30นักคิด-นักวิชาการ ชำแหละ"ระบอบทักษิณ" กับอนาคตประเทศไทย

ลบ แก้ไข

หมายเหตุ"มติชน"-ผู้เข้าร่วมสัมมนาครั้งนี้ประกอบด้วย นิธิ เอียวศรีวงศ์,อานันท์ กาญจนพันธุ์,ชัยวัฒน์ สถาอานันท์,อรรถจักร์ สุตยานุรักษ์,ผาสุก พงษ์ไพจิตร,สมภพ มานะรังสรรค์,นวลน้อย ตรีรัตน์,แล ดิลกวิทยารัตน์,วีระ สมบูรณ์,เกษียร เตชะพีระ,โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์,สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์,พิชญ พงศ์สวัสดิ์,กวี จงกิจถาวร,ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์, อัมมาร สยามวาลา,ยศ สันตสมบัติ,สุริชัย หวันแก้ว,ฉันทนา บรรพศิริโชติ,คริส เบเกอร์,วรวิทย์ เจริญเลิศ,ไชยยันต์ ไชยพร,อุกฤษ ปัทมานันท์, ประภาส ปิ่นตบแต่ง,บรรเจิด สิงคะเนติ,สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์,สมชาย ปรีชาศิลปกุล,อภิชาติ สถิตนิรามัย,สนิทสุดา เอกชัย

ในการสัมมนาที่ประชุมข้อสรุปร่วมกันว่า จะทำงานในเชิงวิชาการต่อไปเพื่อหาข้อมูลด้านต่างๆ เพื่อประเมินผลผลสำเร็จของนโยบายรัฐบบาลทักษิณ

สำหรับรายละเอียดของการสัมมนาจะนำเสนอในวารสาร "ฟ้าเดียวกัน" ฉบับเดือนมกราคม-มีนาคม 2547



เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา วารสาร"ฟ้าเดียวกัน" เชิญนักวิชาการและนักพัฒนาองค์กรเอกชนประมาณ 30 คน เข้าร่วมระดมสมองในหัวข้อ "ระบอบทักษิณ ความเป็นมา และความเป็นไปในอนาคต" ณ บ้านกลางดอยโรงแรมรีสอร์ท แอนด์ สปา อ.หางดง จ.เชียงใหม่ เป็นเวลา 2 วันเต็ม

หลักการและเหตุผลที่นำพาไปสู่การถกเถียงในหัวข้อดังกล่าวระบุว่า นับแต่การก้าวขึ้นมาของรัฐบาลพรรคไทยรักไทยภายใต้การนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีปรากฏการณ์ใหม่หลายประการเกิดขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของสังคมการเมืองไทยอย่างมีนัยสำคัญ อาทิ การดำเนินนโยบายแบบประชานิยมที่อ้างว่าสร้างความเข้มแข็งตั้งแต่ระดับรากหญ้า การส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก การประกาศสงครามกับความยากจน ยาเสพติดและการคอร์รัปชั่น การปฏิรูประบบราชการไปสู่การบริหารประเทศแบบซีอีโอ จนไปถึงการเดินตามแนวทางเศรษฐกิจสองแนวทาง(dual tracks)

ระบอบทักษิณซึ่งประกอบไปด้วยระบบการเมืองแบบ "ทักษิณาธิปไตย" และระบบเศรษฐกิจแบบ "ทักษิโณมิกส์" นั้น ด้านหนึ่งดูเหมือนจะสามารถรวมศูนย์กลุ่มพลังต่างๆ ของสังคมเข้ามาประสานประโยชน์ด้วยกันอย่างกลมกลืนและเป็นความก้าวหน้าหรือความหวังของคนในสังคมเป็นจำนวนมาก

แต่อีกด้านหนึ่ง ระบอบทักษิณถูกนักวิชาการ นักพัฒนาเอกชน รวมถึงขบวนการทางสังคมจำนวนหนึ่งวิพากษ์วิจารณ์คัดค้านอย่างมากเช่นกัน

ลักษณะที่ขัดแย้งในตัวเองของระบอบทักษิณหลายประการ ทำให้ไม่สามารถนำเอากรอบการวิเคราะห์สังคมการเมืองไทยเท่าที่มีอยู่เดิมใช้อธิบายทำความเข้าใจระบอบทักษิณได้อย่างมีพลังอีกต่อไป ขณะเดียวกันก็ยังไม่มีกรอบการวิเคราะห์ใหม่ที่สามารถนำมาใช้ทำความเข้าใจระบอบทักษิณได้อย่างน่าพอใจ

เวทีถกเถียงดังกล่าวจึงเกิดขึ้น โดยแบ่งออกเป็น 4 หัวข้อหลักคือ 1.เส้นทางประชาธิปไตยและการปรับตัวของรัฐไทยในระบอบทักษิณ 2.ทุนนิยมไทยบนแนวทางทักษิโณมิกส์และผลต่อนโยบายการพัฒนา 3.การเมืองทางเลือกในยุคทักษิณและข้อจำกัดของขบวนการประชาชน และ 4.การดำรงอยู่และอนาคตของระบอบทักษิณ:โจทย์ท้าท้ายสังคมไทย

00ประชานิยมสู่นิยมทักษิณ/แม้วทริกซ์

การถกเถียงเรียงตามลำดับตามหัวข้อที่กำหนด แต่เนื่องจากแต่ละหัวข้อเนื้อหามีความสัมพันธ์กัน ประเด็นต่างๆ จึงเกี่ยวพันกันอยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้ การเปิดเวทีวิพากษ์ในแต่ละข้อนั้น เริ่มให้มีผู้นำเสนอเปิดประเด็นก่อน จากนั้นจึงให้ผู้เข้าร่วมแสดงความคิดเห็น

ในหัวข้อแรก ผู้นำเสนอประเด็นได้พยายามฉายภาพและชี้ให้เห็นผลกระทบที่เกิดขึ้นภายหลังจากรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณขึ้นครองอำนาจว่า พยายามใช้นโยบายประชานิยมต่างๆ เพื่อสร้างคะแนนนิยมและสร้างความหวังต่างๆ แก่ประชาชน ปรากฏการณ์ดังกล่าวมิใช่แค่การสร้างภาพต่อสังคมเท่านั้น แต่ยังเข้าครอบงำและครองชีวิตจิตใจของประชาชนด้วย สร้างโลกแห่งความฝันที่อาจเรียกได้ว่า "แม้วทริกซ์"

ขณะเดียวกันสามารถใช้กลยุทธ์ต่างๆ ทำให้สาธารณะเสื่อมศรัทธาต่อผู้ที่ พ.ต.ท.ทักษิณคิดว่าศัตรูหรือผู้ที่มีความคิดแตกต่างจนอ่อนกำลังลง

จุดเด่นของนโยบายของรัฐบาลทักษิณที่สามารถสร้างประชาชนนิยมในตัว พ.ต.ท.ทักษิณอย่างสูงคือ การทำให้คนรู้สึกว่าเท่ากันภายใต้นโยบายของรัฐบาล ไม่มีชนชั้น แต่มีกลุ่มหรือชนชั้นเดียวกันไทยรักไทย เช่น นโยบายเอื้ออาทรต่างๆ การเข้าถึงทรัพยากรด้วยการลงทะเบียนเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน(แต่ไม่ได้แก้ไขปัญหาความยากจนอันเกิดจากโครงสร้างสังคม),การเข้าแทรกแซงทุกๆ อย่างและสามารถเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มธุรกิจต่างๆ

อย่างไรก็ตาม นโยบายต่างๆ เหล่านี้ยังมีความสับสนและขัดแย้งกันเอง เช่น นโยบายบางอย่างดูเหมือนก้าวหน้า เช่น การบริหารงานแบบบูรณาการหรือซีอีโอ แต่ขณะเดียวกันกลับผลักดันร่าง พ.ร.บ.ปกครองท้องที่ให้กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านดำรงตำแหน่งถึงอายุ 60 ปี เป็นนโยบายที่ล้าหลัง, การตัดสินนโยบายสำคัญๆ ที่มีผลกระทบต่อประเทศ พยายามหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากรัฐสภา แต่ใช้มติคณะรัฐมนตรีเป็นเครื่องมือดังกรณีส่งทหารไทยไปอิรัก

ผู้เสนอประเด็นมองว่า การรวมของกลุ่มทุนต่างๆ ทั้งโทรคมนาคม ทุนธุรกิจบันเทิงและทุนอุตสาหกรรมซึ่งการมีเสียงข้างมากอย่างเบ็ดเสร็จอาจทำให้ถูกมองว่าเป็นเผด็จการ แต่ข้อกล่าวหาดังกล่าวก็ไม่ชัดเจนและมีความซับซ้อนกว่าเผด็จการในอดีตซึ่งทำให้ไม่สามารถต่อกรได้อย่างตรงไปตรงมาเหมือนในอดีต และประชาชนทั่วไปก็มิได้รู้สึกตัว

00เทกโอเวอร์ประเทศไทย-คุมเบ็ดเสร็จ

ในเวทีการสัมมนามองว่า การขยายตัวและเติบโตอย่างแข็งแกร่งของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นรัฐบาลนายทุน(อุปถัมภ์)มากว่ารัฐบาลทุนนิยมเสรีและยังทำลายสถาบันต่างๆ ที่มีอยู่เดิมในสังคมไทยแต่ขวางแนวทางของตัวเอง รวมถึงสถาบันทุนนิยมด้วย

ภาพที่นักวิชาการอาวุโสรายหนึ่งพยายามฉายภาพให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของกลุ่มทุนคือ ในอดีตกลุมทุนที่มีอำนาจอิทธิพลมากคือกลุ่มทุนธนาคาร ถ้านักการเมืองโดยเฉพาะกลุ่มนายทหารที่ต้องการใช้ธนาคารเป็นฐานทางเศรษฐกิจการเมืองจะเข้ายึดกุมแต่ละธนาคารโดยตรง แต่หลังจากวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 พ.ต.ท.ทักษิณเข้ายึดอำนาจรัฐ ก็สามารถยึดกุมธนาคารได้เพราะธนาคารหลายแห่งตกเป็นของรัฐภายหลังเกิดวิกฤต ทำให้รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณสามารถใช้ธนาคารเป็นเครื่องมือสนองนโยบายได้

"ดีล เมกเกอร์(เป็นศัพท์ที่ใช้ในทางธุรกิจในการเจรจาการค้า)ที่ใหญ่ที่สุดของ พ.ต.ท.ทักษิณคือการเทกโอเวอร์ประเทศไทย หลังจากนี้กก็จะดีลไปเรื่อยๆ ซึ่งถูกมองว่าทำเพื่อประโยชน์ครอบครัวและพวกพรรคที่ต้องเลี้ยงดูอุปถัมภ์ การตั้งเป้าว่าจะอยู่นาน 20 ปี ผลประโยชน์จะเพิ่มขึ้น 20 เท่าหรือไม่" ผู้เข้าร่วมสัมมนารายหนึ่งตั้งข้อสังเกต

การดำรงอยู่ของรัฐบาลทักษิณ ทำให้ต้องใช้วิธีการต่างๆ มากมาย จากข้อสรุปที่รวบรวมได้จากเวที เช่น

1.การควบคุมสื่อมวลชนด้วยวิธีการต่างๆ ได้สำเร็จ นอกจากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณยังเป็นผู้กำหนดญัตติสาธารณะให้สื่อมวลชนวิ่งไล่ตาม ทำให้หมดสภาพ "หมาเฝ้าบ้าน"

2.ใช้ระบบพ่อปกครองลูกประชาชนต้องเข้าแถวรอรับความช่วยเหลือจากรัฐบาล ตัดระบบความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างประชาชนกับกลุ่มต่างๆ และสร้างระบบความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับนายกฯโดยตรง เห็นได้จากคนทั่วไปเข้าใจว่า เงินจากกองทุนหมู่บ้าน เป็นการกู้เงินจาก พ.ต.ท.ทักษิณไม่ใช่คณะกรรมการกองทุน

3.สร้างความหวังให้แก่ประชาชนไม่มีที่สิ้นสุดด้วยโครงการต่างๆ จนประชาชนเสพติดนโยบาย ซึ่งพรรคการเมืองจะต้องปฏิบัติตามในอนาคต

4.พ.ต.ท.ทักษิณจะแสดงบทบาทที่เหนือกลุ่มข้าราชการตลอด รู้ทุกเรื่องที่จะนำเสนอ จนข้าราชการรู้สึกว่า พ.ต.ท.ทักษิณมีการข่าวที่ดีมาก ทำให้ข้าราชการกลัว

สภาพการณ์ดังกล่าวทำให้สังคมโดยเฉพาะข้าราชการจะจับตาดูว่า "ทักษิณ" จะพูดอะไร จะทำอะไร จากนั้นจะปฏิบัติตามโดยอ้างว่าเป็นนโยบายของนายกฯโดยไม่มีการพูดถึงรัฐมนตรีต้นสังกัดด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตาม มีนักวิชการมองว่าทีมงานของ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้มีการวางแผนเป็นระบบเพื่อจะครองอำนาจอย่างยาวนานเท่าใดนัก ดูได้จากเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณก้าวลงจากอำนาจหลังเป็นนายกฯนาน 8 ปี ตัวแทนที่จะสืบทอดอำนาจต่อคือใคร

การก่อกำเนิดของพรรคไทยรักไทยแม้สามารถรวมกลุ่มทุนขนาดใหญ่เข้ามารวมตัวกันโดยมีกลุ่มทุนโทรคมนาคมเป็นแกนกลาง แต่ภายในกลุ่มทุนเหล่านี้ในระยะยาวหรือมีสัญญาณบางประการว่า มีความขัดแย้งในทางผลประโยชน์จนอาจเกิดปัญหาขึ้นได้

นอกจากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณก็ยังไม่มั่นใจว่าพรรคไทยรักไทยจะเป็นฐานอำนาจที่แข็งแกร่งยั่งยืนหรือไม่ จึงพยายามสร้างปรับรื้อสถาบันต่างๆ ให้มาเป็นฐานรองรับอำนาจด้วย เช่น สถาบันทหาร มีการจัดระบบการโยกย้ายซึ่งจากการสำรวจในเบื้องต้น พบว่ามีการโยกย้ายเพื่อนร่วมรุ่นที่กำลังเติบโตถึง 35 คน เข้าดำรงตำแหน่งถึง 35 คนเพื่อจะได้คุมกำลังสำคัญต่อไป เช่นเดียวกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ผู้บัญชาการหนี้ไม่พ้นคนสนิทและเครือญาติ

00นโยบายกับผลกระทบ3แนวทาง

ในหัวข้อ "ทุนนิยมไทยบนแนวทางทักษิโนมิกส์และผลต่อนโยบายการพัฒนา" ผู้เสนอประประเด็นนอกจากพูดถึงผลของนโยบายการพัฒนาที่ส่งผลต่อหนี้ภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นซึ่งข้อมูลจากทุกหน่วยงานตรงกันหมดแล้ว ผู้เสนอมองว่านโยบายของรัฐบาลมีผลหรือมีเป้าหมาย 3 ส่วนหลักๆ

1.นโยบายที่มีผลต่อคะแนนเสียงในการเลือกตั้งในประเทศและความเป็นผู้นำต่างประเทศ เช่น นโยบายเอื้ออาทรต่างๆ( จดทะเบียนคนจน,บ้านเอื้ออาทร) ที่มีผลต่อคะแนนเสียงในประเทศ ขณะที่นโยบายต่างประเทศ เช่น พันธบัตรเอเชีย นโยบายต่อประเทศเพื่อนบ้านจะมีผลต่อความเป็นผู้นำในภูมิภาค

2.ผลต่อคะแนนเสียงและความมั่งคั่งที่มีผลต่อความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจหรือจีดีพี เช่น กองทุนหมู่บ้าน หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ การเปิดเสรีการค้ากับประเทศต่างๆ

3.ผลต่อความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ เช่น การแปรูปรัฐวิสาหกิจ

อย่างไรก็ตาม นโยบายเหล่านี้อาจมีวาระซ่อนเร้นในเรื่อง "คอร์รัปชั่นเชิงนโยบาย"

มีการหยิบยกวาทะของ พ.ต.ท.ทักษิณที่ให้สัมภาษณ์ไว้ในช่วงปีใหม่ในทำนองว่า ถ้าเศรษฐกิจเจริญเติบโตทุกคนได้หมด ผมก็ได้ บริษัทก็ได้ แม่ค้าขายปลาก็ได้ แต่ทกุคนก็ได้ตามส่วนของตัวเอง ซึ่งประเด็นคือ ฝนที่ตกนั้นตกทั่วฟ้าหรือไม่ ที่ไหนตกมากที่ไหนตกน้อย

ผู้เสนอยังหยิบยกตัวเลขมูลค่าราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ของกลุ่มชินคอร์ป 5 บริษัทจนถึงวันที่ 8 มกราคม 2547 ว่า มีมูลค่าสูงถึง 452,000 ล้านบาท(จากมูลค่าตลาดรวม 4.8 ล้านล้านบาทหรือประมาณ 10%) ขณะที่มีข้อมูลวงในระบุว่าตระกูลชินวัตรมีทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูงถึง 1 ล้านล้านบาท

นอกจากนั้นการดำเนินนโยบายภายใต้รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณเกิดผลประโยชน์ทับซ้อน(conflict of interrest)หลายประการโดยเฉพาะที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ.)ยกเว้นภาษีเงินได้การลงทุนดาวเทียมไอพีสตาร์ของบริษัท ชิน แซทเทลไลท์ในเครือชินคอร์ปนาน 8 ปี เป็นเงินถึง 16,459 ล้านบาทนาน ทั้งๆ ที่ไม่มีเหตุผลสมควรหลายประการ

00ทุ่ม2ล้านล้านดันจีดีพีโตไม่หยุด

นอกจากนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลได้สร้างความเติบโตให้กลุ่มทุนของตระกูลชินวัตรอย่างรวดเร็วแล้ว นักวิชาการที่ศึกษาการพัฒนาของชาวบ้านมองว่า นโยบายของรัฐบาลที่อ้างว่าช่วยเหลือรากหญ้า เช่น แปลงสินทรัพย์เป็นทุน เป็นการทำลายทรัพยากรของชาวบ้าน ทำให้หนี้ของประชาชนสูงขึ้น และที่ดินหลุดมือและยังทำให้ภาคประชาชนและชุมชนอ่อนแอลงและหมดทางเลือกมายิ่งขึ้น

นักเศรษฐศาสตร์รายหนึ่งบอกว่า ทุนนิยมที่รัฐบาลทักษิณสร้างขึ้นอยู่ได้ด้วยความหวัง ด้วยการสร้างความเจริญเติบโตเศรษฐกิจให้สูงขึ้นเรื่อยๆ จึงต้องหามาตรการต่างๆ ที่จะทำให้จีดีพีบรรลุเป้าหมายดังกล่าวโดยการใช้มาตรการกึ่งการคลัง เช่น เงินนอกงบประมาณ การใช้เงินกู้จากธนาคารรัฐ การจัดตั้งกองทุนต่างๆ รวมถึงการผลักดันโครงการขนาดยักษ์ต่างๆ จากข้อมูลของบุคคลที่ดูแลทางด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลระบุว่า การลงทุนโครงการขนาดใหญ่ต่างๆในช่วงไม่กี่ปีนี้จะสูงถึง 2 ล้านล้านบาท

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการรายหนึ่งมองว่า รัฐบาลจะใช้วิธีการลดภาษีนิติบุคคลเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างน้อยที่สุดก็เท่ากับสิงคโปร์เพราะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เร็วที่สุด แน่นอนบริษัทในเครือชินคอร์ปต้องได้ประโยชน์สูงสุดเพราะมีกำไรมากที่สุดในระบบ

ผู้เข้าร่วมสัมมนารายหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลมีนโยบายพักชำระหนี้ 3 ปีในช่วงที่เข้ามาเป็นรัฐบาล แต่นโยบายลด แจกแถม ต่อๆ มากลับทำให้หนี้คนระดับล่างเพิ่มขึ้น หรือพอถึงการเลือกตั้งจะได้มีนโยบายในการพักชำระหนี้รอบใหม่ แม้จำนวนหนี้ของคนจนจะมีวงเงินไม่สูงมากนัก แต่มีผู้เป็นหนี้จำนวนมาก จึงเป็นปัญหาทางการเมือง

นักวิชการที่ทำงานคลุกคลีกับชาวบ้านมานานนับสิบปีมองว่า นโยบายหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์(โอท็อป) และส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อมประสบความสำเร็จตามที่รัฐบาลคุยหรือไม่ เพราะจากตัวเลขผู้ผลิตสุราพื้นบ้านที่เคยมีสูงถึงเกือบ 1,000 ราย ปัจจุบันเหลือจริงประมาณ 10 ราย ขณะที่โอท็อปมี 200,000 ราย แต่ที่นำมาแสดงจริงประมาณ 1,000 รายเท่านั้น จึงควรที่จะหาข้อมูลและศึกษาเรื่องนี้อย่างจริงจัง

00ระบอบทักษิณ-อาณาจักรแห่งความกลัว

ในหัวข้อที่สาม ผู้เข้าร่วมสัมมนาส่วนใหญ่เห็นว่า ขบวนการประชาชนหรือภาคประชาชนที่เคยมีส่วนร่วมทางการเมืองมาตลอดโดยเฉพาะการมีส่วนร่วมทางด้านการศึกษาและสาธารณสุขที่ น.พ.ประเวศ วะสี เป็นผู้ผลักดัน รวมถึงการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นถูกทำให้จำกัดลงด้วยระบอบทักษิณ ภาพความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่รัฐบบาล พ.ต.ท.ทักษิณ พยายามวาดหวังทำให้คนบางกลุ่มมั่งคั่งขึ้น ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ และอาจทำให้การกระจายรายได้เลวลง

วงสัมมนายังถกเถียงถึงกระบวนการเข้าไปมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่การสร้างมวลชนอันไพศาลในยุคดั่งเดิม การตั้งพรรคการเมืองของกลุ่มคนจน ซึ่งล้วนแต่เห็นข้อจำกัดที่เกิดขึ้นหรือไม่ได้รับการยอมด้วยเหตุผลต่างๆ ทำให้ยังไม่มีภาพชัดเจน

ในหัวข้อสุดท้ายเรื่อง "การดำรงอยู่และอนาคตของระบอบทักษิณ..." ผู้เสนอเห็นการการปฏิรูปทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันประกอบวิกฤตเศรษฐกิจที่ทำลายทุนเก่า เช่น ธนาคาร ได้ทำลายฐานทุนของนักเลือกตั้งพันธุ์เก่า เป็นการเปิดช่องให้ พ.ต.ท.ทักษิณเข้ามามีอำนาจโดยตรง สร้างระบบให้นายกรัฐมนตรีมีความเข้มแข็ง เปิดช่องให้มีการใช้ระบบอำนาจนิยม

จนสามารถสร้างอำนาจรวมศูนย์ อำนาจรัฐบวกอำนาจทุน ประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ แม้จะเปลี่ยนตัวผู้นำแล้ว ระบบที่ พ.ต.ท.ทักษิณสร้างขึ้นจะคงอยู่ต่อไปหรือไม่

รัฐบาลการใช้อำนาจอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดทำให้คนเปรียบเทียบกับระบอบสฤษดิ์(ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ในทางเศรษบกิจและสังคม) ที่ไม่มีองค์กรตามรัฐธรรมนูญไปถ่วงดุลได้ ดังกรณีการฆ่าตัดตอน 2,500 ศพในสงครามปราบปรามยาเสพติด

นักวิชาการอาวุโสรายหนึ่งเห็นว่า รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณสามารถใช้เครื่องมือที่มีอยู่สร้างความกลัวมากกว่าทุกรัฐบาลที่ผ่านมา ซึ่งความกลัวที่ว่านี้ ไม่ได้หมายถึงความกลัวที่มีอันตรายต่อความปลอดภัยในชีวิตเท่านั้น แต่ทำให้ผู้ที่คัดค้าน ทักท้วงหรือวิจารณ์รัฐบาล รวมถึงสื่อมวลชนรู้สึกว่าจะต้องถูกเล่นงานหรืออาจถูกเล่น หรือสามารถใช้อำนาจเปลี่ยนสถานะของผู้ทักท้วงได้

บรรยากาศแห่งความกลัวเหล่านี้ถูกส่งเสริมให้เพิ่มมากขึ้นในกลุ่มผู้วิจารณ์หรือไม่เห็นด้วย เช่น หยุดวิจารณ์หรือหยุดพูด ทำอย่างไรเราจะต้องฝ่าบรรยากาศเหล่านี้ออกไปได้

ความคิดเห็นของนักวิชาการอาวุโสรายนี้ได้รับการขานรับอย่างเซ็งแซ่ว่า "อาณาจักรแห่งความกลัว"" ได้เกิดขึ้นแล้วและครอบคลุมไปทุกอณูของสังคม

หลายคนพยายามเสนอภาพว่าจุดหมายปลายทาง พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องการนำพาประเทศไปสู่จุดใด มีประเทศใดเป็นแบบอย่าง เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย ซึ่งมีระบอบการเมืองที่รวมศูนย์อำนาจอย่างมาก แต่หลายคนไม่เห็นด้วย

อย่างไรก็ตาม มีคนเห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณมิได้มีเป้าหมายที่จะอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจริงๆ เพียง 8 ปี แต่ที่ต้องประกาศเช่นนั้นเพื่อลดแรงกดดันทางการเมืองและลดแรงกระแทกจากสถาบันต่างๆ เท่านั้น

แต่เมื่อถึงช่วงจังหวะเวลาที่เหมาะสมและสถานการณ์เอื้ออำนวย พ.ต.ท.ทักษิณอาจจะยึดกุมประเทศไทยต่อไปอย่างไม่มีกำหนดแน่นอน
 
 



loading...


โดย smith ดูบทความของฉันทั้งหมดที่นี่
วันที่ 5 พ.ย. 50 15:37 น.
เนื้อหานี้เปิดอ่านแล้ว 23,482 ครั้ง

แชร์หน้านี้

ความคิดเห็นทั้งหมด (เปิดดู 23,482 ครั้ง ตอบ 0 ครั้ง)

แสดงความคิดเห็นของท่านที่นี่


เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เรื่องล่าสุด




advertisement