บทนำ การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน CBL

October 4, 2013 at 12:34am

 

การเรียนการสอนด้วยวิธีการ “เล่าเรื่อง” โดยคุณครู ที่พวกเราเรียกกันคุ้นเคยว่า เลคเช่อร์ (Lecture) 

เป็นวิธีการสอนที่ทำกันมาเนิ่นนาน จนกระทั่งทุกวันนี้ ครู อาจารย์ส่วนใหญ่ในสถาบันการศึกษาทั่วโลกก็ยังคงสอนแบบนี้กันครับ

 

วิธีการสอนแบบดั้งเดิม (Traditional learning approach) นี้มีข้อดีหลายอย่างเช่น

1.เป็นวิธีที่คุณครูคุ้นเคย เพราะทุกคนต่างก็เรียนมาด้วยวิธีการสอนแบบนี้

2. คุณครูที่มีประสบการณ์สอนแค่เพียงปีเดียว ก็ไม่ต้องเตรียมการสอนใหม่ เพราะเรื่องราวที่สอนก็คือเรื่องราวที่เคยเรียนมา ถ้ามีการปรับปรุงหลักสูตรก็มักเป็นแค่ย้ายเนื้อหาจากบทหน้าไปไว้หลัง 

หรืออาจมีการเพิ่มเติม ตัดทอน เนื้อหา ซึ่งก็ไม่ได้สร้างความยุ่งยากใดๆในการสอน

3. การสอนแบบนี้ สามารถสอนนักเรียนนักศึกษาได้ครั้งละหลายคน เพราะเป็นการบรรยาย จะเรียนพร้อมกันห้องละ 50 คนหรือ 500 คนก็ไม่ได้ต่างกัน 

4. สามารถบันทึกการสอนแล้วนำไปเผยแพร่ให้ผู้เรียนได้ทางสื่อต่างๆ เช่น วีดีโอ ยูทูบ podcast 

5. การวัดผลก็ง่าย เพราะเป็นการวัดว่าผู้ที่เรียนจดจำเนื้อหาที่ได้เรียนไปแล้วได้มากเพียงใด เข้าใจวิธีการแก้ปัญหาโจทย์แบบที่สอนไปแล้วหรือไม่ 

6. ด้วยการวัดผลแบบนี้จึงทำให้การให้คะแนน-ตัดเกรดทำได้ง่าย รวดเร็ว ชัดเจน และเป็นธรรม (ถ้าไม่มีการลอกกัน หรือข้อสอบรั่ว) 

 

วิธีการสอนแบบดั้งเดิมนี้ดูแล้วก็เป็นวิธีที่ดีในการถ่ายทอดความรู้นะครับ

 

 

แต่ว่าโลกเราเปลี่ยนแปลงไปมาก 

 

ในด้านข้อมูลความรู้

เมื่อก่อน ข้อมูลต่างๆ มีไม่มาก นักการศึกษาและครูก็คัดสรรข้อมูลมาทำเป็นหลักสูตรดีๆ ให้นักเรียนนักศึกษาเรียนแค่นั้นก็เพียงพอ

แต่เดี๋ยวนี้ข้อมูลมีมากมาย เข้าถึงได้ง่ายเพราะเทคโนโลยีที่เติบโตอย่างรวดเร็ว 

และที่ยิ่งไปกว่านั้นคือ ข้อมูลความรู้ทุกวันนี้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

และยังมีข้อมูลมากมายที่ไม่ต้องหามันก็วิ่งมาหาลูกหลานของเราผ่านทางสื่อต่างเช่น WWW  Facebook  SMS  

ในขณะที่การเรียนแบบเดิม เราเน้นให้เด็กเชื่อ การเรียนแบบใหม่จึงต้องการให้เด็กคิด 

การเรียนแบบเดิม เด็กมีความรู้แค่ตำรา การเรียนแบบใหม่จึงต้องเน้นให้ค้นคว้าอย่างต่อเนื่อง

การเรียนแบบเดิม เน้นให้เด็กจำ การเรียนแบบใหม่อยากให้เด็กมีทักษะในการเรียนรู้ คือต้องแยกแยะข้อมูลได้ อะไรเป็นความคิดเห็น อะไรเป็นข้อเท็จจริง อะไรมีความน่าเชื่อถือแค่ไหน ซึ่งทักษะในการเรียนรู้แบบนี้ จะได้มาจากรูปแบบการสอนที่ต่างจากเดิมครับ

 

ในด้านอาชีพและการดำรงชีวิตในสังคมโลก

ผมได้เขียนถึงสาขาอาชีพใหม่ๆที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ไว้ในพ็อกเก็ตบุค ชื่อ “สาขาอาชีพแห่งอนาคต 3”

เป็นอาชีพที่ต่างจากที่เราเห็น และที่สำคัญเป็นอาชีพที่หางานง่าย รายได้สูง บางอาชีพเป็นอาชีพที่มหาวิทยาลัยยังไม่เปิดสอน อาชีพเหล่านี้นอกจากจะต้องการความรู้พื้นฐานที่เรียนในมหาวิทยาลัยแล้วยังต้องการคนที่มีทักษะที่สำคัญ อีกเช่น ทักษะในการสื่อสาร ทักษะในการทำงานเป็นทีม และที่สำคัญทักษะในการคิดสร้างสรรค์ 

 

 

นี่แหละครับตัวการใหญ่ที่ทำให้ชาวโลกต้องหันมาชักชวนเชื้อเชิญให้บรรดาครูอาจารย์ปรับเปลี่ยนการสอน 

เพราะถ้ายังสอนกันอยู่แบบเดิม คนเดือดร้อนคือลูกศิษย์เรานี่แหละครับ

เพราะเขาต้องออกไปเผชิญกับสังคมสภาพแวดล้อมที่ต่างจากที่เราเคยเห็นและเป็นมา

 

ทักษะที่นักเรียนนักศึกษาของเรายังพอหาได้จากการทำกิจกรรมหรือทำงานกลุ่ม

คือทักษะในการสื่อสารและทักษะในการทำงานเป็นทีม 

ดังนั้น จะเห็นได้จากเด็กที่เรียนไม่เก่งแต่ประสบความสำเร็จในการทำงานมีอยู่เยอะแยะ

เด็กพวกนี้มักเป็นเด็กกิจกรรมครับ

 

แต่ทักษะของความคิดสร้างสรรค์นี้บ้านเรามีน้อยจริงๆ เพราะความคิดสร้างสรรค์เกิดจาก "ความแตกต่าง" 

ในขณะที่การศึกษาบ้านเรา เน้นให้เด็กทุกคนเหมือนกัน

แต่งตัวเหมือนกัน ตัดผมเหมือนกัน เรียนวิชาเดียวกัน ทำข้อสอบชุดเดียวกัน และต้องตอบข้อเดียวกัน 

 

เด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์ จะกลายเป็นเด็กที่เรียนไม่เก่งเมื่อเรียนในระบบการศึกษาแบบดั้งเดิม

หลายคนถูกคุณครูพิจารณาว่า “โง่ เกินกว่าจะเรียน” (คุณ โทมัส แอลวา เอดิสัน นักคิดระดับโลก ก็ต้องออกจากโรงเรียนตั้งแต่ชั้นประถม เพราะครูแนะนำให้ไปเรียนในโรงเรียนพิเศษ ที่สอนเด็กสมาธิสั้น)

 

เมื่อก่อนเราแยกแยะไม่ออกระหว่างเด็กเรียนเก่ง กับเด็กคิดเก่ง และไม่รู้จักเรื่องราวของความคิดสร้างสรรค์กันหรอกครับ 

จนกระทั่งประมาณ 50 ปีที่แล้วนักจิตวิทยา ชื่อดัง อาจารย์ Torrance ได้ทำการวิจัย

เพื่อยืนยันว่าความคิดสร้างสรรค์มีความสำคัญเท่าเทียมกับความคิดเชิงวิเคราะห์ 

และยังยืนยันว่า ความคิดสร้างสรรค์จำเป็นสำหรับคนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นสถาปนิก แพทย์ วิศวกร ตำรวจ หรือแม่บ้าน 

มาถึงวันนี้ เป็นที่ชัดเจนว่า ทุกสาขาอาชีพต้องการคนที่มีทักษะในการคิดสร้างสรรค์

แต่ปัญหาคือ การศึกษาแบบบอกเล่า และการสอบแบบท่องจำ 

นอกจากจะไม่ช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์แล้ว ยังเป็นการทำลายมันอีกด้วย

(จากงานวิจัย James Catterall, sir Ken Robinson และงานวิจัยของนักการศึกษาอีกหลายท่าน)

 

หลายประเทศในโลกจึงได้ใช้ความพยายามเพื่อที่จะให้คุณครูปรับเปลี่ยนการสอน เพื่อสร้างให้ผู้เรียนได้มีทักษะที่สำคัญเหล่านี้ 

โดยเฉพาะอเมริกา ต้นแบบการศึกษาที่เราไปลอกเขามาใช้นี่แหละครับ อยู่ในช่วงปวดหัวกับการจูงใจครูให้เปลี่ยนรูปแบบการสอน 

ล่าสุดได้มีการนำเสนอ “21st century skills” จากการรวบรวมแนวคิดของนักการศึกษาระดับแนวหน้าของอเมริกาเพื่อเป็นแนวทางในการเปลี่ยนแปลงการสอนอย่างจริงจัง 

 

ความจริงแล้ว เมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมา ไทยเราเองก็ทำการปฏิรูปการศึกษา จากแนวคิดของนักการศึกษาไทย

ซึ่งเป็นแนวคิดที่ชัดเจน และดีมากๆ ครับ 

แต่จากวันนั้นถึงวันนี้เรามีการเปลี่ยนแค่เปลือก คือเปลี่ยนแค่โครงสร้างต่างๆ เช่น เปลี่ยนครูใหญ่เป็นผู้อำนวยการ แต่ผู้อำนวยการก็ยังต้องรอคำสั่งจากกระทรวงเหมือนเดิม 

เรามีการจัดตั้งสถาบันทางการทดสอบแห่งชาติ แต่ สทศ. ก็กลายมาเป็น องค์กรออกข้อสอบคัดเด็กเข้ามหาวิทยาลัย 

เรามีการจัดตั้ง สมศ. (สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา) ซึ่งกลายเป็นปัญหากระดาษล้นโรงเรียน 

 

ส่วนแก่นแท้ที่เราต้องการจริงๆ คือ การเปลี่ยนแปลงการสอน ครูของเราส่วนใหญ่ยังคงสอนแบบเดิมครับ

เราอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงการสอนไปในแนวทางผู้เรียนเป็นสำคัญ

แต่ทุกวันนี้ ครูส่วนใหญ่ยังทำการสอนแบบผู้เรียนเป็นสำคัญไม่ได้ เพราะอุปสรรคต่างๆ มากมาย

ทั้งปัญหาจำนวนนักเรียนต่อห้อง คาบการสอนที่สั้นเกินกว่าจะฝึกทักษะเด็ก

การบูรณาการวิชาต่างๆ ก็ยังมีการทำกันได้น้อยมาก 

แม้จะมีความตั้งใจ แต่เวลาของครูเรายังต้องมาหมดไปกับการทำรายงานส่ง สมศ.

ต้องมาทำงานวิจัยเพื่อเลื่อนวิทยฐานะ ต้องเตรียมรับการประเมินผล และล่าสุดต้องมาเร่งให้เด็กสอบโอเนตได้คะแนนมากๆ 

 

ส่วนเด็กนักเรียนระดับประถม ต้องเรียน 8 สาระการเรียนรู้... หนักเลยครับ

จากเด็กร่าเริง สนุกสนาน ต้องกลายเป็นหุ่นยนต์ที่ถูกป้อนข้อมูลตั้งแต่เช้าจรดเย็น 

ใครรับได้ ก็กลายเป็นเด็กเรียนเก่ง ส่วนใครไม่ชอบก็กลายเป็นเด็กไม่รักเรียน เด็กเกเร 

เด็ก 70% ของเราไม่ได้เรียนต่อในระดับอุดมศึกษาหรอกครับ  

และสิ่งที่เขาได้รับจากระบบการศึกษาแบบเดิมนี้ คือ การถูกประเมินว่า “ไม่เก่ง” “เรียนแย่” 

และเมื่อเขาต้องออกจากระบบโรงเรียน

เขาก็ไม่สามารถใช้วิชาต่างๆที่เขาต้องใช้เวลาเรียนมามากมายมันเพื่อพัฒนาชีวิตเขา

 

สำหรับเด็กอีก 30% ที่มุ่งจะเอาปริญญา ก็ต้องท่องจำไปสอบแข่งขันกันเข้ามหาวิทยาลัยชื่อดัง 

ซึ่งใช้ระบบคัดเลือกแบบโบราณ คือวัดคนด้านเดียว คือด้านการทำข้อสอบ

(ต้องขอขอบคุณหลายคณะหลายมหาวิทยาลัยที่เริ่มใช้การรับเข้าแบบอื่นๆซึ่งวัดคุณสมบัติที่นอกเหนือจากการสอบแข่งขัน) 

ทุกวันนี้ การศึกษาจึงกลายเป็นเครื่องมือในการแข่งขัน แทนที่จะจะเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคน

 

ในส่วนของผู้ปกครอง เราจะเห็นผู้ปกครองมากมายที่ต้องทุ่มเทให้ลูกกวดวิชา แย่งกันเข้ามหาวิทยาลัย 

ทั้งๆ ที่มหาวิทยาลัยในบ้านเรามีมากกว่า 150 แห่ง เพียงพอต่อทุกคน (ยกเว้นบางคณะ)

การศึกษาของเรามันเข้าขั้นวิกฤติ จริงๆ ครับ ถ้าเป็นคนไข้ ก็อาการหนัก 

 

ความหวังที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงการสอน ดูจะมืดมน 

ผมเชื่อว่า ถึงแม้จะปรับปรุงหลักสูตรให้ดีอย่างไร ถ้าครูยังไม่สามารถเปลี่ยนการสอนได้ 

เราก็คงต้องเจอปัญหาสังคมแบบเดิมๆ นั่นคือ

ความรุนแรง ยาเสพติด การใช้กำลังมากกว่าจะใช้เหตุผล ทุจริต 

และขาดทักษะในการทำงานร่วมกัน ทักษะในการใช้ประโยชน์จากความคิดที่แตกต่างกัน 

ทักษะในการเรียนรู้ แยกแยะข้อมูล และใฝ่เรียนใฝ่รู้ 

นั่นคือปัญหาของประเทศเรา 

 

ทั่วโลกต่างหาวิธีการสอนที่เหมาะสมกับเด็กของเขา

มีการวิจัยกับเด็กของเขา เช่น PBL problem-based learning,  flipped classroom,

Strength-based Learning ของนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย,

5STEP ของสิงคโปร์ ฯลฯ ทุกโมเดล มีข้อดีข้อด้อยครับ เหมาะสำหรับบริบทที่แตกต่างกัน 

 

ผมคิดว่าประเทศเราก็มีปัญหาของเรา 

จุดมุ่งหมายของการจัดการศึกษาก็เพื่อ แก้ปัญหาของประเทศนั้นๆ 

คำถามคือ ถ้าเราไปนำของเขามาใช้มันจะดีไหม เหมาะสมกับเราเพียงใด  

ผมจึงได้ทำงานวิจัยเพื่อสร้างโมเดลสำหรับเด็กไทย คือ CBL Creativity-based learning 

ซึ่งสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมของเรา ปัญหาของเรา และเด็กของเรา

 

 

ในช่วงสองปีมานี้ ผมเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้คุณครูฟังและนำเสนอแนวทางใหม่ 

คือ การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน CBL Creativity-based learning 

การสอนแบบนี้แหละครับที่จะสร้างทักษะแห่งอนาคต 

นอกจากเด็กจะได้มีความคิดวิเคราะห์ (ซึ่งในการสอนแบบเดิม ก็พัฒนาทักษะนี้อยู่แล้ว) 

เขายังได้ฝึกฝนทักษะในการสื่อสาร การทำงานเป็นทีม ทักษะในการเรียนรู้ 

และที่สำคัญที่สุด คือทักษะในการคิดสร้างสรรค์ 

 

ครูจะสนุกและเรียนรู้ไปกับผู้เรียน นักเรียนจะมีความสุขและสนใจใฝ่รู้ 

เด็กที่ได้เรียนไม่ว่าเขาจะจบ ป.4 หรือ ม.3 

ไม่ว่าเขาจะได้เรียนต่อในระดับสูงขึ้นไปหรือไม่ 

แนวทางการสอนแบบนี้จะทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นแน่นอนครับ

หลังจากบรรยายและนำเสนอในหลายโรงเรียน หลายมหาวิทยาลัย น่าดีใจครับ 

คุณครูแทบทุกคนเห็นด้วยและอยากเปลี่ยนแปลงครับ 

หลายท่านเรียนรู้และเริ่มเปลี่ยนแปลงแล้ว 

แต่ก็มีครูอาจารย์อีกมากที่เห็นด้วยแต่ยังกังวลกับความยุ่งยากที่ต้องเปลี่ยนแปลง

 

ผมเชื่อว่าครูไทยเราส่วนใหญ่มีจิตวิญญาณของความเป็นครู 

เราอยากสอนให้เขารู้ แต่ดูเหมือนเขาไม่สนใจเรียน  

เราสอนเขามากมาย แต่เขาไม่ได้เชื่อฟังสิ่งดีๆ จากเรา 

ผมคิดว่า ถ้าพวกเราเข้าใจแนวทางการสอนแบบใหม่นี้ 

(ความจริงหลายสิ่งที่อาจารย์หลายท่านได้สอนอยู่ก็ใกล้เคียงกับ CBL แล้ว)

เราจะแก้ปัญหาต่างๆที่เจออยู่นี้ได้ครับ

 

เรียนเชิญทุกท่านนะครับ 

เพราะอีกไม่นานจะมีหลักสูตรใหม่ออกมา 

และการสอนแนวทางใหม่นี้จะทำให้เราใช้หลักสูตรใหม่อย่างได้ผลเลยครับ

ผมจะนำเสนอ หลักการ วิธีการ CBL และการนำไปใช้ในสภาพแวดล้อมต่างๆ  อย่างละเอียดต่อไป 

ใครสนใจก็ติดตามนะครับ

 

 

 

โครงการอบรมครู “การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐาน” CBL Train The Teacher 

2 days Workshop with Dr.Wiriyah

http://www.jsfutureclassroom.com/news_detail.php?nid=177