ศิลปกรรมในศิลปะแบบศรีวิชัย

ลบ แก้ไข

ศิลปกรรมในศิลปะแบบศรีวิชัย

ศิลปกรรมในศิลปะแบบศรีวิชัย

รศ. ดร.ปรีชา นุ่นสุข
สถาบันทักษิณคดีศึกษา มหาวิทยาลัยทักษิณ สงขลา

 1. บทนำ
     ในโลกทรรศน์ของชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งมวล ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ดูเหมือนว่าจะมีชื่อเฉพาะอยู่ชื่อหนึ่งที่มีเสน่ห์ ดึงดูดใจ และหอมหวานอยู่ในทุกที่ทุกทางและทุกปริบทอย่างน่ามหัศจรรย์ใจเป็นอย่างยิ่ง คือ ชื่อ "ศรีวิชัย" (Srivijaya) นับตั้งแต่ชื่อนี้ได้ปรากฏขึ้นในประวัติศาสตร์การศึกษาของเอเชียตะวันออก เฉียงใต้เป็นครั้งแรกเมื่อประมาณ 87 ปีที่ผ่านมา ก็ได้ส่งผลกระทบต่อวงวิชาการของโลกไปอย่างกว้างขวางและยาวนานมากที่สุดชื่อ หนึ่ง อันอาจจะประเมินได้จากผลงานการศึกษาค้นคว้าที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ที่ได้เกิด ขึ้นอย่างมากมายมหาศาล และยังคงปรากฏอย่างสืบเนื่องต่อมาตราบจนกระทั่งปัจจุบันนี้(1) ด้วยเหตุนั้น นอกจากชื่อนี้จะเป็นที่รู้จักและจำได้หมายรู้กันดีที่สุดในบรรดามวล มนุษยชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว ชื่อนี้ยังเป็นที่รู้จักกันดีที่สุดในโลกอีกชื่อหนึ่งด้วย
                จากการพัฒนาขึ้นด้วยมิติอันหลายหลากของ "ศรีวิชัย" ที่กล่าวนี้ ได้ส่งผลให้ชื่อนี้กลับกลายไปเป็นชื่อที่ปรากฏอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในปริบทที่มีความหลายหลากเช่นเดียวกัน อย่างกรณีของการปรากฏขึ้นในฐานะที่เป็นชื่อของเมือง ชื่อของอาณาจักร ชื่อของกษัตริย์ และชื่อของรูปแบบทางศิลปะ เป็นต้น ซึ่งในบทความนี้จะกล่าวถึงความเป็นมาของศรีวิชัยโดยสังเขป แต่จะเน้นหนักทางด้านศิลปกรรมในศิลปะแบบศรีวิชัย (Srivijaya Art, or Srivijaya Style) เป็นหลัก

 

2. ความเป็นมาของศรีวิชัย
                เมื่อ พ.ศ. 2261 บาทหลวงเรอโนโดต์ (Renaudot) ได้ตีพิมพ์คำแปลจดหมายเหตุการเดินทางของชาวอาหรับ 2 คน ซึ่งเดินทางเมื่อ พ.ศ. 1394 และในกลางพุทธศตวรรษที่ 15 ในจดหมายเหตุการเดินทางฉบับที่ 2 ได้กล่าวถึงรัฐที่มีความสำคัญทางด้านการค้าขาย และรัฐนี้ตั้งอยู่ระหว่างประเทศอินเดียกับประเทศจีน มีนามว่า "เซอร์เบซา" (Serbeza)
                อีก 200 ปีต่อมา คือ ในปี พ.ศ. 2461 ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ (George Coedes) ผู้เชี่ยวชาญในวิชาการอ่านจารึกและประวัติศาสตร์สมัยโบราณแห่งเอเชียตะวัน ออกเฉียงใต้ ได้เขียนบทความถึงดินแดนแห่งนี้เป็นภาษาฝรั่งเศส โดยให้ชื่อบทความนั้นว่า "ราชอาณาจักรศรีวิชัย" (Le Royaume de Crivijaya) โดยได้ชื่อ "ศรีวิชัย" มาจากคำที่ปรากฏอยู่ในศิลาจารึกหลักหนึ่ง คือ ศิลาจารึกวัดเสมาเมืองหรือศิลาจารึกหลักที่ 23 ที่มีการสลักขึ้นในปี พ.ศ. 1318 และมีการค้นพบที่วัดเสมาเมือง ในเขตเมืองโบราณนครศรีธรรมราช อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช
                ในบทความดังกล่าวศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ ได้กล่าวว่าดินแดนที่กล่าวถึงข้างต้น คือ เซอร์เบซานั้น เป็นดินแดนที่มีชื่อว่า "อาณาจักรศรีวิชัย" ด้วยอาศัยการเปรียบเทียบคำภาษาอาหรับว่า "ศรีบุซา" (Sribuza) และคำภาษาจีนในสมัยราชวงศ์ถัง (T'ang Dynasty) ว่า  "ชิลิโฟชิ" (Shihli-fo-Shih) นอกจากนี้ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ ยังกล่าวไว้ด้วยว่า อาณาจักรนี้เป็นอาณาจักรที่มีกล่าวไว้ในจารึก พ.ศ. 1229 บนเกาะบังกา (Banka) ในประเทศ    อินโดนีเซีย ในศิลาจารึกวัดเสมาเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งสลักเมื่อ พ.ศ. 1318 (คือ ศิลาจารึกหลักที่ 23 ที่กล่าวมา) และในบรรดาจารึกของราชวงศ์โจฬะ (Chola Dynasty) ในภาคใต้ของประเทศอินเดีย ในพุทธศตวรรษที่ 16 (2)
                ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ เชื่อตามความคิดเห็นของศาสตราจารย์เกรินเนเวลดต์ (Groeneveldt) ซึ่งแสดงไว้ในปี พ.ศ. 2419 ว่าอาณาจักรศรีวิชัยนี้เป็นของชาวมลายู โดยมีราชธานีตั้งอยู่ที่เมืองปาเล็มบัง (Palembang) ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะสุมาตรา (Sumatra) ประเทศอินโดนีเซีย แต่จากการศึกษาค้นคว้าในดินแดนแถบเมืองปาเล็มบัง จนถึงปี พ.ศ. 2461 ก็ไม่พบว่ามีซากโบราณวัตถุสถานมากนัก ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ จึงจำต้องกล่าวว่าผู้ปกครองอาณาจักรศรีวิชัยมัวแต่ยุ่งเกี่ยวกับการควบคุม การเดินเรือในช่องแคบมะละกา (Strait of Malacca) จนกระทั่งไม่มีเวลาที่จะมาสร้างศาสนสถานมากมายดังเช่นในเกาะชวา (Java) ประเทศอินโดนีเซียได้ (3)
                กล่าวโดยสรุป นับตั้งแต่ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ ได้บัญญัติคำว่า "อาณาจักรศรีวิชัย" ขึ้นมาเป็นครั้งแรกใน พ.ศ. 2461 เป็นต้นมา คำนี้ได้ก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวในวงการของนักประวัติศาสตร์ นักประวัติศาสตร์ศิลปะ นักโบราณคดี นักอ่านจารึกภาษาโบราณ และนักวิชาการสาขาต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง จนแทบจะเรียกได้ว่าคำนี้ท้าทายต่อการศึกษาค้นคว้าของนักปราชญ์ทั่วโลกที เดียว โดยเฉพาะนักปราชญ์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นสนใจในการศึกษาเรื่อง นี้เป็นพิเศษ แม้ว่าการศึกษาเรื่องนี้จะดำเนินมาเป็นเวลานานแล้วก็ตาม แต่ทรรศนะที่ขัดแย้งกันในเรื่องนี้ โดยเฉพาะเกี่ยวกับที่ตั้งของราชธานีแห่งอาณาจักรศรีวิชัยนั้นยังคงยืดเยื้อ ต่อมาตราบจนกระทั่งปัจจุบัน ดังจะนำทรรศนะเกี่ยวกับที่ตั้งของราชธานีของอาณาจักรศรีวิชัยที่เสนอกันมา ตั้งแต่ พ.ศ. 2461 เป็นต้นมา มาสรุปเฉพาะส่วนของนักปราชญ์ที่เห็นแตกต่างกันดังนี้
                ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ มีความเห็นว่าศูนย์กลางของอาณาจักรศรีวิชัย คือ เมืองปาเล็มบัง ในเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย (4)
                ศาสตราจารย์มาชุมดาร์ (R.C. Majumdar) มีความเห็นว่าระยะแรกศูนย์กลางของอาณาจักรศรีวิชัยอยู่บนเกาะชวา แล้วต่อมาย้ายไปยังเมืองโบราณนครศรีธรรมราช ประเทศไทย (5)
                ดร. ควอริทช์ เวลส์ (H.G.Quaritch Wales) นักประวัติศาสตร์ผู้มีความสนใจในทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีของภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างมากผู้หนึ่ง ได้เดินทางไปสำรวจแหล่งโบราณคดีที่สำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แล้วมีความเห็นว่า ศูนย์กลางของอาณาจักรศรีวิชัยควรจะตั้งอยู่ที่เมืองโบราณไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ประเทศไทย (6)
                ศาสตราจารย์มุนส์ (J.L. Moens) มีความเห็นว่าศูนย์กลางของอาณาจักรศรีวิชัยอยู่ที่เมืองกลันตัน (Kelantan) บนแหลมมลายู (Malay Peninsula) แล้วต่อมาย้ายไปยังเมืองมัวรา ตากุส (Muara Takus) ในภาคกลางของเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย (7)
                ศาสตราจารย์หม่อมเจ้าจันทร์จิรายุ รัชนี ซึ่งได้ทรงศึกษาเรื่องทิศทางของลมในจดหมายเหตุจีนและสภาพภูมิศาสตร์ของ ภูมิภาคนี้ แล้วนำไปเปรียบเทียบกับบันทึกการเดินทางไปสืบพุทธศาสนาตามบันทึกการเดินทาง ของภิกษุอี้จิง (I-Tsing) แล้วสรุปลงว่าศูนย์กลางของอาณาจักรศรีวิชัยควรจะอยู่ที่เมืองโบราณไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ประเทศไทย (8)
                ศาสตราจารย์โซกโมโน (R. Soekmono) นักโบราณคดีแห่งมหาวิทยาลัยอินโดนีเซีย มีความเห็นว่าศูนย์กลางของอาณาจักรศรีวิชัยอยู่ที่เมืองชัมพิ (Jambi) ในเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย (9)
                จากทรรศนะของนักปราชญ์ที่กล่าวมาโดยสรุปนี้แสดงให้เห็นว่า เรื่องราวของอาณาจักรศรีวิชัยยังเป็นปัญหาทางวิชาการที่นักวิชาการทุกสาขามี ความจำเป็นที่จะต้องค้นคว้าทั้งการขุดค้นทางโบราณคดีและการศึกษาจากเอกสาร ตลอดจนการศึกษาภาคสนามทุกรูปแบบ

 

3. ศิลปะแบบศรีวิชัย
                จากความเชื่อที่ว่ามีอาณาจักรหนึ่งรุ่งเรีองขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ใน ระหว่างราวพุทธศตวรรษที่ 13-18 อาจจะมีราชธานีตั้งอยู่ใกล้กันกับเมืองปาเล็มบังในเกาะสุมาตราในปัจจุบัน นี้  บางครั้งอาณาจักรนี้อาจจะได้ครอบครองแหลมมลายูและดินแดนบางส่วนในภาคใต้ของ ประเทศไทยด้วย นักปราชญ์ทางโบราณคดีเรียกชื่ออาณาจักรนี้ว่า "ศรีวิชัย" ตามจารึกที่ค้นพบที่กล่าวมา ได้ส่งผลให้มีการเรียกชื่อศิลปกรรมที่เกิดขึ้นในภาคใต้ของประเทศไทยในช่วง ระยะเวลานั้นว่า "ศิลปะแบบศรีวิชัย" (10)
                ในทางประวัติศาสตร์ศิลปะ นักประวัติศาสตร์ศิลปะหลายท่านมีความเห็นว่า  การใช้คำว่า "ศิลปะแบบ  ศรีวิชัย" มีความสับสนในวงการประวัติศาสตร์ศิลปะมาก ดังทรรศนะที่รองศาสตราจารย์ ดร. พิริยะ ไกรฤกษ์ ได้แสดงไว้ในเรื่อง "ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับแบบศิลปะในประเทศไทย" ว่า
                การจัดแบบอย่างศิลปะโดยอาศัยลัทธิศาสนาเป็นหลักก่อให้เกิดความสับสนพอ ๆ กัน สกุลช่างศรีวิชัยจัดเป็นศิลปกรรมที่พบทางภาคใต้ของประเทศไทย ซึ่งสร้างขึ้นสำหรับพุทธศาสนามหายานระหว่างกลางพุทธศตวรรษที่ 12 ถึงกลางพุทธศตวรรษที่ 18 ขณะที่ดินแดนแถบนั้นตกอยู่ใต้การปกครองอาณาจักรศรีวิชัย ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่ปาเล็มบัง ตอนใต้ของเกาะสุมาตรา ปัญหาที่เกิดขึ้น บ่อย ๆ  ในการทำงานวิจัยด้านประวัติศาสตร์ศิลปะ โดยอาศัยลัทธิศาสนาเป็นหลัก คือ ปัญหาการแยกพระพุทธรูปหินยานออกจากพระพุทธรูปมหายาน โดยเฉพาะที่ลำบากยุ่งยากก็คือพระพุทธรูปที่พบที่ไชยา และที่นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นพระพุทธรูปแบบอิทธิพลมอญอย่างไม่มีปัญหา ตราบใดที่เราใช้คำว่า "ศรีวิชัย" โดยหมายถึงไม่ว่าทั้งการกำหนดสมัยทางประวัติศาสตร์และการกำหนดแบบศิลปะของ ศิลปกรรมแล้ว ตราบนั้นก็จะมีความสับสนอยู่ร่ำไป นับตั้งแต่ศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ นำคำว่าศรีวิชัยมาใช้ในปี 2461 ศรีวิชัยในประวัติศาสตร์ไทยจึงหมายถึงอาณาจักรที่เราไม่รู้จักที่ตั้ง และไม่ทราบว่ามีอาณาเขตกว้างไกลเท่าใด ในด้านประวัติศาสตร์ศิลปะจะมีเอกลักษณ์เป็นอย่างไรก็ไม่มีใครทราบ ในด้านเนื้อหาทางประวัติศาสตร์เรารู้จักศรีวิชัยแต่เพียงจากจารึกหลักหนึ่ง พบที่นครศรีธรรมราช จารึกนี้มีศักราชปรากฏอยู่ด้วย คือ พ.ศ. 1318 ดังนั้น ต้องถือว่ามีอาณาจักรอยู่อาณาจักรหนึ่งในแถบนครศรีธรรมราชในราวปลายพุทธ ศตวรรษที่ 13 ถึงกลางพุทธศตวรรษที่ 14 แต่ก็ไม่มีหลักฐานที่แน่นอนว่าอาณาจักรนั้นได้มีอิทธิพลทางการเมืองเหนือนคร ต่าง ๆ ในคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทย เช่น ไชยาหรือสทิงพระในช่วงเวลานั้น จากกลางพุทธศตวรรษที่ 16 ถึงกลางพุทธศตวรรษที่ 18  ปรากฏว่านครศรีธรรมราชตกอยู่ในอิทธิพลเขมร เมื่อข้อเท็จจริงมีอยู่เช่นนี้จึงไม่ถูกต้องที่จะเรียกประติมากรรมเนื่องใน พุทธศาสนามหายาน อายุตั้งแต่กลางพุทธศตวรรษที่ 12 ถึงกลางพุทธศตวรรษที่ 18  ว่าเป็นศิลปะศรีวิชัยเสียทั้งหมด โดยไม่พิจารณาแบบของศิลปะเหล่านั้นอย่างละเอียดลออ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีประติมากรรมที่เป็นศิลปะเขมรรวมอยู่ด้วย ตัวอย่างเช่น ชื่อเสียงของสกุลช่างศิลปะอันโด่งดังของไชยา กลับไปเรียกว่า ศรีวิชัย โดยไม่มีเหตุผลเพียงพอสนับสนุนขึ้น ฉะนั้นความจำเป็นที่จะต้องศึกษาศิลปะในคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทยแต่ละสกุล ช่าง ดูจะมีมากยิ่งกว่าสกุลช่างของแคว้นต่าง ๆ ในตอนเหนือเสียอีก งานศิลปะที่ทำที่เมืองไชยาและที่นครศรีธรรมราชแสดงถึงความมั่งคั่งสมบูรณ์ ของประเพณีทางศิลปะ  ซึ่งได้รับการปรับปรุงให้มีชีวิตชีวาขึ้นเรื่อย ๆ โดยได้รับความบันดาลใจจากอิทธิพลทั้งภายในและภายนอกประเทศ สกุลช่างทั้งสองปรากฏมีศิลปกรรมอิทธิพลอินเดียที่เก่ามากในประเทศไทย เป็นต้นว่า เทวรูปในศาสนาพราหมณ์อายุเก่าถึงประมาณกลางพุทธศตวรรษที่ 10 พบที่ไชยา หรือพระพุทธรูปพบที่เดียวกันอายุประมาณกลางพุทธศตวรรษที่ 11 ฝีมือช่างอยู่ในระดับสูง ส่วนพระวิษณุที่พบที่ระโนดจัดเป็นงานฝีมือเยี่ยมของสกุลช่างสทิงพระ และมีอายุประมาณกลางพุทธศตวรรษที่ 13 ในช่วงระยะเวลานี้  พุทธศาสนามหายานจากนาลันทา   (Nalanda) ได้ให้ความบันดาลใจแก่สกุลช่างที่ไชยา ได้สร้างสรรค์ประติมากรรมที่มีฝีมือช่างดีเลิศ มีสุนทรียภาพสูง ศิลปะแบบนาลันทาได้เข้ามาในลักษณะของประติมากรรมชิ้นเล็ก ๆ ที่เคลื่อนย้ายได้ เป็นต้นว่า พระโพธิสัตว์ปัทมปาณิที่พบที่สทิงพระ แบบศิลปะและความเชื่อทางศาสนาซึ่งมาจากนาลันทาได้แผ่ขยายไปทั่วภาคใต้ของ ประเทศไทย และในหมู่เกาะอินโดนีเชีย และก่อให้เกิดศิลปะชวาภาคกลางขึ้นในประเทศอินโดนีเชีย อิทธิพลของศิลปะชวาภาคกลางได้สะท้อนกลับมาสู่ดินแดนฝั่งตะวันออกของภาคใต้ ของประเทศไทยอีก ดังจะเห็นได้จากประติมากรรมรูปพระศิวะที่พบที่สงขลา ตอนปลายพุทธศตวรรษที่ 14  หรือต้นพุทธศตวรรษที่ 15  ไชยาดูเหมือนจะตกอยู่ใต้อิทธิพลจาม (Cham)  ระหว่างกลางพุทธศตวรรษที่ 16 ถึงกลางพุทธศตวรรษที่ 18 ก็ดูเหมือนว่าจะตกอยู่ใต้อิทธิพลวัฒนธรรมเขมร ในเวลาเดียวกันนั้น คือ ราวกลางพุทธศตวรรษที่ 14 ดินแดนฝั่งตะวันตกของภาคใต้ของประเทศไทยแถบตะกั่วป่าก็ได้รับอิทธิพลศิลปะ อินเดียแบบปัลลวะ (Pallava Style) หลังจากนั้น คือ ราวกลางพุทธศตวรรษที่ 16 ก็ได้รับอิทธิพลศิลปะอินเดียแบบโจฬะ (Chola Style)  เช่น ที่เวียงสระ และในศตวรรษต่อมาอิทธิพลศิลปะอินเดียแบบนาคปัฏฏินัม (Naga Pattinam Style) ก็ปรากฏขึ้นที่นครศรีธรรมราช จากเรื่องราวย่อ ๆ เกี่ยวกับศิลปะที่สำรวจพบทางภาคใต้ของประเทศไทยดังได้กล่าวสรุปมานี้ เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเราเอาคำว่า "ศรีวิชัย" มาใช้อย่างพร่ำเพรื่อและกว้างเกินไป (11)
                ส่วนศาสตราจารย์หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ทรงมีพระดำริว่า ศิลปะแบบศรีวิชัย ได้รับอิทธิพลจากศิลปะอินเดียแบบคุปตะ (Gupta Style) ซึ่งมีอายุอยู่ในระหว่างราวพุทธศตวรรษที่ 9-11 ศิลปแบบหลังคุปตะ (Post-Gupta Style) ซึ่งมีอายุอยู่ในระหว่างราวพุทธศตวรรษที่ 11-13 และศิลปะแบบปาละ-เสนะ (Pala-Sena Style) โดยศิลปะแบบปาละมีอายุอยู่ในระหว่างราวพุทธศตวรรษที่ 14-17 และศิลปะแบบเสนะมีอายุอยู่ในระหว่างราวพุทธศตวรรษที่ 17-18 ตามลำดับ นอกจากนี้โบราณวัตถุในศิลปะแบบนี้ที่ค้นพบในภาคใต้ของประเทศไทยไม่ว่าจะสลัก ด้วยศิลาหรือหล่อด้วยสำริดก็ตาม จะมีลักษณะที่คล้ายคลึงกันกับของที่มีการค้นพบในเกาะชวาภาคกลาง (พุทธศตวรรษที่ 12 หรือ 13 ถึง 15) มาก จนยากที่จะทราบได้ว่าสิ่งใดทำในประเทศใด จนกระทั่งได้มีบางท่านที่มีข้อเสนอว่า ศิลปะที่เรียกว่าแบบศรีวิชัยทางภาคใต้ของประเทศไทยนั้น น่าจะเรียกว่าแบบราชวงศ์ไศเลนทร์ทางภาคกลางของเกาะชวามากกว่า เพราะเหตุว่าเหมือนกับศิลปะที่ค้นพบบนเกาะชวามากกว่าศิลปะที่ค้นพบบนเกาะ สุมาตรา ส่วนมากสร้างขึ้นในพุทธศาสนาลัทธิมหายานทั้งสิ้น ศิลปะแบบศรีวิชัยแท้ ๆ ที่ค้นพบในบริเวณภาคใต้ของประเทศไทยคงมีอายุอยู่ลงมาจนกระทั่งถึงกลางพุทธ ศตวรรษที่ 19 อันเป็นช่วงเวลาที่ดินแดนแห่งนี้ได้เข้าร่วมอยู่ในอาณาจักรสุโขทัย ศิลปะแบบศรีวิชัยตอนต้นมีลักษณะแตกต่างกันมากที่สุดแล้วแต่ว่าจะได้รับ อิทธิพลมาจากที่ใด แม้ว่าจะอยู่ในสมัยเดียวกันก็ตาม จึงมีบางท่านที่ได้เสนอว่า  ไม่น่าจะรวมเรียกว่าศิลปะแบบศรีวิชัยเสียทีเดียว  แต่น่าที่จะเรียกว่าศิลปะทางภาคใต้ของประเทศไทยหรือศิลปะทักษิณมากกว่า (12)
                ในที่นี้จะจัดแบ่งหลักฐานทางโบราณคดีที่ค้นพบในภาคใต้ของประเทศไทยในขณะนี้ ที่เกี่ยวเนื่องกันกับพุทธศาสนา ลัทธิมหายาน ที่มักจะเรียกกันโดยทั่วไปว่าศิลปะแบบศรีวิชัยออกเป็นกลุ่มหลักสามกลุ่มตาม ผลการศึกษาของผู้เขียนในระยะที่ผ่านมา คือ กลุ่มแรก ได้แก่ สถาปัตยกรรม กลุ่มที่สอง ได้แก่ ประติมากรรม และกลุ่มที่สาม ได้แก่ จิตรกรรม (13)

 

4. สถาปัตยกรรมในศิลปะแบบศรีวิชัย
                ในปัจจุบันนี้ได้มีการค้นพบสถาปัตยกรรมที่เนื่องในพุทธศาสนา ลัทธิมหายาน ที่ได้มีการสร้างสรรค์ขึ้นบนคาบสมุทรไทยสองประเภท คือ ประเภทแรก ได้แก่ สถูป (Stupa, or Tupa) และประเภทที่สอง ได้แก่ เจติยสถาน (Chaitya Hall)

 

4.1 สถูป
                สถูปในศิลปะแบบศรีวิชัยนั้น ถึงแม้ว่าจะปรากฏขึ้นอย่างกว้างขวางทั่วทั้งคาบสมุทรไทยก็ตาม แต่ที่หลงเหลืออยู่ในปัจจุบันนี้ล้วนแล้วแต่อยู่ในสภาพที่ชำรุดทรุดโทรม สถูปในศิลปะแบบนี้ส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะแบบปาละที่เจริญรุ่งเรือง ขึ้นในบริเวณภาคตะวันออกเแยงเหนือของประเทศอินเดีย  เป็นสถูปที่มีฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยม  เหนือส่วนฐานขึ้นไปเป็นรูปจำลองของอาคารทรงมณฑปรูปสี่เหลี่ยม มีซุ้มทั้งสี่ด้าน เหนือส่วนอาคารขึ้นไปเป็นส่วนยอดของสถูป ซึ่งทำเป็นสถูปรูปทรงกลมที่มียอดแหลมขึ้นไป จากสถูปที่มีการค้นพบในขณะนี้ สามารถที่จะจัดแบ่งออกได้เป็นสองรูปแบบ โดยสถูปรูปแบบแรกมีการสร้างสรรค์ขึ้นในระหว่างราวพุทธศตวรรษที่ 14-15 เป็นสถูปที่ได้รับอิทธิพลของศิลปะแบบปาละของอินเดีย ส่วนสถูปในรูปแบบที่สองมีการสร้างสรรค์ขึ้นในระหว่างราวพุทธศตวรรษที่ 16-19 เป็นสถูปที่ได้วิวัฒนาการออกไปจากสถูปในรูปแบบแรกไปสู่รูปแบบทางศิลปะที่ เป็นของท้องถิ่น (14)
          4.1.1 สถูปรูปแบบแรก เป็นสถูปที่มีแผนผังเป็นรูปกากบาท ตั้งอยู่บนส่วนฐานที่อาจจะมีเพียงชั้นเดียวหรือซ้อนกันหลายชั้น เหนือส่วนฐานขึ้นไปเป็นส่วนองค์ของสถูปเป็นรูปมณฑปและมีซุ้มทั้งสี่ด้าน เหนือส่วนองค์ของสถูปนี้ขึ้นไปเป็นส่วนยอด ซึ่งทำเป็นสถูปทรงกลม สถูปที่สำคัญในรูปแบบนี้ยังคงปรากฏอยู่หลายแห่ง อาทิ
                  1) สถูปวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เป็นสถูปที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช ตรงบริเวณประตูทางเข้าของระเบียงของวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นสถูปที่มีส่วนฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยม ฐานส่วนใหญ่ฝังอยู่ในพื้นดิน เหนือขึ้นมาเป็นส่วนมณฑปของสถูป มีมุขยื่นออกมาทั้งสี่ด้าน เหนือมุขขึ้นไปมีสถูปทรงกลมขนาดเล็กประดับอยู่มุขละองค์ ส่วนตรงกลางเป็นส่วนยอดที่สูงขึ้นไปเป็นสถูปทรงลังกาที่มีฐานเป็นรูปบัวหงาย สถูปองค์นี้มีรูปแบบทางศิลปะคล้ายคลึงกันกับจันทิกาละสัน (Kalasan) ในชวาภาคกลาง ประเทศอินโดนีเซีย ที่ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 14 และสถูปมิเซิน เอ 1 (Mi Son AI) ที่ดงเดือง ประเทศ   เวียดนาม ที่สร้างขึ้นเมื่อราวปลายพุทธศตวรรษที่ 15 จึงสันนิษฐานว่าสถูปในวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารองค์นี้ได้รับการสร้างสรรค์ ขึ้นในระหว่างราวพุทธศตวรรษที่ 14-15
                  2) สถูปวัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร ตำบลเวียง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นสถูปที่มักจะเรียกกันโดยทั่วไปว่า " พระบรมธาตุไชยา" ในชั้นเดิมอาจจะมีการสร้างขึ้นในระยะเวลาเดียวกันกับสถูปในวัดแก้ว (หรือวัดรัตนาราม) ที่ตั้งอยู่ใกล้กันกับเมืองโบราณไชยา แต่ระยะหลังอาจจะมีการบูรณะหลายครั้ง จนรูปแบบได้เปลี่ยนแปลงไปมากก็เป็นได้ โดยทั่วไปรูปทรงของสถูปองค์นี้มีลักษณะใกล้เคียงกันกับสถาปัตยกรรมบางหลัง ที่ชวาภาคกลางที่มีรูปสลักไว้บนระเบียงที่สร้างขึ้นโดยรอบสถูปบุโรพุทโธ (Borobudur) ในชวาภาคกลาง ประเทศอินโดนีเซีย แต่จากการที่พระบรมธาตุไชยาได้รับการซ่อมแซมอย่างมากมาย ทำให้มีรายละเอียดเป็นจำนวนมากที่ไม่สามารถจะนำไปเปรียบเทียบกันได้กับ สถาปัตยกรรมที่ชวาภาคกลางและสถาปัตยกรรมของจามในประเทศเวียดนาม แต่อย่างไรก็ดี โครงสร้างทางสถาปัตยกรรมของโบราณสถานแห่งนี้มีรูปแบบอย่างเดียวกันกับศาสนา สถานของจาม จากรายงานในปี พ.ศ. 2439 ได้กล่าวว่าฐานเดิมของโบราณสถานแห่งนี้อยู่ลึกลงไปจากระดับผิวดิน 1.00 เมตร รวมทั้งจากปีดังกล่าวจนถึงปี พ.ศ. 2444 ได้มีการซ่อมแซมครั้งใหญ่ ในรายงานการซ่อมแซมของปี พ.ศ. 2439 ได้กล่าวว่า ได้ค้นพบหลักฐานของการซ่อมแซมโบราณสถานแห่งนี้หลายครั้งในอดีต
                  3) สถูปวัดแก้วหรือวัดรัตนาราม ตำบลเลม็ด อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นสถูปที่อยู่ในสภาพชำรุดและได้รับการบูรณะแล้ว สถูปแห่งนี้สร้างด้วยอิฐ มีแผนผังเป็นรูปกากบาท ประกอบด้วยห้องโถงกลางและมีมุขอีก 4 ด้าน มุขด้านทิศตะวันออกเป็นทางนำไปสู่ห้องโถงกลาง เป็นสถูปที่ตั้งอยู่บนฐานรูปสี่เหลี่ยม มีบันไดทางขึ้นทางด้านทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ผนังด้านนอกทำเป็นเสาติดกับผนัง และมีร่องตลอดความยาวของเสา ซุ้มประตูทางด้านทิศใต้ยังคงอยู่ในสภาพดี และยังคงมีซุ้มจำลอง มียอดเป็นวงโค้งเล็ก ๆ ประดับอยู่ สันนิษฐานว่าคงจะมีทั้งสี่ด้าน สถูปองค์นี้มีความคล้ายคลึงกันกับสถาปัตยกรรมในต่างแดนหลายแห่ง โดยลักษณะที่สำคัญของสถูปแห่งนี้ คือ แผนผังเป็นรูปกากบาท ประกอบด้วยห้องโถงกลางและมุขทั้งสี่ด้าน มีลักษณะเหมือนกันกับจันทิกาละสัน ในชวาภาคกลาง ที่มีอายุอยู่ในระหว่างราว พ.ศ. 1333-1343 แต่ลักษณะของการตกแต่งภายนอกมีความคล้ายคลึงกันกับศิลปะจามอย่างชัดเจน รูปแบบของเสาที่มุขทางด้านทิศใต้และลักษณะของลวดบัวเปรียบเทียบกันได้กับ ปราสาทองค์กลางที่โพไฮ (Pho Hai) ในประเทศเวียดนาม ที่มีอายุอยู่ในราวปลายพุทธศตวรรษที่ 14 สำหรับที่ตั้งของซุ้มขนาดเล็กที่ต่อจากเสาที่มุขทางด้านทิศใต้และการตกแต่ง ผนังด้านนอกด้วยเสาจำลองนี้ มีลักษณะคล้ายกันกับปราสาทองค์รององค์หนึ่งที่มิเซิน เอ 1 ที่มีอายุอยู่ในราวกลางพุทธศตวรรษที่ 15 ด้วยเหตุนี้ ถึงแม้ว่าแผนผังของสถูปแห่งนี้จะมีลักษณะเหมือนกันกับสถาปัตยกรรมที่มีอายุ อยู่ในช่วงครึ่งแรกของพุทธศตวรรษที่ 14 ในชวาภาคกลาง แต่ด้านนอกของสถาปัตยกรรมก็คล้ายคลึงกันกับศิลปะจามในราวกลางพุทธศตวรรษที่ 15
                  4) สถูปวัดหลง (ร้าง) ตำบลตลาด อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นสถูปที่อยู่ในสภาพชำรุดและได้รับการบูรณะแล้ว สถูปแห่งนี้สร้างด้วยอิฐ ส่วนฐานมีรูปแบบทางศิลปะเช่นเดียวกันกับสถูปวัดแก้วที่ได้กล่าวมา แต่ได้รับการบูรณะซ่อมแซมมาแล้วอย่างน้อย 2 ครั้งในราวพุทธศตวรรษที่ 17-18 สถูปองค์นี้สร้างโดยการก่ออิฐไม่สอปูน ขัดผิวหน้าจนเรียบ แผนผังส่วนฐานเป็นรูปกากบาท มีซุ้มยื่นออกมาตามแนวทิศทั้งสี่ทิศละซุ้ม มุมฐานระหว่างซุ้มเป็นฐานย่อไม้สิบสอง ทางทิศตะวันออกเป็นซุ้มใหญ่ มีบันไดทางขึ้นสู่ห้องกลาง ส่วนซุ้มอื่น ๆ ไม่มีทางเข้า

 

          4.1.2 สถูปแบบที่สอง เป็นสถูปที่ได้รับอิทธิพลจากสถูปแบบแรก ส่วนใหญ่เป็นสถูปที่ได้รับการซ่อมแซมมาหลายครั้งแล้วเช่นเดียวกัน ทำให้ทรวดทรงของสถูปเปลี่ยนแปลงไป และเป็นสถูปที่สะท้อนให้เห็นฝีมือช่างในท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี สถูปในรูปแบบนี้ยังคงปรากฏอยู่หลายแห่งเช่นเดียวกัน อาทิ
                  1) สถูปวัดถ้ำสิงขร บ้านนอกหรือบ้านถ้ำ หมู่ที่ 3 ตำบลถ้ำสิงขร อำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นสถูปที่มีส่วนฐานและส่วนมณฑปเตี้ย เมื่อเทียบกับส่วนยอดซึ่งสูงมาก ส่วนมณฑปสร้างเป็นมุขยื่นออกมาทั้งสี่ด้าน เหนือมณฑปขึ้นไปเป็นส่วนยอดที่สร้างแบบจำลองมณฑปซ้อนกันขึ้นไปเป็นชั้น ๆ แต่ละชั้นประดับด้วยสถูปทรงกลมที่ตั้งเรียงรายปะปนกันอยู่กับสถูปทรงเหลี่ยม ที่พัฒนาขึ้นในท้องถิ่น สถูปองค์นี้คงจะได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 19
                  2) สถูปวัดใน (ร้าง) ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณวัดราษฎร์บูรณารามหรือวัดนอก ตำบลท่ามะพลา อำเภอ  หลังสวน จังหวัดชุมพร เป็นสถูปที่อยู่ในสภาพชำรุด มีรูปแบบทางศิลปะที่ได้รับอิทธิพลจากสถูปแบบแรกที่ได้กล่าวมา และคงจะเป็นสถูปที่ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 19
                  3) สถูปวัดนางตรา หมู่ที่ 3 ตำบลท่าศาลา อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นสถูปองค์หนึ่งในบรรดาสถูปหลายองค์ที่ยังคงปรากฏอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรม ภายในวัดนี้ เป็นสถูปที่สร้างด้วยอิฐ มีขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ทางด้านทิศเหนือของอุโบสถ มีฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ส่วนฐานมีขนาด 8 x 8 เมตร สูงประมาณ 16 เมตร ส่วนยอดได้พังทลายไป คงเหลือแต่เฉพาะส่วนฐานและส่วนมณฑปคงจะได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นในราวพุทธ ศตวรรษที่ 19
                  4) สถูปวัดเขาหลัก บ้านเขาหลัก ตำบลทุ่งสัง อำเภอทุ่งใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นสถูปที่ได้มีการซ่อมแซมจนรูปแบบกลายเป็นศิลปะแบบพื้นเมืองไปมาก กล่าวคือ เป็นสถูปที่มีแผนผังเป็นรูปกากบาท ตรงกึ่งกลางของฐานทุกด้านได้มีการสร้างสถูปองค์หนึ่งยื่นออกมา เป็นสถูปที่มีซุ้มยื่นออกไปทั้ง 4 ด้าน ส่วนองค์ระฆังเป็นรูปสี่เหลี่ยม ถัดขึ้นไปเป็นคอระฆัง บัลลังก์รูปสี่เหลี่ยม และส่วนยอดเป็นเหลี่ยมที่มีปลายแหลมสอบเข้าหากัน ถัดเข้าไปเป็นลานประทักษิณที่ตั้งอยู่บนฐานสูง ที่มุมทั้งสี่มีสถูปในรูปแบบคล้ายคลึงกันกับที่กล่าวมาทุกมุม ตรงกลางมีสถูปองค์ใหญ่ตั้งอยู่ มีมุขยื่นออกมาตรงกลางทุกด้านของมณฑป ถัดขึ้นไปเป็นสถูปที่ทำเป็นทรงเหลี่ยมเช่นเดียวกัน มีซุ้มยื่นออกมาตรงกลางของทุกด้าน และที่มุมทั้งสี่ทำเป็นสถูปจำลองมุมละองค์ ถัดจากคอระฆังเป็นบัลลังก์และส่วนยอดแหลมที่ทำเป็นเหลี่ยม ส่วนยอดสอบเข้าหากัน สันนิษฐานว่าเป็นสถูปที่ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 19
                  5) สถูปวัดสีหยัง หมู่ที่ 3 ตำบลบ่อตรุ อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา เป็นสถูปที่ก่อด้วยอิฐและปะการัง ไม่สอปูน แต่ใช้ยางไม้เป็นตัวประสาน เรียงอิฐแบบไม่มีระบบ อันเป็นเทคนิควิธีปฏิบัติในศิลปะแบบศรีวิชัย สภาพของสถูปชำรุดมาก คงเหลือเพียงส่วนฐานรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส จากการขุดแต่งบูรณะโบราณสถานแห่งนี้ ได้มีการค้นพบว่าส่วนต่อระหว่างฐานรากและองค์สถูปเป็นส่วนที่ก่อสร้างด้วย อิฐขนาดใหญ่เป็นแผ่นบาง ๆ และเป็นส่วนที่ต้องรองรับองค์สถูปที่ต่อขึ้นไป สถูปองค์นี้คงจะได้รับการสร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 19


4.2 เจติยสถาน
                ในสมัยมหายานของคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทยในระหว่างราวพุทธศตวรรษที่ 13-19 วัฒนธรรมการใช้ถ้ำที่เกิดเองตามธรรมชาติในภูเขาหินปูนของคาบสมุทรภาคใต้ของ ประเทศไทยเป็นศาสนสถานที่เนื่องในพุทธศาสนาที่ได้ปรากฏขึ้นและมีการรักษาไว้ อย่างสืบเนื่องมาในระยะก่อนหน้านี้ ยังคงเป็นวัฒนธรรมที่ได้รับการสืบทอดและรักษาไว้สืบเนื่องต่อไป รวมทั้งยังปรากฏว่าเป็นวัฒนธรรมที่ได้แพร่กระจายออกไปอย่างกว้างขวางยิ่ง กว่าในระยะที่ผ่านมาอีกด้วย
                จากร่องรอยทางโบราณคดีที่ยังคงเหลืออยู่ในขณะนี้ได้แสดงให้เห็นว่า เจติยสถานเหล่านั้นได้รับการปรับแต่งให้มีความเหมาะสมสำหรับการเป็นศาสนสถาน ที่เนื่องในพุทธศาสนา โดยหากเจติยสถานแห่งใดมีเพียงคูหาเดียวก็มีการแบ่งสัดส่วนของเจติยสถานแห่ง นั้นออกเป็นบริเวณที่ชัดเจน โดยมีบริเวณที่สำคัญ 3 บริเวณ คือ บริเวณแรก เป็นบริเวณสำหรับการประดิษฐานรูปเคารพ บริเวณนี้มักจะจัดไว้ให้ใกล้ชิดกับผนังถ้ำ ตั้งแต่ผนังด้านในสุดออกมาจนถึงผนังของปากถ้า โดยที่ผนังส่วนปลายสุดของถ้ำมักจะเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ขนาดใหญ่ ถัดออกมามักจะเป็นพระพุทธรูปปางอื่น ๆ และรูปเคารพอื่น ๆ ในพุทธศาสนา รูปเคารพเหล่านี้ส่วนใหญ่ทำด้วยดินดิบ ไม้ และปูนปั้น บริเวณที่สอง เป็นบริเวณสำหรับการประดิษฐานพระพิมพ์และสถูปจำลองขนาดเล็ก ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นโบราณวัตถุที่ทำด้วยดินดิบ ซึ่งส่วนใหญ่ค้นพบในบริเวณซอกหลืบที่อยู่ริมผนังหรือด้านหลังหรือใกล้ ๆ กันกับรูปเคารพที่กล่าวมาหรือบริเวณโดยรอบรูปเคารพเหล่านั้น และบริเวณที่สาม เป็นบริเวณที่โล่งที่ตั้งอยู่ในบริเวณตรงกลางของเจติยสถาน บริเวณนี้คงจะเป็นห้องโถงสำหรับพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนใช้สำหรับการประกอบ พิธีกรรมทั้งมวล ส่วนในกรณีที่เจติยสถานแห่งใดประกอบด้วยคูหาที่ต่อเนื่องกันหลายคูหา อาจจะมีการแบ่งคูหาเหล่านั้นออกตามประโยชน์ใช้สอยอย่างจำเพาะเจาะจงยิ่งขึ้น ก็เป็นได้ เช่น ใช้คูหาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นที่ประดิษฐานรูปเคารพที่มีความศักดิ์สิทธิ์ รองลงมา บางคูหาอาจจะใช้ประดิษฐานพระพิมพ์ดินดิบและสถูปจำลองดินดิบ และบางคูหาอาจจะใช้เป็นกุฏิของพระสงฆ์ เป็นต้น นอกจากนี้ยังปรากฏว่าบางคูหาได้มีการประดับตกแต่งผนังถ้ำด้วยจิตรกรรมฝาผนัง อีกด้วย (15)
                จากการสำรวจทางโบราณคดีในขณะนี้ ได้มีการค้นพบเจติยสถานในคาบสมุทรแห่งนี้เป็นจำนวนมาก เจติยสถานเหล่านี้ชาวบ้านโดยทั่วไปมักจะเรียกว่า "ถ้ำ" หรือ "วัดถ้ำ" นำหน้าแล้วตามด้วยชื่อของถ้ำ เจติยสถานเหล่านี้ตั้งกระจายอยู่ทั่วทั้งคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทย อาทิ
          1) ถ้ำเขาขนาบน้ำ ตำบลปากน้ำ อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่
          2) วัดถ้ำสิงขร บ้านนอกหรือบ้านถ้ำ หมู่ที่ 3 ตำบลถ้ำสิงขร อำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฎร์ธานี
          3) ถ้ำศิลป์ บ้านบันนังลูวา หมู่ที่ 2 ตำบลหน้าถ้ำ อำเภอเมือง จังหวัดยะลา
          4) ถ้ำพระ ตำบลคูหาสวรรค์ อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง
          5) ถ้ำเขาสาย ตำบลบางดี อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง
          6) ถ้ำวัดหานหรือถ้ำวัดคีรีวิหาร หมู่ที่ 2 ตำบลเขากอบ อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง
          7) ถ้ำเขาขาว ตำบลเขาขาว อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง
          8) ถ้ำเขาชุมทอง ตำบลควนเกย อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช
          9) ถ้ำเขาอกทะลุหรือถ้ำพิมพ์ ตำบลคูหาสวรรค์ อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง
        10) ถ้ำวัดคูหาภิมุข บ้านหน้าถ้ำ หมู่ที่ 1 ตำบลหน้าถ้ำ อำเภอเมือง จังหวัดยะลา
        11) ถ้ำเขาขรมหรือถ้ำขรมหรือถ้ำพระ บ้านหนองปลิง หมู่ที่ 1 ตำบลพรุพี อำเภอบ้านนาสาร จังหวัด      สุราษฎร์ธานี
        12) ถ้ำเขาแดง อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช

 

5. ประติมากรรมในศิลปะแบบศรีวิชัย
                ในปัจจุบันนี้ได้มีการค้นพบประติมากรรมที่เนื่องในพุทธศาสนา ลัทธิมหายาน ในแหล่งโบราณคดีต่าง ๆ ที่กระจายกันอยู่ทั่วทั้งคาบสมุทรไทย ประติมากรรมดังกล่าวสามารถที่จะจำแนกออกได้เป็นห้าประเภท คือ ประเภทแรก ได้แก่ ประติมากรรมลอยตัว ประเภทที่สอง ได้แก่ สถูปจำลอง ประเภทที่สาม ได้แก่ พระพิมพ์ ประเภทที่สี่ ได้แก่ จารึกหลักธรรม และประเภทที่ห้า ได้แก่ แม่พิมพ์ (16)


5.1 ประติมากรรมลอยตัว
     ในศิลปะแบบศรีวิชัยของคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทยได้มีการค้นพบประติมากรรม แบบลอยตัวของรูปเคารพในพุทธศาสนา ลัทธิมหายาน เป็นจำนวนมาก รูปเคารพที่สำคัญเป็นรูปเคารพของพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์หลายองค์ อาทิ
                5.1.1 พระพุทธเจ้าอักโษภยะ ซึ่งประดิษฐานไว้ที่ซุ้มทางทิศตะวันออกของสถูปวัดแก้ว อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ทำด้วยศิลา มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 15 ถึง กลางพุทธศตวรรษที่ 16 ปัจจุบันย้ายไปจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสาถนแห่งชาติ ไชยา พระพุทธเจ้าพระองค์นี้พระนามของพระองค์มีความหมายว่าพระผู้ไม่ทรงหวั่นไหว ทรงเป็นพระธยานิพุทธเจ้า (หมายถึงพระพุทธเจ้าแห่งจักรวาลหรือพระพุทธเจ้าองค์แรก อันเป็นพระพุทธเจ้าองค์สูงสุดในลัทธิมหายาน นิกายวัชรยาน ทรงเป็นผู้ให้กำเนิดโลกและพระพุทธเจ้าองค์อื่น ๆ ) องค์หนึ่งในจำนวนห้าองค์ของนิกายวัชรยาน ทรงเป็นพระพุทธเจ้าที่ประทับอยู่ทางทิศตะวันออก ประทับนั่งปางมารวิชัยอยู่เหนืออาสนะรูปสิงห์หรือสิงหาสน์ โดยมีรูปสิงห์สลักอยู่ที่ด้านข้างของฐานข้างละตัว เบื้องหน้าของฐานมีวัชระประดับอยู่
                5.1.2 พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร พระโพธิสัตว์ในพุทธศาสนา ลัทธิมหายานองค์นี้ เกิดจากพระพุทธเจ้าในลัทธิมหายานที่ทรงพระนามว่า พระพุทธเจ้าอมิตาภะ จึงมักจะปรากฏภาพของพระพุทธเจ้าองค์นี้ประทับนั่งอยู่เหนือศิราภรณ์ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรทรงได้รับการเคารพนับถือมาก เพราะว่าทรงเป็นผู้คุ้มครองผู้ที่นับถือลัทธิมหายานในยุคปัจจุบัน พระองค์ทรงมีหลายรูปแบบและหลายพระนาม การนับถือพระองค์ได้แพร่ไปยังดินแดนทั้งมวลที่ลัทธิมหายานได้แพร่ไปถึง เมื่อมีสองกรพระหัตถ์ขวามักจะแสดงปางประทานพร พระหัตถ์ซ้ายทรงถือบัวชมพู (ปัทมะ) ถ้ามีสี่กรมักจะทรงถือลูกประคำ หนังสือ ดอกบัว และหม้อน้ำมนต์ ตามลำดับ ชายาของพระองค์ คือ พระนางตารา

                ในราวกลางพุทธศตวรรษที่ 12 ถึงกลางพุทธศตวรรษที่ 13 ได้ปรากฏหลักฐานทางโบราณคดีที่แสดงให้เห็นถึงการปรากฏขึ้นของพุทธศาสนา ลัทธิมหายาน บนคาบสมุทรแห่งนี้ หลักฐานทางโบราณคดีดังกล่าว คือ ประติมากรรมของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร อิทธิพลศิลปะอินเดียแบบคุปตะ ตระกูลช่างสารนาถ (Sarnath School) สลักด้วยศิลา ขนาดสูง 114 เซนติเมตร ค้นพบที่วัดศาลาทึง (วัดชยาราม) อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งนับได้ว่าเป็นประติมากรรมของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรที่สลักด้วยศิลาที่ มีความเก่าแก่มากที่สุดที่ค้นพบในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในขณะนี้ นอกจากนี้ยังมีการค้นพบประติมากรรมของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรอีกองค์หนึ่ง ซึ่งจัดได้ว่าเป็นประติมากรรมของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรที่ทำด้วยสำริดที่ มีความเก่าแก่มากที่สุดในประเทศไทย โดยค้นพบที่แหล่งโบราณคดีควนสราญรมย์ อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นประติมากรรมที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะแบบปัลลวะของอินเดีย นอกจากประติมากรรมของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรทั้งสององค์นี้แล้ว ในคาบสมุทรแห่งนี้ยังมีการค้นพบประติมากรรมของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรอีก เป็นจำนวนมาก อาทิ
          1) พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี ศิลา มีอายุอยู่ในราวครึ่งแรกของพุทธศตวรรษที่ 12 ปัจจุบันจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
          2) พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร จากวัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี สำริด อยู่ในสภาพชำรุด เหลือเพียงครึ่งองค์ มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 14 ปัจจุบันจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
          3) พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร จากวัดเจดีย์งาม อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา สำริด อยู่ในสภาพชำรุดเหลือเพียงครึ่งองค์ มีอายุอยู่ในราวครึ่งหลังของพุทธศตวรรษที่ 14 ปัจจุบันจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา
          4) พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร จากวัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี สำริด มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 14 ปัจจุบันจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
          5) พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร จากควนสราญรมย์ อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี สำริด มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 15 ปัจจุบันจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กำแพงเพชร
          6) พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร จากวัดพระบรมธาตุไชยาราชวรวิหาร อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี ศิลา มีอายุอยู่ในราวครึ่งแรกของพุทธศตวรรษที่ 15 ปัจจุบันจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
          7) พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสี่กร จากแหล่งโบราณคดีวัดหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช สำริด มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 14-15 ปัจจุบันจัดแสดง ณ พระวิหารเขียน วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช
          8) พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสี่กร จากวัดพระเพรง ตำบลนาสาร อำเภอพระพรหม จังหวัดนครศรีธรรมราช สำริด มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 14-15 ปัจจุบันจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช
          9) พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรสิบเอ็ดเศียร จากบ้านวัดขนุน ตำบลวัดขนุน อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา สำริด มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 16 ปัจจุบันจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา
        10) พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร จากแหล่งโบราณคดีบ้านควนแร่ หมู่ที่ 1 ตำบลควนมะพร้าว อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง สำริด มีอายุอยู่ในพุทธศตวรรษที่ 13-14 ปัจจุบันจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ วัดมัชฌิมาวาส อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา
        11) พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร จากแหล่งโบราณคดีบ้านหนองหอย ตำบลวัดขนุน อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา สำริด มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 15 ปัจจุบันจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ วัดมัชฌิมาวาส  อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา
        12) พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรหรือพระโพธิสัตว์ปัทมปาณี ค้นพบจากบริเวณสวนนายพร้อม มุสิกพงศ์ บ้านวัดกลาง ตำบลกระดังงา อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา สำริด มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 15 ปัจจุบันจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ วัดมัชฌิมาวาส อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา
                5.1.3 พระโพธิสัตว์เมตไตรยหรือพระโพธิสัตว์ไมเตรญะ พระโพธิสัตว์องค์นี้ ทรงเป็นพระโพธิสัตว์ที่สำคัญองค์หนึ่งของพุทธศาสนา ลัทธิมหายาน ทรงเป็นพระโพธิสัตว์ที่จะทรงตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในกาลข้างหน้าหรือพระ อนาคตพุทธเจ้า ในปัจจุบันพระองค์ประทับอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิต และทรงรอคอยเวลาที่จะเสด็จลงมาจุติในมนุษย์โลก


                ในคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทยได้มีการค้นพบประติมากรรมที่เก่าแก่ที่สุดของ พระโพธิสัตว์องค์นี้ชิ้นหนึ่ง เป็นประติมากรรมที่ทำด้วยสำริด ค้นพบที่บ้านลานควาย อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี เป็นประติมากรรมที่ประทับยืนในท่าตริภังค์ มุ่นพระเกศาเป็นรูปชฎามงกุฎ มีรูปสถูปซึ่งเป็นเครื่องหมายของพระโพธิสัตว์เมตไตรยประดับอยู่ทางด้านหน้า ของชฎามงกุฎ เครื่องตกแต่งมีเพียงศิราภรณ์หรือเครื่องประดับศีรษะที่มีลายดอกไม้ประดับ อยู่ 3 ดอกเท่านั้น ทรงมีสายยัชโญปวีตเป็นผ้าสะพายเฉียงคลุมพระอังสาซ้าย ที่ขอบของผ้านุ่งด้านบนคาดทับไว้ด้วยเชือกที่ทำด้วยผ้า ในชวาภาคกลางได้มีการค้นพบประติมากรรมสำริดของพระโพธิสัตว์เมตไตรยที่คล้าย คลึงกันนี้ที่สุรการ์ตา (Surakarta) ประติมากรรมดังกล่าวนี้มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 13 ถึงกลางพุทธศตวรรษที่ 14
                5.1.4 พระโพธิสัตว์วัชระหรือพระวัชรโพธิสัตว์ ในคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทย ได้มีการค้นพบพระวัชรโพธิสัตว์องค์หนึ่ง ซึ่งสันนิษฐานว่าประติมากรรมชิ้นนี้คงจะเป็นส่วนหนึ่งของ "มัณฑละ" ที่สร้างขึ้นในรูปแบบของประติมากรรมที่เรียกว่า "วัชรธาตุมณฑล" โดยค้นพบที่ตำบลจะทิ้งพระ อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา เป็นประติมากรรมที่ทำด้วยสำริด มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 15 ปัจจุบันแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา
                ประติมากรรมชิ้นนี้คงจะเป็นรูปของพระวัชรโพธิสัตว์องค์หนึ่งในจำนวน 16 องค์ ซึ่งห้อมล้อมอยู่โดยรอบพระธยานิพุทธเจ้า 4 องค์ โดยพระธยานิพุทธเจ้า 1 องค์ จะมีพระวัชรโพธิสัตว์ล้อมอยู่ 4 องค์ ตามแบบแผนของวัชรธาตุมณฑลในคติของพุทธศาสนา ลัทธิมหายาน นิกายวัชรยาน โดยในมัณฑละแบบที่กล่าวนี้นอกจากจะปรากฏประติมากรรมของพระวัชรโพธิสัตว์และ พระธยานิพุทธเจ้า 4 องค์แล้ว ภาพวัชรธาตุมณฑลยังประกอบด้วยรูปพระพุทธเจ้ามหาไวโรจนะ พระมหาโพธิสัตว์ 16 องค์ พระโพธิสัตว์ บรรดานางตารา และเหล่าเทพอื่น ๆ ในนิกายวัชรยานรวมทั้งสิ้นราว 1,061 องค์ โดยเคยมีการค้นพบกลุ่มประติมากรรมสำริด ในรูปแบบของมัณฑละดังกล่าวที่เมืองงันชุก (Nganjuk) ในภาคตะวันออกของเกาะชวาจำนวน 90 ชิ้น
                ประติมากรรมของพระวัชรโพธิสัตว์ชิ้นนี้ประทับยืนย่อพระองค์ จนพระชานุตั้งฉากบนปัทมาสน์ พระหัตถ์ทั้งสองข้างยกขึ้นเสมอพระอุทร ทรงเกล้าพระเกศาเป็นรูปชฎามงกุฎ ทรงสวมศิราภรณ์และกะบังหน้า ทรงพระภูษาสั้นแค่พระชานุ โดยทิ้งชายผ้าให้ตกลงมาเป็นเส้นตรงจนถึงปัทมาสน์ สำหรับผ้าคาดพระโสณีห้อยลงมาเป็นรูปวงโค้งอยู่ในบริเวณด้านหน้า และทรงผูกไว้เป็นโบทางด้านข้าง ทรงมีเครื่องประดับหลายอย่าง คือ กุณฑล กรองศอ สังวาล ทับทรวง พาหุรัด ทองพระกร และทองพระบาท อันเป็นประติมากรรมที่มีรูปแบบคล้ายคลึงกันกับประติมากรรมของพระวัชร โพธิสัตว์ในกลุ่มของประติมากรรมที่มีการค้นพบที่เมืองงันชุกที่ได้กล่าวมา
                นอกจากนี้ในอำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา ยังมีการค้นพบประติมากรรมสำริดของพระวัชรโพธิสัตว์อีกชิ้นหนึ่ง ซึ่งเป็นประติมากรรมที่มีอายุอยู่ในราวกลางพุทธศตวรรษที่ 18 ถึงกลางพุทธศตวรรษที่ 19 ปัจจุบันจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ วัดมัชฌิมาวาส อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา โดยประติมากรรมชิ้นนี้เป็นประติมากรรมของพระวัชรโพธิสัตว์ในภาคลึกลับภาค หนึ่งของพระองค์ที่มักจะเรียกกันโดยทั่วไปว่า "เหวัชระ" ซึ่งพุทธศาสนิกชนมักจะเชื่อกันว่าเหวัชระทรงเป็นเทพผู้ปกป้องรักษาในพุทธ ศาสนา ลัทธิมหายาน นิกายตันตระ ประติมากรรมของพระองค์มักจะมีการสร้างสรรค์ให้ทรงมีแปดเศียร สิบหกกร และสี่พระเพลา แต่อย่างไรก็ดี ประติมากรรมชิ้นนี้ก็มีลักษณะที่ผิดแผกแตกต่างออกไปจากที่กล่าวมา คือ มีเพียงเศียรเดียวและมีสองกร แต่ยังคงมีสี่พระเพลา ทรงถือกระดิ่งในพระหัตถ์ขวาและสายฟ้าหรือวัชระในพระหัตถ์ซ้าย

 

                5.1.5 นางปรัชญาปารมิตา เทพีองค์นี้เป็นเทพีแห่งปัญญาอันลึกซึ้งของพุทธศาสนา อันเป็นหลักของปรัชญาและคัมภีร์สำคัญของพุทธศาสนา ลัทธิมหายาน โดยการแสดงออกในรูปแบบของเทพีผู้ให้กำเนิดความรู้ของพระพุทธเจ้าในลัทธิ มหายานทุกพระองค์ สัญลักษณ์ประจำพระองค์ของเทพีองค์นี้ คือ หนังสือซึ่งวางอยู่เหนือดอกบัว
                ในคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทยได้มีการค้นพบประติมากรรมลอยตัวของเทพีองค์นี้ ชิ้นหนึ่งที่ตำบลท่าเรือ อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประติมากรรมทำด้วยสำริด มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 18 ปัจจุบันจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช ประติมากรรมชิ้นนี้ประทับยืน พระหัตถ์ขวาทรงถือดอกบัว พระหัตถ์ซ้ายทรงถือคัมภีร์ ทรงพระภูษาเป็นริ้ว มีชายผ้าอยู่ทางด้านหน้าเป็นรูปหยัก ทรงคาดปั้นเหน่งที่มีอุบะประดับ ทรงสวมกระบังหน้าและมงกุฎรูปกรวย ทรงมีกุณฑล กรองศอ พาหุรัด ทองพระกร และทองพระบาท โดยเครื่องทรงและเครื่องประดับของเทพีองค์นี้มีความคล้ายคลึงกันกับ ประติมากรรมของนางปรัชญาปารมิตาในศิลปะขอมแบบบายนที่มีอายุอยู่ในราวกลาง พุทธศตวรรษที่ 18
                5.1.6 นางศยัมตาราหรือศยามตารา เทพีองค์นี้ทรงเป็นนางตารา (ผู้ช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้ข้ามสังสารวัฏ) องค์หนึ่ง โดยทรงมีหน้าที่ปกป้องผู้มีศรัทธาต่อพระนางให้รอดพ้นจากสิ่งชั่วร้ายทั้งมวล ในการดำเนินชีวิต ประติมากรรมของพระนางในรูปแบบที่มีสองกรนั้น พระหัตถ์ขวาจะทรงแสดงปางประทานพร พระหัตถ์ซ้ายจะทรงถือดอกอุตปาละ (ดอกบัวบานหรือสีน้ำเงินอมม่วง) ที่ก้านดอก โดยประทับในท่าลลิตาสนะ (ท่านั่งลำลอง ขาข้างหนึ่งงอพับไว้ ส่วนอีกข้างหนึ่งห้อยลงมายังแท่นที่รองรับ) บนปัทมาสน์ พระนางมีนามว่าศยัมตาราหรือศยามตารา (ผู้มีชัยชนะเหนือความชั่วร้าย) และทรงมีมนตร์ประจำพระองค์ มนตร์ดังกล่าว คือ "โอม เตเรตุตตาเร สวาหะ" ซึ่งมักจะเชื่อกันว่ามีอำนาจยิ่งใหญ่กว่ามนตร์ทั้งปวง พระนางทรงเป็นปรัชญาหรือสัญลักษณ์ของพลังที่กระตุ้นให้กระตือรือร้นของพระ พุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ เช่นเดียวกันกับศักติในศาสนาพราหมณ์ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร
                ในคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทยได้มีการค้นพบประติมากรรมสำริดของเทพีองค์นี้ สององค์ คือ องค์แรก ค้นพบที่อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 15-16 ปัจจุบันจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สงขลา เป็นเทพีอิทธิพลศิลปะอินเดียแบบปาละ มีรูปแบบใกล้เคียงกันมากกับรูปนางตาราที่พบที่นาลันทา ส่วนองค์ที่สอง เป็นนางตาราที่ทรงมีแปดกร ค้นพบที่บ้านหัวคู อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นประติมากรรมที่มีความคล้ายคลึงกันกับประติมากรรมของนางตาราแปดกรทำด้วย สำริดจากแหล่งโบราณคดีทิบเพระ (Tippera) ที่ตั้งอยู่ใกล้กันกับเมืองโบราณไมนามาติ (Mainamati) ในประเทศบังคลาเทศในปัจจุบันนี้ ประติมากรรมชิ้นนี้มีอายุอยู่ในราวกลางพุทธศตวรรษที่ 15 ถึงกลางพุทธศตวรรษที่ 16 ปัจจุบันนี้จัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร


                5.1.7 นางจุนฑา เทพีองค์นี้เป็นเทพีที่ได้รับความเคารพนับถือกันอย่างแพร่หลายมากในภาคตะวัน ออกของแคว้นเบงกอล มักจะเชื่อกันว่าเทพีองค์นี้ได้ทรงถือกำเนิดขึ้นมาจากพลังอำนาจของพระพุทธ เจ้าอโมฆสิทธิ และทรงเป็นสัญลักษณ์ของคาถาจุนฑาธาริณี จึงทรงเป็นเทพีที่มีอำนาจมาก นอกจากนี้เทพีองค์นี้ยังมี "มัณฑละ" ของพระนางเอง ซึ่งในคัมภีร์มัญชุวัชรมณฑลได้กล่าวว่า พระนางทรงเกิดขึ้นมาจากพลังอำนาจของพระพุทธเจ้าไวโรจนะอีกด้วย
                ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ได้มีประติมากรรมสำริดลอยตัวของเทพีที่มีหกกรองค์หนึ่ง ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นประติมากรรมของพระนาง และเป็นประติมากรรมที่อาจจะค้นพบในคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทย ประติมากรรมชิ้นนี้พระหัตถ์ล่างทั้งสองข้างทรงแสดงปางสมาธิ พระหัตถ์ขวาบนทรงถือลูกประคำ พระหัตถ์ขวากลางทรงแสดงปางประทานพรและมีมณีอยู่กลางฝ่าพระหัตถ์ พระหัตถ์ซ้ายบนทรงถือหนังสือ พระหัตถ์ซ้ายกลางซึ่งหักหายไปแต่เดิมคงจะทรงถือหม้อน้ำ พระนางประทับนั่งขัดสมาธิเพชรเหนือปัทมาสน์ที่มีฐานรูปสี่เหลี่ยมและขารอง รับ ทรงเกล้าพระเกศาเป็นรูปชฎามงกุฎและทรงประดับสถูปทางด้านหน้า ทรงสะพายผ้าแพรพาดผ่านพระอังสาซ้าย ทรงสวมกระบังหน้า กุณฑล กรองศอ พาหุรัด และทรงพระกร เบื้องหลังทรงมีประภาวลีรูปทรงกลมที่มีรอบนอกตกแต่งด้วยเปลวไฟเป็นระยะ ๆ ประติมากรรมชิ้นนี้มีลักษณะใกล้เคียงกันมากกับรูปนางจุนฑาหกกรที่นิยมสร้าง ขึ้นอย่างแพร่หลายในภาคตะวันออกของแคว้นเบงกอล ในช่วงที่อยู่ภายใต้การปกครองของกษัตริย์ในราชวงศ์เทวะที่มีศูนย์กลางอยู่ ที่เมืองไมนามาติ ซึ่งอยู่ในประเทศบังคลาเทศในปัจจุบันนี้ โดยราชวงศ์นี้เจริญรุ่งเรืองอยู่ในช่วงระยะเวลาเดียวกันกับอายุของ ประติมากรรมชิ้นนี้ คือ ในราวครึ่งแรกของพุทธศตวรรษที่ 14
                5.1.8 ท้าวชุมพล ท้าวชุมพลทรงเป็นเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่งในพุทธศาสนา จึงมักจะมีการสร้างภาพของพระองค์ในรูปแบบของประติมากรรมสำริดและพระพิมพ์ เป็นจำนวนมาก ประติมากรรมของพระองค์มักจะแสดงภาพเป็นบุรุษสองกร พระอุทรพลุ้ย ประทับในท่าลลิตาสนะ ทรงมีพนักบัลลังก์เป็นรูปวยาละ (สัตว์ผสมสิงห์) เหยียบอยู่เหนือศีรษะช้าง และมีศิรจักรอยู่เบื้องหลังพระเศียร พระองค์ทรงถือผลมะนาวในพระหัตถ์ขวา พระหัตถ์ซ้ายทรงบีบคอพังพอนให้คายอัญมณี อันเป็นลักษณะเฉพาะของพระองค์ พระบาทขวาทรงเตะหม้อที่มีทรัพย์อยู่ภายในให้เทออกมา และมีไหบรรจุทรัพย์สินวางเรียงรายอยู่หน้าบัลลังก์ของพระองค์ ในคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทยได้มีการค้นพบประติมากรรมลอยตัว ทำด้วยสำริดของพระองค์ชิ้นหนึ่งที่อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา เป็นประติมากรรมที่มีอายุอยู่ในราวครึ่งแรกของพุทธศตวรรษที่ 14 ปัจจุบันจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ วัดมัชฌิมาวาส อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา


5.2 สถูปจำลอง
                ในสมัยมหายานของคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทย ได้มีการค้นพบโบราณวัตถุที่ได้มีการสร้างขึ้นเพื่อการอุทิศถวายเนื่องในพุทธ ศาสนาเป็นจำนวนมาก โดยโบราณวัตถุดังกล่าวที่ค้นพบบนคาบสมุทรแห่งนี้ในสมัยมหายานมีความคล้าย คลึงกันเป็นอย่างยิ่งกับรรดาโบราณวัตถุที่ได้มีการสร้างขึ้นด้วยวัตถุ ประสงค์อย่างเดียวกันที่ได้มีการค้นพบที่แหล่งโบราณคดีพุทธคยาหรือโพธิคยา (Bodhgaya) ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเมืองคยา (Gaya) ในแคว้นพิหาร (Bihar) ประเทศอินเดีย สำหรับพุทธศาสนิกชนแล้ว โพธิคยาไม่ได้เป็นแต่เพียงแค่สถานที่สำหรับการจาริกแสวงบุญเพียงเท่านั้น แต่ได้ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนว่าสถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่ที่มีความสำคัญ มากที่สุด บรรดาผู้เลื่อมใสศรัทธาในพุทธศาสนาจึงได้หลั่งไหลมาจากแหล่งต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก เพื่อที่จะถวายความเคารพสักการะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ ซึ่งเป็นสถานที่แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าศากยมุนี
                ในบรรดาโบราณวัตถุที่ได้มีการจัดทำขึ้นเพื่อการอุทิศถวายเนื่องในพุทธศาสนา หลายรูปแบบนั้น รูปแบบที่นับว่ามีความโดดเด่นมากที่สุด คือ สถูปจำลอง ซึ่งมีการสร้างสรรค์ขึ้นในศิลปะแบบปาละ มีหลายรูปแบบ แต่ทุกแบบมีพื้นฐานเหมือนกัน คือ ประกอบด้วยส่วนสำคัญสามส่วน ได้แก่ ส่วนแรก เป็นส่วนฐานที่ทำขึ้นในรูปของสี่เหลี่ยมจัตุรัส ตรงจุดกึ่งกลางของแต่ละด้านมีส่วนที่ยื่นออกมา ส่วนที่สอง เป็นส่วนกลางที่ตั้งอยู่เหนือส่วนฐาน มักจะเรียกว่าองค์ระฆัง มีการตกแต่งเป็นซุ้มสี่ซุ้มที่ด้านข้างของสถูป ภายในซุ้มมีรูปเคารพประดิษฐานอยู่ และส่วนที่สาม เป็นส่วนบนสุด มักจะมีการดัดแปลงจากรูปแบบของฉัตร สถูปเหล่านี้มีทั้งที่ทำขึ้นมาจากการสลักด้วยหินและสร้างสรรค์ด้วยวัสดุอื่น ๆ รวมทั้งที่ทำด้วยดินเหนียว บางส่วนมีการบรรจุแผ่นดินเหนียวขนาดเล็กที่มีการกดประทับหลักธรรมหรือจารึก หลักธรรมไว้ภายใน (17)
                ในสมัยมหายานของคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทย ได้มีการค้นพบสถูปขนาดเล็กที่มักจะเรียกกันโดยทั่วไปว่า "สถูปจำลอง" เป็นจำนวนมาก สถูปเหล่านี้อาจจะแบ่งออกได้อย่างกว้าง ๆ เป็นสองรูปแบบ คือ สถูปจำลองทำด้วยสำริด และสถูปจำลองทำด้วยดินดิบหรือดินเผา

 

                5.2.1 สถูปจำลองทำด้วยสำริด ในแหล่งโบราณคดีหรือเจติยสถานถ้ำคูหาภิมุข ตำบลหน้าถ้ำ อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ได้มีการค้นพบสถูปจำลองทำด้วยสำริดองค์หนึ่ง เป็นสถูปที่มีอายุอยู่ในระหว่างราวกลางพุทธศตวรรษที่ 14 ถึงกลางพุทธศตวรรษที่ 15 ปัจจุบันอยู่ในครอบครองของวัดถ้ำคูหาภิมุข ตำบลหน้าถ้ำ อำเภอเมือง จังหวัดยะลา โดยสถูปองค์นี้มีรูปแบบคล้ายคลึงกันกับสถูปสำริดเป็นจำนวนมากที่ได้มีการค้น พบที่โพธิคยาที่กล่าวมาและมหาวิทยาลัยนาลันทา ในเมืองนาลันทา ประเทศอินเดีย สถูปองค์นี้มีรูปแบบที่สำคัญ คือ องค์สถูปตั้งอยู่บนฐานรูปสี่เหลี่ยม มีบันไดทางขึ้นตรงกึ่งกลางของส่วนฐานทั้งสี่ด้าน เหนือฐานขึ้นไปรองรับด้วยฐานบัวคว่ำบัวหงายและมีบัวลายลูกประคำคั่นระหว่าง ฐานและอัณฑะ (องค์ระฆัง) เหนืออัณฑะขึ้นไปมีบัลลังก์รูปสี่เหลี่ยม ย่อมุม อันเป็นลักษณะเฉพาะของบัลลังก์ในศิลปะอินเดียแบบปาละ ซึ่งรองรับเสาฉัตร ส่วนฉัตรหรือปล้องไฉน  หักหายไป ตามทิศทั้งสี่ตรงกับบันไดมีซุ้มโค้งประดิษฐานประติมากรรมของพระตถาคตสี่องค์ คือ พระอักโษภยะ ประจำทิศตะวันออก พระรัตนสัมภาวะ ประจำทิศใต้ พระอมิตาภะ ประจำทิศตะวันตก และพระอโมฆสิทธิ ประจำทิศเหนือ เนื่องจากสถูปองค์นี้เป็นสัญลักษณ์ของจักรวาลในพุทธศาสนา พระตถาคตหรือพระธยานิพุทธเจ้าทั้งสี่องค์จึงทรงหันพระพักตร์ไปยังทิศทั้งสี่ องค์ละทิศ โดยพระธยานิพุทธเจ้าทั้งสี่พระองค์นี้ประทับอยู่บนสถูปและหันพระพักตร์ไปสู่ ทิศที่พระองค์ประจำอยู่ สำหรับพระธยานิพุทธเจ้าองค์ที่ห้า คือ พระพุทธเจ้าไวโรจนะนั้นทรงแสดงปางปฐมเทศนา และประจำอยู่ ณ ทิศเบื้องบน แต่ไม่ได้มีการแสดงไว้เพราะเชื่อว่าพระองค์สถิตอยู่ในสถูปแล้ว โดยนิกายวัชรยานได้สร้างพระพุทธเจ้าขึ้นมาห้าพระองค์ ซึ่งในคัมภีร์เรียกว่า "พระตถาคตทั้งห้า" หรือ "พระ ธยานิพุทธเจ้าทั้งห้า" และมีปางหรือมุทราเป็นสัญลักษณ์ประจำพระองค์ คือ พระพุทธเจ้ามหาไวโรจนะ (ผู้ให้แสงสว่าง) ปางปฐมเทศนา พระพุทธเจ้าอักโษภยะ (ผู้หนักแน่น) ปางมารวิชัย พระพุทธเจ้ารัตนสัมภวะ (ผู้เกิดจากมณี) ปางประทานพร พระพุทธเจ้าอมิตาภะ (ผู้มีแสงสว่างเป็นนิรันดร) ปางสมาธิ และพระพุทธเจ้าอโมฆสิทธิ (ผู้สมหวังตลอดกาล) ปางประทานอภัย พระตถาคตทั้งห้าองค์นี้เป็นสัญลักษณ์ของสกัณธะ (ขันธะ) ทั้งห้า ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ รวมทั้งยังเป็นสัญลักษณ์ของทิศทั้งห้าอันเป็นตัวแทนของจักรวาล พระตถาคตแต่ละองค์สามารถที่จะปรากฏพระองค์เป็นเทวโพธิสัตว์ พระมนุษยพุทธเจ้า และเทพีหรือนางปรัชญาหรือส่วนที่เป็นสตรีของพุทธะและโพธิสัตว์ พร้อมกับยังดูแลสกุลของพระองค์เอง อันประกอบด้วยเทพต่าง ๆ ที่ขึ้นอยู่กับพระองค์ แม้ว่ารูปแบบพื้นฐานของสถูปองค์นี้จะเหมือนกันกับสถูปสำริดหลายองค์ที่ค้นพบ ที่แหล่งโบราณคดี อชุตรัชปุระ (Achutrajpur) ในรัฐโอริสสา แต่สถูปเหล่านั้นก็ไม่มีองค์ใดที่มีบันไดในแต่ละด้าน โดยลักษณะเช่นนี้ได้ปรากฏอยู่ในสถูปสำริดที่มีการค้นพบที่นาลันทา ซึ่งเป็นสถูปที่มีองค์ระฆังประดับด้วยภาพเหตุการณ์ที่สำคัญในพุทธประวัติของ พระพุทธเจ้าศากยมุนีทั้ง 8 ตอนหรือมหาปาฏิหาริย์แปดปาง และมีรูปของพระโพธิสัตว์ประทับนั่งขนาบข้างบันไดแต่ละข้าง ในขณะที่สถูปองค์ที่พบจากถ้ำคูหาภิมุของค์นี้ที่ข้างบันไดแต่ละด้านมีภาพ สิงโตหมอบอยู่ที่ฐาน จากการที่สถูปที่ค้นพบที่ถ้ำคูหาภิมุของค์นี้มีรูปแบบที่มีความสัมพันธ์กัน อย่างใกล้ชิดกับสถูปจำลองในศิลปะแบบปาละ จึงอาจจะกำหนดให้สถูปจำลองที่ค้นพบในถ้ำคูหาภิมุของค์นี้มีอายุอยู่ในราว พุทธศตวรรษที่ 14 ถึงกลางพุทธศตวรรษที่ 15
                5.2.2 สถูปจำลองทำด้วยดินดิบหรือดินเผา ในเจติยสถานหรือถ้ำที่เป็นศาสนสถานในพุทธศาสนาในสมัยมหายานของคาบสมุทรภาค ใต้ของประเทศไทยหลายแห่ง ได้มีการค้นพบสถูปจำลองที่ทำด้วยดินดิบหรือดินเผาเป็นจำนวนมาก โดยสถูปเหล่านี้มักจะค้นพบร่วมกันกับพระพิมพ์ในรูปแบบต่าง ๆ สถูปจำลองเหล่านี้มักจะเป็นสถูปที่มีขนาดเล็ก มีเส้นผ่าศูนย์กลางราว 5.00-6.00 เซนติเมตร สูงราว 6.00 เซนติเมตร เป็นสถูปที่มีส่วนฐานเป็นรูปวงกลม เหนือส่วนฐานขึ้นไปเป็นองค์สถูปหรืออัณฑะทรงกลมหรือทรงระฆังคว่ำ คล้ายคลึงกันกับสถูปจำลองที่ค้นพบจากโพธิคยา ที่มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 14-15 ทำด้วยดินเผา มีขนาดสูง 8.00 เซนติเมตร ปัจจุบันจัดแสดง ณ บริติชมิวเซียม (British Museum) กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ นอกจากนี้ยังปรากฏว่าสถูปจำลองที่มีการค้นพบในคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทย บางองค์ที่บริเวณขอบระฆังมีสถูปเล็ก ๆ ประดับไปโดยรอบ และสถูปบางองค์ภายใต้ส่วนฐานของสถูปมีการกดประทับไว้ด้วยคาถาที่มีข้อความ อย่างเดียวกันกับที่ปรากฏในจารึกคาถาหรือจารึกหลักธรรมที่ค้นพบในสถูปจำลอง ที่มีการค้นพบที่โพธิคยา โดยจารึกดังกล่าวนี้มักจะเรียกกันโดยทั่วไปในประเทศไทยว่าคาถา "เย ธรมาฯ" โดยคาถาดังกล่าวที่ค้นพบบนสถูปที่ค้นพบในคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทยที่ กล่าวมาสลักไว้ด้วยอักษรเทวนาครี (Deva Nagri) ภาษาสันสกฤต มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 13-14 เจติยสถานที่สำคัญที่มีการค้นพบสถูปจำลองประเภทนี้มีอยู่หลายแห่ง อาทิ ถ้ำคูหาภิมุข ตำบลหน้าถ้ำ อำเภอเมือง จังหวัดยะลา และถ้ำเขาขรม ตำบลพรุพี อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นต้น


5.3 พระพิมพ์
                ในขณะที่คันนิงแฮม (Alexander Cunningham) ได้ดำเนินการขุดค้นทางโบราณคดีที่โพธิ คยาในศตวรรษที่ผ่านมา คันนิงแฮมได้รายงานไว้เช่นเดียวกันว่าได้มีการค้นพบแผ่นดินเหนียวรูปกลมแบน ที่มีการกดประทับไว้ด้วยภาพของพระพุทธเจ้าหรือเทพอื่น ๆ ในพุทธศาสนาที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า "พระพิมพ์" ซึ่งเป็นโบราณวัตถุอีกประเภทหนึ่งที่ได้มีการสร้างขึ้นเพื่อการอุทิศถวายใน พุทธศาสนาเป็นจำนวนมาก โบราณวัตถุประเภทที่มีลักษณะเหมือนกันกับแผ่นดินเหนียวรูปกลมแบนที่มีการกด ประทับไว้ด้วยหลักธรรมหรือคาถาที่กล่าวมา คือ พระพิมพ์เหล่านี้ไม่ได้เป็น "ตราประทับ" แต่เป็นแผ่นดินเหนียวที่ใช้สำหรับให้แม่พิมพ์หรือตราประทับกดประทับลงไป หรือหากจะกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็อาจจะกล่าวได้ว่า พระพิมพ์เป็นโบราณวัตถุที่มีการทำขึ้นโดยอาศัยตราประทับหรือแม่พิมพ์ชิ้น หนึ่ง เป็นโบราณวัตถุที่ทำด้วยดินเหนียวที่เผาไฟหรือผึ่งแดดให้แห้ง พระพิมพ์เป็นโบราณวัตถุที่เหมือนกันกับสถูปจำลองที่ทำด้วยดินเหนียวและแผ่น ดินเหนียวรูปกลมแบนที่มีการกดประทับไว้ด้วยจารึกหลักธรรมหรือคาถาเหล่านั้น คือ เป็นโบราณวัตถุที่ได้มีการค้นพบในแหล่งโบราณคดีที่เนื่องในพุทธศาสนาหลาย แห่ง พระพิมพ์เหล่านี้เมื่อพบเห็นเป็นครั้งแรกอาจจะปรากฏความรู้สึกราวกับว่ามี การสร้างขึ้นโดยอาศัยเครื่องจักรหรือทำขึ้นโดยไม่ต้องใช้ความคิดและทำซ้ำ ๆ กัน แต่ในข้อเท็จจริงพระพิมพ์เหล่านี้ได้เกิดมาจากการสร้างสรรค์ขึ้นในรูปแบบ ต่าง ๆ ที่มีความแตกต่างกันอย่างมากมาย รวมทั้งมักจะมีการสร้างขึ้นโดยการจำเพาะเจาะจงสำหรับสถานที่แห่งหนึ่งแห่งใด หรือเทวดาองค์หนึ่งองค์ใดเป็นการเฉพาะเป็นพิเศษด้วย พระพิมพ์จากโพธิคยาเป็นจำนวนมากได้แสดงภาพของพระพุทธเจ้าประทับนั่งภายใต้ ต้นพระศรีมหาโพธิและทรงเรียกร้องให้พื้นแผ่นดินเป็นประจักษ์พยาน โดย "คาถาของพระพุทธศาสนา" ที่กล่าวนั้นไม่เคยสูญหายไปจากพระพิมพ์เหล่านี้เลย บนพระพิมพ์บางชิ้นได้ปรากฏคาถานั้นอยู่ภายใต้บัลลังก์ของพระพุทธเจ้า พระพิมพ์บางชิ้นได้แสดงภาพของพระพุทธเจ้าประทับอยู่ตรงกลาง โดยรอบพระองค์มีภาพของสถูปรายล้อมอยู่หลายองค์ ด้านล่างของพระพุทธองค์มีคาถานั้นปรากฏอยู่ พระพิมพ์บางชิ้นได้แสดงภาพของพระพุทธเจ้า "กำลังทรงหมุนวงล้อแห่งพระธรรม" ในสวนกวางที่สารนาถ ภาพของกวางสองตัวและภาพของวงล้อหรือธรรมจักรได้ปรากฏอยู่ภายใต้พระบาทของพระ พุทธเจ้า ซึ่งเป็นภาพที่เหมือนกันกับที่ปรากฏขึ้นในประติมากรรมขนาดใหญ่ของรูปแบบ เดียวกันนี้ ถึงแม้ว่าฉากของภาพเหตุการณ์ในพระชนมชีพของพระพุทธเจ้าทั้งสองฉากหรือสอง เหตุการณ์ที่จะเป็นภาพเหตุการณ์ที่ได้ปรากฏความนิยมชมชอบเป็นพิเศษที่โพธิ คยาก็ตาม แต่ก็ได้ปรากฏว่าเนื้อหาสาระของภาพเหตุการณ์อื่น ๆ ได้รับการกดประทับไว้ในพระพิมพ์เหล่านี้เช่นกัน โดยได้ปรากฏตัวอย่างของพระพิมพ์เป็นจำนวนมากที่กดประทับด้วยภาพของมารีจิ ซึ่งทรงเป็นเทพีของพุทธศาสนาที่ได้มีการค้นพบภาพสลักบนสถูปจำลองด้วยเช่นกัน
                ในสมัยมหายานของคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทยได้มีการค้นพบพระพิมพ์เป็นจำนวน มาก โดยในระยะแรกมักจะเป็นพระพิมพ์ที่ทำด้วยดินดิบและค้นพบในเจติยสถานหรือถ้ำ ที่ใช้เป็น ศาสนสถานในพุทธศาสนา ครั้นในระยะหลังมักจะเป็นพระพิมพ์ที่ทำด้วยดินเผาและค้นพบทั้งใน  เจติยสถานหรือถ้ำที่เนื่องในพุทธศาสนา และที่ฝังอยู่ภายในศาสนสถานที่สร้างขึ้นโดยทั่วไปในอารามที่ตั้งอยู่กลาง แจ้ง พระพิมพ์เหล่านี้ส่วนใหญ่แสดงภาพของพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์ และเทพีตามระบบความเชื่อของลัทธิมหายาน พระพิมพ์เหล่านี้สามารถที่จะจำแนกออกได้อย่างกว้าง ๆ เป็น 33 แบบ อาทิ (18)
          1) พระพิมพ์ภาพพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมหรือพระพุทธเจ้าประทับนั่งห้อยพระบาท มีทั้งรูปสี่เหลี่ยมยอดโค้งมน รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า และรูปทรงอื่น ๆ อีกหลายรูปทรง
          2) พระพิมพ์ภาพพระพุทธเจ้าปางสมาธิ รูปสี่เหลี่ยม
          3) พระพิมพ์ภาพพระพุทธเจ้าปางมารวิชัย รูปวงกลม
          4) พระพิมพ์ภาพพระพุทธเจ้านาคปรก รูปสี่เหลี่ยม
          5) พระพิมพ์ภาพพระพุทธเจ้าปางแสดงธรรม รูปวงกลม
          6) พระพิมพ์ภาพพระพุทธเจ้าปางแสดงธรรม รูปสี่เหลี่ยมยอดโค้งมน
          7) พระพิมพ์ภาพพระพุทธเจ้าไวโรจนะ รูปวงรี
          8) พระพิมพ์ภาพพระพุทธเจ้าอมิตาภะ รูปวงกลม
          9) พระพิมพ์ภาพอัษฎามหาโพธิสัตว์หรือพระโพธิสัตว์แปดองค์ รูปวงรียอดแหลม แสดงภาพพระพุทธเจ้าไวโรจนะประทับนั่งตรงกลาง สัญลักษณ์ของศูนย์กลางแห่งจักรวาล ล้อมรอบด้วยพระโพธิสัตว์แปดองค์ สัญลักษณ์ของทิศทั้งแปด คือ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร พระโพธิสัตว์อากาศครรภ์ พระโพธิสัตว์วัชรปาณี พระโพธิสัตว์กศิติครรภ์ พระโพธิสัตว์สรรวนีวรณ์วิศกัมภิน พระโพธิสัตว์ไมเตรญะ พระโพธิสัตว์สมันตภัทร และพระโพธิสัตว์มัญชุศรี
        10) พระพิมพ์ภาพพระโพธิสัตว์ห้าองค์ รูปสี่เหลี่ยม

 

5.4 จารึกหลักธรรม
                ในการขุดค้นทางโบราณคดีที่แหล่งโบราณคดีโพธิคยาที่กล่าวมา ได้มีการค้นพบแผ่นดินเหนียวขนาดเล็กที่มีการกดประทับไว้ด้วยคาถาหรือหลัก ธรรมเนื่องในพุทธศาสนาเป็นจำนวนมาก โดยโบราณวัตถุเหล่านี้เป็นโบราณวัตถุอย่างหนึ่งที่ได้มีการสร้างขึ้นเพื่อ การอุทิศถวายเนื่องในพุทธศาสนา คาถาหรือหลักธรรมที่มีการกดประทับหรือจารึกไว้บนแผ่นดินเหนียวเหล่านี้มี หลายอย่าง จารึกหลักธรรมอย่างหนึ่งที่มีการค้นพบมาก คือ คาถาที่เรียกว่า ธารณี (Dharni) แผ่นดินเหนียวที่มีการกดประทับไว้ด้วยธารณีหรือจารึกธารณีเหล่านี้ได้มีการ ค้นพบว่า ได้มีการบรรจุไว้ภายในสถูปรูปแบบหนึ่ง ซึ่งสถูปแบบนี้บางทีอาจจะเคยมีการบรรจุศพของมนุษย์ไว้ภายใน โดยจารึกธารณีเหล่านี้ได้มีการบรรจุไว้ภายในสถูปที่มีการบรรจุศพเหล่านั้น เพื่อเป็นหลักประกันสำหรับการประสบโชคดีบางประการในการไปเกิดใหม่ จารึกธารณีเหล่านี้เป็นโบราณวัตถุที่มีการบรรจุไว้ด้วยพลังอำนาจอันลี้ลับ หรือเป็นโบราณวัตถุที่จะทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองผู้เป็นเจ้าของ ไม่ว่าจะเป็นในขณะที่ผู้เป็นเจ้าของจะยังคงมีชีวิตอยู่หรือถึงแก่กรรมไปแล้ว ก็ตาม ธารณีเป็นคาถาหรือหลักธรรมที่ประกอบด้วยข้อความสั้น ๆ โดยข้อความนั้นอาจจะเป็นคำพูดหรือคำประพันธ์ประเภทร้อยกรอง โดยปกติแล้วข้อความนั้นมักจะเป็นข้อความที่พระพุทธองค์ทรงเป็นผู้ตรัสไว้ ดังตัวอย่างของข้อความที่ปรากฏบนจารึกธารณีชิ้นหนึ่งที่เรียกว่า "วิมโลสนิสะ ธารณี" (Vimalonisa Dharini) ซึ่งเป็นจารึกที่ได้มีการกดประทับไว้บนแผ่นดินเหนียวที่มีการค้นพบในแหล่ง โบราณคดีโพธิคยา มีอายุอยู่ในพุทธศตวรรษที่ 14 ทำด้วยดินเผา เป็นจารึกที่ทำขึ้นเพื่อการอุทิศถวายสำหรับพระโพธิสัตว์วัชรปาณี ภายหลังจากที่พระองค์ได้ทรงทูลขอให้พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนพระองค์เกี่ยวกับ วิธีการในการทำให้เจติยะ (Chaitya) ซึ่งในที่นี้หมายถึงสถูปมีพลังอำนาจขึ้น คาถาธารณีที่ได้มีการกดประทับไว้บนแผ่นดินเหนียวขนาดเล็กในลักษณะเช่นนี้ได้ มีการค้นพบเป็นจำนวนมากในสถานที่หลายแห่ง โดยมีลักษณะเช่นเดียวกันกับแผ่นดินเหนียวหรือจารึกชิ้นนี้ที่คันนิงแฮมได้ ค้นพบที่โพธิคยา โดยจารึกเหล่านี้ได้ใช้อักษรที่มีลักษณะงดงามและชัดเจน เป็นรูปแบบของอักษรที่ใช้กันในพุทธศตวรรษที่ 14 โดยข้อความในจารึกดังกล่าวมีคำแปลดังนี้
                ขอแสดงความเคารพต่อเนื้อแท้ของพระตถาคตทั้งมวล โอ แก่นแท้ของพระองค์ได้ส่งแสงสว่างออกมา และจากการผ่านทางการส่องแสงสว่างนั้นจะส่งผลให้บุคคลได้รับการดึงดูดให้เข้า ไปใกล้แก่นแท้ของพระพุทธเจ้าสูงสุด (Ultimate Buddha) ตัวท่านเองจะได้รับการทำใหบริสุทธิ์สะอาดปราศจากสิ่งชั่วร้ายทั้งปวงที่อยู่ รายรอบ โอ อุษณีษะ ผู้ปราศจากจุดแห่งความด่างพร้อยมลทิน หรือความมัวหมอง (Spotless Ushnisha) โอ อุษณีษะ ผู้บริสุทธิ์สะอาด (Pure Ushnisha) (19)
                ข้อความในจากรึกข้างต้นนี้มีความสัมพันธ์โยงใยกันกับพระโพธิสัตว์ที่เป็น เทพีองค์หนึ่งที่ทรงมีพระนามว่าวิมโลสนิษะ ซึ่งทรงมีพระนามอีกอย่างหนึ่งว่าอุษณีษะไม่มีจุด (Spotless Ushnisha) จุดในที่นี้หมายถึงจุดแห่งความด่างพร้อย มลทิน และความมัวหมอง ข้อความดังกล่าวนี้นับเป็นข้อความที่มีความแพร่หลายรู้จักมักคุ้นกันดีที่ สุดข้อความหนึ่งอย่างแท้จริง ซึ่งได้หมายรวมไปถึงการปรากฏอยู่ในคัมภีร์ของชาวทิเบตด้วย
                ในคาบสมุทรภาคใจ้ของประเทศไทย ในเจติยสถานหรือถ้ำที่เป็นศาสนสถานเนื่องในพุทธศาสนาหลายแห่งได้มีการค้นพบ ว่ามีดินดิบบางชิ้นที่ได้รับการตกแต่งให้มีรูปร่างลักษณะคล้ายคลึงกันกับดิน ดิบที่ใช้ทำพระพิมพ์ดินดิบที่กล่าวมา แต่บนดินดิบดังกล่าวนี้ได้ปรากฏเฉพาะจารึกอยู่ภายในวงกลมประทับอยู่ บางชิ้นมีจารึกดังกล่าวอยู่ในวงกลมวงเดียว โดยไม่มีภาพอื่นใดประกอบ จารึกเหล่านี้ใช้อักษรเทวนาครี ภาษาสันสกฤต ที่มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 15 เป็นจารึกที่มีข้อความเป็นคาถา "เย ธรฺมาฯ" จารึกหลักธรรมแบบนี้มีการค้นพบเป็นจำนวนมากทั้งในประเทศอินเดียและประเทศศรี ลังกา โดยในประเทศอินเดียนอกจากจะมีการค้นพบคาถาดังกล่าวที่มีการจารึกไว้บนแผ่น ดินดิบดังกล่าวแล้ว ยังมีการค้นพบมนตร์หรือคาถาอันลี้ลับที่เรียกว่าธารณีจารึกไว้บนแผ่นดินดิบ ในลักษณะเดียวกันนี้เป็นจำนวนมากด้วย ดังกรณีที่มีการค้นพบที่แหล่งโบราณคดีโพธิคยาที่กล่าวมา สำหรับข้อความที่เป็นคาถา "เย ธรฺมาฯ" นั้น นอกจากจะมีการสลักบนแผ่นดินดิบที่กล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีการสลักบนพระพิมพ์หลายแบบด้วย คาถานี้มีข้อความดังนี้

                                           คำจารึก
                                 เย  ธรมา         เหตุปรภวา
                             เตสํ  เหตํ            ตถาคโต (อาห)
                             เตสญฺจโย            นิโรโธ 
                             เอวํ  วาที            มหาสมโณ

                                           คำแปล
                                 ธรรมทั้งหลาย
                             มีเหตุเป็นแดนเกิด
                             พระตถาคตได้ตรัสถึงเหตุเหล่านั้น
                             เมื่อสิ้นเหตุเหล่านั้น
                             จึงดับทุกข์ได้
                             พระมหาสมณะมีวาทะตรัสสอนเช่นนี้เสมอ (20)

5.5 แม่พิมพ์
                ในบริเวณชุมชนโบราณสทิงพระ อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา ได้มีการค้นพบแม่พิมพ์ของพระพิมพ์ภาพท้าวชุมพลชิ้นหนึ่ง เป็นโบราณวัตถุที่มีอายุอยู่ในราวกลางพุทธศตวรรษที่ 14 ถึงราวกลางพุทธศตวรรษที่ 15 เป็นแม่พิมพ์ที่ทำด้วยสำริด มีขนาดสูง 5.70 เซนติเมตร ปัจจุบันจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ วัดมัชฌิมาวาส จังหวัดสงขลา แม่พิมพ์ชิ้นนี้แสดงภาพของท้าวชุมพลประทับนั่งในท่าลลิตาสนะเหนือปัทมาสนะ โดยมีถุงทองคำเรียงอยู่ที่พระบาท พระองค์ประทับนั่งอยู่ภายในซุ้มที่ประกอบด้วยวงโค้งสามวง รวมทั้งได้มีการค้นพบพระพิมพ์จากแม่พิมพ์ในรูปแบบเดียวกันนี้ที่ชวาภาคกลาง ปัจจุบันจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑสถานโซโน บูโดโย (Sono Budoyo Museum) ในเมืองยกยาการ์ตา (Yogyakarta) ประเทศอินโดนีเซีย

 

6. จิตรกรรมในศิลปะแบบศรีวิชัย
                ในสมัยมหายานของคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทย ได้ปรากฏจิตรกรรมฝาผนังที่เนื่องในพุทธศาสนาที่เจติยสถานหรือถ้ำที่มีการใช้ สอยเนื่องในพุทธศาสนาแห่งหนึ่ง คือ แหล่งโบราณคดีถ้ำศิลป์ บ้านบันนังลูวา หมู่ที่ 2 ตำบลหน้าถ้ำ อำเภอเมือง จังหวัดยะลา ซึ่งเป็นถ้ำในภูเขาหินปูนในเทือกเขาถ้ำพระนอน บริเวณใกล้เคียงมีลำน้ำไหลผ่าน เป็นถ้ำที่มีขนาดใหญ่ ปากถ้ำอยู่สูงกว่าระดับพื้นราบในบริเวณใกล้เคียง 28 เมตร ทางเข้ากว้าง 2 เมตร สูง 1.50 เมตร ถ้ำมีขนาดยาว 32 เมตร สูง 7 เมตร ได้มีการค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีในถ้ำแห่งนี้เป็นจำนวนมาก ทั้งหลักฐานทางโบราณคดีในสมัยก่อนประวัติศาสตร์และสมัยประวัติศาสตร์
                ในสมัยประวัติศาสตร์ได้มีการค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีที่เนื่องในพุทธศาสนา เป็นจำนวนมาก รวมทั้งภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เนื่องในพุทธศาสนา ซึ่งเขียนไว้ที่ผนังถ้ำด้านทิศตะวันตกภายในเจติยสถานแห่งนี้ และเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ได้มีการค้นพบเมื่อ พ.ศ. 2478 โดยภาพจิตรกรรมดังกล่าวอาจจะแบ่งออกได้เป็นสี่ลักษณะ คือ (21)
                1) ภาพพระพุทธเจ้า ประทับนั่ง จำนวน 3 องค์ มีสาวกประนมมือถวายความเคารพอยู่ข้าง ๆ เป็นแบบอย่างของศิลปะแบบศรีวิชัย เพราะมีเส้นรอบนอก ความอ่อนช้อยของพระพาหาข้างขวากับส่วนบนของพระเศียรที่ราบแบน พระเกศามีขนาดย่อม พระรัศมีเป็นรูปวงกลม อันเป็นรูปแบบของศิลปะแบบศรีวิชัย
                2) ภาพพระพุทธเจ้า ทรงแสดงปางลีลา จำนวน 3 องค์ เป็นศิลปะที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะแบบสุโขทัย แต่ลักษณะที่ทรงแสดงอยู่ในท่าตรงและเป็นจริงตามธรรมชาติมากกว่าของศิลปะแบบ สุโขทัย ท่าการวางพระบาทเป็นอย่างคนจริง ๆ ริ้วจีวรมีลีลาของเส้นซ้ำ ๆ กัน แบบพระพุทธรูปสลักหินของศิลปะแบบชวาภาคกลางที่สลักไว้ที่สถูปบุโรพุทโธตอน สรงสนานพระโพธิสัตว์ จึงแสดงว่าพระพุทธรูปลีลาในเจติยสถานแห่งนี้กับสุโขทัยได้แบบโดยตรงมาจากแบบ พระพุทธรูปของอินเดีย
                3) ภาพผู้หญิงยืนเป็นหมู่ จำนวน 3 คน เป็นภาพของธิดาทั้งสามของพระยามาร คือ นางตัณหา นางราคะ และนางอรดี ภาพนี้อาจจะมีการซ่อมในยุคต่อมา
                4) ภาพผู้ชายนั่งราบกับพื้น เป็นภาพที่น่าจะมีการซ่อมในสมัยหลังเช่นเดียวกัน

 

7. บทสรุป
                ศิลปะแบบศรีวิชัยเป็นศิลปะแบบหนึ่งที่ได้มีการค้นพบในอาณาบริเวณอันกว้าง ใหญ่ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยได้ปรากฏขึ้นทั้งในบริเวณผืนแผ่นดินใหญ่และบริเวณหมู่เกาะของภูมิภาคนี้ โดยทั่วไปมักจะเป็นที่ยอมรับกันว่าศิลปะแบบนี้เป็นศิลปะที่เนื่องในพุทธ ศาสนา ลัทธิมหายาน ที่ได้มีการสร้างสรรค์ขึ้นในระหว่างราวพุทธศตวรรษที่ 13-18
                ในกรณีของภาคใต้ของประเทศไทยนั้น อาจจะด้วยเหตุที่ตั้งอยู่ในทำเลที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่มีเส้นทางการค้าทาง ทะเลสายสำคัญของโลกโบราณสายหนึ่งตัดผ่าน คือ เส้นทางการค้าที่เชื่อมระหว่างโลกตะวันออกกับโลกตะวันตกหรือที่มักจะเรียก กันในระยะหลังนี้ว่า "เส้นทางสายไหมสายใต้" (Southern Silk Route) ส่งผลให้ดินแดนแห่งนี้กลายเป็นศูนย์กลางที่สำคัญสำหรับการแพร่กระจายปรัชญา ความคิดและรูปแบบทางศิลปะของศิลปกรรมในศิลปะแบบนี้ไปยังดินแดนอื่น ๆ ที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคเดียวกัน หลังจากที่ได้รับอิทธิพลมาจากอินเดียซึ่งเป็นต้นแบบ โดยเฉพาะการับอิทธิพลจากศิลปะแบบปาละ ซึ่งเจริญรุ่งเรืองขึ้นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียในระหว่างราวพุทธ ศตวรรษที่ 14-17 อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางของการแลกเปลี่ยนปรัชญาความคิดและรูปแบบทางศิลปะของ ศิลปะแบบนี้ที่วิวัฒนาการสืบต่อไปในท้องถิ่นในระหว่างศูนย์กลางแห่งอื่น ๆ ที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคนี้ที่ร่วมสมัยกันด้วย ไม่ว่าจะเป็นศูนย์กลางที่ตั้งอยู่ในเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซียหรือศูนย์กลางที่ตั้งอยู่ในบริเวณตอนกลางของประเทศ เวียดนามก็ตาม ด้วยเหตุนี้ศิลปะแบบศรีวิชัยที่มีการค้นพบบนคาบสมุทรไทยแห่งนี้ จึงเป็นรูปแบบทางศิลปะที่มีความเก่าแก่ หลายหลาก และพัฒนาการยาวนานมากที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
                แม้ว่าในรอบหลายปีที่ผ่านมาการประชุมสัมมนาทางวิชาการระหว่างชาติหลายครั้ง จะมีข้อเสนอให้มีความตระหนักและให้ความสำคัญกับศิลปกรรมแบบนี้มากยิ่งขึ้น โดยให้มีการศึกษาค้นคว้าอย่างจริงจังในดินแดนทุกส่วนที่ปรากฏศิลปกรรมแบบนี้ เพื่อการนำมาใช้ในการศึกษาวิเคราะห์ภาพที่แท้จริงของ "ศรีวิชัย" ที่ปรากฏขึ้นในภูมิภาคแห่งนี้ก็ตาม แต่การดำเนินการดังกล่าวก็ยังคงล่าช้าและไม่ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องและ จริงจังเท่าที่ควร ในวันนี้จึงยังคงมีความจำเป็นที่นักวิชาการทั้งมวลทุกสาขาวิชา รวมทั้งนักวิชาการทางด้านพุทธศาสนาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เองหรือ ต่างภูมิภาคต้องหันมาให้ความร่วมมือกันอย่างจริงจังในการศึกษาค้นคว้าร่วม กัน เพื่อการค้นหาพัฒนาการของความเป็น "ศรีวิชัย" ที่ยังคงเป็นภาพที่รุ่งโรจน์ที่สุดภาพหนึ่งของประชาชาติในภูมิภาคนี้ อีกทั้งยังเป็นภาพของวัฒนธรรมร่วมที่มีความสืบเนื่องยาวนานมาสู่ปัจจุบันและ ยังคงอยู่อย่างหอมหวานมากที่สุดภาพหนึ่งในโลกทรรศน์ของชาวเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ทั้งมวลในปัจจุบันนี้

 

เชิงอรรถ
   (1) ดู ปรีชา  นุ่นสุข, "ศรีวิชัย" , ใน สารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต้ พุทธศักราช 2529 เล่ม 8 (สงขลา : สถาบันทักษิณคดีศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ สงขลา และมูลนิธิโตโยต้า , 2529), หน้า 3394 - 3400.
   (2) George Coedes, "Le Royaume de Crivijaya" , Bulletin de L' Ecole Francaise d' Extreme Orient 18(1918) : 9 - 28.
   (3) Ibid.
   (4) Ibid.
   (5) R.C. Majumdar, "The Sailendra Empire" , Journal of the Greater India Society Vol. 1, Pt. 1, (January, 1934).
   (6) H.G. Quaritch Wales, "A Newly Explored Route of Indian Cultural Expansion" , Indian Arts and Letters 9 (1935) : 1 - 31.
   (7) See M.C. Subhadradis Diskul , "A Short History of the Srivijaya Kingdom and Its Art in Southern Thailand" , in S PAFA (SEAMEO Project in Archaeology and Fine Arts) Final Report Workshop on Research on Srivijaya, Jakarta, March 12-17, 1979 (Jakarta, Indonesia : SEAMEO, 1979) , Appendix 3 d.
        See J.L. Moens, "Srivijaya , Yava en Kataha" , Journal of the Malaysian Branch of the Royal Asiatic Society 17 (1939) : 39 - 77.
   (8) M.C. Chand Chirayu Rajani , "Background to the Srivijaya Story" , Journal of the Siam Society 62.1 (1974) : 174 - 211 ; 62.2 (1974) : 285 - 324 ; 63.1 (1975) : 208 - 256.
   (9) R. Soekmono, "Once More the Location of Srivijaya", in Studies on Srivijaya (Jakarta : National Research Centre of Archaeology, 1981) , pp. 45 - 52.
   (10) M.C. Subhadradis Diskul, "A Short History of the Srivijaya Kingdom and Its Art in Southern Thailand" , in S PAFA (SEAMEO Project in Archaeology and Fine Arts) Final Report Workshop on Research on Srivijaya, Jakarta, March 12-17, 1979 (Jakarta, Indonesia : SEAMEO, 1979) , Appendix 3 d.
   (11) พิริยะ  ไกรฤกษ์ , แบบศิลปะในประเทศไทย คัดเลือกจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สาขาส่วนภูมิภาค (กรุงเทพมหานคร : กรมศิลปากร, 2520) , หน้า 17 - 18.
   (12) หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ  ดิศกุล , ศิลปะในประเทศไทย (กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยศิลปากร, 2534) , หน้า 14.
   (13) ดู ปรีชา  นุ่นสุข , รายงานการวิจัย เรื่อง ประวัติศาสตร์พุทธศาสนาในคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทย (กรุงเทพมหานคร : คณะกรรมการวิจัยการศึกษา การศาสนา และการวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการ, 2545) , หน้า 246 - 327.
          ดู ปรีชา  นุ่นสุข, รายงานการวิจัย เรื่อง การศึกษาวิจัยแหล่งโบราณคดีในภาคใต้ของประเทศไทย (กรุงเทพมหานคร : สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ, 2540) , หน้า 311 - 403.
   (14-21) เรื่องเดียวกัน.

[เอกสาร ประกอบคำบรรยายในการสัมมนาวิชาการ เรื่อง  “พระพุทธศาสนา : อาณาจักรศรีวิชัย”  จัดโดยคณะศาสนาและปรัชญา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ระหว่างวันที่ ๑๒–๑๓ มิถุนายน ๒๕๔๘  ที่โรงแรมทวินโลตัส  จังหวัดนครศรีธรรมราช]

 

ที่มา: http://www.philo.mbu.ac.th/index.php?option=com_content&task=view&id=72&Itemid=73&limit=1&limitstart=0

 

 



โดย Tambralinga ดูบทความของฉันทั้งหมดที่นี่
วันที่ 28 ธ.ค. 51 21:56 น.
เนื้อหานี้เปิดอ่านแล้ว 61,511 ครั้ง


ความคิดเห็นทั้งหมด (เปิดดู 61,511 ครั้ง ตอบ 1 ครั้ง)

ลบ แจ้งลบ
โดย omo
IP : 125.25.75.***
ขอบ ใจ จ้า จะได้ ทำ งาน ส่ง ครู ซะ ที

แสดงความคิดเห็นของท่านที่นี่



ร่วมเป็นเพื่อน
Eduzones Social Network ที่นี่
Facebook Twitter Youtube

SUBSCRIBE TO EDUZONES.COM

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

TOP OF THE WEEK


คำฮิต

โรงเรียน7 วิชาสามัญ , enn gat pat 57 , open house ,Asean , twitter , เด็ก กยศ , กสพท , เกมคณิตศาสตร์ , เกมคิดเลข , อาเซียน , เกมส์คิดเลข , ขยายเวลา , ข่าวการศึกษาต่างประเทศ , ม.ต้น ,ข่าวอาเซียน , ค้นหาตัวเอง , ค่าย , คำขวัญวันเด็ก , เคล็ดลับเรียนเก่ง , ของเล่นเคลียริ่งเฮ้าส์ , โควตา , จุฬาฯ , ทุนการศึกษา , แท๊บเล็ต คาถาชินบัญชร ประชาคมอาเซียน , ประโยชน์ของอินเตอร์เน็ต , ประวัติวันครู , เฟสบุ๊ค , ม.ทักษิณ , อาเซียน 10 ประเทศ , ม.รังสิต 57 , มมส 57 มศว. , มหาวิทยาลัยนเรศวร , มหาวิทยาลัยพะเยา , รับตรง เกษตรศาสตร์ 57 , รับตรง มข 57 , ประกาศผลสอบ Admissions 57ประถมศึกษารับตรงศิลปากร , เรียนต่อ , เรียนฟรี , ลาดกระบังฯ , เก็งคะแนน Admission 57 ,  เลื่อนเปิดเทอม ,อนุบาลวันตรุษจีน , สทศ , สมัคร clearing house , สอบตรง , อ.วิริยะ , เว็บโรงเรียนตัวอย่างงานวิจัย,ความคิดสร้างสรรค์ , เว็บสำเร็จรูป , เว็บหน่วยงาน , ทำเว็บฟรี , เว็บไซต์หน่วยงานราชการ , รายชื่อโรงเรียนทั่วประเทศ , โครงงานวิทยาศาสตร์ , สารสนเทศโทษของอินเตอร์เน็ต , GAT , PAT  , วันช้างไทย , วันสตรีสากล , MH370 , เครื่องบินตก  , ประกาศผลเภสัช ม.ศิลปากร , วันสงกรานต์GAT/PAT ครั้งที่ 2/2557 , บัตรสอบ , เอเชียศึกษา , วันโกหก , April fool's day , วันจักรี , วันเลิกทาส , ประกาศผล GAT/PAT 57 , สทศ.Admission 57 , วันคุ้มครองโลก

คำค้นหา

สอบตรง , อาเซียน , มหาวิทยาลัย ,โรงเรียน , ศึกษาต่อ , asean , ศึกษาต่อต่างประเทศ , ทุนการศึกษา , เรียนต่อ , ประชาคมอาเซียน, ข่าวบันเทิง, คำราชาศัพท์, สพฐ, กยศ, ความรู้ ประถมศึกษา , ข่าวอาเซียน วิชาการ, portfolio แฟ้มผลงาน , ความรู้ มัธยมปลาย , โครงงานวิทย์ , ประวัติอาเซียน , ความรู้ , วิชาการ , อาจารย์วิริยะ , สาขาแห่งอนาคต , ดูหนัง หนังใหม่ ดูหนังออนไลน์ movie , ฟังเพลง เพลงใหม่ ฟังเพลงออนไลน์ เพลงฮิต , ดูทีวีย้อนหลัง ดูทีวี ดูทีวีออนไลน์ , ดูดวง ดวง ทำนายฝัน ดูดวงรายวัน , รถยนต์มือสอง เครื่องเสียงรถยนต์ รถยนต์ , การ์ตูน รูปการ์ตูน ภาพการ์ตูน คลิปการ์ตูน , ข่าวบันเทิง ข่าวกีฬา ข่าวไทยรัฐ , ทวิสเตอร์ twitter วิธีเล่น twitter , เฟสบุ๊ค facebook คือ facebook วิธีเล่น facebook , ร้านอาหาร ร้านอาหารในกรุงเทพ ร้านอาหารแนะนำ ร้านอาหารเกาหลี , การ์ตูน , ซุปซิป ดารา , ผลบอล, ข่าว IT, หาเพื่อน , ข่าว, AEC, รถ, แบบทดสอบ, รูปภาพ , เกมส์รถแข่ง, เกมส์แต่งตัว หนังสือพิมพ์ , ข่าวประชาสัมพันธ์, วาเลนไทน์ , wallpaper , wallpaper น่ารัก , รับทำเว็บไซต์ , Hosting , รถมือสอง , รูปดารา , ภาพเคลื่อนไหว , ดูดวง , นิยาย , เกม , หางาน , แม่เหล็ก , เกมส์, สถานที่ท่องเที่ยว , สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย , Thailand Travel โหลดเพลง , งานราชการ , งาน , เกมส์จับคู่ , เกมส์จับคู่ผลไม้ , เกมส์ปลูกผัก , เกมขุดทอง , เกมส์แข่งรถ , เกมส์ทำอาหาร , ประกาศผลสอบ Admissions 57 , เว็บไซต์โรงเรียน,ความคิดสร้างสรรค์ , เว็บไซต์หน่วยงานราชการ , เก็งคะแนน Admission 57 ,  สารสนเทศ , วันวาเลนไทน์ , นิทาน , กสพท , วันศิลปินแห่งชาติ , รับตรง ม.เกษตร 57โทษของอินเตอร์เน็ต , GAT , PAT , วันช้างไทย , วันสตรีสากล , MH370 , เครื่องบินตก , ประกาศผล O-NET ม.6 , เภสัช ม.ศิลปากร , วันสงกรานต์ , บัตรสอบ , GAT/PAT ครั้งที่ 2/2557เอเชียศึกษา , อักษร ศิลปากร , วันโกหก , April fool's dayวันออมสินวันข้าราชการพลเรือนวันจักรีวันอนุรักษ์มรดกไทย , วันเลิกทาส , ประกาศผล GAT/PAT 57 , สทศ. , Admission 57

เรื่องมาใหม่