ประวัติศาสตร์วังท่าพระ สู่ความเป็นมหาวิทยาลัยศิลปากร
“วังท่าพระ” หรือ “วังล่าง” ตั้งอยู่ข้างพระบรมมหาราชวัง ริมถนนหน้าพระลานทางด้านทิศตะวันตกใกล้ท่าช้าง ซึ่งชื่อ “ท่าช้าง” นี้เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ท่าพระ” ที่มาของชื่อเป็นเพราะในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (รัชกาลที่ 1) ได้มีการอัญเชิญพระพุทธรูปมาจากสุโขทัยเพื่อมาประดิษฐานที่วัดสุทัศน์และได้มาขึ้นที่ท่านี้

เมื่อแรกเริ่มแห่งวังท่าพระเป็นวังที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกโปรดฯให้สร้างเพื่อพระราชทานให้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมขุนกระษัตรานุชิต หรือ “เจ้าฟ้าเหม็น” ซึ่งเป็นพระราชนัดดาของรัชกาลที่ 1 โดยทรงเป็นพระราชโอรสในสมเด็จเจ้าฟ้าฉิมใหญ่ พระราชชายาของพระเจ้ากรุงธนบุรี

 “เจ้าฟ้าเหม็น” เสด็จประทับอยู่จนตลอดพระชนมายุคือสิ้นพระชนม์ในรัชกาลที่ 2 จึงโปรดฯให้เป็นที่ประทับของพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าทับ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ซึ่งเป็นพระเจ้าลูกยาเธอสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) และเจ้าจอมมารดาเรียม (กรมสมเด็จพระศรีสุลาลัย) เสด็จประทับจนสิ้นรัชกาลที่ 2 จึงเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) และได้พระราชทานวังนี้เป็นที่ประทับของพระราชโอรส 3 พระองค์คือพระบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าลักขณานุคุณ ซึ่งทรงมีพระชันษาน้อย สิ้นพระชนม์เมื่อพระชันษาได้ 24 ปี ในรัชกาลที่ 3 นั่นเอง ส่วนพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าชุมสายกรมขุนราชสีหวิกรม ต้นสกุล “ชุมสาย”เสด็จประทับที่นี่จนสิ้นพระชนม์ในปลาย(รัชกาลที่ 4)(พ.ศ.2411)เมื่อพระชันษาได้ 53 ปี และพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าอุไร กรมหมื่นอดุลยลักษณสมบัติ พระเจ้าลูกยาเธอในรัชกาลที่ 3 ทรงกำกับกรมแสงและกรมช่างสิลา สิ้นพระชนม์ที่วังนี้ในรัชกาลที่ 5 ขณะพระชันษา 55 ปี ทรงเป็นต้นสกุล “อุไรพงศ์” ในพระบาทสมเด็จพระเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ 4)สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ พระราชโอรสองค์ที่ 62 ของรัชกาลที่ 4 กับพระองค์เจ้าพรรณราย ได้เสด็จประทับที่วังนี้เป็นองค์สุดท้าย จนถึงรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาอนันทมหิดล(รัชกาลที่ 8)จึงได้ทรงซื้อที่ตรงริมถนนพระราม 4 คลองเตย สร้างตำหนักเป็นที่ประทับตากอากาศ เรียกว่า “บ้านปลายเนิน” แล้วโปรดประทับที่นั่นตลอดพระชนมายุ

 “วังท่าพระ” เมื่อครั้งเป็นที่ประทับของกรมขุนราชสีหวิกกรมนั้น วังนี้จัดเป็นที่ทรงงานและงานช่างทุกชนิด รวมทั้งเป็นที่อยู่ของช่างต่างๆ ว่ากันว่ามีคนอาศัยอยู่ในวังขณะนั้นไม่ต่ำกว่า 200 คน จัดเป็นวังขนาดใหญ่วังหนึ่งทีเดียว แต่เมื่อสมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์เสด็จมาประทับ ตำหนักอาคารต่างๆ ก็มีสภาพเก่าทรุดโทรม บางแห่งชำรุดผุพังจนไม่อาจใช้สอยได้ รัชกาลที่ 5 จึงโปรดฯให้บูรณะจนมีสภาพเหมือนเดิม ส่วนตำหนักที่ประทับนั้นโปรดฯให้สร้างขึ้นใหม่ 3 หลัง

ภายหลังที่สมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์เสด็จไปประทับบ้านปลายเนินแล้ว และศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ได้สร้างสถานศึกษาสำหรับวิชาศิลปตามแบบยุโรปขึ้น ก็ได้ใช้วังนี้เป็นมหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตวังท่าพระ จวบจนปัจจุบัน

โบราณสถานภายในวังท่าพระที่ควรกล่าวถึงได้แก่

...กำแพงวัง เป็นกำแพงก่ออิฐถือปูนมีใบเสมาประกอบ กำแพงนี้คงเหลือเฉพาะด้านริมถนนหน้าพระลาน

...ท้องพระโรงและกำแพงแก้ว ปัจจุบันใช้ท้องพระโรงเป็นหอศิลป์ของมหาวิทยาลัยศิลปากร ลักษณะท้องพระโรงเป็นแบบเรือน 5 ห้อง เฉลียงรอบหันหน้ายาวออกหน้าวัง รูปทรงท้องพระโรงที่ปฏิสังขรณ์ใหม่นั้นภายนอกคงยึดตามแบบที่ปรากฏเมื่อครั้งรัชกาลที่ 3 แต่ภายในคงไว้แต่เสาเดิม ปัจจุบันมีบันไดใหญ่เข้าทางด้านหน้าได้ทางเดียว

ส่วนกำแพงนั้นเป็นสถาปัตยกรรมในรัชกาลที่ 5 มีลูกกรงที่ทำด้วยเหล็กหล่อเป็นลายสวยงาม

...ตำหนักที่ประทับ 2 หลัก เรียกว่า “ตึกกลาง” และ “ตึกพรรณราย” เป็นสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกรุ่นแรกๆ ในรัชกาลที่ 5 กล่าวคือเป็นตึกสองชั้น มีเฉลียงหลังหนึ่งหันเข้าหาอีกหลังหนึ่ง ส่วนหลังนอกนั้นอยู่ข้างสวนแก้ว ตึกหลังในที่มีเฉลียงทำเรียบกว่าหลังนอก และมีเสาทึบ หัวเสาเป็นแบบศิลปะโรมัน ช่องคูหาด้านล่างเป็นช่องโค้ง มีการตกแต่งที่ส่วนต่างๆ ภายนอกอาคารเล็กน้อย แลดูสง่างาม ส่วนตึกหลังนอกมีรูปทรงทึบกว่า ถ้ามองจากสวนแก้วจะมองเห็นการตกแต่งผิวหนังโดยการเซาะเป็นร่องในชั้นล่าง ส่วนชั้นบนผนังเรียบ มีเสาติดผนังระหว่างช่องหน้าต่างและประตูต่างๆ ด้วยลายปูนปั้นหรือตีตารางไม้ไว้ในช่องแสงเหนือประตูบางส่วน ตึกหลังนอกมีกันสาด มีเท้าแขนรับกันสาดทำอย่างเรียบๆ และประดับชายคาด้วยลายฉลุไม้ ตึกหลังในนี้เป็นที่ประทับของ พระองค์เจ้าพรรณราย พระมารดาของสมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

...ศาลาในสวนแก้ว เรียกว่า “ศาลาดนตรี”เมื่อครั้งรัชกาลที่ 5 องค์เจ้าของวังเคยประทับที่ศาลานี้เพื่อชมการแสดงหรือประชันดนตรีซึ่งจะตั้งวงกันในสวนแก้ว เพราะในวังท่าพระขณะนั้นมีวงดนตรีประจำวังที่มีชื่อเสียง ศาลาในสวนนี้ทำเป็นศาลาโปร่งมีผนังด้านเดียว หันหน้าเข้าหาสวนแก้ว หลังคาเป็นแบบปั้นหยา มีลายประดับอาคารอย่างละเอียดซับซ้อนกว่าตัวตำหนัก จึงเข้าใจว่าสร้างทีหลัง ลายฉลุไม้ทั้งที่ชายคาท้าวแขนระเบียบทำอย่างประณีตงดงาม

โดย กูรูแนะแนวมหาวิทยาลัยศิลปากร
วันที่ 4 ธันวาคม 2550
พิมพ์หน้านี้