรรณ  หล่อสุวรรณรัตน์. (2551).  เครื่องมือการจัดการ  (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์รัตนไตร,

หน้า  174

19  สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม. ประวัติความเป็นมา.  สืบค้นเมื่อ 20 กันยายน 2552, จาก 

http://www.kmi.or.th

                มาตรา 11 “ส่วนราชการมีหน้าที่พัฒนาความรู้ในส่วนราชการ เพื่อให้มีลักษณะเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ โดยต้องรับรู้ข้อมูลข่าวสารและสามารถประมวลผลความรู้ในด้านต่าง ๆ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติราชการได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว และเหมาะสมต่อสถานการณ์ รวมทั้งต้องส่งเสริมและพัฒนาความรู้ความสามารถ สร้างวิสัยทัศน์และปรับเปลี่ยนทัศนคติของข้าราชการในสังกัดให้เป็นบุคลากรที่มีประสิทธิภาพและมีการเรียนรู้ร่วมกัน ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติราชการของส่วนราชการให้สอดคล้องกับการบริหารราชการให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ตามพระราชกฤษฎีกานี้” 20

 

3.2.1 การจัดการความรู้ที่พบในสังคมไทย

 

    ภาพที่ 2: รูปแบบการจัดการความรู้ที่พบในสังคมไทย

     

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ที่มา: http://www.kmi.or.th/5_Link/Articles/KmIn4Min/KM4min.html

 

                จากการทำงานที่ผ่านมา สคส. พบว่าในสังคมไทยมีการใช้ KM ในรูปแบบที่หลากหลาย แต่หลักๆ แล้วมี 3 รูปแบบใหญ่ด้วยกัน21 คือ

                1. KM เชิงองค์กร ซึ่งเน้น วิสัยทัศน์, ยุทธศาสตร์, พันธกิจ ขององค์กรเป็นหลัก เช่น KM แบบ ก... และ สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ เป็นต้น

 

 

 


20 วิจารณ์ พานิช. การจัดการความรู้กับการบริหารราชการแนวใหม่. สืบค้นเมื่อ 20 กันยายน 2552, จาก 

http://www.person.ku.ac.th/training/kukm/article/1097206195-1.pdf, หน้า 2

21 สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม. KM BASIC.  สืบค้นเมื่อ 20 กันยายน 2552, จาก 

http://www.kmi.or.th/5_Link/Articles/KmIn4Min/KM4min.html

                2. KM เชิงกลุ่ม/เครือข่าย ที่เน้นการแลกเปลี่ยนความรู้ฝังลึกทำให้เกิดเป็นชุมชนย่อยๆ ที่เกิดจากคนที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกันเป็น KM ที่ สคส. ใช้อยู่

                3. KM เชิงปัจเจก เป็น KM ที่เริ่มจากความสนใจในระดับบุคคล เน้นการพัฒนาตัวเองเป็นสำคัญ ให้ความสำคัญกับความรู้สึกภายในใจเป็นที่ตั้ง

                             หากพิจารณาให้ดีแล้ว KM ใน 3 รูปแบบใหญ่ๆ ที่กล่าวมานั้นมีความสัมพันธ์โยงใยซึ่งกันและกัน เพราะความสนใจระดับปัจเจกหลายๆ คนมาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันจะเกิดเป็น กลุ่ม/เครือข่ายย่อยๆ เหล่านี้มารวมตัวกัน จะเกิดเป็น KM เชิงองค์กรที่มีประสิทธิผลในที่สุด

3.2.2 โมเดลการจัดการความรู้: โมเดลปลาทู 22

                "โมเดลปลาทู" เป็นโมเดลที่ สคส. พยายามส่งเสริม KM ที่เต็มรูปแบบ คือ KM ที่ครอบคลุมทั้งความรู้ชัดแจ้งและความรู้ฝังลึก และใช้ทำความเข้าใจ 3 ส่วนหลักของการจัดการความรู้ที่สัมพันธ์กับบุคคล 3 กลุ่ม ในการดำเนินการจัดการความรู้ ซึ่งเป็นกุศโลบายเพื่อทำให้ KM เป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายและสามารถสื่อสารได้ทุกภาคส่วนของสังคมไทย

 

                                อุปมาว่า KM คือ ปลาทูตัวหนึ่ง แล้วแบ่งปลาทูออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้

 

                ภาพที่ 3: โมเดลปลาทู

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ที่มา: http://www.kmi.or.th/5_Link/Articles/KmIn4Min/KM4min.html

 


     22 สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม. KM BASIC.  สืบค้นเมื่อ 20 กันยายน 2552, จาก   

http://www.kmi.or.th/5_Link/Articles/KmIn4Min/KM4min.html

                ส่วนที่ 1 "หัวปลา" หมายถึง "Knowledge Vision" หรือ KV คือ เป้าหมายของการจัดการความรู้ ผู้ใช้ต้องรู้ว่าใช้ KM เพื่อบรรลุเป้าหมายอะไร เกี่ยวข้องหรือสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ พันธกิจ และยุทธศาสตร์ขององค์กรอย่างไร อาทิ ใช้ KM เพื่อสร้างความเข้าใจให้กับคนในองค์กร ใช้ KM เพื่อพัฒนางานวิจัย ใช้ KM เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของงาน ใช้ KM เพื่อฟื้นฟูขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิมของคนในชุมชน เป็นต้น

                บุคคลที่มีความสำคัญในการส่งเสริมให้เกิดหัวปลาที่ชัดเจนหรือคอยสอดส่องดูแลไม่ให้ปลาตัวนี้ว่ายไปผิดทาง คือ ผู้บริหารมาทำหน้าที่ "คุณเอื้อ (ระบบ)" (Chief Knowledge Officer: CKO)

                ส่วนที่ 2 "ตัวปลา" หมายถึง "Knowledge Sharing" หรือ KS เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้หรือการแบ่งปันความรู้ เน้นการแลกเปลี่ยนความรู้ฝังลึก (Tacit Knowledge) เน้นการแลกเปลี่ยนความสำเร็จไม่เน้นปัญหา ผู้ใช้ KM จะบรรลุเป้าหมายหรือไม่ขึ้นอยู่กับส่วนที่ 2 นี้ ซึ่งเครื่องมือในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้มีหลายแบบ อาทิ การเล่าเรื่อง (Storytelling), สุนทรียสนทนา (Dialogue), การชื่นชมหรือการสนทนาในเชิงบวก (Appreciative Inquiry: AI), เพื่อนช่วยเพื่อน (Peer Assist), BAR (Before Action Review), AAR (After Action Review) เป็นต้น

                             บุคคลสำคัญที่ส่งเสริมให้เกิด "ตัวปลา" ที่ทรงพลัง คือ "คุณอำนวย" (Knowledge Facilitator) โดยผู้แสดงบทบาทแลกเปลี่ยนเรียนรู้คือ "คุณกิจ" (Knowledge Practitioner) หรือผู้ทำกิจกรรมจัดการความรู้นั่นเอง

                ส่วนที่ 3 "หางปลา" หมายถึง "Knowledge Assets" หรือ KA เป็นขุมความรู้ที่ได้จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มีเครื่องมือในการจัดเก็บความรู้ที่มีชีวิตไม่หยุดนิ่ง คือ นอกจากจัดเก็บความรู้แล้ว ยังง่ายในการนำความรู้ออกมาใช้จริง ง่ายในการนำความรู้ออกมาต่อยอด และง่ายในการปรับข้อมูลไม่ให้ล้าสมัย ส่วนนี้จึงไม่ใช่ส่วนที่มีหน้าที่เก็บข้อมูลไว้เฉยๆ ไม่ใช่ห้องสมุดสำหรับเก็บสะสมข้อมูล ที่นำไปใช้จริงได้ยาก ดังนั้น เทคโนโลยีการสื่อสารและสารสนเทศ (Information and Communication Technology: ICT) จึงเป็นเครื่องมือจัดเก็บความรู้อันทรงพลังยิ่งในกระบวนการ KM

                             ผู้สกัดขุมความรู้ออกมาจากกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และบันทึกไว้ใช้งานต่อ คือ "คุณกิจ" โดยการจดบันทึกขุมความรู้อาจมี "คุณลิขิต" (Note Taker) เป็นผู้รับผิดชอบ  

                                นอกจากโมเดลประทูแล้ว ยังมีรูปแบบหรือโมเดลอื่นๆอีกมากที่แต่ละองค์การได้มีการประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมา อันเป็นผลมาจากการจัดความรู้ภายในองค์การของตน ได้แก่  การจัดการความรู้ A B C, การจัดการความรู้ LKASA, การจัดการความรู้ คว้า ควัก, การจัดการความรู้ ตัวแบบบ้านสร้างสุข, การจัดการความรู้ ปลาตะเพียน, การจัดการความรู้ KM NOK ฯลฯ

 

 

 

 

 

 

4. บทสรุป

                จากที่กล่าวมา พบว่า การจัดการความรู้ (Knowledge Management) เป็นเครื่องมือที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลายในภาคเอกชนมาก่อน ต่อมาด้วยอิทธิพลของแนวคิดการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ (New Public Management-NPM) ได้มีส่วนผลักดันให้ภาครัฐต้องแสวงหาวิธีการจัดการหน่วยงานให้เป็นไปอย่างบรรลุผลสัมฤทธิ์ยิ่งขึ้น การจัดการความรู้นับว่าเป็นเครื่องมือสำคัญประการหนึ่งที่หน่วยงานภาครัฐนำมาใช้เพื่อช่วยให้หน่วยงานของตนบรรลุผลสัมฤทธิ์ในแง่ของผลผลิต ผลลัพธ์ รวมตลอดทั้งการพัฒนาคุณภาพการให้บริการเพื่อสร้างความพึงพอใจให้แก่ประชาชนชนผู้ใช้บริการ นอกจากนั้น ภาครัฐยังมุ่งหวังที่จะให้หน่วยงานมีลักษณะเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) ที่สามารถปรับตัวได้ทันท่วงทีและสอดรับกับสภาพความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น การจัดการความรู้มีลักษณะที่ต้องได้รับการมีส่วนร่วมจากหลายๆฝ่าย ได้แก่ บุคลากรภายในหน่วยงาน และประชาชนผู้มาใช้บริการจึงจะประสบความสำเร็จได้ ยิ่งไปกว่านั้น การจัดการความรู้ควรจะต้องมีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยในการเสริมสร้างการกระบวนการจัดการความรู้ให้มีความเป็นระบบเพื่อให้สะดวกและง่ายต่อการนำไปใช้งานเพื่อสนองตอบต่อความต้องการของหลายๆฝ่ายทั้งบุคลากรของหน่วยงานภาครัฐในฐานะผู้ให้บริการ และประชาชนในฐานะผู้รับบริการอย่างมีประสิทธิภาพ

                อย่างไรก็ดี แม้ว่าการจัดการความรู้จะมีข้อดีต่อหน่วยงานต่างๆอย่างมาก แต่ทว่าการจัดการความรู้ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่บ้าง กล่าวคือ การจัดการความรู้ยังขาดแบบแผนหรือสูตรสำเร็จที่ชัดเจนที่สามารถนำมาใช้เป็นกรอบในการจัดการความรู้ในทุกหน่วยงาน ซึ่งจะมีลักษณะเป็นเพียงแนวทางหรือกรอบแนวคิดกว้างๆ ที่หน่วยงานจะต้องสานต่อในส่วนของรายละเอียดและแบบแผนปฏิบัติกันเองตามความเหมาะสมกับบริบทของหน่วยงานตน ดังนั้น จึงทำให้รูปแบบการจัดการความรู้ในแต่ละหน่วยงานแตกต่างกันตามไปด้วย เฉพาะในประเทศไทยมีรูปแบบในการจัดการความรู้เกิดขึ้นต่างๆมากมาย เช่น การจัดการความรู้ LKASA, การจัดการความรู้ คว้า ควัก, การจัดการความรู้ ตัวแบบบ้านสร้างสุข, การจัดการความรู้ ปลาตะเพียน ฯลฯ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บรรณานุกรม

 

 

การจัดการความรู้ของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. ความรู้เกี่ยวกับการจัดการความรู้. สืบค้น

เมื่อ 20 กันยายน 2552, จาก http://www.stou.ac.th/knowledgemanagement/default.asp

ชนวัฒน์  โกญจนาวรรณ. (2550).  การจัดการสารสนเทศสำหรับผู้นำองค์กรและผู้บริหาร.

กรุงเทพฯ: เอ็กซ์เปอร์เน็ท.

ทิพวรรณ หล่อสุวรรณรัตน์. (2548). การจัดการความรู้. วารสารพัฒนบริหารศาสตร์, 45 (2).

ทิพวรรณ  หล่อสุวรรณรัตน์. (2551).  เครื่องมือการจัดการ  (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์

รัตนไตร.

น้ำทิพย์  วิภาวิน. (2547). การจัดการความรู้กับคลังความรู้. กรุงเทพฯ: เอสอาร์ พริ้นติ้ง-

แมสโปรดักส์.

ประพนธ์  ผาสุกยืด. (2550). การจัดการความรู้ (KM) ฉบับขับเคลื่อน LO (พิมพ์ครั้งที่ 5).

กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ใยไหม.

ประเวศ  วะสี. (2548). การจัดการความรู้ : กระบวนการปลดปล่อยมนุษย์สู่ศักยภาพ เสรีภาพ และ

ความสุข. กรุงเทพฯ: สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคศ.).

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542

พระเทพโสภณ. (2546). ทิศทางการศึกษาไทย (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ:  โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณ

ราชวิทยาลัย,

พระธรรมกิตติวงศ์. คำวัด. สืบค้นเมื่อ 20 กันยายน 2552, จาก  http://www.onab.go.th/

พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 สืบค้นเมื่อ 20

กันยายน 2552, จาก http://www.local.moi.go.th/goodgov..pdf

พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551. สืบค้นเมื่อ 20 กันยายน 2552,

จากhttp://www.women-family.go.th/pdf/%BE%C3%BA%20%A2%E9%D2%C3%D2%AA%A1%D2%C3.pdf

มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. (2551). ประมวลสาระชุดวิชา แนวคิด ทฤษฎี และหลักการรัฐ

ประศาสนศาสตร์ (พิมพ์ครั้งที่ 4). นนทบุรี: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. (2551). ประมวลสาระชุดวิชาการบริหารงานภาครัฐ (พิมพ์ครั้งที่

4). นนทบุรี: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

วิจารณ์ พานิช. การจัดการความรู้กับการบริหารราชการแนวใหม่. สืบค้นเมื่อ 20 กันยายน 2552, จาก 

                http://www.person.ku.ac.th/training/kukm/article/1097206195-1.pdf

วีรวุธ  มาฆะศิรานนท์. (2542). การบริหารภูมิปัญญา. กรุงเทพฯ: เอ็กซ์เปอร์เน็ท.

สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม. สืบค้นเมื่อ 20 กันยายน 2552, จาก

http://www.kmi.or.th

สำนักงานพัฒนาระบบราชการ (กพร.). การบริหารความรู้. สืบค้นเมื่อ 20 กันยายน 2552,

จาก http://www.opdc.go.th/oldweb/Doc_report/File_download/1132820164-1-76-1.pdf

สุนันทา  เลาหนันทน์.  (2542).  การบริหารทรัพยากรมนุษย์.  กรุงเทพฯ:  ธนาการพิมพ์.

Todd R. Groff and Thomas P. Jones. (2003). Introduction to Knowledge Management: KM in

Business. Massachusetts: Elsevier Science.

 

               

print พิมพ์หน้านี้  favorite ชอบเรื่องนี้ 

สมาชิกเมื่อ : 17/07/2008
เรื่องอื่นๆ ของฉัน


ENN: ศูนย์ข่าวการศึกษา

เรียนต่อ ขอทุน