3R..จุดเน้นของการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21 เบื้องต้น

ลบ แก้ไข
3R..จุดเน้นของการเรียนรู

3R..จุดเน้นของการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21 เบื้องต้น
 

3R..จุดเน้นของการเรียนรู้แห่งศตวรรษที่ 21 เบื้องต้น

วันนี้ขอเสนอ เรื่อง 3R อีกครั้งหนึ่ง นะครับ ท่านที่เคารพ...

3R ได้แก่ Reading (อ่านออก), (W)Riting (เขียนได้) และ (A)Rithmetics (คิดเลขเป็น) ทั้ง 3 วิชานี้ เป็นวิชาที่จะต้องใช้ “ความรู้ และ ความชำนาญ”..ถ้ามีความรู้อย่างเดียวก็ใช้การไม่ได้ อ่านหนังสือไม่ออก เขียนหนังสือไม่เป็น และคิดเลขไม่ได้ ต้องใช้หลักการ “ทำซ้ำ”ตามแนวคิดของ ธอร์นไดค์ Edward L. Thorndike. ดังนี้

>>>การอ่าน Reading และ การเขียน Writing ต้องฝึกหลังจากที่ผู้เรียนสามารถใช้ภาษาพูด และ โต้ตอบได้แล้ว..ผู้เรียนจะต้องฝึกการอ่านและการเขียนไปตามระเบียบและธรรมชาติของภาษานั้นๆ โดยการทำซ้ำๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆไปจนเกิด “ความชำนาญและเป็นอัตโนมัติ” ทั้งการอ่านและการเขียน จึงจะเรียกได้ว่า “เกิดทักษะ Skill” ที่แท้จริง..***

***ท่านที่เคารพ การเรียนรู้ภาษาต่างๆที่ “ที่มีความสำคัญถึงกับนำเป็นหลักสูตรในสถาบันการศึกษา”นั้น ไม่ใช่เรียนเพียงแค่การอ่านออกเขียนได้เท่านั้น “แต่การเรียนรู้ภาษาจะต้องเป็นกระบวนการเรียนรู้ Language learning is a learning process.ที่มีวัตถุประสงค์ และ ตัวชี้วัดความสำเร็จ มากกว่าการอ่านออกเขียนได้เท่านั้น***

ขอยกตัวอย่าง “กระบวนการเรียนรู้ภาษาไทย”

***ภาษาไทยนี้..คนไทย นักการศึกษา และนักวิชาการ ครู อาจารย์ และประชาชนคนไทยทุกคน “ต้องยอมรับนับถือว่า นี้คือสมบัติทางวัฒนธรรม อันมีค่าสูงส่งของชาติไทย” ภาษาไทย มีระเบียบของภาษา ทั้งการเขียน การพูด และการนำไปใช้..เสียงของภาษาไทย “ไพเราะดุจเสียงดนตรี” และเพิ่มความไพเราะวิเศษสุดเข้าไปอีก ด้วยการผันเสียงสูง เสียงต่ำไปตามวรรณยุกต์***

***ธรรมชาติของ “เสียง”ในภาษาไทย มีถึง 21 รูป และ มีเสียงถึง 32 เสียง เขียนไว้ทั้ง ข้างหน้า ข้างบน ข้างหลัง และ ข้างล่าง..อีกทั้งต้องผันเสียงสูงค่ำไปตามวรรณยุกต์ที่อยู่ข้างบนอีก..สิ่งนี้เป็นคุณสมบัติตามธรรมชาติของภาษาไทยที่ใช้พูดคุย และสื่อสารกันเป็นปกติ..และคุณสมบัตินี้เอง ที่ทำให้ภาษาไทย “มีเสียงที่ไพเราะเหมือนตนตรี”***

กระบวนการเรียนรู้ภาษาไทย จึงต้องเป็นวิธีการเรียนรู้ด้วยประสบการณ์ Experience learning และตัวผู้เรียนเอง ก็ต้อง “เรียนรู้ด้วยการหัดอ่านหัดเขียน เพียรฝึกฝนไปจนชำนาญแตกฉานในการอ่านและ การเขียน” นี้เป็นกระบวนการ Learning by Doing ขนานแท้และดั้งเดิม

>>>สำหรับภาษาอังกฤษ ต้องหัดพูด หัดฟังก่อน พูดได้แล้วจึงหัดอ่าน และหัดเขียน เรียงลำดับตามธรรมชาติของการเรียนรู้ภาษา คือ พูด ฟัง อ่าน เขียน ตามลำดับ นะครับ<<<

***เมื่อกว่า 60 ปีก่อน ที่ศาลาวัดบ้านตูมใหญ่ จังหวัดบุรีรัมย์ คุณครูของผมก็ใช้การสอน ให้พวกเราอ่าน เขียน เรียน ฝึก ตามแบบเรียนเร็ว ตอนต้น ตอนกลาง ตอนปลาย อย่างนี้ทุกๆวัน จนถึง ชั้น ป.3.พวกเราก็อ่านหนังสือแตก..เราสามารถอ่านนกกางเขน..สังข์ทองตอนตีคลี..ของพี่ ป.4.ได้อย่างสบาย. โดยที่คุณครูของเรา ไม่เคยรู้เรื่อง ของ ธอร์นไดค์ หรือ รู้จักแนวคิด แนวคิดสำคัญของ constructionism ของ Jean Piaget.เลย***
คุณครูที่เคารพ...”พวกไม่รู้แต่ชี้” ทำการศึกษา และ มรดกทางวัฒนธรรมของขาติพังพินาศไปนักต่อนักแล้ว..พวกเรา “ต้องเอาคุณค่าทางภาษาของเรากลับคืนมา และเป็นตัวของตัวเองได้แล้วแล้ว”..

ถ้าการเรียนภาษาไทย ไม่มีการฝึกคัดลายมือ ไม่มีการฝึกเขียนไทย ไม่มีการจดลงสมุด ไม่มีแต่งความ ไม่มีเรียงความ ไม่มีย่อความ ไม่มีการเขียนจดหมาย..

***ถ้าไม่แก้ปัญหาในตอนนี้ อีกไม่นาน..คนไทยเขียนภาษาไทย แม้กระทั่งคนไทยด้วยกันก็อ่านไม่ออก ความงดงามเชิงภาษา สำนวนสวยแบบร้อยแก้ว ก็คงตาย..เหลือภาษาไทยให้เห็นได้เพียงใน Line สั้นๆ ที่เต็มไปด้วยภาษาวิบัติในโทรศัพท์มือถือเท่านั้นเอง***

และ..ถ้าไม่มีการท่องจำ..ไม่มีอาขยาน..ภาษาไทยต้องพบจุดจบในเร็ววัน..ลองคิดดู..และอีกประการหนึ่ง ถ้าไม่มีการเขียนให้มากๆจนเกิดเป็นทักษะความชำนาญแล้ว..เด็กๆจะเขียนคล่องอย่างเป็นอัตโนมัติได้อย่างไร

***ถ้าไม่มีการท่องจำ ไม่มีการท่องอาขยาน เราจะรักษา โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน และ ฉันทะลักษณ์ทางภาษาไทยไว้ได้อย่างไร..เราจะรักษา “มรดกวัฒนธรรมพื้นบ้านประจำถิ่น”ไว้ได้อย่างไร..ลิเก หมอลำ เพลงโคราช ลำตัด เพลงฉ่อย เพลงอีแซว..กลอนคำผะหยา และ ฯลฯ ซึ่งเป็นคุณค่าของชาติ ก็ต้องตายไปในที่สุด***

***ไม่เสียดายเลยหรือ ครับ***

>>>วิชาเลข หรือคณิตศาสตร์ Arithmetics คือ การใช้ ข้อมูล เหตุผล และกระบวนการแก้ปัญหา ดังนั้นคุณครูจะต้อง “ฝึกการหาข้อมูล การจำแนกความสำคัญของข้อมูล การนำไปใช้ในการะบวนการแก้ปัญหา และวิธีแก้ปัญหา” นั้นคือการแสดงให้ดู เลียนแบบ และหัดแก้ปัญหาไปทีละประเด็น...สำคัญที่สุดผู้เรียนต้องลงมือทำ คิดแก้ปัญหาจากการเลียนแบบ แล้วไปทำเอง ในปัญหาที่คล้ายๆ หรือใกล้เคียงกัน ไปทีละขั้นๆจากง่ายไปหายาก..จนบรรลุวัตถุประสงค์ และตัวชี้วัดนั้นๆ...

***วิชาเลข หรือคณิตศาสตร์ Arithmetics นี้ ยิ่งฝึก ยิ่งคิด ยิ่งทำบ่อย ความชำนาญก็จะเกิดขึ้นเป็นเงาตามตัว เป็นการลับสมอง เหมือนลับคมมีดฉะนั้น***

ท่านที่เคารพ..ผมตั้งใจจะนำ วิธีสร้างการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21: โดย ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช มานำเสนอเป็นแนวทาง สร้าง“กิจกรรมการเรียนรู้ หรือ Learning activities” เพื่อใช้ออกแบบการเรียนการสอนอย่างเป็นรูปธรรม.และเป็นธรรมชาติของการเรียนรู้ แท้ๆเลย นะครับ

ท่านครับ..เอาให้ อ่านออกเขียนได้ ทั้งไทย และอังกฤษก่อนเถอะครับ..เมื่ออ่านออก เขียนได้แล้ว ต่อไปเขาจะเรียนรู้โลกกว้างที่เป็นจริงได้ด้วยตัวเขาเองครับ.

สุทัศน์ เอกา...........................บอกความ

 



loading...


โดย อ.สุทัศน์ เอกา ดูบทความของฉันทั้งหมดที่นี่
วันที่ 8 ม.ค. 61 00:04 น.
เนื้อหานี้เปิดอ่านแล้ว 108 ครั้ง

แชร์หน้านี้