สารพัดวิธีคำนวณตำแหน่งดาว

ลบ แก้ไข

เมื่อก่อน ถ้าอยากจะทราบตำแหน่งดาว ก็ต้องเปิดปฏิทินโหราศาสตร์ของอาจารย์ทองเจือ อ่างแก้วกันอย่างเดียว ผิดกับยุคนี้ที่มีโปรแกรมคอมพิวเตอร์หลากหลายชนิดช่วยคำนวณให้เห็นภาพตำแหน่งดาวเสร็จในพริบตา กลับเกิดปัญหาใหม่ไม่รู้ว่าโปรแกรมใดที่คำนวณตำแหน่งดาวได้ถูกต้อง แล้วที่ว่าถูกต้องนั้นแหละก็เกิดปัญหาในความถูกต้องเสียเองว่า ที่ว่าถูกต้องนั้นเป็นอย่างไร ใครหรือโปรแกรมใดที่คำนวณถูกต้องเหมาะจะนำมาใช้กับการทำนายทางโหราศาสตร์

ตำแหน่งดาวที่ใช้ในทางโหราศาสตร์เป็นตำแหน่งดาวที่ถือเสมือนว่าโลกเป็นศูนย์กลาง แล้วมีดาวโคจรล้อมรอบโลก แม้แต่ดวงอาทิตย์ก็ยังถือว่าโคจรรอบโลก ซึ่งตำแหน่งดาวเหล่านี้ต้องใช้สูตรคำนวณปรับค่าต่อจากตำแหน่งดาวที่โคจรรอบดวงอาทิตย์ซึ่งคำนวณทางหลักวิทยาศาสตร์ต่ออีกที พอปรับตำแหน่งดาวให้มาวิ่งโคจรรอบโลกได้แล้ว ก็จะต้องมาถกเถียงกันอีกขั้นว่า จะให้ขอบแรกเริ่มของราศีเมษอยู่ตรงไหนในจักรวาล จะได้นำตำแหน่งดาวมากำหนดลงไปในแต่ละราศี ซึ่งโหราศาสตร์ทางตะวันตกจะถือว่าตำแหน่งเริ่มแรกของราศีเมษนั้นเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ แต่โหราศาสตร์ไทยเราถือว่าเป็นตำแหน่งคงที่ จึงทำให้ต้องคำนวณปรับตำแหน่งของราศีกันอีกชั้นหนึ่ง

ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด เพราะยิ่งศึกษาวิธีคำนวณตำแหน่งดาวไปลึกมากขึ้น ยิ่งพบว่าตำแหน่งดาวนั้นมิได้มีแค่ตำแหน่งเดียว อาจมีหลายตำแหน่ง ซึ่งแต่ละตำแหน่งก็ถือว่าถูกด้วยกันทั้งหมด

ประเภทของโปรแกรมคำนวณตำแหน่งดาวทางวิทยาศาสตร์

  1. โปรแกรมที่ใช้สูตรคำนวณตามสูตรสมการขั้นสูง พร้อมกับค่าตัวแปรที่ปรับเปลี่ยนไปตามเวลา
  2. โปรแกรมที่ใช้สูตรคำนวณตามสูตรสมการ

โปรแกรมคำนวณประเภทแรกนั้นว่าไปแล้วก็มีแต่พวก NASA หรือสถาบันทางดาราศาสตร์เขาใช้กัน โดยต้องใช้สูตรคำนวณแบบละเอียดซับซ้อนเกินกว่าคนทั่วไปจะคิดได้ด้วยเครื่องคิดเลขหรือแม้แต่จะคำนวณด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ และคำตอบที่ได้ยังต้องปรับค่าให้ถูกต้องเป็นระยะๆอีกตามที่ส่องกล้องวัดตำแหน่งได้จริง เพราะสูตรคำนวณที่ตั้งไว้นั้นจะมีค่าคลาดเคลื่อนมากขึ้นไปตามระยะเวลา ทำให้ค่าคงที่ซึ่งสมมติไว้เดิมกลายเป็นค่าผันแปรต่างไป

ส่วนโปรแกรมคำนวณประเภทที่สองเป็นโปรแกรมที่เราใช้กันทางโหราศาสตร์ บางโปรแกรมจะใช้แฟ้มฐานข้อมูลตำแหน่งดาวของ NASA มาใช้คำนวณต่อ ทำให้ได้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกับ NASA ทีเดียว เพียงแต่ต้องคอยเพิ่มฐานข้อมูลให้ใหม่ทันสมัยอยู่เสมอ แต่ถ้าเป็นโปรแกรมที่ไม่ได้ใช้ฐานข้อมูล ก็จะใช้การคำนวณตามสูตรที่ตั้งไว้เท่านั้น ทำให้ตำแหน่งดาวที่ได้คลาดเคลื่อนจากตำแหน่งดาวของ NASA โดยโปรแกรมประเภทนี้จะสมมติให้กำหนดค่าคงที่แปรเปลี่ยนไปตามปีที่คิดสูตรขึ้นมาใช้ ทำให้ตำแหน่งดาวในปีที่ตรงกับปีที่เกิดค่าคงที่นั้น คำนวณได้ถูกต้องแม่นยำทีเดียว แต่จะคลาดเคลื่อนมากขึ้นเรื่อยๆตามระยะเวลาที่เกิดก่อนหรือหลังไปนานขึ้น

ตัวอย่างของโปรแกรมที่คำนวณตามสูตรที่ตั้งไว้เดิม เช่น โปรแกรมที่สร้างจากพระคัมภีร์สุริยยาตร์ โปรแกรม 4ZSuriya ตลอดจนโปรแกรมที่ใช้กับ PDA ซึ่งโปรแกรมเหล่านี้ใช้สูตรคำนวณตายตัว มีขนาดแฟ้มเล็ก

พระคัมภีร์สุริยยาตร์เป็นสูตรคำนวณที่มีมาก่อนปีพ.ศ. 2500 และปรับสูตรเพื่อใช้กับคอมพิวเตอร์ในยุคนั้น ซึ่งก็คือเครื่องคิดเลขในยุคนี้ที่สามารถจำโปรแกรมการคำนวณได้นั่นเอง น่าเสียดายที่ไม่ทราบที่มาว่า ปรับปรุงมาจากสูตรคำนวณของใคร (หรือถ้าเป็นการคิดสูตรขึ้นมาใช้เอง ก็ต้องขอยกย่องเป็นอย่างยิ่งเพราะสูตรที่ใช้นั้นเป็นสูตรทางตรีโกณที่ยากมาก มีแต่นักคณิตศาสตร์ที่เชี่ยวชาญทางฟิสิกส์ดาราศาสตร์เท่านั้นที่จะคิดได้)

โปรแกรม 4ZSuriya รุ่นแรกพัฒนาขึ้นจากสูตรในพระคัมภีร์สุริยยาตร์ ซึ่งพบว่าเมื่อนำเส้นทางโคจรมาสร้างเป็นกราฟเส้นจะไม่ได้เส้นโค้งนุ่มนวล แต่จะเป็นเส้นตรงหักต่อกันเป็นช่วงแล้วกลายเป็นแนวเส้นโค้งในที่สุด

โปรแกรม 4ZSuriya รุ่นที่สอง พัฒนาขึ้นโดยใช้สูตรคำนวณจากหนังสือ Practical Astronomy with Your Calculator โดย Peter Duffet-Smith ช่วยให้สามารถคำนวณตำแหน่งดาวได้ครบถึงดาวพลูโต โดยใช้ปีค.ศ.1990 เป็นตำแหน่งเริ่มของตัวแปรในสูตรคำนวณ

โปรแกรม 4ZSuriya รุ่นที่สาม พัฒนาจากรหัส Excel VBA ที่ค้นหาได้จากเว็บ http://www.xylem.f2s.com/kepler/ โดยไม่ทราบชื่อผู้คิดสูตร แต่ด้วยการใช้ VBA ทำให้สามารถคำนวณได้ซับซ้อนและละเอียดกว่าการใช้สูตรคำนวณธรรมดา และใช้ปีค.ศ.2000 เป็นตำแหน่งเริ่มของตัวแปรในสูตรคำนวณ

ปัญหาการตัดเวลา

เนื่องจากสูตรคำนวณตำแหน่งดาวที่นำมาใช้กันแพร่หลายเป็นสูตรที่ชาวตะวันตกเขาคิดขึ้น และถึงแม้บางสูตรจะไม่ได้เป็นฝีมือของชาวตะวันตกก็ตาม แต่เพื่อทำให้สูตรคำนวณสามารถใช้ได้อย่างสากลโดยไม่จำกัดว่าผู้ใช้จะเป็นใคร จึงยึดถือกันมาว่ากำหนดเวลาที่ใช้ในการคำนวณให้ใช้เวลาที่เมืองกรีนิชเป็นหลัก

ปัจจุบันเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ตำบลใดก็ตาม เมื่อขึ้นชื่อว่าอยู่ในประเทศไทยแล้วย่อมใช้เวลาเดียวกันทั้งประเทศ ซึ่งเวลาของประเทศไทยจะเร็วกว่าเวลากรีนิชอยู่ 7 ชั่วโมง เช่น เวลาหนึ่งทุ่มของไทย ตรงกับเวลาเที่ยงวันที่เมืองกรีนิช ( 19 - 7 = 12 ) ดังนั้นก่อนที่จะใช้สูตรคำนวณตำแหน่งดาว ตามหลักจะต้องปรับเวลาท้องถิ่นให้เป็นเวลากรีนิชเสียก่อน ซึ่งตัวโปรแกรมที่คนไทยนำมาพัฒนาใช้งานกันนั้น เช่น 4ZSuriya ได้ถูกปรับแก้ไขสูตรเพื่อช่วยให้คนไทยใช้งานกันได้ง่ายขึ้น โดยกำหนดให้ใช้เวลาของไทยได้เลย แล้วตัวโปรแกรมจะจัดการปรับเวลาเพื่อนำไปคำนวณต่อให้เอง

ในบางกรณีที่ใช้วันเวลาในอดีตย้อนหลังไปก่อนหน้าที่ประเทศไทยจะกำหนดระยะเวลา 7 ชั่วโมงต่างจากเวลามาตรฐานกรีนิช เราก็ต้องหาทางทราบให้ได้ก่อนว่าในช่วงวันเวลานั้น เวลาในประเทศไทยต่างจากเวลากรีนิชเท่าใด เพื่อนำส่วนต่างมาปรับเวลาในอดีตให้เสมือนเป็นเวลาในปัจจุบันของไทย

นอกจากเรื่องของเวลาแล้ว โปรแกรม 4ZSuriya ยังใช้วันตามจริง โดยไม่ต้องคิดตามแบบไทยที่ว่า ถ้ายังไม่ถึงหกโมงเช้า ก็ยังไม่ขึ้นวันใหม่ ซึ่งอาจทำให้ผู้ใช้โปรแกรมสับสนว่า คนที่เกิดวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2550 เวลา 5.55 นาฬิกา จะต้องใช้วันที่ 1 มกราคม หรือวันที่ 31 ธันวาคมปีก่อนในการคำนวณ ซึ่งในกรณีที่ใช้โปรแกรม 4ZSuriya ให้ใช้วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2550 เวลา 5.55 นาฬิกาได้เลย

การปรับเวลาที่กล่าวมานี้มีจุดประสงค์เพื่อทำให้โปรแกรมคำนวณตำแหน่งดาวได้ถูกต้อง มิใช่การปรับเวลาเพื่อคำนวณหาตำแหน่งลัคนาแต่อย่างใด ดังนั้นหากเมื่อนำผลการคำนวณไปเทียบกับโปรแกรมอื่นแล้วพบว่าตำแหน่งดาวบางดวงคลาดเคลื่อน ทั้งๆที่ดาวบางดวงมีตำแหน่งตรงกัน แสดงว่าเกิดจากสูตรทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้คำนวณในตัวโปรแกรมนั้นเอง ขออย่าพยายามปรับเวลาเพื่อหาทางปรับตำแหน่งดาวให้ตรงกับโปรแกรมอื่น แม้จะพบว่าเมื่อปรับเวลาแล้วทำให้ได้ตำแหน่งตรงตามต้องการก็ตาม เพราะอาจตรงเพราะความบังเอิญ อาจตรงกันแค่ในระยะเวลานั้นเท่านั้นก็เป็นได้ (ที่พบปัญหากันก็คือ ดาววงใน เช่น ดาวพุธ ดาวศุกร์ หรือดวงจันทร์ มักได้ตำแหน่งไม่ตรง พอปรับเวลาให้ได้ตำแหน่งดาวดวงใดดวงหนึ่งตรง จะกระทบให้ดาวดวงอื่นโดยเฉพาะดาววงในที่โคจรเร็วมีตำแหน่งเพี้ยนแทน)

บางครั้งอาจพบข้อกำหนดให้ปรับเวลา 18 นาที ซึ่งในประเด็นนี้เคยอ่านพบว่า ในอดีตของไทยก่อนปีพ.ศ.2463 มิได้กำหนดเวลาทั่วประเทศเหลื่อมกับเวลากรีนิชอยู่ 7 ชั่วโมง ต่อมาจึงประกาศกำหนดให้ประเทศไทย ใช้เวลามาตรฐานที่เส้นแวง 105 องศาตะวันออก ทำให้บางคนคิดละเอียดย้อนหาเวลาของกรุงเทพซึ่งอยู่ที่ 100 องศา 30 ลิปดา ว่าเป็นเวลาของทั่วประเทศซึ่งช้ากว่า 7 ชั่วโมงอยู่ 18 นาที ซึ่งวิธีคิดเช่นนี้ไม่ตรงกับการใช้เวลาจริงของประเทศไทย ซึ่งยึดถือว่าเวลาของประเทศไทยเร็วกว่าเวลากรีนิชอยู่ 7 ชั่วโมงเท่ากันทั้งประเทศ ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพ อุบลราชธานี เชียงใหม่ ภูเก็ต หรือตำบลใดก็ใช้เวลาเดียวกันและเร็วกว่าเวลากรีนิชอยู่ 7 ชั่วโมงเท่ากัน ซึ่งพิสูจน์ได้ง่ายๆโดยสอบถามเวลากรีนิชผ่านอินเทอร์เน็ตจะพบว่าต่างกัน 7 ชั่วโมง ดังนั้นผู้พัฒนาโปรแกรมคำนวณตำแหน่งดาวและผู้ใช้โปรแกรมจึงไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงเวลา 18 นาทีนี้แต่อย่างใด

ส่วนกรณีที่พบว่า ในการใช้ปฏิทินของอาจารย์ทองเจือ อ่างแก้ว แทนที่จะเพิ่มเวลา 18 นาที กลับต้องลบเวลา 18 นาทีสำหรับผู้ที่เกิดหลังปีพ.ศ.2463 นั้น เป็นไปได้ว่าตัวโปรแกรมที่ใช้คำนวณมีข้อกำหนดเฉพาะตัวแตกต่างจากโปรแกรมอื่นที่สร้างขึ้นในภายหลัง ซึ่งทุกคนที่ใช้ปฏิทินต้องปรับเวลาตามก่อนจึงจะได้ตำแหน่งดาวที่ถูกต้อง

ขอย้ำอีกครั้งว่า การปรับเวลาดังกล่าวข้างต้นนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการคำนวณตำแหน่งลัคนาแม้แต่น้อย เราต้องปรับเวลาที่บันทึกลงในโปรแกรมคำนวณเพื่อให้ได้ตำแหน่งดาว ณ เวลามาตรฐานกรีนิช ซึ่งตำแหน่งดาวแต่ละดวงที่คำนวณได้นั้นจะอยู่ในตำแหน่งเดียวกัน โดยถือว่ามองจากโลกทั้งใบพร้อมกัน แม้จะมองจากตำแหน่งตำบลหนึ่งตำบลใดบนโลกก็ย่อมได้ตำแหน่งดาวตามเดิม

สารพัดวิธีคำนวณตำแหน่งเริ่มต้นราศีเมษ

ในขั้นแรกพอคำนวณได้ตำแหน่งดาวจากตัวโปรแกรม เราไม่สามารถนำตำแหน่งดาวที่ได้นี้มาใช้ได้ทันทีกับโหราศาสตร์ เพราะผลจากการคำนวณเป็นตำแหน่งดาวทางดาราศาสตร์ซึ่งวัดระยะตำแหน่งดาวนับจากจุดเริ่มต้นราศีเมษต่างจากจุดเริ่มต้นราศีเมษที่โหราศาสตร์ไทยใช้กัน

ในทางดาราศาสตร์หรือโหราศาสตร์ชาวตะวันตก กำหนดให้ตำแหน่งเริ่มต้นของราศีเมษเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆเมื่อมองสัมพัทธ์กับตำแหน่งของดาวฤกษ์ การเคลื่อนตัวของตำแหน่งเริ่มต้นของราศีเมษนี้เกิดจากการแกว่งตัวของแนวการโคจรรอบตัวของโลกเมื่อนำมาทาบกับแนวการโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ ซึ่งจะเคลื่อนตัวประมาณ 50.29" ต่อปี

ส่วนตำแหน่งเริ่มต้นของราศีเมษของโหราศาสตร์ไทย กำหนดให้เป็นตำแหน่งคงที่ อยู่ตำแหน่งเดิมเสมอเมื่อวัดสัมพัทธ์กับตำแหน่งดาวฤกษ์

ดังนั้นก่อนที่จะนำตำแหน่งดาวที่คำนวณได้โดยตรงจากสูตรคำนวณมาใช้ จำเป็นต้องปรับตำแหน่งเริ่มต้นของราศีเมษให้คืนสู่ตำแหน่งเดิมซึ่งคงที่ก่อน ซึ่งตำแหน่งที่ว่านี้ว่ากันว่าต้องเป็นตำแหน่งดั้งเดิมตั้งแต่สมัยยุคเริ่มแรกของการเกิดขึ้นของตำราโหราศาสตร์ในโลกนี้ทีเดียว ทำให้เกิดการค้นคว้าประวัติศาสตร์ยุคโบราณเพื่อหาว่าตำแหน่งนี้อยู่ที่ใดกันแน่ แล้วกลับสร้างปัญหาต่อมาเมื่อพบว่ามีหลายตำแหน่งแตกต่างไปตามแต่ว่าใครจะอ้างอิงหลักฐานจากที่ไหนมาใช้

ค่าที่ใช้ปรับหาตำแหน่งเริ่มต้นของราศีเมษนั้น เรียกว่า ค่าอายนางศ์ (Ayanamsa) ซึ่งค่าที่ใช้กันในปัจจุบันมีค่าประมาณ 23-24 องศา ค่าอายนางศ์ที่คิดกันมีหลายค่า เช่น Lahiri, Fagan-Bradley, Raman, KP, Manu, Sayan, Krishnamurti, DeLuce, Jones, Johndro, Jung, Rudhyar, Dobyns, Ely, Takra เป็นต้น โดยแต่ละค่าจะมีระยะมุมอายนางศ์ที่วัดได้มาจากปีก่อนหรือหลังปีค.ศ. เช่น

Fagan-Bradley 263 A.D. 22.9578 องศา
Lahiri 327 A.D. 21.9642 องศา
DeLuce 10 A.D. 26.3905 องศา
Raman 430 A.D. 20.3905 องศา
Jones 135 B.C. 28.4152 องศา
Johndro 363 B.C. 31.5988 องศา
Cayce 50 B.C. 27.2283 องศา
Jung 16 A.D. 26.3068 องศา
Rudhyar 95 B.C. 27.8567 องศา
Dobyns 172 A.D. 24.1285 องศา
Ely 13.6 B.C. 26.72 องศา

คนไทยเราคงคุ้นเคยกับคำว่าโปรแกรมคำนวณแบบลาหิรีกับโปรแกรมคำนวณแบบสุริยยาตร์ ซึ่งการแบ่งโปรแกรมคำนวณแบบนี้ผมไม่เห็นด้วยเพราะเป็นการแบ่งโดยใช้เกณฑ์ต่างกันจึงไม่ควรนำมาเทียบกัน และโปรแกรมที่คำนวณตามพระคัมภีร์สุริยยาตร์นั้นก็ไม่เป็นที่เปิดเผยว่าใช้ค่าอายนางศ์แบบไหน มีที่มาในการคำนวณเป็นอย่างไร

ในโปรแกรม 4ZSurita รุ่นที่สาม กำหนดให้ใช้ค่าอายนางศ์แบบ Lahiri เป็นหลัก โดยผู้ใช้สามารถเปลี่ยนไปใช้แบบ Fagan-Bradley ก็ได้ เพราะสองแบบนี้ถือว่าเป็นแบบที่นิยมใช้กัน ซึ่งถ้าเลือกไม่ใช้ค่าอายนางศ์จะทำให้โปรแกรม 4ZSuriya แสดงตำแหน่งดาวแบบดาราศาสตร์หรือโหราศาสตร์ชาวตะวันตก

เมื่อเลือกใช้ค่าอายนางศ์ต่างไปจากเดิมจะทำให้ตำแหน่งดาวเปลี่ยนไปตาม ซึ่งการเปลี่ยนตำแหน่งแม้จะมีมุมที่น้อยมาก แต่อาจทำให้ดาวย้ายราศีหรือย้ายจากนวางค์เดิมก็ได้ ส่งผลให้ต้องพยากรณ์ผิดเพี้ยนตามไป

ถ้าว่าถึงการพยากรณ์ที่ผิดเพี้ยนซึ่งโหราจารย์ท่านยังยอมรับยังนำมาใช้งานกันมาก เริ่มจากการเปิดหาตำแหน่งดาวจากปฏิทินโหรซึ่งในปฏิทินมักไม่ได้ให้ตำแหน่งดาวละเอียดถึงทุกชั่วโมงทุกนาที โหรจึงต้องนำตำแหน่งดาวที่ได้จากสองช่วงเวลามาคำนวณหาตำแหน่งที่ถูกต้อง โดยมักใช้หลักคำนวณง่ายๆ เทียบสัดส่วนเวลาเพื่อนำไปปรับมุมดาว ซึ่งการคำนวณแบบนี้ถือว่าเป็นการคำนวณที่ยังไม่ละเอียด เพราะมิได้คำนึงถึงอัตราความเร็วในการโคจรของดาวในช่วงเวลานั้นว่า ดาวกำลังโคจรเดินหน้า ถอยหลัง กำลังโคจรเร็วขึ้น หรือโคจรช้าลงในอัตราความเร็วเท่าใด และยังมิได้คำนึงถึงมุมระนาบของดาวซึ่งต้องใช้วิธีการคำนวณแบบตรีโกณ

ปัญหาจากการเปิดปฏิทินนี้แม้จะมีน้อยลงเพราะหันไปใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์แทน แต่ตำแหน่งดาวที่ได้จากโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้นก็ยังอาจแตกต่างกันได้อีกจากการเลือกใช้โปรแกรม และการเลือกใช้ค่าอายนางศ์

ปัญหาการคำนวณตำแหน่งลัคนา

ลัคนาคือตำแหน่งบนขอบฟ้าทางทิศตะวันออก ณ เวลาที่ต้องการทำนาย ซึ่ง ณ เวลาหนึ่งๆตำแหน่งนี้จะแตกต่างกันไปตามตำแหน่งพื้นที่บนโลกต่างกันไปตามตำแหน่งเส้นรุ้งเส้นแวง ส่งผลให้เจ้าชะตาที่เกิดเวลาเดียวกัน แต่ต่างสถานที่กัน มีวิถีชีวิตต่างกันไป

ลัคนามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการพยากรณ์ เพราะถือเป็นตำแหน่งที่แรงที่สุด ซึ่งเกิดจากการที่โลกหมุนรอบตัวเองไปทางทิศตะวันออก กระตุ้นให้เกิดการปะทะกันในแนวเส้นตรงของแรงสองแรง แรงหนึ่งเป็นแรงจากดวงดาวหรือดาวฤกษ์ที่ส่งมายังโลก อีกแรงหนึ่งเป็นแรงเหวี่ยงตัวของโลกจากการหมุนรอบตัวเอง ทำให้พลังของดวงดาวที่ส่งแรงมายังโลกในทิศทางนี้มีพลังที่แรงที่สุด ซึ่งในทางโหราศาสตร์กำหนดให้ตำแหน่งของลัคนาเป็นจุดเริ่มของภพหรือจุดกำเนิดของเรื่องราวในชีวิต เริ่มจากภพตนุหมายถึงตัวเจ้าชะตาเองในตำแหน่งลัคนา

การคำนวณตำแหน่งลัคนาตามหลักโหราศาสตร์ไทย ใช้การคำนวณที่อาศัยอันโตนาทีเป็นหลัก โดยสมมติว่าทุกวันดวงอาทิตย์ขึ้น ณ เวลา 6 นาฬิกาเสมอ จากนั้นดวงอาทิตย์จะใช้เวลาโคจรแต่ละราศีช้าหรือเร็วแตกต่างกันไป โดยอันโตนาทีเป็นระยะเวลาที่ดวงอาทิตย์โคจรในแต่ละราศี ซึ่งเราสามารถใช้จานหมุนเพื่อหมุนหาตำแหน่งลัคนาหรือคำนวณเองได้ง่าย เพียงเริ่มจากทราบตำแหน่งของดวงอาทิตย์ให้ได้ก่อนว่า ณ เวลาตกฟาก ดวงอาทิตย์อยู่ในราศีใด จากนั้นกำหนดให้ตำแหน่งดวงอาทิตย์เป็นตำแหน่ง 6 นาฬิกา แล้วหาว่าเวลาที่ตกฟากห่างจากตำแหน่งของดวงอาทิตย์ว่าอยู่ตำแหน่งใด โดยใช้ระยะเวลาอันโตนาทีของแต่ละราศีจากตำแหน่งของดวงอาทิตย์จนถึงลัคนา จะเท่ากับระยะเวลาจาก 6 นาฬิกาถึงเวลาตกฟากนั่นเอง

การใช้เวลา 6 โมงเช้าเป็นเวลาเริ่มรุ่งอรุณนั้นเป็นสิ่งแรกที่ทำให้อันโตนาทีขาดความเชื่อถือ เพราะในแต่ละวันหรือแต่ละฤดูและแต่ละพื้นที่บนโลกนี้มิได้สว่างเห็นดวงอาทิตย์ ณ เวลา 6 โมงเช้าเสมอไป แม้โหราจารย์ได้กำหนดให้ปรับเวลาตามสถานที่ เช่น กรุงเทพจะเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นหลังจากเวลามาตรฐาน 18 นาที จังหวัดนั้นจังหวัดนี้ให้ปรับเวลาแตกต่างกันก็ตาม ก็ยังไม่ได้ช่วยให้วิธีการคำนวณหาลัคนาที่ใช้อันโตนาทีนี้ถูกต้องมากขึ้น เพราะแม้จะปรับเวลา 18 นาทีให้กับกรุงเทพ แต่ดวงอาทิตย์ก็ยังมิได้ขึ้นเวลาเดิมเสมอไปในแต่ละฤดู (ซึ่งถ้าจะปรับการคำนวณให้ดีขึ้น ควรคำนวณหาเวลาที่ดวงอาทิตย์ขึ้นของแต่ละสถานที่ แล้วนำมาใช้แทนเวลา 6 โมงเช้า) นอกจากนั้นยังยึดถือว่าค่าของอันโตนาทีแต่ละราศีมีค่าคงที่ตามเดิมอยู่นั่นเอง ทั้งๆที่สถานที่ต่างกันบนโลกตามแนวเหนือใต้จะเห็นแนวระนาบของวงโคจรบนเส้นสุริยวิถี (Ecliptic) ต่างระนาบกัน และเนื่องจากโลกเอียงจึงทำให้ดวงอาทิตย์มิได้ขึ้นในทิศตะวันออกเสมอไป ทิศของลัคนาจึงไม่ใช่ทิศตะวันออกตามตำราเสียด้วยซ้ำ และในระหว่างวัน มุมของเส้นสุริยวิถีที่ตัดกับผิวโลกก็ยังเอียงต่างกันไปได้อีก และจุดตัดระหว่างเส้นสุริยวิถีกับผิวโลกก็ยังเลื่อนไปมาไม่คงที่ตามทิศเดิมตลอดวัน ซึ่งเป็นผลมาจากการหมุนตัวของโลกที่เอียงนี่เอง

อันโตนาทีที่ใช้กันแต่เดิมกำหนดให้แบ่งระยะเวลาใน 1 วันหรือ 1,440 นาที ( = 24 ชั่วโมง @ 60 นาที ) ออกเป็น 12 ส่วน เพื่อแทนระยะเวลาที่ดวงอาทิตย์โคจรอยู่ในแต่ละราศี ซึ่งการแบ่งวงกลมฟ้าเป็น 12 ส่วนนี้ในยุคก่อนต้องถือว่าละเอียดมาก เพราะสะดวกที่จะใช้เครื่องคิดเลขมาใช้คำนวณ แต่การที่แบ่งเป็น 12 ส่วน ก็ย่อมต้องสมมติด้วยว่าอัตราความเร็วของดวงอาทิตย์ที่โคจรในแต่ละส่วนมีความเร็วเฉลี่ยเท่ากันตลอดด้วย ซึ่งในความเป็นจริงแล้วแม้ว่าโลกจะหมุนตัวเร็วในอัตราคงที่ แต่เนื่องจากแกนโลกเอียง เราจึงเห็นดวงอาทิตย์โคจรในระนาบเอียงไม่ตั้งฉากกับพื้นโลก ระนาบของวงโคจรบนเส้นสุริยวิถี (Ecliptic) ของแนววงโคจรของดวงอาทิตย์จึงไม่ใช่วงกลม ส่งผลให้ตำแหน่งของดวงอาทิตย์ที่เราเห็นบนท้องฟ้านั้นเคลื่อนที่ช้าไปเร็วไปช้าหรือมีความเร็วไม่คงที่ในแต่ละส่วน แต่ในยุคปัจจุบันถ้าใช้คอมพิวเตอร์คำนวณติดตามตำแหน่งดวงอาทิตย์ เราน่าจะหาทางแบ่งวงกลมฟ้าเป็น 360 ส่วนหรือมากส่วนกว่านั้น เพื่อจะได้คิดย้อนหาตำแหน่งลัคนาได้ละเอียดมากขึ้นดีกว่าที่จะแบ่งเป็นเพียง 12 ส่วน (หรือแม้จะใช้สูตรคำนวณตรีโกณทางวิทยาศาสตร์แต่ยังคงแบ่งวงกลมฟ้าเป็น 12 ส่วนก็ยังถือว่าไม่ละเอียดเท่าที่คอมพิวเตอร์ควรคำนวณได้)

อย่างไรก็ตามวิธีคิดข้างต้นเป็นการคิดแบบย้อนกลับ โดยหาจากตำแหน่งดวงอาทิตย์ ณ เวลาตกฟาก แล้วพยายามย้อนไปหาตำแหน่งขอบฟ้า แต่ถ้าสามารถใช้คอมพิวเตอร์คำนวณหาตำแหน่งของฟ้าทางทิศตะวันออกโดยตรง น่าจะได้ตำแหน่งที่ชัดเจนกว่ามาก

ถ้าทดสอบลัคนาที่ได้จากวิธีคำนวณตามหลักอันโตนาทีจะพบว่า ณ เวลา 6 โมงเช้า ไม่ว่าจะเป็นวันเดือนปีใดก็ตาม ตำแหน่งลัคนา ณ เวลา 6 โมงเช้าจะทับตำแหน่งของดวงอาทิตย์พอดี ซึ่งชี้ให้เห็นความผิดพลาดจากความเป็นจริง เพราะในเวลา 6 โมงเช้า ลัคนาไม่จำเป็นต้องตรงกับตำแหน่งดวงอาทิตย์เสมอไป จึงขอแนะนำให้ใช้วิธีนี้ทดสอบโปรแกรมคำนวณตำแหน่งดาวที่ใช้อยู่ว่าคำนวณตำแหน่งลัคนาได้น่าเชื่อถือเพียงใด

ถ้าโปรแกรมคำนวณตำแหน่งลัคนาได้ถูกต้อง ขอให้ทดลองใช้เวลาในแต่ละวันที่เรามีชีวิตอยู่ได้เห็นดวงอาทิตย์ขึ้นและเห็นดวงอาทิตย์ตก นำเวลานั้นมาคำนวณลงในโปรแกรมที่ใช้อยู่ ถ้าพบว่าลัคนาช่วงเช้าและค่ำตรงกับตำแหน่งดวงอาทิตย์ ก็แสดงว่าโปรแกรมคำนวณใช้ได้ ส่วนจะถูกต้องมากน้อยเพียงใด ค่อนข้างพิสูจน์ได้ยากเพราะบ้านเรือนตึกสูงมักจะบังขอบฟ้า ทำให้ไม่เห็นดวงอาทิตย์ที่ขอบฟ้าได้ชัดเจน

ในโปรแกรม 4ZSuriya รุ่นที่ 3 สามารถเลือกการคำนวณหาตำแหน่งลัคนาได้ 3 วิธี ถ้าเลือกใช้อันโตนาที จะคำนวณตามหลักเดิมของไทย (Classic) ซึ่งใช้ค่าอันโตนาทีคงที่ หรือจะเลือกใช้อันโตนาทีแบบ Dynamic ซึ่งเป็นสูตรที่ได้จากอาจารน์นพดล ปอศรี โดยจะเลือกนำสถานที่ไปปรับเวลาต่อหรือไม่ก็ได้ หรือส่วนอีก 2 วิธีนั้น ตั้งชื่อเรียกว่า Auto1 และ Auto2 คำนวณหาตำแหน่งลัคนาโดยใช้สูตรตรีโกณที่ให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกัน แต่จะแตกต่างจากตำแหน่งลัคนาที่คำนวณตามหลักอันโตนาทีอย่างมากในบางช่วงเวลา

บทสรุปของความต่าง

ปัจจุบันผมไม่ค่อยให้ความเชื่อถือกับตำแหน่งดาวที่โปรแกรมคำนวณได้เท่าใด เพราะจากการศึกษาวิธีการคำนวณได้พบเห็นหลายเรื่องที่เราสมมติกันขึ้นมาใช้ ก่อนโน้นเคยให้คำทำนายทายทักได้ถูกต้องแม่นยำ แต่พอเปลี่ยนมาใช้โปรแกรมรุ่นใหม่ที่คำนวณได้ละเอียดขึ้น กลับพบว่าการทำนายในอดีตที่ผ่านมาใช้ไม่ได้เลย กลายเป็นว่ายิ่งเราใช้โปรแกรมคำนวณที่ละเอียดมากขึ้นเท่าใด เรายิ่งต้องระวังในการให้คำพยากรณ์มากขึ้นเท่านั้น และเมื่อพบว่าตำแหน่งดาวรวมทั้งตำแหน่งลัคนามิได้มีแค่ตำแหน่งเดิมตำแหน่งเดียว ย่อมส่งผลให้ตำแหน่งของภพคลาดเคลื่อน และทำให้ตำแหน่งดาวเมื่อคำนวณแบบ Harmonic ที่ 9 หรือที่รู้จักกันในชื่อนวางค์จักร์ซึ่งใช้ตำแหน่งแบบละเอียดคลาดเคลื่อนเช่นกัน

ผมเชื่อว่าเราไม่จำเป็นต้องใช้ตำแหน่งดาวที่ถูกต้องแม่นยำตรงตามความเป็นจริงบนท้องฟ้ามากนัก ขอเพียงช่วยกันหาทางนำตำราของโหราจารย์มาประยุกต์ใช้กับคอมพิวเตอร์ให้มากขึ้นและละเอียดรอบคอบมากขึ้น ก็น่าจะช่วยให้เกิดคำทำนายที่แม่นยำเพียงพอแล้ว ที่สำคัญที่สุดเราควรหาทางคิดค้นหลักการพยากรณ์ใหม่ๆขึ้นมาใช้กัน เพราะยุคนี้ไม่ได้คิดตัวเลขด้วยมือหรือใช้เครื่องคิดเลขแบบแต่ก่อนแล้ว คนที่เก่งคอมพิวเตอร์จะสามารถหาทางวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของตำแหน่งดาวได้ดีกว่าคนที่ใช้คอมพิวเตอร์ไม่เป็น และยิ่งถ้าใช้ Excel เป็น ก็ไม่จำเป็นต้องอาศัยโปรแกรมเมอร์ ตัวเราเองนี่แหละจะสามารถนำความยืดหยุ่นของ Excel มาช่วยให้พยากรณ์ได้หลากหลายวิธีและสร้างสรรค์วิธีพยากรณ์ที่เหนือกว่าเดิมที่เราผูกพันกันอยู่ เช่น แทนที่จะใช้แค่ตำแหน่งลัคนา ณ เวลาเกิดเวลาเดียว เราน่าจะหาทางย้อนหลังไปดูวิถีการโคจรของดวงดาวในช่วง 9 เดือนช่วงที่อยู่ในท้องคุณแม่กันด้วยว่ามีผลต่อทารกที่กำลังก่อร่างเป็นคนมีชีวิตจิตใจอย่างไร แทนที่จะใช้การตีความของมนุษย์ซึ่งอาจจะลำเอียงหรือพูดออกมาเพื่อเอาใจ เราน่าจะหาทางพัฒนาโปรแกรมให้สามารถวิเคราะห์ออกมาตามเหตุและผล พยากรณ์ได้ละเอียดแค่ไหนก็ทำนายแค่นั้น

โหราศาสตร์ไทยไม่ได้เป็นศาสตร์เดียว ยังมีโหราศาสตร์ของชาวตะวันตกที่พัฒนาไปไม่หยุด ยังมีศาสตร์อื่น เช่น ฮวงจุ้ย โหวงเฮ้ง ไพ่ยิบซี และวิทยาศาสตร์เอง อีกทั้งยังขึ้นกับกฎแห่งกรรม ใครทำดีก็ย่อมได้ดี ใครทำชั่วก็ต้องรับกรรมตอบสนองในไม่ช้า ดังนั้นขอให้ระลึกไว้เสมอว่าเหตุการณ์ตามคำทำนายไม่จำเป็นต้องเป็นไปตามสิ่งที่พยากรณ์ไว้เสมอไป

(หมายเหตุ บทความนี้อาจมีความเข้าใจบางส่วนของผมที่ยังไม่ถูกต้องนัก จึงขอให้คอยติดตามการปรับปรุงแก้ไขเนื้อหาต่อไปด้วย)

 



loading...


โดย smith ดูบทความของฉันทั้งหมดที่นี่
วันที่ 5 พ.ย. 50 14:40 น.
เนื้อหานี้เปิดอ่านแล้ว 24,626 ครั้ง

แชร์หน้านี้

ความคิดเห็นทั้งหมด (เปิดดู 24,626 ครั้ง ตอบ 1 ครั้ง)

ลบ แจ้งลบ
โดย ka_per~**
IP : 117.47.133.***

อยากให้สรุปสูตรการหาต่างๆของดาราศาสตร์และตัวอย่างของแต่ละสูตรด้วยค่ะ  ขอแบบด่วนๆนะค่ะ

  **ขอบคุณค่ะ**

แสดงความคิดเห็นของท่านที่นี่


เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เรื่องล่าสุด




advertisement