ประวัติศาสตร์อาณาจักรลังกาสุกะ (นครปัตตานี)

ลบ แก้ไข

ประวัติศาสตร์อาณาจักรลังกาสุกะ (นครปัตตานี)

ผู้คนและบ้านเมืองในยุคแรกของแหลมไทยมลายู :

ผู้คนในยุคแรกของแหลมไทย-มลายู กล่าวกันว่า เกิดขึ้นจากการผสมผสานชาติพันธุ์ระหว่างมนุษย์สมัยยุคหิน ซึ่งแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ ๓ กลุ่มด้วยกัน คือ

๑. พวกมองโกลอยด์ (Mongoloid) กลุ่มนี้อาจจำแนกออกเป็น มอญ พม่า ไทย เขมร เวียดนาม ฉาน และลาว

๒. พวกนิกริโต (Nigrito) พวกนี้ยังคงหลงเหลืออยู่ตามป่าเทือกเขาบรรทัดสันกาลาคีรี ตลอดไปถึงเขตแดนมาเลเซีย ได้แก่ พวกเซมัง ซาไก และเผ่าคนในหมู่เกาะนิวกินี เช่น พวกปาปวน เป็นต้น

๓. พวกออสตราลอยด์ (Australoid) มนุษย์กลุ่มนี้แยกออกเป็นกลุ่มย่อยได้หลายกลุ่ม ได้แก่ ผู้คนที่อาศัยอยู่ในเกาะสุมาตรา ชวา บาหลี ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย

ดังจะเห็นได้จากเครื่องมือเครื่องใช้ของคนในยุคนี้ทิ้งไว้ให้ปรากฏเป็นหลักฐานอยู่ เช่น ขวานหิน หรือขวานฟ้า (บาตูลิตา) ซึ่งมีทั้ง รูปแบบใบขวาน เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า และแบบขวานชนิดมีบ่าที่พบอยู่ทั่วไปในแหลมอินโดจีน ตั้งแต่ตอนใต้ของประเทศจีน เรื่อยลงมา ถึงบ้านเก่า ในจังหวัดกาญจนบุรี ไปตลอดปลายแหลมมลายูโดยเฉพาะที่จังหวัดปัตตานี พบขวานหินทั้ง ๒ ชนิด ที่บ้านป่าบอน อำเภอโคกโพธิ์ เป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ยืนยันถึงการเคยอยู่ร่วมกันของผู้คนเหล่านั้นในดินแดนนี้

สำหรับผู้คนในตระกูลไทยและมาเลย์นั้น ดร.ปอลเบนดิต (Dr.Poul Benediet) ชาวอเมริกัน และ มร.อีริคไซเดนฟาเดน (Mr.Erick Seidenfaden) ชาวเดนมาร์คกล่าวว่า สืบสายเลือดมาจากชาติพันธุ์เดียวกัน ซึ่งตรงกับผล ของการศึกษาค้นคว้า ของพระยา สมันตรัฐบุรินทร์ (ตุ๋ย บินอับดุลล่าห์ ภายหลังใช้นามสกุลพระราชทานว่า สมันตรัฐ) อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล กล่าวว่า

"ข้าพเจ้าได้รวบรวมหนังสือมลายูเก่าๆ มากเล่มด้วยกัน ได้ความว่า เมื่อ พ.ศ.๗๓๔ แหลมมลายูนี้ยังไม่ได้เป็นบ้านเมือง คนที่มีอยู่บนแหลมนี้มี ๔ จำพวก คือ

จำพวกที่ ๑ เรียกว่า "กาฮาซี" จำพวกนี้มีผิวเนื้อดำ ดวงตาโปนขาว ผมหยิก ร่างกายสูง ใบหน้าบาน ฟันแหลม ชอบกินเนื้อสัตว์ และเนื้อคน มีนิสัยดุร้าย ซึ่งคนไทยเรียกว่า "ยักษ์"

จำพวกที่ ๒ เรียกว่า "ซาไก" ผมหยิกดำ ตาโปนขาว ริมฝีปากหนา จำพวกนี้ไม่ดุร้าย อยู่ชุมนุมกันเป็นหมู่ ทำเพิงเป็นที่อาศัย

จำพวกที่ ๓ เรียกว่า "เซียมัง" คล้ายกับพวกซาไก แต่พวกนี้ชอบอยู่บนภูเขาสูงๆ

จำพวกที่ ๔ เรียกว่า "โอรังลาโวค" (ชาวน้ำ) อาศัยตามเกาะและชายทะเล มีเรือเป็นพาหนะ เที่ยวเร่ร่อนไม่อยู่เป็นที่

พวกชาวมลายูนี้ ได้ตรวจดูตามพงศาวดาร และประวัติศาสตร์ในภาษามลายูต่างๆ หลายเล่ม ก็ไม่ได้ความชัดเจนว่ามลายูเดี๋ยวนี้ สืบมาแต่ชาติใดแน่ เป็นแต่ความสันนิษฐานของผู้เขียนประวัติเท่านั้น แต่อย่างไรก็ดี สรุปความว่า ชาติมลายูนี้มาจาก โอรังลาโวค คือชาวน้ำเป็นแน่นอน ผสมกับพวกต่างๆ ดังได้กล่าวมาแล้ว ชาวน้ำตามประวัติศาสตร์แหลมมลายูกล่าวว่า มาจากแหลมอินโดจีน แต่ความสันนิษฐานของข้าพเจ้าเท่าที่ได้ตรวจหลักฐานต่างๆ มาแล้ว ชาวมลายูนี้มาจากชาวน้ำผสมกับชาติไทย ทางเมืองละโค (นครศรีธรรมราช) ชุมพร ไชยา ก่อนชาติอื่นๆ แล้วยังมีชาติยะวา (ชวา) มาภายหลังจึงได้มีชาติอื่นๆ มาผสมด้วย

หนังสือสยาเราะห์มลายูว่า ชาติไทยได้มาเป็นเจ้าเมืองปาหัง และมาตั้งเมืองปัตตานีขึ้น เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าเชื่อแน่ว่า ชาติมลายูนี้ มีโลหิตไทย อยู่มากกว่าชาติอื่น (ประวัติและเรื่องน่ารู้ของพระยาสมันตรัฐบุรินทร์ หน้า ๙๔)

ส่วนนักมานุษยวิทยาชาวอเมริกันชื่อ Robbins Borling กล่าวไว้ว่า "ไม่มีผู้คนกลุ่มใดในเอเซียอาคเนย์ ที่จะกล่าวได้ว่า เป็นเผ่าบริสุทธิ์ ที่มีบรรพบุรุษเฉพาะเผ่าพันธุ์ตนเอง" (หุบเขาและทุ่งราบ ของปราณี วงษ์เทศ หน้า ๘๐)

กล่าวโดยสรุป ผู้คนในภาคใต้มีเลือดผสมผสานระหว่างคนเชื้อชาติต่างๆ ที่ยังคงมีร่องรอยแสดงให้เห็นชัดเจนที่สุด จากผลของสงคราม และการติดต่อสัมพันธ์กันทางการค้า และสภาพการทางภูมิศาสตร์ ได้แก่ ไทย จีน อินเดีย เขมร มอญ ชวา มลายู เซมัง และชาวน้ำ มาแต่ครั้งดึกดำบรรพ์ คนไทยนั้น ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รู้จักกันในนาม "โอรังเสียม" หรือชาวสยาม อันเป็นนามประเทศ และชื่อของคนที่เป็นเจ้าของประเทศมาก่อนที่รัฐบาลไทยสมัยจอมพล ป. พิบูลย์สงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี จะออกกฎหมาย รัฐนิยม มาบังคับใช้ชื่อประเทศไทยเป็นทางราชการสืบมาในปัจุบัน

คนเสียมเข้ามาสู่ไทย-มลายูนานเท่าไร ยังไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่นอนชัดเจน จากการสันนิษฐานของนักประวัติศาสตร์ อาทิเช่น อิบรอฮิม ซุกรี กล่าวว่า "ถึงแม้ว่าดินแดนแห่งนี้มีนามว่า ดินแดนมลายู แต่ก็มิได้หมายความว่าชาวมลายูเป็นชนชาติแรกที่เข้ามาอาศัยอยู่ ณ ดินแดน แห่งนี้ เพราะชาวมลายูเป็นชาติหลังที่สุดที่เข้ามาอยู่อาศัย หลังจากชนชาติอื่นได้เข้ามาอยู่ก่อนแล้ว ก่อนหน้านี้ มีชาวฮินดู เดินทาง มาจาก อินเดีย และมีชาวสยามซึ่งตั้งภูมิลำเนาอยู่เดิม ได้เข้ามามีอำนาจเหนือดินแดนสยาม จนกระทั่งช่วงสุดท้าย ชาวมลายูได้เข้ามาอาศัย" (กรียาอันมลายูปัตตานี ของอิบรอฮิม ซุกรี )

ศาสตราจารย์ขจร สุขพานิช ว่า "เจ้าประเทศราชมลายูนั้น ในพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ชาวมลายูมีบ้านเมืองอยู่ที่เกาะสุมาตรา เช่นที่เมืองแจมบี (Jambi) และเมืองมานังกาเบา รัฐหรืออาณาจักรมลายูยังไม่ขึ้นมาตั้งรกรากอยู่ปลายแหลมมลายู จนอีกร้อยปีต่อมา" (หนังสืออนุสรณ์ เรื่องราชวงศ์ศรีธรรมโศกราช ของ ขจร สุขพานิช) ศูนย์กลางของอาณาจักรแรกของมลายูก็คือรัฐมะละกา ราชาปรเมศวร เชื้อสายกษัตริย์ แห่งราชอาณาจักรมัชฌปาหิต ในเกาะชวา เป็นผู้สร้างขึ้นในปี พ.ศ.๑๙๔๖

ในรัฐเกดาห์ (ไทรบุรี) คนเผ่าไทยพื้นเมืองดั้งเดิมถูกเรียกว่า "พวกซัมซัม" หรือ "สามสาม" ซึ่งเป็นคำที่เลือนมาจากคำ "เสียม-เซียม" หรือ สยาม ตำนานเมืองไทรบุรี-ปัตตานี ตอนหนึ่งกล่าวว่า เมื่อราชามารงมหาวังสา พร้อมด้วยอำมาตย์ ข้าราชบริพาร ขึ้นฝั่ง เพื่อสำรวจ ภูมิประเทศ บนเกาะสรี พบว่า "ชาวพื้นเมืองล้วนแต่เป็นพวก Gergasi หรือ อสูร" ราชามารงมหาวังสา เป็นคนอินเดีย จึงมองเห็นคนพื้นเมือง ที่ด้อยความเจริญกว่า ว่าเป็นพวกยักษ์พวกมาร ดังที่เคยมองชาวศรีลังกามาแล้วในอดีต และอีกตอนหนึ่งว่า

"บรรดาเหล่าอสูร มีพระเจะเสียม และนางสุตามัน เป็นหัวหน้า" พระเจะเสียมผู้นี้ เป็นบุตรชาวพื้นเมือง..." (หนังสือตำนานเมืองไทรบุรี-ปัตตานี ของ หลวงคุรุนิติพิศาล) จากข้อความในตำนานเมืองไทรบุรี-ปัตตานี แสดงให้เห็นว่า คนเสียมได้มาอาศัยอยู่ในแหลมมลายูมาช้านาน ทั้งจำนวนผู้คน และความเจริญ ก็คงจะเหนือกว่าชนเผ่าอื่นๆ จึงได้รับการบกย่องให้เป็นผู้นำของชุมชนซึ่งอยู่ร่วมกันหลากหลายเผ่าพันธุ์ ผู้คนเหล่านั้น ได้ประสมประสาน สืบเชื้อสายเผ่าพันธุ์ จนเกิดลักษณะทางกายภาพดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน

ต่อมา ผู้คนเหล่านี้ได้รวมตัวกันจัดตั้งเป็นชุมชนขึ้นทำการปกครองกันเอง โดยมีหัวหน้าเผ่าเป็นผู้นำ ราวพุทธศตวรรษที่ ๗-๘ และได้มีการติดต่อ รับวัฒนธรรม จากชนชาติอินเดียที่เดินทางเข้ามาเพื่อแลกเปลี่ยนสินค้า จึงเกิดการพัฒนาชุมชน ขึ้นเป็นบ้านเมือง และแคว้นน้อยใหญ่ขึ้นมา บ้านเมืองยุคแรกที่ตั้งอยู่บนแหลมไทย-มลายู ที่ปรากฏชื่ออยู่ในจดหมายเหตุของชาวจีน ได้แก่ เมืองตันซุน ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้ ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี หรือบริเวณท้องที่อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า เมืองนี้มี "พวกฮู (ชาวอินเดีย) มาอาศัยอยู่ถึง ๕๐๐ ครอบครัว และมีพวกพราหมณ์อีก ๑,๐๐๐ คน" ถัดมาก็เป็นเมืองฉีตู หรือเซียะโท้ว จดหมายเหตุจีนสมัยราชวงศ์สุย บันทึกเรื่องราวของเมืองนี้ว่า "ฉีตู (หรือ เซียะโท้ว) เป็นประเทศที่มีชาวเมืองเป็นเชื้อชาติเดียวกับประเทศฟูนัน อยู่ทางทะเลใต้ ไปเรือ ร้อยกว่าวันถึง พื้นดินเมืองหลวงเกือบเป็นสีแดง ประเทศฉีตู มีเนื้อที่กว้างหลายพันลี้ พระเจ้าแผ่นดินมีนามโดยแซ่ว่า คุยถ่าน และมีพระนามโดยรัชกาลว่า หลีต่อซัก ประชาชนนับถือพระพุทธเจ้า แต่ก็นับถือพราหมณ์มาก เมืองหลวงชื่อสิงหปุระ ในปี พ.ศ.๑๑๕๐ จีนได้ส่งราชฑูตฉังจุนและหวังจุงเซงมาเยี่ยมเยียน ต่อมาปี พ.ศ.๑๑๕๑-๑๑๕๒ และ ๑๑๕๓ กษัตริย์เมืองฉีตู ได้ส่งเครื่องราชบรรณาการ ไปถวายจักรพรรดิ์จีนเป็นการตอบแทน ที่ตั้วเมืองฉีตู สันนิษฐานกันว่าอยู่ที่รัฐไทรบุรีหรือจังหวัดสงขลา และบ้างก็ว่าตั้งอยู่ที่อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ยังหาข้อยุติมิได้

เมืองตัน-ตัน (หรือ ตาน-ตาน) อีกเมืองหนึ่ง ศาสตราจารย์เซเดส์ ว่าตั้งอยู่ที่จังหวัดพัทลุง ปรากฏหลักฐานอยู่ในเอกสารชาวจีนว่าในปี พ.ศ.๑๑๑๓ ได้ส่งฑูตและเครื่องบรรณาการ ประกอบด้วย พระพุทธรูปแกะด้วยงาช้าง ๒ องค์ สถูป ๒ องค์ ไข่มุกอย่างดี ผ้าฝ้าย ยา และน้ำหอมต่างๆ ไปเจริญพระราชไมตรีกับประเทศจีน

เมืองตัมมาหลิง ซึ่งนักโบราณคดีเชื่อกันว่าเป็นเมืองเดียวกับเมืองตามพรลึงค์ ที่ปรากฏชื่ออยู่ในศิลาจารึกที่ค้นพบจากวัดเสมาเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ชาวจีนชื่อ เจาจูกัว ได้บันทึกถึงเรื่องราวของเมืองนี้ไว้ว่า "เมืองนี้มีกำแพงไม้กว้าง ๖ หรือ ๗ ฟุต ล้อมรอบ ซึ่งภายในกำแพงนี้อาจใช้เป็นลานสำหรับต่อสู้ได้ด้วย บ้านเรือนของข้าราชการสร้างด้วยไม้กระดาน บ้านของสามัญชนสร้างด้วยไม้ไผ่ มีใบไม้เป็นฝากั้นห้องและมัดด้วยหวาย (เรือนผูก) ผลิตผลพื้นเมืองมีขี้ผึ้ง ไม้จันทร์ ไม้มะเกลือ การบูร งาช้าง นอแรด"
จากเมืองลังกาสุกะมาเป็นเมืองปัตตานี :

จดหมายเหตุจีน สมัยราชวงศ์เหลียง ชื่อเหลียงชู ได้บันทึกเรื่องราวอันน่าสนใจของเมืองนี้ไว้ตั้งแต่ต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๓ ความว่า "รัฐลัง-ยา-สิ่ว ตั้งขึ้นเมื่อศตวรรษที่ ๗ อยู่ในบริเวณทะเลใต้ ห่างจากเมืองท่ากวางตุ้ง ๒๔,๐๐๐ ลี้ อาณาเขตทิศเหนือติดต่อกับประเทศผัน-ผัน หรือ พาน-พาน ประเทศนี้มีความกว้างยาว วัดด้วยการเดินเท้าจากทิศใต้ไปจรดทิศเหนือ ใช้เวลาเดินทางกว่า ๒๐ วัน และหากเดิน จากทิศ ตะวันออก ไปถึงตะวันตกก็จะใช้เวลา ๓๐ วัน

ตัวเมืองลังกาสุกะ มีกำแพงล้อมรอบ มีประตู และหอคอยคู่ พระราชา มีพระนามว่า ภคทัต (ยอเจียต้าตัว) เวลาจะเสด็จไปที่แห่งใด จะทรงช้างเป็นพาหนะ มีฉัตรสีขาวกั้น มีขบวนแห่ประกอบด้วยกลอง และทิวนำหน้า แวดล้อมด้วยทหารที่มีหน้าตาดุร้าย คอยระแวดระวังพระองค์

ชาวเมืองนิยมไว้ผมยาว ผู้หญิงแต่งกายด้วยผ้าฝ้าย (Ki-Pei) มีเครื่องเพชรพลอยประดับตบแต่งกาย ผู้ชายมีผ้าพาดไหล่ทั้งสอง มีเชือกทอง คาดต่างเข็มขัด และสวมตุ้มหูทองรูปวงกลม

เมื่อปีที่สิบแห่งศักราชเถียนเจียน (ตรงกับปี พ.ศ.๑๐๕๘) กษัตริย์เมืองลังกาสุกะส่งราชฑูตชื่อ อชิตะ (อาเช่อตัว) ไปเฝ้าจักรพรรดิ์จีน ทางจีน ให้ช่างเขียน เขียนภาพราชฑูตไว้เป็นที่ระลึก คุณสังข์ พัธโนทัย ได้ให้คำบรรยายภาพว่า

" เป็นคนหัวหยิกหยองน่ากลัว นุ่งผ้าโจงกระเบน ห่มสไบเฉียง สวมกำไลที่ข้อเท้าทั้งสอง ผิวค่อนข้างดำ"( เมืองโบราณ ปีที่ ๕ ฉบับที่ ๒ ประจำเดือน ธันวาคม ๒๕๒๑ - มกราคม ๒๕๒๒)ข้อความนี้ไปพ้องกับคำพังเพยของชาวปักษ์ใต้บทหนึ่งที่กล่าวว่า "ผมหยิก หน้าก้อ คอปล้อง น่องทู่" ซึ่งถือกันว่าเป็นลักษณะของผู้ชายที่ไม่น่าไว้วางใจนักสำหรับท่านหญิง รูปลักษณะของฑูตลังกาสุกะนี้ เราจะพบเห็น ได้จาก ชาวชนบท ในภูมิภาคทักษิณของประเทศไทยได้ทั่วๆ ไป

หนังสือ เป่ยซู และสุยซู ของจีน ชี้ที่ตั้งของเมืองลังกาสุกะไว้ในแวดวงที่กว้างขวางพอสมควร เช่นเดียวกับหนังสือ The Golden Khersonese ของศาสตราจารย์ปอล วิตลีย์ และหนังสือ Negara Kertagama ของพระปัญจ นักบวชในนิกายศิวะพุทธ แห่งราชอาณาจักรมัชฌปาหิต ว่าอยู่ในแคว้นปัตตานี ในอดีต (ซึ่งครอบคลุมไปถึงพื้นที่ของรัฐตรังกานู และรัฐกลันตัน)

หนังสือพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับวันวลิต (ฟอนฟลีต) ชาวฮอลันดา ซึ่งเคยมาตรวจกิจการค้าของบริษัทดัชอิสต์อินเดีย ที่ตั้งอยู่ในเมือง ปัตตานี และได้เข้าเฝ้าเจรจาปัญหาบ้านเมืองกับเจ้าหญิงอูงูรานีแห่งเมืองปัตตานี เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ปี พ.ศ.๒๑๘๕ ระบุที่ตั้ง เมืองลังกาสุกะ ว่าอยู่ห่างจากเมืองปัตตานีสมัยนั้น (บ้านกรือเซะ อำเภอเมืองปัตตานี) ไปทางตอนเหนือของลำน้ำปัตตานี คือบริเวณ เมืองโบราณ ที่อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี

ม้าฮวน ชาวจีนผู้มีประสบการณ์จาการเดินทางไปกับกองเรือรบของ นายพลเซ็งโห ผู้รับสนอง พระบรมราช โองการ จากพระเจ้า จักรพรรดิ์ ราชวงศ์หงวน ให้นำคณะฑูตออกไปเจริญสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศ ด้านเศรษฐกิจ การเมือง การทหาร กองเรือของนายพลเซ็งโห ออกเดินทางจากจีน ตระเวนไปตามเมืองต่างๆ จนถึงอ่าวเปอร์เซีย และชายฝั่งอาฟริกาตะวันออก ผ่านอ่าวไทยถึง ๗ ครั้ง เคยแวะเยี่ยม ราชอาณาจักร สยาม ๒ ครั้ง ในปี พ.ศ.๑๙๕๐ เพื่อทำการไกล่เกลี่ยกรณีที่ปรเมศวร เจ้าเมืองมะละกา ร้องเรียนต่อพระเจ้าจักรพรรดิ์จีน กล่าวหาว่า ไทยยกกองทัพไปรุกรานเมืองมะละกา เหตุเพราะมะละกาทำการแข็งเมือง ไม่ยอมสงเครื่องราชบรรณาการ ในบันทึก ของม้าฮวน ได้กล่าวถึงเมืองลังกาสุกะว่า รัฐนี้ตั้งอยู่บนแหลมมลายูตรงเส้นรุ้งที่ ๖ .๕๔"- เหนือ

หนังสืออักขรานุกรมภูมิศาสตร์ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน เล่ม ๔ (ภาคผนวก) ก็ว่า จังหวัดปัตตานีตั้งอยู่ตรงเส้นละติจูด ๐๖-๕๑'-๓๐" เหนือ เช่นเดียวกับที่ม้าฮวนได้บันทึกไว้

หวัง-ต้า-หยวน เขียนไว้ในหนังสือ เต๋า-อี-ชีห์-ยูเลห์ ว่า ชาวเมืองลังยาเสี่ยว "ทั้งชายหญิงไว้ผมมวย ใช้ผ้าฝ้ายนุ่งห่ม และรู้จักการ ต้มน้ำทะเล เพื่อให้ได้เกลือมาใช้"

การทำนาเกลือ เพื่อใช้บริโภค และจำหน่ายในจังหวัดภาคใต้ มีอยู่ที่เมืองปัตตานี ทำเป็นสินค้าจำหน่ายมาแต่ต้นสมัยอยุธยาแล้ว ประวัติเมือง ปัตตานี ได้กล่าวถึงการทำนาเกลือไว้ชัดเจนในสมัยนางพญาฮียาและนางพญาบีรูปกครองเมืองปัตตานี แต่ไม่ปรากฏว่า เมืองใกล้เคียง ทำนาเกลือเป็น ทั้งที่บ้านเมืองเหล่านั้นก็อยู่ใกล้ทะเล มีสภาพที่ดินคล้ายคลึงกัน พอที่จะใช้ในการทำนาเกลือได้ ดังปรากฏ หลักฐาน ในตำนานเมืองนครศรีธรรมราช ความตอนหนึ่ง เมื่อพระเจ้าอู่ทองตรัสถามพญาศรีธรรมโศกราชว่า "เมืองของท่านขัดสิ่งใดเล่า แลพญาศรีธรรมโศกราชว่า ขัดแต่เกลือ อาณาประชาราษฎร์ไม่รู้จักทำกิน และพระเจ้าอู่ทองว่า จงให้สำเภาเข้ามาจะจัดให้ออกไป"

การที่พงศาวดารจีนบันทึกไว้ว่า ชาวเมืองหลังยะเสี่ยว (หรือลังกาสุกะ) รู้จักการทำนาเกลือใช้ และไม่มีหัวเมืองใด ในภาคใต้ รู้จักการทำนาเกลือ นอกจากชาวเมืองปัตตานีเท่านั้น ย่อมเป็นหลักฐานยืนยันได้ว่า เมืองปัตตานีน่าจะเป็นที่ตั้งเมืองลังกาสุกะได้

ปัจจุบัน การทำนาเกลือ ของชาวเมืองปัตตานี ก็ยังคงได้รับการสืบทอด เป็นอาชีพของชาวบ้านตำบลตันหยงลุโละ ท้องที่อำเภอเมืองปัตตานี

เมืองลังกาสุกะและเมืองตามพรลึงค์ หรือเมืองนครศรีธรรมราช เป็นบ้านเมืองในยุคเดียวกัน เมืองทั้งสองเคยมีความเจริญรุ่งเรือง และประสบ ภัยพิบัติ จากสงคราม จนต้องตกเป็นเมืองขึ้น ของอาณาจักรศรีวิชัย และของพระเจ้าราเชนทร์ แห่งโจฬะประเทศมาแล้วด้วยกัน เมืองทั้งสอง จึงมีวัฒนธรรม ร่วมกัน หลายสิ่งหลายอย่าง ทั้งในด้านศาสนา ความเชื่อ โดยเฉพาะสถาปัตยกรรมทางพระพุทธศาสนา ก่อนที่ จะรับ ลัทธิ ลังกาวงศ์ เมืองนครศรีธรรมราชมีพระเจดีย์ที่มีรูปลักษณะและนามใช้เรียกขานเช่นเดียวกัน ดังปรากฏ หลักฐาน อยู่ในตำนาน พระธาตุเมืองนครศรีธรรมราช ตอนหนึ่งว่า "พระยาศรีธรรมโศกราช ดำริในพระทัยว่า ตัวเรานี้ได้สร้างพระเจดีย์วิหาร และก่อพระพุทธรูป ปลูกไม้พระศรีมหาโพธิ์ และได้ยกพระมาลิกะเจดีย์ที่เมืองอินทปัต และทำประตู ๒ ประตู จ้างคนทำวันละพันตำลึงทอง และพระบรรทม องค์หนึ่ง ทำด้วยสัมฤทธิ์ยาว ๔ เส้น พระเจดีย์สูงสุดหมอก อิฐยาว ๕ วา หนาวา ๑ พระระเบียงสูง ๑๕ วา ระเบียงสูงเส้น ๑ หน้าเสา ๙ ศอก แปย่อมหิน พระนั่งย่อมสัมฤทธิ์ สูงองค์ละ ๑๕ วา ตะกั่วดาด ท้องพระระเบียงหนา ๖ นิ้ว บนปรางกว้าง ๒ เส้น แม่กะไดเหล็กใหญ่ ๔ กำ ลูก ๓ กำ ขึ้นถึงปรางบน หงษ์ทอง ๔ ตัว ย่อมทองเนื้อ แล้วมาทำมาลิกะเจดีย์ ปลูกพระศรีมหาโพธิ์ และจำเริญ พระมหาธาตุ เมืองนครศรีธรรมราช"

คำ "พระมาลิกะเจดีย์" ของเมืองนครศรีธรรมราชนี้ เป็นชื่ออีกชื่อหนึ่งของเมืองปัตตานีในอดีตคือ เมืองโกตามหลิฆัย (โกตา = เมือง หรือ ป้อมปราการ มลิฆัย (maligei) = เจดีย์หรือปราสาทราชวัง) เป็นคำยกย่อง สรรเสริญ บ้านเมือง สมัยนั้นว่า เจริญรุ่งเรือง ด้วยศิลปะ สถาปัตยกรรม ทางการสร้างสรรค์พระมหาเจดีย์ และปราสาทราชวัง ดุจดังที่ศรีปราชญ์ กล่าวไว้ในโคลง ที่ท่านเขียนขึ้น เพื่อเชิดชูเกียรติ กรุงศรีอยุธยาว่า

อยุธยายศยิ่งฟ้า ลงดิน แลฤา
อำนาจบุญเพรงพระ ก่อเกื้อ
เจดีย์ละอออินทร์ ปราสาท
ในทาบทองแล้วเนื้อ นอกโสม

คำ มลิกะ นั้น ทางปัตตานีเรียก Maligai (มะลิไฆ) เป็นภาษาทมิฬ เข้าใจว่าปัตตานีสมัยลังกาสุกะรับมาจากอินเดียใต้ สมัยที่ พระเจ้าราเชนทร์ เข้ามายึดครองเมืองลังกาสุกะและเมืองตามพรลึงค์ ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕-๑๖ ทางเชิงช่างศิลปไทย เรียกเจดีย์มะลิกะ หรือเจดีย์มะลิไฆ ว่า ทรง ฉัตราวาลี พระเจดีย์แบบนี้ นอกจากจะมีการสร้างขึ้นที่เมืองลังกาสุกะและเมืองตามพรลึงค์ (นครศรีธรรมราช) แล้ว ปรากฏว่ายังมีอยู่ที่เกาะสุมาตราตอนกลางที่มัวราตากุสอีกด้วย ซึ่งต่างก็รับอิทธิพลมาจากรูปแบบการช่างของอินเดียใต้

พระมาลิกะเจดีย์ของเมืองนครศรีธรรมราช มีผู้สันนิษฐานว่า เมื่อพระเจ้าศรีธรรมโศกราช รับเอา พระพุทธศาสนา แบบลังกาวงศ์ ในราว พุทธศตวรรษ ที่ ๑๗-๑๘ ก็ได้สร้างพระมหาธาตุเจดีย์องค์ปัจจุบันครอบคลุมมาลิกะเจดีย์องค์เดิมไว้ (สาสน์สมเด็จ ฉบับวันที่ ๑๔ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๗๘)

ที่เมืองลังกาสุกะ (อำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี) ปัจจุบันยังคงร่องรอยรากฐานเจดีย์น้อยใหญ่หลายองค์ ในท้องที่ตำบลยะรัง ตำบลวัด และพบเจดีย์ดินเผาจำลอง (แบบมาลิกะเจดีย์) ในบริเวณเมืองโบราณแห่งนี้อีกเป็นจำนวนมาก

จากการสำรวจแหล่งชุมชนโบราณในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ บ้านโคกอิฐ ตำบลพะร่อน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส บริเวณ สนามบิน และวัดคูหาภิมุข จังหวัดยะลา บ้านป่าบอน อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ซึ่งตำนานเมืองไทรบุรี-ปัตตานี ระบุว่า เคยเป็นที่ตั้ง เมืองปัตตานี มาครั้งหนึ่ง แหล่งชุมชนดังกล่าวปรากฏว่า มีซากโบราณวัตถุสถานน้อยกว่าบริเวณชุมชนในท้องที่อำเภอยะรัง โดยเฉพาะ ในเขต ท้องที่ตำบลยะรัง ตำบลวัด ตำบลปิตุมุดี และใกล้เคียงในพื้นที่ ๕ ตารางกิโลเมตร มีโบราณวัตถุ สถาน อันมี คุณค่า ทาง ประวัติศาสตร์ และโบราณคดีที่พบแล้ว ดังนี้

โบราณสถาน ได้แก่ ฐานเจดีย์และเนินดิน ประกอบด้วยอิฐที่มีลักษณะแบบอิฐสมัยทวารวดี ศรีวิชัย สลักหักพัง กระจายอยู่ ในท้องที่ บ้านประแว บ้านใหม่ บ้านวัด บ้านปิตุมุดี มากกว่า ๓๐ เนิน เฉพาะบริเวณเนินดินขนาดใหญ่ที่บ้านวัด พบธรณีประตู ธรณีหน้าต่าง ทำด้วยศิลาสีขาว ๑๐ กว่าชิ้น สันนิษฐานว่า เนินดินแห่งนี้คงเป็นที่ตั้งโบราณสถานที่สำคัญของเมือง และเนินดิน ที่ตั้งอยู่ ด้านตรงกันข้าม พระภิกษุวัดสุขาวดีเคยทำการขุดมาแล้ว ปรากฏว่าเป็นเจดีย์ขนาดใหญ่ พบผนังอิฐ ก่อลึกลงไป ใต้พื้นดิน ประมาณ ๒ เมตร ปัจจุบันเจ้าของที่ดินได้กลบหลุมที่ขุดทิ้งไว้ ปลูกต้นเงาะขึ้นปกคลุมหมดแล้ว คงเห็นแต่ ฐานเจดีย์ ปรากฏอยู่ ฐานพระเจดีย์องค์นี้ หากได้มีการขุดแต่งดินใหม่แล้ว คงจะได้ทราบ รูปแบบ องค์พระเจดีย์ ว่าอยู่ใน ลักษณะ รูปแบบ เจดีย์โบราณ สมัยใด อันจะเป็นประโยชน์ในการศึกษาตีความด้านอายุของเมืองโบราณแห่งนี้เป็นอย่างยิ่ง

โบราณวัตถุ พบพระพุทธรูปศิลาสมัยทวารวดีประทับยืน ปางประทานพร ๑ องค์ และปางอาหูยมุทรา (ปางกวักพระหัตถ์) อีก ๑ องค์ สูงขนาด ๖๐ เซนติเมตร ชาวบ้านพบที่บริเวณทุ่งนาบ้านกำปงบารู ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่วัดป่าศรี อำเภอยะหริ่ง และ วัดตานีนรสโมสร วัดละ ๑ องค์

พระพุทธรูปนูนต่ำ แกะในแผ่นศิลาแดงสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด ๖ นิ้ว เป็นรูปพระโพธิสัตว์ อมิตาภะ พุทธเจ้า พบอยู่ในซาก องค์พระเจดีย์ ที่บ้านกำปงบารู ตำบลยะรัง

ธรรมจักรศิลา สูง ๑๓ เซนติเมตร วงล้อกว้าง ๒๖ เซนติเมตร มีกงล้อ ๘ อัน ไม่มีลวดลายแกะสลักประดับตกแต่งวงล้อ ปัจจุบัน เก็บรักษาอยู่ที่วัดตานีนรสโมสร อำเภอเมืองปัตตานี

กุฑุ หรือ ซุ้มเรือนแก้ว ทำด้วยปูนปั้นผสมกรวดทราย มีลวดลายดอกไม้แบบศิลปอมรวดี คล้ายรูปจำหลักศิลาที่นาคารซุนกอนดา ประเทศอินเดีย และชิ้นส่วนปูนปั้นซึ่งเป็นส่วนประกอบสถาปัตยกรรม แต่ละชิ้นมีความกว้าง-ยาว ขนาดแผ่นอิฐ มีลวดลาย บัวคว่ำ และลายหน้ากระดาน ศิลปะสมัยคุปตะเป็นจำนวนมาก สันนิษฐานว่า เป็นส่วนประกอบ ของสถูป ที่ถูกทำลาย หรือปรักหักพังลง เพราะความเสื่อมสภาพของวัตถุ ที่ถูกฝนและอากาศชื้นกัดกร่อนมานานปี ชิ้นส่วนปูนปั้นเหล่านี้ พบในสวน ทุเรียนใกล้บ้านปอชัน ตำบลปิตุมุดี ปัจจุบันมอบให้ศูนย์การศึกษาเกี่ยวกับภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติจังหวัดสงขลาเก็บรักษาไว้

สถูปดินเผาจำลอง พบเป็นจำนวนมากอยู่ในซากองค์พระเจดีย์ ที่บ้านกำปงบารู ตำบลยะรัง มีหลายขนาดหลายรูปแบบ อาทิ ทรงฉัตรวาลี ที่ปัตตานีและชวาเรียกแบบอย่างชาวทมิฬว่า จันฑิมะลิฆัย หรือมะลิกะเจดีย์ ตามตำนาน พระธาตุ เมืองนครศรีธรรมราช และทรงกมลมีลวดลายหน้ากระดานโดยรอบองค์สถูป น. ณ ปากน้ำ นักประวัติศาสตร์ ศิลปะ ของเมืองไทย กล่าวว่า "เป็นสถูปเก่าแก่ที่สุดเท่าที่พบมาในเอเซียอาคเนย์ เหมือนสถูปแบบคุปตะที่กุสินาราและที่สารนาถ" (วารสารเมืองโบราณ ธันวาคม ๒๕๒๑ เรื่อง ศิลปะแบบทวารวดีที่ปัตตานี)

ศิวลึงค์ รูปสัญลักษณ์แทนองค์พระศิวะ มีลักษณะใกล้เคียงองคชาติมาก ส่วนยอดเป็นรูปกลมเหมือนของจริง เรียกว่า "รุทธภาค" ท่อนกลางเป็นรูปเหลี่ยม ๘ เหลี่ยม เรียกว่า "วิษณุภาค" ฐานล่างทำเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส เรียกว่า "พรหมภาค" สูง ๔๔ เซนติเมตร พบที่กูโบ หรือสุสานบ้านยะรัง ชาวบ้านนำไปใช้แทน "แนแซ" หรือ หินเครื่องหมายเหนือหลุมศพตามประเพณีของชาวมุสลิม องค์ที่ ๒ วิทยาลัยครูยะลาเป็นผู้นำไปเก็บรักษาไว้ องค์ที่ ๓ มีขนาดย่อมกว่า พบที่บ้านป่าศรี พระภิกษุวัดป่าศรี มอบให้เอกชน ไม่ทราบนาม และสถานที่อยู่ชัดเจน ทราบเพียงว่าเป็นชาวบ้านฝั่งธนบุรี

แม่พิมพ์ต่างหู ใช้สำหรับหลอมต่างหูด้วยโลหะ เช่น สำริด หรือตะกั่ว ทำด้วยศิลาสีดำ และศิลาสีแดง รวม ๒ พิมพ์ เป็นรูป สี่เหลี่ยม จัตุรัสขนาด ๑๒ x ๒ เซนติเมตร แม่พิมพ์สีแดงพบภายในกำแพงเมืองโบราณบ้านประแว ตำบลยะรัง ลักษณะ รูปแบบ ของแม่พิมพ์ คล้ายกับแม่พิมพ์ต่างหู ที่พบที่เมืองออกแก้ว ประเทศเวียดนาม เมืองโบราณที่อู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เมืองนครปฐม บ้านคูบัว จังหวัดราชบุรี และเมืองโบราณจันเสน จังหวัดนครสวรรค์ ปัจจุบัน มอบให้ศูนย์ศึกษา เกี่ยวกับ ภาคใต้ เก็บรักษาไว้

โยนีโธรณ ทำด้วยศิลา สัญญลักษณ์แทนองค์พระอุมา เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดกว้าง ๘๐ เซนติเมตร ยาว ๑ เมตรเศษ ที่กึ่งกลาง เจาะเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนาด ๖ x ๖ สำหรับวางองค์ศิวะลึงค์ และเซาะร่องรอยริมขอบแผ่นโยนีโธรณ พบในสวน ชาวบ้าน ตำบลวัด ขณะขุดหลุมปลูกแตงกวา ชาวบ้านเรียก "ตาเปาะฆาเยาะ" (รอยเท้าช้าง) ได้มอบให้ พิพิธภัณฑ์ สถานแห่งชาติ จังหวัดสงขลา นำไปเก็บรักษาไว้

แท่นหินบดยา รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีฐานสี่เหลี่ยมสูง ๑๓ เซนติเมตร กว้าง ๒๒ เซนติเมตร ยาว ๔๕ เซนติเมตร พบที่บ้านต้นทุเรียน ตำบลยะรัง ๒ แท่น และที่บ้านตามางัน ๑ แท่น ชาวบ้านเรียก "ลือชงยาวอ" (ครกชวา) ส่วนลูกกลิ้งหินบด พบเพียง ส่วนชำรุด รูปลักษณะ คล้ายหินบดที่พบตามเมืองโบราณในภาคกลางดังที่กล่าวมาแล้ว

พระสุริยเทพ ทำด้วยสำริดขนาด ๒๐.๓๐ x ๑๐.๓๐ เซนติเมตร ประทับยืนเหนือแท่นปทุมอาสน์ บนราชรถเทียมด้วยม้า ๗ ม้า มีพระอรุณเทพ ทำหน้าที่สารถี นั่งบังคับม้ามาด้านหน้า ด้านข้างประกอบเทพบริวาร ๔ องค์ คือ ทัณฑีเทพ ปิงคละเทพ และ เทพธิดา มีนามว่า ปรัตยุตาเทพีและอุษาเทพี นั่งมาในราชรถ พบที่บริเวณบ้านกูวิง ปัจจุบันตกไปเป็นสมบัติของเอกชน (พระสุริยะสำริด พบที่เมืองโบราณอำเภอยะรัง จังหวัดปัตตานี โดยผาสุข อินทราวุธ วารสารมหาวิทยาลัยศิลปากร ฉบับภาคปลายปีการศึกษา ๒๕๒๙)

นอกจากนี้ยังพบเทวรูปนารายณ์ และชิ้นส่วนของนางตารา ทำด้วยสำริดที่ใกล้บริเวณบ้านเกาะหวาย ตำบลวัด ชาวบ้านเรียก พื้นที่ พบโบราณวัตถุนี้ว่า "วะสมิง" (วัดสามี) ปัจจุบันพระภิกษุรูปหนึ่งนำไปหล่อพระพุทธรูปแล้ว

โบราณวัตถุสถาน และเรื่องราวในจดหมายเหตุของชนชาติต่างๆ ที่กล่าวแล้ว แสดงว่า บริเวณเมืองโบราณ ในท้องที่ตำบลยะรัง ตำบลวัด ตำบลปิตุมุดี อำเภอยะรัง ในอดีตน่าจะเป็นศูนย์กลางของที่ตั้งเมืองลังกาสุกะ มิฉะนั้นคงจะไม่ปรากฏซากโบราณ และชิ้นส่วน โบราณวัตถุ ที่มีอายุไม่น้อยกว่าปีพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๒ ขึ้นไป โดยเฉพาะซากโบราณสถานและโบราณวัตถุเนื่องในศาสนาพุทธ สาสนาพราหมณ์นั้น เมื่อชาวเมืองเปลี่ยนจากการนับถือศาสนาพุทธ มารับศาสนาอิสลามในระหว่างปี พ.ศ.๒๐๑๒ ถึงปี พ.ศ.๒๐๕๗ แล้วนั้น น่าจะถูกทำลาย หรือ นำไปจำหน่าย แลกเปลี่ยนกับสินค้าอื่นๆ จนหมดสิ้น เฉพาะโบราณวัตถุจำพวกสำริด ซึ่งเป็นของมีค่าและหายากในท้องถิ่น จึงคงมีเหลือ อยู่น้อยมาก

เมืองโบราณบนแหลมมลายู ที่ปรากฏชื่ออยู่ในศิลาจารึกและจดหมายเหตุชาวจีน อินเดีย และชวา ได้แก่

จารึกเมืองตันโจ ของพระเจ้าราเชนทร์ ระหว่างปี พ.ศ.๑๕๗๓-๑๕๗๔ มีชื่อเมือง ที่ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันออก ของแหลมมลายู ที่พระองค์ อ้างว่า ได้ส่งกองทัพเรือมายึดครองไว้ได้นานถึง ๒๐ ปี คือ เมืองไอลังคโสกะ (ลังกาสุกะ) เมืองตามพรลึงค์ (นครศรีธรรมราช)

หนังสือ จู-ฝาน-ชี ของเจาจูกัว ก็ได้เขียนเล่าเรื่องมืองขึ้นของอาณาจักรศรีวิชัยไว้ว่า ในปี พ.ศ.๑๗๖๘ ศรีวิชัยมีเมืองขึ้น ๑๕ เมือง เฉพาะที่ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันออกของแหลมมลายู ได้แก่ ปอง-ฟอง (ปาหัง) เต็งยานอง (ตรังกานู) หลังยาสิเกีย (ลังกาสุกะ) กิลันตัน (กลันตัน) ตันมาหลิง (นครศรีธรรมราช)

หนังสือ เนเกอราเกอรตาคามา ของพระปัญจา นักบวชในลัทธิศิวพุทธแห่งราชอาณาจักรมัชฌปาหิต แต่งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.๑๙๐๘ ก็อ้างว่ากองทัพเรือของชวา สามารถเข้ายึดครองเมืองต่างๆ บนแหลมมลายูไว้ได้ คือ ปาหัง ตรังกานู กลันตัน และลังกาสุกะ ในปี พ.ศ.๑๘๓๕

จากเอกสารดังกล่าวจะเห็นได้ว่า ไม่มีชื่อเมืองปัตตานีอยู่เลย ตามประวัติศาสตร์เมืองปัตตานี ฉบับของนายหะยีหวันอาซัน กล่าวว่า เมืองปัตตานี เพิ่งสร้างขึ้นในสมัยของพยาอินทิรา ระหว่างปี พ.ศ.๒๐๑๒ ถึงปี พ.ศ.๒๐๕๗ มีนามว่า "ปัตตานีดารัสสลาม" (นครแห่งสันติ)

คำ ปัตตานี นี้ เลือนมาจากคำในภาษาสันสกฤต คือ "ปตฺตน" แปลว่า "กรุง, ธานี, นคร, เมือง" ดังจะเห็นได้จากชื่อเมืองหนึ่งของอินเดียภาคใต้ ถิ่นฐานของโจฬะ ที่เคยมายึดครองเมืองลังกาสุกะ คือ เมือง "นาคปตฺตน"

สาเหตุที่พญาอินทิรา ย้ายเมืองโกตามหลิฆัยหรือลังกาสุกะ มาสร้างเมืองปัตตานีขึ้นใหม่ ณ บริเวณสันทราย ตำบลตันหยงลุโละ ตำบลบานา ท้องที่อำเภอเมืองปัตตานีในปัจจุบัน จะนำมากล่าวในตอนหลัง

ดังนั้น ชื่อของเมืองลังกาสุกะ จึงไม่ปรากฏในเอกสารของชนชาติต่างๆ ที่เดินทางเข้ามาค้าขายในแหลมมลายู หลังจากปี พ.ศ.๒๐๕๔ แต่ปรากฏ ชื่อเมืองปัตตานี หรือตานี ขึ้นมาแทนที่ ดังจะเห็นได้จากเอกสารของพวกพ่อค้าชาวโปรตุเกส ฮอลันดา และอังกฤษ แม่แต่เอกสาร ชาวจีน ระยะหลัง เช่น เรื่องอาณาจักรทางทะเลของปิงหนาน ก็ได้กล่าวถึงเมืองปัตตานีว่า

อาณาจักรต้าหนี "ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของสงขลา การเดินทางจากสงขลาทางบกใช้เวลา ๕-๖ วัน ทางน้ำ โดยลมมรสุม ประมาณวันเศษก็ถึง ภูมิประเทศเป็นเทือกเขาทอดเป็นแนวยาวติดต่อกัน อาณาเขตหลายร้อยลี้ จารีตประเพณี และทรัพยากร มีความคล้ายคลึง กับสงขลา ประชากรมีจำนวนน้อย แต่อุปนิสัยดุร้าย ภูเขาที่นี่มีทองคำมาก อาณาจักรนี้ขึ้นกับสยาม แต่ละปี ต้องถวาย เครื่องราชบรรณาการด้วยทองคำ ๓๐ ชั่ง"

เรื่องราวของราชฑูต กษัตริย์เมืองลังกาสุกะ ต่อจากรัชสมัยพระเจ้าภัคทัตต์ ปรากฏในจดหมายเหตุจีนต่อมาว่า ในปี พ.ศ.๑๐๖๖-๑๐๗๔ และ พ.ศ.๑๑๑๑ กษัตริย์ลังกาสุกะ ได้ส่งฑูตไปสู่ราชสำนักจีนอีก แต่จีนก็มิได้ให้รายละเอียดอย่างเช่นคราวราชฑูตอชิตะ

ครั้นถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๔-๑๕ รัฐลังกาสุกะก็เริ่มเสื่อมอำนาจลง จนกระทั่ง ตกไปเป็นเมืองขึ้น ของกษัตริย์กรุงศรีวิชัย และกษัตริย์โจฬะ แห่งอินเดียใต้ ดังปรากฏหลักฐานจารึกที่เมืองตันจอร์ ระหว่างปี พ.ศ.๑๕๗๓-๑๕๙๕ กล่าวว่า

"พระเจ้าราเชนทร์ส่งทัพเรือไปกลางทะเล และจับพระเจ้าสังกรมวิชยค์ตุงคะวรมันกษัตริย์ แห่งคะดะรัม (เกดาห์) และยึดได้ รัฐปันนาย ที่มีน้ำเต็มเปี่ยม ในอ่างเก็บน้ำ รัฐมลายูโบราณที่มีภูเขาเป็นป้อมปราการล้อมรอบ รัฐมะยิรูดิงคัม ซึ่งล้อมรอบ ไปด้วยทะเล จนดูประหนึ่ง เป็นคูเมือง รัฐไอลังคโสกะ (ลังกาสุกะ) ซึ่งเก่งกล้าในการรบ เมืองบัปปะปะลัม (ปาเล็มบัง) ที่มีน้ำลึกเป็นแนวป้องกัน เมืองเมวิลิมบันกัม ที่มีกำแพงเมือง สง่างาม เมืองวาไลยคุรุที่มีวิไลยพันคุรุ เมืองดาไลยตักโคลัมที่ได้รับการสรรเสริญจากคนสำคัญๆ ว่าเชี่ยวชาญ ทางวิทยาการ รัฐตามพรลึงค์ (นครศรีธรรมราช) ที่ใหญ่ยิ่งสามารถในการรบ เมืองอิลามุรีเดแอมที่ดุเดือดในการรบ เมืองนักกะวารัม ที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งมีสวนใหญ่โต มีน้ำผึ้งมาก"

หลังจากตีเมืองเหล่านี้ได้แล้ว พระเจ้าราเชนทร์โจฬะ ได้ส่งกองทหารเข้ามายึดครองหัวเมืองในแหลมไทย-มลายูไว้เป็นเวลา ๒๐ ปี ต่อมารัฐศรีวิชัยผู้มีกำลังนาวิกภาพเข้มแข็งก็ได้มาผนวกเอารัฐลังกาสุกะเข้าไปไว้ในอำนาจของตน พร้อมด้วยรัฐต่างๆ อีก ๑๕ รัฐ ตามที่ชาวจีน ชื่อ เจาจูกัว เขียนเล่าไว้ในหนังสือชูผันจิ ดังต่อไปนี้ คือ

๑. รัฐ เป็ง-โพ็ง (ปอง-ฟอง หรือ ปาหัง?)

๒. รัฐ เต็ง-ยา-น็อง (ตรังกานู?)

๓. รัฐ ลิง-ยา-ลิงเกีย (ลังกาสุกะ)

๔. รัฐ กิ-ลัน-ตัน (กลันตัน)

๕. รัฐ โฟ-โล-ตัน

๖. รัฐ ยิ-โล-ติง

๗. รัฐ เซียม-มาย

๘. รัฐ ปะ-ตา

๙. รัฐ ตัม-มา-หลิง (นครศรีธรรมราช)

๑๐. รัฐ เกีย-โล-หิ (ครหิ-ไชยา)

๑๑. รัฐ ปา-ลิ-ฟอง (ปาเล็มปัง)

๑๒. รัฐ สิน-โค (สุนดาในเกาะชวา)

๑๓. รัฐ เกียน-ปาย

๑๔. รัฐ ลัน-วู-ลิ (ลามูริในเกาะสุมาตรา)

๑๕. รัฐ ซี-ลัน (ซีลอนหรือลังกา)

ต่อมาราชอาณาจักรศรีวิชัยได้แตกสลายตัวลง ดี.จี.อี.ฮอลล์ว่า เนื่องจากถูก "พวกไทย ทางแม่น้ำ เจ้าพระยา ฝ่ายเหนือ และอาณาจักร สิงหัดส่าหรี ในชะวาตะวันตกอีกฝ่ายหนึ่ง" โจมตี ทำให้อิทธิพลของกษัตริย์ศรีวิชัยบนแหลมไทย-มลายูต้องเสื่อมอำนาจลง ประการสุดท้าย เกิดจากชาวจีน มีความรู้ ในเรื่องการเดินเรือ และการต่อเรือสำเภาที่มีคุณภาพดี สามารถออกทำการค้าขายกับเมืองต่างๆ ตามหมู่เกาะชวา และติดต่อขายกับพ่อค้าอาหรับ เปอร์เซีย และอินเดียโดยตรง ไม่ต้องผ่านเมืองท่าที่อยู่ในอาณัติของศรีวิชัย ซึ่งเคยเป็น ศูนย์กลางค้า ระหว่าง โลกตะวันตก กับโลกตะวันออก อีกต่อไป ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เศรษฐกิจของศรีวิชัยต้องทะลายลง

อาณาจักรสิงหัดสาหรี ตั้งอยู่ได้ไม่นาน ก็ถูกเจ้าชายจายากัตวัง แห่งแคว้นเคดิรี ลอบเข้ามา โจมตี นครหลวง ในขณะที่ พระเจ้า เกอรตานาการา กำลังประกอบพิธีบูชาศิวะพุทธเจ้า เจ้าชายวิชายา ราชบุตรเขย ซึ่งยอมจำนนต่อเจ้าชายจายากัตวัง และได้รับ การแต่งตั้ง ให้ไปปกครองดินแดนในแถบลุ่มน้ำ Brantas ได้รวบรวมกำลังขึ้นต่อสู้กู้เอกราชกลับคืนมาได้ และได้จัดตั้ง อาณาจักร มัชฌปาหิต ขึ้นในปี พุทธศักราช ๑๘๓๖

หนังสือเนเกอราเกอรตากามา แต่งโดยพระปัญจนักบวชในลัทธิศิวะพุทธ ได้กล่าวถึงอิทธิพลของกษัตริย์มัชฌปาหิตว่า ได้ส่ง กองทัพเรือ เข้ามา ยึดครอง ดินแดนตามหมู่เกาะ ตลอดขึ้นมาถึงปลายแหลมไทย-มลายู ยึดปาหัง เสียมวัง กลันตัน และตรังกานู ฯลฯ ซึ่งเรียกรวมๆ กันว่า ลังกาสุกะ ไว้ได้

ตำนานเมืองนครศรีธรรมราช ก็ได้บันทึกสนับสนุนข้อความที่พระปัญจเขียนไว้ว่า "ครั้งนั้นเจ้าเมืองชาว ยกไพร่พลมาทางเรือ มารบ เอาเมือง ชวา จับตัวพระยา ได้พระอัครมเหสี ก็ตามพระยา (นครฯ) ไปถึงเกาะอันหนึ่ง ได้ชื่อว่า เกาะนาง โดยครั้งนั้น ชวา ก็ให้ เจ้าเมือง ผูกส่วย ไข่เป็ด แก่ชวา ชวาก็ให้พระยา (นครฯ) คืนมาเป็นเจ้าเมือง" ตามเดิม

ในระยะเดียวกันนี้ อาณาจักรสุโขทัยก็ได้แผ่อำนาจเข้ามาครอบครองรัฐละโว้-อโยธยา สุพรรณภูมิ และนครศรีธรรมราช ไว้ และได้ผนวก กำลัง กันเข้าทำการขับไล่อิทธิพลของกษัตริย์มัชฌปาหิตออกไปจากแหลมไทยมลายู ดังปรากฏ หลักฐาน แสดงอาณาเขต ของ อาณาจักร สุโขทัยในครั้งนั้นไว้ในจารึกพ่อขุนรามคำแหงว่า "เบื้องหัวนอนรอด คนที แพรก สุพรรณภูมิ ราชบุรี เพชรบุรี ศรีธรรมราช ฝั่งสมุทรเป็นที่แล้ว" หลักฐานจีนก็ว่า ปี ค.ศ.๑๒๙๕ (พ.ศ.๑๘๓๘) จีนส่งฑูตมาตักเตือนสุโขทัยไม่ให้รุกรานมาลิยูเออร์ (ความสัมพันธ์ระบบบรรณาการ ระหว่าง จีนกับไทย หน้า ๓๗ ของ ดร.สืบแสง พรหมบุญ มาลิยูเออร์ นี้ บางท่านว่า คือ เมืองแจมบี ในเกาะสุมาตรา)

รัฐลังกาสุกะ จึงเข้ามารวมอยู่ในพระราชอาณาจักรของชาวไทยเป็นครั้งแรก ภายใต้การควบคุมของเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็น พระญาติ ของพระเจ้าขุนรามคำแหงตั้งแต่นั้นมา ดังที่โทเมบีเรส์ กล่าวว่า "ผู้เป็นใหญ่" (ในการบังคับบัญชาราชอาณาจักร) รองลงมา (จากพระเจ้าแผ่นดิน) คืออุปราชแห่งเมืองนคร เรียกกันว่า "Poyohya" (พ่ออยู่หัว) เขาเป็นผู้ว่าราชการจากปะหังถึงอยุธยา และหลักฐาน ทางจีน ก็กล่าวว่า ใน ค.ศ.๑๔๑๙ (พ.ศ.๑๙๖๒) "ขันทีหยางหมิน (Yangmin) เดินทางมาไทย พร้อมกับ อัญเชิญ คำตักเตือน ของ องค์จักรพรรดิ์ ต่อการรุกรานมะละกาของไทย"

กษัตริย์มะละกาขณะนั้น คือ เจ้าชายปรเมศวร หนังสือ Sumariental ของ Tome Pires กล่าวว่า เจ้าชาย ปรเมศวร มีเชื้อสาย มาจาก ราชวงศ์ ไศเลนทร์ แห่งเมืองปาเล็มบัง ไปได้เจ้าหญิงในราชวงศ์มัชฌปาหิตมาเป็นพระชายา ต่อมาเกิดขบถขึ้นในเมืองมัชฌปาหิต โดยเจ้าชาย วีรภูมิเป็นผู้นำ ในปี ค.ศ.๑๔๐๑ (พ.ศ.๑๙๔๔) จึงลี้ภัยการเมืองมาอาศัยเจ้าเมือง Tamasik (สิงคโปร์) ภายหลัง เจ้าชาย ปรเมศวร ได้ลอบฆ่า เจ้าเมือง Tammasik เจ้าเมืองปัตตานีซึ่งเป็นพระญาติกับเจ้าเมือง Tammasik ได้ขับไล่ปรเมศวรออกไปจากเมือง Tammasik ปรเมศวรจึงหนีมาตั้งเมืองมะละกาขึ้นในปี ค.ศ.๑๔๐๓ (พ.ศ.๑๙๔๖)

ต่อมา เจ้าชายปรเมศวรได้อภิเษกสมรสกับพระธิดาเจ้าเมืองปาไซในเกาะสุมาตราที่นับถือศาสนาอิสลาม ปรเมศวร จึงเลื่อน จากการ นับถือ ศาสนาฮินดู (ศิวะพุทธ) มาเป็นศาสนาอิสลาม และได้เฉลิมพระนามตามหลักการของศาสนาอิสลามมีนามว่า เมกัตอิสกานเดอร์ชาฮ์

เจ้าชายปรเมศวรต้องเดินทางไปเฝ้าจักรพรรดิ์จีน เพื่อขอให้จีนช่วยเจรจาห้ามปรามกษัตริย์ไทย ทำการรุกราน มะละกา ซึ่งฝ่ายไทยถือว่า ดินแดนมะละกา อยู่ในความปกครองของไทยมาก่อน ดังปรากฏหลักฐานอยู่ในพระราชพงศาวดาร ฉบับพันจันทนุมาศว่า "ครั้งนั้น พระยา ประเทศราชขึ้น ๑๖ เมือง คือ เมืองมะละกา เมืองชวา เมืองตะนาวศรี เมืองนครศรีธรรมราช เมืองทวาย เมืองเมาะตะมะ เมืองเมาะลำเลิง เมืองสงขลา เมืองจันทบูร เมืองพิษณุโลก เมืองสุโขทัย เมืองพิชัย เมืองสวรรคโลก เมืองพิจิตร เมืองกำแพงเพชร เมืองนครสวรรค์" และในกฎ มณเฑียรบาล ประมาณว่าเขียนในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ราวปี พ.ศ.๑๙๐๓ หรือ ๑๙๙๐ ก็ว่า "กษัตริย์ แต่ได้ถวายดอกไม้ทองเงินนั้น เมืองใต้ เมืองอุยงตาหนะ (หรือฮุยงเมทนี ยะโฮร์ และสิงคโปร์) เมืองมะละกา เมืองมลายู เมืองวรวารี (ไทรบุรี) ๔ เมืองถวายดอกไม้ทองเงิน"

พ.ศ.๑๘๖๖ อาณาจักรสุโขทัยหลังจากพ่อขุนรามคำแหงสิ้นพระชนม์ (พ.ศ.๑๘๔๓) แล้ว กษัตริย์องค์ต่อ ๆ มา ไม่สามารถ ดำรงความเป็น ผู้นำ ไว้ได้ พระบรมราชากษัตริย์แห่งรัฐละโว้ อโยธยา ทรงปฏิเสธต่ออำนาจอาณาจักรสุโขทัย ได้เข้ายึดครอง เมืองนครศรีธรรมราช ตลอดไปจนถึงหัวเมืองต่างๆ บนแหลมมลายู ดังปรากฏหลักฐานอยู่ในตำนานพระธาตุเมืองนครศรีธรรมราช ความว่า "เมื่อท้าวอู่ทอง กับท้าวศรีธรรมโศกราช จะเป็นไมตรีกันนั้น ท้าวอู่ทองขึ้นบนแท่นแล้ว พระยาศรีธรรมโศกจะขึ้นไปมิได้ ท้าวอู่ทอง ก็จูงพระกร ขึ้นมงกุฎ ของพระเจ้าศรีธรรมโศก ตกจากพระเศียร แล้วท้าวศรีธรรมโศกสัญญาว่า เมื่อตัวพระองค์ กับพระอนุชา ของพระองค์ ยังอยู่ ให้เป็นทอง แผ่นเดียวกัน ถ้าท้าวอู่ทองต้องประสงค์สิ่งใดจะจัดแจงให้นานไปเบื้องหน้าให้มาขึ้นกรุงศรีอยุธยา"

ชาวจีนชื่อ หวังต้าหยวน ก็ได้บันทึกไว้ในปี ค.ศ.๑๓๔๙ (พ.ศ.๑๘๙๒) ว่า เสียน (สยาม) โจมตี Tammasik (สิงคโปร์) ซึ่ง "เสียน" ในที่นี่หมายถึง อาณาจักรละโว้-อโยธยา ของสมเด็จพระเจ้าอู่ทอง

ครั้นถึงปี พ.ศ.๑๘๘๕ กษัตริย์ละโว้-อโยธยา ก็ส่งพระพนมวัง-นางสะเดียงทอง ออกมาปกครองเมืองนครศรีธรรมราช พระพนมวัง ได้สร้างเมืองนครดอนพระ (อำเภอกาญจนดิษฐ์) จังหวัดสุราษฎร์ธานี ขึ้นเป็นศูนย์การปกครองอยู่ชั่วคราว ต่อมาราวปีพุทธศักราช ๑๘๘๗ พระพนมวังแต่งตั้งให้พระฤทธิเทวา (เจสุตตรา) ออกไปครองเมืองปัตตานี หนังสือสยาเราะห์เมืองปัตตานี เรียกชื่อเมืองปัตตานีสมัยนั้นว่า "เมืองโกตามหลิฆัย" ส่วนหนังสือเนเกอรราเกอราคามา เรียกว่า "ลังกาสุกะ" ประวัติศาสตร์เมืองปัตตานีกล่าวต่อไปว่า พระฤทธิเทวา (พระเปตามไหยกาของพญาอินทิรา) ได้นำชาวเมืองโกตามหลิฆัย ไปช่วยพระเจ้าอู่ทอง (สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ สร้างพระนคร ศรีอยุธยา ระหว่างปี พ.ศ.๑๘๙๐ - ๑๘๙๓)

พระฤทธิ์เทวา (เจสุตตรา) ครองเมืองโกตามหลิฆัยอยู่จนถึงปี พ.ศ.๑๙๒๗ ก็สิ้นพระชนม์ รวมเป็นระยะเวลาที่ครองราชย์อยู่ ๔๐ ปี กษัตริย์องค์ต่อไป ไม่ปรากฏนามชัดเจน ประวัติศาสตร์เมืองปัตตานีระบุเพียงว่าเป็นสมเด็จพระอัยกาของพญาอินทิรา ครองราชย์ อยู่ระหว่างปี พ.ศ.๑๙๒๗ - ๑๙๖๗ เป็นเวลา ๔๐ ปี พระโอรสมีนามว่าพญาตุกูรุปมหาจันทรา ได้เสวยราชสมบัติสืบต่อมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๑๙๖๗ - ๒๐๑๒ รวม ๔๕ ปี พญาอินทิราราชโอรสก็ได้ขึ้นครองนครโกตามหลิฆัยเป็นองค์สุดท้าย ระหว่างปี พ.ศ.๒๐๑๒ - ๒๐๕๗ รวม ๔๕ ปี

ในรัชสมัยของพญาอินทิรา ได้มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น ได้แก่ การเข้ารีตรับศาสนาอิสลามของพญาอินทิรา ประวัติศาสตร์ เมืองปัตตานี กล่าวถึงสาเหตุ ที่พญาอินทิรา ต้องเปลี่ยนจากการนับถือพระพุทธศาสนา มานับถือศาสนาอิสลามว่า เนื่องจากพระองค์ ทรงประชวร ด้วยโรคผิวหนัง (น่าจะเป็นโรคเรื้อน) นายแพทย์ซึ่งเป็นมุสลิม ชื่อ เช็คสอิด (หนังสือสยาเราะห์เกอรจาอันมลายูปัตตานี ของ อิบรอฮิม ซุกรี เรียก "เช็กซาฟานุคดีน") (น่าจะเป็นชาวเมืองปาไซในเกาะสุมาตรา) ซึ่งเข้ามาตั้งนิวาสสถานอยู่ ณ หมู่บ้านปาไซ (บ้านป่าศรี ในท้องที่ อำเภอยะหริ่ง) ได้รับอาสาถวายการพยาบาล โดยมีเงื่อนไขว่า หากพระองค์ได้รับการรักษาจนหายจากโรคแล้ว ขอให้พญาอินทิรา ทรงเปลี่ยนจากการเป็นพุทธมามกะมาเป็นอิสลามิก ซึ่งต่อมา พระองค์ก็ได้รับการพยาบาลจากนายแพทย์เช็คสอิด จนโรคผิวหนังนั้น หายขาดสนิท และทรงปฏิบัติตามสัญญา ที่ให้ไว้แก่นายแพทย์เช็คสอิด ด้วยการเข้ารับศาสนาอิสลาม เป็นพระองค์แรก ของกษัตริย์เมือง โกตามหลิฆัย และทรงเปลี่ยนพระนามพระองค์ตามประเพณีศาสนามีนามว่า สุลต่าน อิสมาเอลชาฮ์ แต่หนังสือ สยาเราะห์ เกอรจาอัน มลายู ปัตตานี ของอิบรอฮิม ซุกรี เรียกว่า สุลต่านมูฮัมหมัดชาฮ์

ดี.จี.อี. ฮอลล์ กล่าวไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ เล่ม ๑ ว่า "รัฐปัตตานีก็เปลี่ยนศาสนาเพราะมะละกา" สาเหตุเพราะ มะละกา โกรธแค้นไทย ที่เคยไปโจมตีมะละกา สุลต่านมุซัฟฟาร์ชาฮ์ จึงส่งกองทัพมาตีหัวเมืองประเทศราชของไทย คือ ปาหัง ตรังกานู และปัตตานีไว้ได้ระยะหนึ่ง ระหว่างปี พ.ศ.๑๙๘๘ - ๒๐๐๒ ต่อมา ในสมัยของสุลต่านมันสุร์ชาฮ์ ราชโอรสของสุลต่านมุซัฟฟาร์ชาฮ์ ซึ่งครองราช ต่อจากพระราชบิดา ในปี พ.ศ.๒๐๐๒ - ๒๐๒๐ จึงยอมตกลงเป็นมิตรกับไทย ฉะนั้น หัวเมืองประเทศราชของไทย ซึ่งเคยนับถือ ศาสนาพุทธมาก่อน ได้แก่ ปาหัง ตรังกานู กลันตัน ปัตตานี และไทรบุรี ก็คงจะทำการเปลี่ยนศาสนา ในรัชสมัย ของกษัตริย์ มะละกา องค์ใดองค์หนึ่ง ที่กล่าวมาแล้ว เพราะระยะนั้น อาณาจักรมะละกามีอำนาจทางการเมืองเข้มแข็งมาก และยังทำหน้าที่ เป็นศูนย์กลาง การเผยแพร่ศาสนาอิสลามอีกด้วย อนึ่ง ระยะเวลาที่พญาอินทิรา เจ้าเมืองปัตตานี ผู้เปลี่ยนศาสนา มารับอิสลาม ครองเมืองปัตตานี ระหว่างปี พ.ศ.๒๐๑๒ - ๒๐๕๗ นั้น ใกล้เคียงกับสมัยของสุลต่านมันสุร์ชาฮ์ มาก
การตั้งเมืองปัตตานี :

เหตุการณ์ ที่ควรจารึกไว้ อีกประกา หนึ่ง ใน สมัย ของ สุลต่าน อิสมาเอลชาฮ์ ก็คือ การ ย้าย พระนคร โกตา มหลิฆัย (คำ "โกตา มหลิฆัย" โกตา แปลว่า ป้อม ใน ที่ นี้ หมายถึง เมือง "มหลิฆัย" แปล ว่า ปราสาท หรือ พระ เจดีย์) (หรือ ลังกาสุกะ) มา สร้าง พระนคร ใหม่ ขึ้น ที่ สันทราย บริเวณ ตำบล ตันหยง ลุโละ ตำบล บานา หมู่บ้าน กรือเซะ ในท้องที่ อำเภอ เมืองปัตตานี ในปัจจุบัน โดย พระองค์ พระราชทาน นาม เมืองนี้ ว่า "ปัตตานี ดารัสลาม" (นครแห่งสันติ) เหตุที่ ทรงย้าย พระนคร ในครั้งนั้น เนื่องมาจาก

๑. สภาพ ของ แม่น้ำ ลำคลอง ที่เคยใช้ เป็นทาง สัญจร โดย อาศัย เรือ ขนาดเล็ก ขึ้นล่อง ติดต่อ ไปมา ระหว่าง เมือง โกตา มหลิฆัย กับ อ่าว ปัตตานี เกิดการ ตื้นเขิน เรือ เดิน เข้าออก ใช้การได้ เป็นบางฤดู ทำให้ ไม่สะดวก ในการ ลำเลียง สินค้า ที่นับวัน จะเพิ่ม ปริมาณ สูงขึ้น

๒. เป็นเพราะ มีความ จำเป็น ทางด้าน เศรษฐกิจ ที่ต้องการ ติดต่อ ค้าขาย กับ พ่อค้า ชาว ต่างประเทศ ทวี ยิ่งขึ้น จากที่เคย ติดต่อ ค้าขาย กับ พ่อค้า กลุ่มชาว อินเดีย เปอร์เซีย อาหรับ จีน ญี่ปุ่น มาเป็น ชาวยุโรป และ ชาติอื่นๆ มากขึ้น

๓. อ่าวปัตตานี มี แหลมโพธิ์ เป็นที่ กำบัง ลม ทำให้ คลื่นลม สงบ เงียบ เหมาะ แก่ การใช้ เป็น สถานที่ หยุดพัก เรือ สินค้า และ เมือง ปัตตานี มี ไม้ เนื้อแข็ง ที่มี คุณภาพ สูง (ตะเคียน หลุมพลอ) สำหรับ ใช้ ในการ ต่อเรือ สินค้า ใน คราว จำเป็น ได้อีกด้วย

๔. เมือง ปัตตานี สมัย อยุธยา ยัง อุดม ไปด้วย สินค้า ของป่า ได้แก่ ทองคำ ดีบุก เกลือ หนังสัตว์ เขา งา นอแรด ไม้ฝาง ไม้กรักขี ไม้มะเกลือ หวาย และ พืช จำพวก สมุนไพร อันเป็นที่ต้องการ ของ ชาว อาหรับ และ ชาวยุโรป และ ทั้ง ยังมี อาหาร บริบูรณ์ ดังที่ มันเดล สโล กล่าว ไว้ว่า "ชาวเมือง ปัตตานี มีผลไม้ กิน ทุกเดือน เดือนละหลายๆ ชนิด มี แม่ไก่ ฟักไข่ วันละ ๒ ครั้ง บริบูรณ์ ด้วย ข้าว เนื้อวัว แพะ ห่าน เป็ด ไก่ ไก่ตอน นกยูง กวาง กระต่ายป่า นกต่างๆ เนื้อกวาง เค็ม ตากแห้ง และ โดยเฉพาะ ผลไม้ มีตั้ง ๑๐๐ กว่าชนิด" ไว้ สำหรับ จำหน่าย ให้แก่ ชาวเรือ ที่ แวะมา เยี่ยมเยือน เมืองท่า นี้ ได้ ตลอด ทั้งปี

๕. เมือง โกตา มหลิฆัย เป็น เมือง ที่ พระพุทธ ศาสนา มา ปักหลัก ลงราก ฝังลึก มาช้านาน มี ถาวร วัตถุ สถาน ทาง พุทธ ศาสนา ที่ บรรพชน ได้ ก่อสร้าง ไว้ มากมาย ซึ่ง เป็นการยาก ที่ พญา อินทิรา (สุลต่าน อิสมาเอลชาฮ์) ซึ่ง เพิ่ง เปลี่ยน มารับ อิสลาม ใหม่ๆ จะทำการส่งสริมหรือทำลายโบราณวัตถุสถานเหล่านั้นลงได้

สาเหตุ ที่ พญา อินทิรา (สุลต่าน อิสมาเอลชาฮ์) เปลี่ยน ศาสนา นั้น มีผู้ตั้ง ข้อสันนิษฐาน ไว้ อีก แง่มุม หนึ่งว่า เป็นผล มาจาก อิทธิพล ทาง การเมือง บีบบังคับ อันเนื่อง มาจาก มะละกา ซึ่ง เคย เป็น ประเทศราช ของไทย ได้ กลาย เป็น ศูนย์การค้า ที่ เจริญ รุ่งเรือง ทั้ง ด้าน เศรษฐกิจ การเมือง และ การทหาร ตรงกันข้าม กับ อาณาจักร อยุธยา ขณะนั้น กำลัง ทำ สงคราม กับ อาณาจักร ล้านนา เป็น ระยะ ติดต่อ กัน ยาวนาน เป็นเหตุให้ ต้อง สิ้นเปลือง ไพร่พล ทหาร และ ยุทโธปกรณ์ เป็นอันมาก มะละกา จึงถือโอกาส ที่ไทย กำลัง อ่อนเปลี้ย ลง ทำการ แข็งเมือง ไม่ยอม ถวาย เครื่องราช บรรณาการ แก่ กษัตริย์ ไทย ดังที่เคย ถือปฏิบัติ มา

สมเด็จ พระบรม ไตร โลกนาถ จึงได้ ส่ง กองทัพ อยุธยา และ กองทัพ จาก หัวเมือง ปักษ์ใต้ ไป ตี เมือง มะละกา ถึง ๒ ครั้ง แต่ ไม่ประสพ ความสำเร็จ ฝ่าย มะละกา กลับส่ง กองทัพ เข้ามาตี เอาเมืองขึ้น ของไทย ไป จน หมดสิ้น ได้แก่ ปาหัง ตรังกานู กลันตัน ไทรบุรี ฯลฯ ในขณะ เดียวกัน กษัตริย์ มะละกา ก็ ทำหน้าที่ เผยแพร่ ศาสนา อิสลาม ไปด้วย

พญา อินทิรา (สุลต่าน อิสมาเอลชาฮ์) ซึ่ง เคย นับถือ พุทธ ศาสนา มาก่อน ก็ต้อง อ่อนโอน ยอม ผ่อน ตาม สุลต่าน มันสุร์ชาฮ์ กษัตริย์ มะละกา ด้วยการ ยอมรับ นับถือ ศาสนา อิสลาม กล่าวกันว่า ในสมัย ที่ ปัตตานี ถูก รุกราน จาก กองทัพ มะละกา ได้มีการ ทำลาย พระพุทธรูป เทวรูป และ โบราณ สถาน ในเมือง โกตา มหลิฆัย หรือ ลังกา สุกะ ไป จน หมดสิ้น

มีข้อ ที่น่า สังเกตว่า หลังจาก สุลต่าน อิสมาเอลชาฮ์ ตั้ง เมืองปัตตานี ดารัสลาม ขึ้นแล้ว ในระหว่างปี พ.ศ.๒๐๑๒ - ๒๐๕๗ ชื่อ ของ เมือง ลังกา สุกะ ปรากฏ เป็น ครั้ง สุดท้าย ใน บันทึก ของ ชาวอาหรับ ชื่อ เทวาฮูตี ในปี พ.ศ.๑๕๑๑ (พ.ศ.๒๐๕๔) หลังจากนั้น เรื่องราว ของ เมือง ลังกา สุกะ ก็หาย ไปจาก หน้า ประวัติ ศาสตร์ เอเซีย ตะวันออก เฉียงใต้ ปรากฏ ชื่อ เมือง ปัตตานี โดดเด่น ขึ้นมา แทนที่ และ เมื่อ อัลบูเคิก ชาว โปรตุเกส นำ กองทัพ เรือ เข้า ยึดครอง มะละกา ปี พ.ศ.๒๐๕๔ ใน สมัย สุลต่าน มหหมุดชาฮ์ บรรดา พ่อค้า มุสลิม และ จีน ที่ ไม่พอใจ ชาว โปรตุเกส (ชิมาโอ เดอ อังดราเด (Simao De Andrade) ซึ่ง กระทำตน เป็น โจร สลัด) ต่างก็ พากัน เข้ามา ค้าขาย ใน เมือง ปัตตานี เป็น จำนวน มาก ทำให้ เมือง ปัตตานี กลายเป็น ศูนย์ การค้า ที่ สำคัญ อีก แห่งหนึ่ง ใน บริเวณ อ่าวไทย ซึ่ง จะได้ นำไป กล่าวไว้ ในเรื่อง ความสัมพันธ์ กับ ต่างประเทศ ในตอนหลัง

ในรัชสมัย สุลต่าน อิสมาเอลชาฮ์ (พญา อินทิรา) นี้ ได้สร้าง โบราณ วัตถุ ที่มีชื่อ ทาง ศิลปกรรม ที่งดงาม ยิ่ง ไว้ คือ ปืน พญา ตานี โดยฝีมือช่าง "ชาวโรมัน ชื่อ อับดุลซามัด" เป็นปืน หล่อด้วย ทองเหลือง ขนาด ใหญ่ มีความยาว วัดได้ ๖ เมตร ๙๘ เซนติเมตร ปากกระบอก กว้าง ๔๔ เซนติเมตร หนา ๖ เซนติเมตร บรรจุ กระสุน ขนาด ๑๑ นิ้วทางปากกระบอก ปัจจุบัน ปืน กระบอกนี้ ยังคง ตั้ง โดดเด่น อยู่หน้า กระทรวง กลาโหม ใน กรุงเทพ มหานคร (ประวัติ ของปืน ดูได้ จาก เรื่อง ปืน พญา ตานี ในหนังสือ แลหลัง เมืองตานี ของผู้เขียน)

สุสาน ที่ฝังศพ ของ พระองค์ ตั้งอยู่ ในท้องที่ บ้าน ปาเระ ตำบล ตันหยง ลุโละ อำเภอ เมือง ปัตตานี มี "แนแซ" หรือ "ตานอ" บน เนินดิน เหนือ หลุมศพ ตาม ประเพณี ของ ชาวไทย มุสลิม ในภาคใต้ แนแซ หลักนี้ ได้ สร้างขึ้น ตาม ศิลปกรรม ของ ชาวจีน คือ ใช้ หิน แกรนิต แกะสลัก เป็นรูป ก้อนเมฆ ไว้ส่วนบน (ส่วนกลางสลักด้วยอักษรอาหรับต่างลวดลาย) อันเป็นที่มาของคำ "ฮก, ลก, ซิ่ว" ที่ชาวจีนใช้เขียนเป็นคำอวยพร เช่นเดียว กับ คำ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ที่ชาวไทย รับมา จาก คติ ธรรม ของ ชาว อินเดีย

ในเชิง ศิลปกรรม คำว่า "ฮก" ช่างจีน ได้ใช้ สัญลักษณ์ ต่อไปนี้ แทน คือ รูป ขุนนาง จีน รูป ค้างคาว ดำ รูป ก้อนเมฆ รูป พระอาทิตย์ รูป ดอก โบตั๋น หรือ ดอก พุดตาน ฯลฯ หมายถึง เกียรติยศ ชื่อเสียง ผู้มีอำนาจ

คำว่า "ลก" หมายถึง ความ อุดม สมบูรณ์ โภคทรัพย์ บุตร บริวาร สัญลักษณ์ ที่ใช้ แทนคำ "ลก" ได้แก่ รูป เศรษฐี มือ อุ้มเด็ก กวางดาว ดวงจันทร์ ดอกเบญจมาศ ผลทับทิม ทะเลหรือน้ำ และคลื่น

ส่วนคำ "ซิ่ว" นี้ ใช้ สัญลักษณ์ ต่อไปนี้ แทน คือ รูป เซียน หรือ คนชรา ดวงดาว นก ที่มี ขนดำ ต้นสน ซึ่ง หมายถึง ความ ยั่งยืน มั่นคง ความดี (ความหมาย ของ คำ ฮก, ลก, ซิ่ว นี้ อาจจะ แตกต่าง กับ ที่ ผู้อื่น เขียน ไว้บ้าง ขอให้ ผู้อ่าน พิจารณา ตีความ เอาเอง)

แสดง ให้เห็น ถึง อิทธิพล วัฒนธรรม จีน ที่ เข้ามา ผสม ผสาน กลมกลืน ไปกับ วัฒนธรรม ท้องถิ่น และ การ เข้ามา ของ ชาวจีน เพื่อ การค้า และ ตั้ง ถิ่นฐาน วางรกราก อยู่ ในเมือง ปัตตานี มา ตั้งแต่ เริ่ม สร้าง เมือง ปัตตานีแล้ว ดังจะเห็น ได้จาก ข้อความ ในหนังสือ Purchase,-his Pilgrimage ของ ชาว อังกฤษ บรรยาย ถึง สภาพ สังคม และ บ้านเมือง ปัตตานี ใน สมัย นั้นว่า

"ปัตตานี เป็น นคร หนึ่ง อยู่ทาง ใต้ ของ สยาม อาคาร บ้านเรือน เป็นไม้ และ แฝก แต่ เป็น งาน สร้าง ด้วย ฝีมือ อย่าง มีศิลปะ มี สุเหร่า หลายแห่ง สุเหร่า ก่อด้วย อิฐ มี ชาวจีน มากกว่า ชาวพื้นเมือง (หมายถึง บริเวณ เมืองท่า ที่ เป็น ศูนย์ การค้า) พลเมือง มี ภาษา ใช้กัน ๓ ภาษา คือ ภาษา มลายัน ภาษาไทย และ ภาษาจีน ชาวจีน สร้าง ศาลเจ้า ชาวไทย สร้าง พระพุทธรูป พระสงฆ์ นุ่งเหลือง ห่มเหลือง ชาว ปัตตานี นับถือ ศาสนา พระมหะหมัด (ศาสนา อิสลาม) ชาวจีน และ ชาว สยาม นับถือ ศาสนา Ethniks" (เข้าใจ ว่า ตรงกับ ลัทธิ เคารพ บูชา บรรพ บุรุษ ของ ขงจื้อ ดูหนังสือ ภูมิหลัง ของไทย และ แหลมทอง ของ ไพโรจน์ โพธิ์ไทร)

ที่ บริเวณ ตำบล ที่ ฝังพระศพ สุลต่าน องค์นี้ ได้พบ ศิลา จารึก ของ ชาวจีน ที่ใช้ วาง หน้า หลุมศพ ใน ฮวงซุ้ย ร้าง จารึก แจ้ง วัน เดือน ปี นางซู้ฉิน แซ่เฉิน ผู้เป็น มารดา ว่า ถึง แก่กรรม เมื่อ "ปีเหยินเฉิน ศักราช ว่านหลี แห่ง ราชวงศ์ เหม็ง" ซึ่งตรง กับปี พ.ศ.๒๑๓๕

ภายใน เขต เทศบาล เมือง ปัตตานี ก็ยัง มี ศาลเจ้า เก่า ของ ชาวจีน ชื่อ "ศาลเจ้า ซูก๋ง" อยู่หลังหนึ่ง ติดถนน อาเนาะรู ปัจจุบัน เรียก ศาลเจ้า นี้ ว่า "ศาลเจ้า เล่งจูเกียง" ภายใน ศาล แห่งนี้ มีจารึก ภาษาจีน ว่า สร้างขึ้น เมื่อ "วันชัยมงคล ปีบ่วนเละที่ ๒ ศักราช ราชวงศ์ เหม็ง" ตรงกับ ปีพุทธ ศักราช ๒๑๑๗ เป็น หลักฐาน ชี้ถึง ที่ตั้ง ชุมชน ชาวจีน สมัย อยุธยา อย่างเด่นชัด

สุลต่าน อิสมาเอลชาฮ์ (พญา อินทิรา) ครองเมือง ปัตตานี อยู่ เป็น เวลา ๔๕ ปี พญา โกรุป พิชัย พิทักษ์ ราชบุตร ซึ่ง เฉลิม พระนาม ใหม่ ตาม ประเพณี ศาสนา ว่า สุลต่านมาดฟาร์ชาฮ์ ได้มีการ ทนุ บำรุง บ้านเมือง และ การศาสนา โปรดให้สร้าง สุเหร่า (มัสยิด) ขึ้นตามชุมนุมชน เพื่อ ให้ ราษฎร ได้ใช้ ปฏิบัติ ศาสนกิจ ทั่วพระนคร และ โปรด ให้เชิญ ผู้ เชี่ยวชาญ ศาสนา อิสลาม มาจาก เมืองปาไซ ชื่อ เช็คซาฟีนุดดีน มาเป็น ผู้ บรรยาย หลักธรรม แก่ ข้าราชการ ใน ราชสำนัก เพื่อ นำ ความรู้ ออกไป เผยแพร่ แก่ อิสลาม มามกะ ตาม ชนบท แม้ กระทั่ง ชาวเมือง โกตา มหลิฆัย (ลังกา สุกะ) ก็พากัน ยอมรับ นับถือ ศาสนา อิสลาม ตามไปด้วย

สุลต่าน มาดฟาร์ชาฮ์ ได้ เสด็จ ไป เฝ้า กษัตริย์ อยุธยา เนืองๆ (ด้วย พระองค์ ตรัสว่า กษัตริย์ อยุธยา (สมเด็จ พระมหา จักรพรรดิ์) เป็น พระญาติ ของ พระองค์) และ ได้รับ พระราชทาน เชลยทาส มา เป็น กำลัง เมือง เมื่อ สุลต่าน มาดฟาร์ชาฮ์ กลับมาถึง เมืองปัตตานี แล้ว โปรดให้ เชลยทาส ไปตั้ง บ้านเรือน อยู่ที่ บ้านกฎี (ในท้องที่ อำเภอ ยะหริ่ง ต่อเขต อำเภอ ปะนาเระ บริเวณ หมู่บ้านนี้ ยังมี ซาก เจดีย์ ปรากฏ อยู่ เป็น หลักฐาน และ อีกแห่ง คือ บ้านกฎี ซึ่งอยู่ ต่อเขต อำเภอเมืองปัตตานี)

ต่อมา ในปี พ.ศ.๒๐๙๒ พระเจ้า กรุงหงสาวดี (ตะเบ็งชเวตี้) ได้ยก กองทัพ มาตี กรุงศรี อยุธยา สุลต่าน มาดฟาร์ชาฮ์ ได้นำ กำลัง ทหาร ประกอบด้วย "ไพร่พล ที่ชำนาญ เพลงกฤช ติดตาม ไปหนึ่งพันคน และ หญิง อีกร้อยคน" เพื่อ ช่วย กรุงศรี อยุธยา ทำ สงคราม กับพม่า พงศาวดาร กรุงศรี อยุธยา ฉบับ พระราช หัตถ เลขา กล่าวว่า "ขณะนั้น พระยา ตานี ศรีสุลต่าน ยกทัพเรือ หย่าหยับ สองร้อยลำ เข้ามา ช่วย ราชการ สงคราม ถึงทอดอยู่ หน้าวัด กุฎิ บางกะจะ รุ่งขึ้น มาทอด อยู่ ประตูไชย พระยา ตานี ศรีสุลต่าน ได้ที กลับ เป็น ขบถ ก็ยก เข้าใน พระราชวัง สมเด็จ พระมหา จักรพรรดิ์ ราชา ธิราช ไม่ทัน รู้ตัว เสด็จ ลงเรือ พระที่นั่ง ศรีสักหลาด หนีไป เกาะ มหา พราหมณ์ และ เสนา บดี มนตรีมุข พร้อมกัน เข้าไป ใน พระราชวัง สะพัด ไล่ ชาว ตานี แตกฉาน ลงเรือ รุดหนีไป" หนังสือ สยาเราะห์ กรียาอัน มลายู - ปัตตานี ของ อิบรอฮิม ซุกรี ว่า สุลต่าน มาดฟาร์ชาฮ์ สิ้นชนม์ หลังจาก การสู้รบ กับ ทหารไทย พระศพ ถูกทหาร นำไป ฝังไว้ ที่บริเวณ ปากแม่น้ำ เจ้าพระยา สยาเราะห์ เมือง ปัตตานี ฉบับ ของ นาย หวันอาซัน กล่าวว่า "ไพร่พล ที่ตามเสด็จ หาได้ กลับมา เมือง ปัตตานี แม้แต่ คนเดียว"

ปีที่ สุลต่าน มาดฟาร์ชาฮ์ สิ้นพระชนม์ ปรากฏ ใน พระราช พงศาวดาร กรุงศรี อยุธยา ตรงกับ ปี พ.ศ.๒๐๙๒ ซึ่ง เป็น ประโยชน์ อย่างยิ่ง ในการ นำไป เป็น หลัก พิจารณา หาปี ครองราชย์ ของ กษัตริย์ ที่ ครอง กรุง โกตา มหลิฆัย ประกอบกับ หลักฐาน ที่ ชาวต่างประเทศ บันทึกไว้ (โปรด ดูเรื่อง แกะรอย เมือง ลังกาสุกะ จาก พงศาวดาร กรุงศรี อยุธยา ของ วันวลิต ในหนังสือ แลหลัง เมืองตานี ของผู้เขียน)

เนื่องจาก พระราช โอรส ของ สุลต่าน มาดฟาร์ชาฮ์ ยังทรง พระเยาว์ สุลต่านมันดูร์ชาฮ์ พระราช อนุชา ก็ได้รับ การ สถาปนา ขึ้นเป็น กษัตริย์ เมือง ปัตตานี รัชสมัย สุลต่าน พระองค์นี้ ปัตตานี ได้ประสพ กับ ภาวะ สงคราม โดย สุลต่าน เมือง ปาเล็มบัง ในเกาะ สุมาตรา ยก กองทัพเรือ มาปล้น เมือง ปัตตานี ๒ ครั้ง แต่ ชาวเมือง ปัตตานี ก็ สามารถ ปกป้อง เมือง ไว้ได้ ครั้นถึง ปีพุทธ ศักราช ๒๑๐๑ สุลต่าน มันดูร์ชาฮ์ ก็สิ้น พระชนม์ รวมเวลา ที่ปกครอง เมือง ปัตตานี อยู่เพียง ๙ ปี ก่อนที่ พระองค์ จะสิ้น พระชนม์ ได้ทรง มอบหมาย ให้ มุขมนตรี เสนา บดี ให้แต่งตั้ง สุลต่าน ปาเตะเซียม ราชโอรส ของ สุลต่าน มาดฟาร์ชาฮ์ ขึ้นครอง เมืองปัตตานี แต่เนื่องจาก สุลต่าน ปาเตะเซียม มี พระชนมายุ เพียง ๙ พรรษา รานี ไอเซาะ พระมาตุจฉาเจ้า ซึ่ง เป็น พระมเหสี หม้าย ของ สุลต่าน เมืองสาย ที่สิ้น พระชนม์ ไปแล้ว ได้รับ หน้าที่ เป็นผู้ สำเร็จ ราชการ แทน องค์ ยุว กษัตริย์

หนังสือ กรียาอัน มลายู-ปัตตานี กล่าวถึง การถวาย พระนาม ยุว กษัตริย์ พระองค์นี้ ว่า "รายา ปาเตะเซียม (สยาม) เพื่อเป็น อนุสรณ์ แห่ง พระบิดา ที่สิ้น พระชนม์ ณ สยามประเทศ" แต่ข้าพเจ้า สันนิษฐาน ว่า คำ "ปาเตะ" น่าจะ มาจาก คำว่า "อุปปาติก" ในภาษา บาลี ที่แปลว่า "สัตว์โลก ที่เกิดเอง ไม่มี มารดา บิดา" ทั้งนี้ เพราะ ระหว่างที่ ยุว กษัตริย์ องค์นี้ ประสูติ สมเด็จ พระราช บิดา เสด็จไป ราชการ สงคราม และได้ สิ้น พระชนม์ ไปใน ที่สุด เสมือน ผู้ไม่มี บิดา บังเกิดเกล้า อนึ่ง ในราช สำนัก กษัตริย์ ปัตตานี สมัย นั้น มีการ ใช้ภาษา สันสกฤต บาลี ปะปน กับ ภาษาถิ่น อยู่ เช่น ชื่อ ของ ราชฑูต เมือง ปัตตานี ที่ เจ้าหญิง อูงู ส่งไป เฝ้า พระเจ้า ปราสาททอง ก็มี นามว่า Siratavaradja (สีรัตวรราชา) และ โสรัจจ นาถสะวารี (Soyradja Natsawari) แม้แต่ ชื่อเมือง ปัตตานี เอง ก็มี ที่มา จากคำว่า "ปตฺตน" ในภาษา สันสกฤต ที่แปลว่า เมือง, นคร, ธานี

เจ้าหญิง ไอเสาะ ได้ ดำรง ตำแหน่ง ผู้สำเร็จ ราชการ อยู่ได้ เพียง ๑ ปี เกิด ขัดแย้ง กับ บรรดา ข้าราชการ และ พระบรม วงศา นุวงศ์ ซึ่ง มี รายา มาบัง และ รายา บิมา เป็นหัวหน้า สมคบกับ ทหาร รักษา พระราชวัง ทำการ ขบถ ลักลอบ เข้าไป ปลงพระชนม์ สุลต่าน ปาเตะเซียม และ เจ้าหญิง ไอเสาะ ใน อิสตานา

สุลต่าน บาฮ์โดร์ชาฮ์ ราชโอรส ของ สุลต่าน มันดูชาฮ์ ได้รวบรวม ทหาร ที่ จงรัก ภักดี ทำการ ปราบปราม พวก ขบถ จน ราบคาบ ได้ขึ้น ครองเมือง ปัตตานี สืบมา ในปี พ.ศ.๒๑๐๑ ถึงปี พ.ศ.๒๑๓๕ รวมเป็น เวลา ๓๕ ปี ก็สิ้น พระชนม์ เนื่องจาก พระองค์ ไม่มี พระโอรส มีแต่ พระธิดา ๓ องค์ คือ เจ้าหญิง ฮียา เจ้าหญิง บีรู เจ้าหญิง อูงู บรรดา พระบรม วงศา นุวงศ์ และ มุข มนตรี จึงได้ ประชุม ปรึกษา มีมติ แต่งตั้ง ให้ เจ้าหญิง ฮียา ขึ้นครอง เมือง ปัตตานี นับเป็น ปฐม กษัตริย์ ใน ราชวงศ์ โกตา มหลิฆัย ที่มี พระราชินี เป็นผู้ ปกครอง พระนคร

ในสมัย ของเจ้าหญิง ฮียานี้ เป็นสมัย ที่เมือง ปัตตานี มีการ ติดต่อ สัมพันธ์ กับชาว ตะวันตก มากขึ้น เป็นลำดับ และ เป็นช่วง ระยะ ที่ เศรษฐกิจ การค้า ของเมือง ปัตตานี เจริญ รุ่งเรือง ที่สุด ดังจะนำ ไปกล่าวไว้ ในเรื่อง การสัมพันธ์ กับชาว ต่าง ประเทศ และ เรื่อง เศรษฐกิจ การค้า กับ นานา ประเทศ ในตอน ต่อไป

เอกสาร ของ ชาว ฮอลันดา ฉบับหนึ่ง ได้กล่าว ยกย่อง ถึง พระปรีชา สามารถ ในการ ปกครอง ของ พระนาง ฮียา ไว้ว่า

"ปัตตานี เป็น อาณาจักร โบราณ แต่อยู่ ในอำนาจ ของ สยาม เสมอมา ในเวลานี้ มี ผู้หญิง ปกครอง เป็นธิดา เมือง ปัตตานี องค์ที่ สิ้น พระชนม์ ไปตั้ง ๓๐ ปีแล้ว ถึงแม้ จะเป็น เมืองที่ ผู้หญิง ปกครอง การปกครอง ก็นับว่า ดีพอควร ชาวต่างประเทศ ไม่มี เรื่องที่ จะร้องถึง ความทุกข์ ลำบาก มีข้อ ที่ควร ร้องทุกข์ อยู่อย่างเดียว คือ เสียภาษีมาก เรือ ทุกลำ ซึ่งมา ที่นี่ ต้องเสีย ภาษี ถึง ๒,๐๐๐ เหรียญ สินค้า ทุกอย่าง ที่นำเข้า ต้องเสีย ภาษี ๕ หาบ สินค้า ที่นำออก ก็ต้อง เสียภาษี เช่นเดียวกัน นอกจากนั้น ยังต้อง เสียของ กำนัล และ สินบน อีกมาก" (เอกสาร ฉบับนี้ ลงปี ที่เขียน ตรงกับ ปี พ.ศ.๒๑๖๕) (ดูเรื่อง ความสัมพันธ์ กับ ต่างประเทศ สมัยอยุธยา หลวงวิจิตร วาทการ รวบรวม พิมพ์ ในงาน พระราชทาน เพลิงศพ นางธำรงนาวาสวัสดิ์)

สภาพ ความเป็นอยู่ ของ เจ้าหญิง ฮียา เจมส์ เนกซี่ (James Naccy) ชาว ฮอลันดา ซึ่ง เข้ามา เยือน เมือง ปัตตานี ในปี ค.ศ.๑๖๐๒ (พ.ศ.๒๑๕๕) ได้ บันทึก ไว้ว่า

"นางพญา เป็นหญิง อายุ ๖๐ ร่างสูง เก็บตัว อยู่ ภายใน พระราชวัง กับ บริวาร สตรี อย่าง ใกล้ชิด สตรี เหล่านั้น บางคน ยัง ไม่ได้ แต่งงาน การแต่งงาน ของ บริวาร จะต้อง ได้รับ อนุญาต จาก นางพญา ก่อน บางครั้ง เราเห็น นาง พญา นั่งบน หลังช้าง เสด็จ ออกไป พักผ่อน หย่อนใจ กีฬา ที่นางพญา ชอบ คือ การล่าสัตว์ มีไพร่พล บริวาร ติดตาม ไปด้วย ถึง ๖๐๐ คน และ มี น้องสาว ของ นางพญา ที่ยัง ไม่แต่งงาน มีอายุ ราว ๔๖ ปี ติดตาม ไปด้วย"

ด้าน การ ปกครอง นางพญา ได้แต่งตั้ง มนตรี ขึ้น ๓ นาย เป็น ที่ปรึกษา และ ช่วย ในการ ควบคุม ดูแล การบริหาร แผ่นดิน ให้เกิด ประสิทธิภาพ คือ หวันยะลา หวันอาหลง และ สีริอากา (ศรีอากา)

ในครั้งนั้น ลำน้ำ ซึ่งอยู่ใกล้ พระราชฐาน เกิดน้ำ ทะเล ไหลบ่า เข้าสู่ ลำคลอง ซึ่ง ตื้นเขินขึ้น ทำให้ ราษฎร ไม่สามารถ ใช้น้ำ ดื่ม อาบ ได้ ดั่ง เช่นเคย พระนาง จึง เสด็จ ออกไป เกณฑ์ ผู้คน และ ควบคุม การ ขุดคลอง ที่บ้าน ตามะงัน (ระหว่าง เขต ตำบล เมาะมาวี กับ ตำบล ปรีกี) อำเภอ ยะรัง เพื่อ ระบาย น้ำ ใน แม่น้ำ ตานี ให้ ไหลลงสู่ คลอง ที่ขุดขึ้นใหม่ จากบ้าน ตะมางัน ถึงบ้าน กรือเซะ ออกสู่ อ่าวกัวรารา ที่ ตำบล ตันหยงลุโละ อำเภอ เมือง ปัจจุบัน ยังผล ให้ราษฎร มีน้ำดื่ม น้ำใช้ และ ประกอบ การเกษตรกรรม ได้ผลดี อีกด้วย

ปี พ.ศ.๒๑๕๕ เจ้าหญิง ฮียา ได้จัด พิธี อภิเษก สมรส ให้แก่ พระขนิษฐา องค์เล็ก (เจ้าห ญิง อูงู) กับ สุลต่าน แห่ง รัฐปาหัง ในพิธี สมรส ครั้งนี้ มี การเชิญ แขก ชาว ต่างประเทศ ที่เข้ามา ค้าขาย อยู่ในเมือง ปัตตานี เข้าร่วม พิธี เป็นจำนวนมาก พ่อค้า ชาวอังกฤษ ชื่อ ปีเตอร์ แวร์โปร์ริส ได้บันทึก เรื่องนี้ ไว้ว่า "วันที่ ๑ สิงหาคม ค.ศ.๑๖๑๒ (พ.ศ.๒๑๕๕) เรา ได้รับเชิญ จาก เจ้าหญิง ไปชม พิธี อภิเษก สมรส ระหว่าง สุลต่าน ปาหัง กับ พระขนิษฐา คือ เจ้าหญิงอูงู สาเหตุ ของการ อภิเษก สมรสนั้น เนื่องจาก นางพญา เมืองตานี มีความ ประสงค์ จะให้ พระขนิษฐา องค์เล็ก เป็นมเหสี ของ สุลต่าน เมืองปาหัง จึงส่ง ราชฑูต ไป ทาบทาม เจ้าเมือง ปาหัง พร้อมกับ ทูลเชิญ สุลต่าน ปาหัง ให้เสด็จ มาทอดพระเนตร เจ้าหญิง อูงู ณ เมืองปัตตานี แต่ สุลต่าน ปาหัง ผัดผ่อน ไม่ยอม เสด็จ มาตาม คำเชิญ พระนาง จึงส่ง ทหาร ๔,๐๐๐ คน เรือรบ ๘๐ ลำ ไปยัง เมือง ปาหัง บังคับ ให้สุลต่าน เมืองปาหัง เสด็จ มา อภิเษก กับ เจ้าหญิง อูงู ที่เมือง ปัตตานี" หลังจากนั้น เจ้าหญิง อูงู ก็ตาม เสด็จ พระสวามี ไป ประทับ อยู่ ณ เมืองปาหัง

เมื่อ เจ้าหญิง ฮียา สิ้น พระชนม์ ลง ในปี พ.ศ.๒๑๕๙ ประชาชน ได้พากัน ขนาน พระนาม ของ พระองค์ว่า "มารโฮม ตามางัน" ทั้งนี้ เพื่อ เป็นการ เทิดทูน พระเกียรติ แด่ พระนาง ที่ได้ ทำการ ขุดคลอง ตะมางัน สำเร็จ

เจ้าหญิง บีรู พระขนิษฐา องค์รอง ได้รับ การ สถาปณา ขึ้น ดำรง ตำแหน่ง ราชินี แห่งเมือง ปัตตานี ด้วย ความเห็นชอบ ของ บรรดา มุขมนตรี และ เสนาบดี ๓ ปีต่อมา คลองตะมางัน ที่ เจ้าหญิง ฮียา ขุดขึ้นใหม่ ถูกกระแสน้ำ ในแม่น้ำ ตานี ไหลบ่า ท่วมท้น เซาะ ตลิ่ง พัง ขยาย ลำน้ำ กว้างยิ่งขึ้น สายน้ำ ได้ไหล เซาะ ตีนสะพาน ตลาด ปินตู ฆาเยาะ (ประตูช้าง) ใกล้ กำแพง เมือง เข้ามา ทุกปี เจ้าหญิง บีรู เกรงว่า กำแพง เมือง จะพัง ทะลาย จึง สั่งให้ ขุนนาง ออกไป เร่งรัด ราษฎร จัดทำ ทำนบ กั้นน้ำ ใน ลำคลอง ไว้ ปัจจุบัน เรียก หมู่บ้าน ที่สร้าง ทำนบ กั้นน้ำ นี้ว่า "กำปง ทาเนาะ บาตู" อยู่ในเขต ท้องที่ อำเภอเมือง ปัตตานี สาเหตุ อีก ประการ หนึ่ง ที่ ทำให้ ต้องสร้าง ทำนบ กั้นน้ำ เนื่องจาก กระแสน้ำ ได้ ไหลบ่า เข้าสู่ คลอง แปแปรี ใน บริเวณ ที่ใช้ ทำนาเกลือ ทำให้ น้ำ ลด ความเค็ม ลง ไม่สามารถ ผลิตเกลือ ซึ่ง เป็น สินค้า สำคัญ ของ เมือง ปัตตานี ออกสู่ ตลาด ได้เช่นเคย ทำให้ รายได้ จากภาษี เกลือ ลดน้อย ลง

หลังจาก สร้างทำนบ กั้น ลำน้ำไว้ คลอง ตะมางัน ก็ค่อยๆ ตื้นเขิน ทิ้งร่องรอย ให้เห็นเพียง "กอจาก" ที่ขึ้นอยู่ ตาม ลำน้ำเก่า จาก สะพาน บ้านปรีกี อำเภอยะรัง ตลอด ริมถนน สิโรรส ด้านขวามือ จนถึง บ้านปุยุด เขตท้องที่ อำเภอ เมืองปัตตานี

ต่อมา ทางเมือง ปาหัง สุลต่าน ผู้เป็น สวามี ของเจ้าหญิง อูงู พระขนิษฐา ของ พระนาง บีรู ได้ สิ้น พระชนม์ ลง พระนาง จึงให้ ขุนนาง นำ ขบวน ออกไป เชิญ เจ้าหญิง อูงู และ เจ้าหญิง กูนิง พระเจ้า หลานเธอ เสด็จ กลับมา ประทับ อยู่เมือง ปัตตานี

ปัตตานี มีความ สัมพันธ์ ทาง การเมือง กับ กรุงศรี อยุธยา ในฐานะ ประเทศราช แต่ เจ้า ผู้ครอง นคร มีอำนาจ สิทธิขาด ในการ ดำเนิน การ ปกครอง กันเอง โดยเสรี หน้าที่ ของ ประเทศราช มีเพียง ส่ง เครื่องราช บรรณาการ คือ ต้นไม้ทองเงิน นำไป ถวาย พระมหา กษัตริย์ ไทยทุกๆ ๓ ปี ขนาด ของ ต้นไม้ทองเงิน ประกอบด้วย

๑. ลำต้นสูง ๒ ศอก ๔ นิ้ว
๒. กิ่ง ๔ ชั้น รวม ๕ ชั้นทั้งยอด
๓. ใบต้นไม้ทอง ๒๗๐ ใบ
๔. ดอก ๑๗ ดอก เป็นทอง
๕. ใบต้นไม้เงิน ๒๕๘ ใบ
๖. ดอกไม้เงิน ๑๗ ดอก

ขนาด ดอกไม้ทองเงิน หลังจาก แยกเมือง ปัตตานี ออกเป็น ๗ หัวเมืองแล้ว ขนาด ของ ต้นไม้ ทองเงิน ได้ เปลี่ยนแปลง ไปตาม ฐานะภาพ ของ แต่ละเมือง หน้าที่ อีกอย่าง หนึ่งก็คือ ยามที่ ราชธานี ตกอยู่ ในภาวะ ต้องทำ สงคราม กับ อริราช ศัตรู เจ้า ประเทศราช มีหน้าที่ ต้องให้ ความช่วยเหลือ ในการ ทำ สงคราม ร่วมกัน แต่ เจ้า ประเทศราช ไม่มีสิทธิ ใน อธิปไตย ภายนอก เช่น การทำ สัญญา หรือ ข้อตกลง ใดๆ กับ ต่างประเทศ โดยลำพัง

สมัย เจ้าหญิง บีรู ตรงกับ สมัย ของ พระเจ้า ปราสาททอง ครอง กรุงศรี อยุธยา พระนาง บีรู รังเกียจ พระเจ้า ปราสาท ทอง ที่ ทำการ แข็งเมือง ไม่ยอม ส่ง เครื่องราช บรรณาการ เข้าไปถวาย เป็นเหตุ ให้ พระเจ้า ปราสาททอง ส่งกองทัพ กรุงศรี อยุธยา และ กองทัพ เมือง นครศรี ธรรมราช ยกมาตี เมือง ปัตตานี ทำการ ล้อมเมือง ปัตตานี อยู่ เป็น เวลา ๑ เดือน แต่ เนื่องจาก ขาด เสบียง อาหาร จึงต้อง ถอยทัพ กลับไป

ครั้น เจ้าหญิง บีรู สิ้นพระชนม์ ลงใน พ.ศ. ๒๑๘๓ บรรดา มุขมนตรี แห่งเมือง ปัตตานี ก็ได้ ประชุม ปรึกษา ลงมติ ยกเจ้าหญิง อูงู พระราช ขนิษฐา องค์เล็ก ซึ่ง เป็น มเหสี หม้าย ของ สุลต่าน ปาหัง ขึ้น ปกครอง เมือง ปัตตานี ด้วยการ เกลี้ยกล่อม ของ พวก พ่อค้า ชาว ฮอลันดา ทำให้ เจ้าหญิง อูงู ทรง เปลี่ยน นโยบาย การเมือง ที่เคย กระด้าง กระเดื่อง กลับมาใช้ นโยบาย ทางการทูต แทนการ ใช้กำลัง ทางทหาร ดังข้อความ ที่ พระนาง ตรัสตอบ นายฟอนฟลีต (วันวลิต) ที่เดินทาง ไปเฝ้า พระนาง ในท้องพระโรง พระราชวัง ว่า "การกระทำ ของ บรรดา เจ้าเมือง ปัตตานี ก่อนๆ พระนาง ได้ลืม ไปเป็น เวลา นานแล้ว และ หลังจาก เรา ขึ้น สืบ ราช สมบัติแล้ว ก็ได้ ทำ สันติ ไมตรี กับ พระเจ้า แผ่นดิน สยาม" โดย พระนาง ได้ส่งทูต ชื่อ สีรัตวรราชา (Siratavaradja) และ โสรัจจ นาถสะวารี (Soyradja Natsawari) กับ ขุนนาง ผู้ใหญ่ ถือ ศุภสาส์น พร้อมด้วย เครื่องราช บรรณาการ และ ดอกไม้ ทองเงิน เข้าไป ขอ พระราชทาน อภัยโทษ ต่อ พระเจ้า ปราสาททอง หลังจากนั้น ภาวะ สงคราม ระหว่าง เมือง ปัตตานี กับ ราชอาณาจักร อยุธยา ก็ยุติลง ทำให้ เรือสินค้า ไปมา ค้าขาย กันเป็น ปกติ กิจการ ค้า ภายใน และ ภายนอก เมือง ก็ค่อย กระเดื้อง ขึ้น เช่น สมัย เจ้าหญิง ฮียา ครองราชย์ อีก วาระ หนึ่ง

ต่อมา สุลต่าน เมืองยะโฮร์ ได้ส่ง ทูต มาสู่ขอ เจ้าหญิง กูนิง ราชธิดา ของพระนาง อูงู ให้แก่ ราชโอรส (ยังดี เปอรตู วันมูดอ) พิธี อภิเษก สมรส ได้จัดขึ้น ณ เมืองปัตตานี ใน ท่ามกลาง แขกเมือง ใกล้เคียง และ พ่อค้า วาณิชย์ ชาว ต่างประเทศ ที่เข้ามา ทำการค้า อยู่ใน เมือง ปัตตานี เป็น จำนวน มาก

สยาเราะฮ์ เมืองปัตตานี ฉบับ ของ นายหวันฮาซัน กล่าวว่า "รายา กูนิง นั้น ได้เข้า พิธี อภิเษก สมรส กับ พญา เดชา (เดโช) มาก่อน ภายหลัง พญา เดชา กลับไป กรุงสยาม และ ได้ถึง แก่กรรม ลง รายา กูนิง จึงกลับ มาอยู่ ที่เมือง ปัตตานี และ ได้เข้า สู่ พิธี อภิเษก สมรส กับ ราชบุตร เจ้าเมือง ยะโฮร์ เป็นครั้ง ที่สอง"

จากเรื่องราว ใน พระราช พงศาวดาร กรุงศรี อยุธยา และ ตำนาน เมือง นครศรี ธรรมราช ซึ่งอยู่ ในช่วง กาลเวลา ใกล้เคียง กัน คือ ทาง กรุงศรี อยุธยา มีนาย ทหารเอก ของ สมเด็จ พระนารายณ์ มหาราช คนหนึ่ง ชื่อ พระยา รามเดโช ได้รับ แต่งตั้ง ให้มา เป็น เจ้าเมือง นครศรี ธรรมราช ครั้น เมื่อ สมเด็จ พระเพท ราชา ได้ขึ้น เสวย ราช สมบัติ เจ้าเมือง นครศรี ธรรมราช ทำการ เป็น กบฏ ด้วย รังเกียจ สมเด็จ พระเพท ราชา ว่า ขาดความ จงรัก ภักดี ต่อ สมเด็จ พระนารายณ์ และ พระบรม วงศา นุวงศ์

สมเด็จ พระเพท ราชา จึงโปรดเกล้าฯ ให้ พระยา ราชวังสัน คุม กองทัพเรือ ยกมาตี เมือง นครศรี ธรรมราช พระยา รามเดโช เห็นว่า จะสู้รบ เอาชนะ กองทัพ กรุงมิได้ จึงลอบ มีหนังสือ ไปถึง พระยา ราชวังสัน ซึ่งเป็น สหาย และ เป็น มุสลิม ด้วยกัน ให้ช่วยเหลือ พระยา ราชวังสัน จึงให้ ทหาร จัดเรือ ให้ พระยา รามเดโช หลบหนี ไปได้ ดังนั้น พญา เดชา หรือ เดโช ในสยาเราะห์ เมือง ปัตตานี ดังกล่าวแล้ว อาจจะ เป็น บุคคล คนเดียว กับ พระยา ราม เดโช เจ้าเมือง นครศรี ธรรมราช ที่กล่าวก็ได้

การสัมพันธ์ ทางการ สมรส ระหว่าง กษัตริย์ และ ขุนนาง เมือง ปัตตานี กับ กรุงศรี อยุธยา มีปรากฏ หลักฐาน อยู่ ดังที่ Tome Pires กล่าวว่า พระบรม ราชาที่ ๑ ได้ธิดา ขุนนาง เมือง ปัตตานี ไปเป็น พระสนม และนาง ได้ประสูติ พระธิดา องค์หนึ่ง ต่อมา นางได้ อภิเษก สมรส กับ เจ้าเมือง ตามาเค็ก (สิงคโปร์) และ ในสมัย กรุงรัตน โกสินทร์ ก็ว่า สมเด็จ พระบวร ราชเจ้า มหา สุรสีหนาท ก็ได้ พระธิดา ของ สุลต่าน อาหะหมัด เจ้าเมือง ปัตตานี ไปเป็น พระสนม ประสูติ ธิดา องค์หนึ่ง ชื่อว่า ตนกูตานี

หลังจาก การ อภิเษก สมรส แล้ว ยังดี เปอร์ตู วันมุดอ (ยะโฮร์) ก็คง อยู่ช่วยเหลือ ราชการ อยู่ ณ เมือง ปัตตานี ไปจน กระทั่ง เจ้าหญิง อูงู สิ้นพระชนม์ ลงในปี พ.ศ.๒๒๐๐

เจ้าหญิงกูนิง ก็ได้รับ การแต่งตั้ง ให้ขึ้น ดำรง ตำแหน่ง ราชินี เมือง ปัตตานี เป็นองค์สุดท้าย แห่ง กษัตริย์ ราชวงศ์ โกตา มหลิฆัย เจ้าหญิง กูนิง นอกจาก ทรงรับ ภาระ ทางด้าน การบริหาร บ้านเมืองแล้ว ยังทรง ประกอบ ธุรกิจ การค้า ทางเรือ สำเภา เป็นส่วน พระองค์ อีกด้วย มีนาย สันดัง ทำหน้าที่ เป็นนายเรือ แล่นไปมา ค้าขาย ติดต่อ กับเมืองท่า ในอ่าวไทย คือ อยุธยา - นครศรี ธรรมราช และ มะละกา อยู่เป็น ประจำ ทำให้ พระนาง มีรายได้ เพียงพอ ในการ ใช้สอย เลี้ยงดู ข้าราช บริพาร ของ พระนาง โดย ไม่ต้อง พึ่งพา เงิน ในท้อง พระคลัง ของเมือง เป็นเหตุ ให้เชื้อ พระวงศ์ มีจิต ริษยา สมคบ กันเป็น กบฏ หมาย ยึดครอง ตำแหน่ง รายา เมือง ปัตตานี ในที่สุด พวกบฏ ซึ่งมี รายา คาลี เป็นผู้นำ ก็ถูก ทหาร ที่จงรัก ภักดี ต่อ พระนาง จับได้ และ นำไป ประหาร ชีวิต หมด

เนื่องจาก เศรษฐกิจ การเงิน ของเมือง ปัตตานี ที่กำลัง เฟื่องฟู และ พระนาง มีรายได้ จากการค้า เรือ สำเภา เป็นอันมาก ในราช สำนัก ของนาง จึงพรั่งพร้อม ไปด้วย นักร้อง และ นักดนตรี จับระบำ ขับร้อง ประสานเสียง ทุกค่ำคืน มีวง มโหรี ที่อยู่ ในความ อุปถัมภ์ ของพระนาง อยู่ ๔ วง คือ

วงของ ตนอามัส ตนเปรัค ตนดาไนย์ และ ตนมาดูซารี และ มีนักร้อง นักระบำ หญิง ที่เลอโฉม อยู่ ๑๒ นาง ได้แก่ ดังซันจอ ดังมาเรียม ดังปิเดาะห์ ดังซิรัต ดังบุษบาซารี ดังอาเล็ต ดังจันทิรา ดังอานัม ดังเซาว์เดาะห์ ดังซาไร ดังสุมารา และ ดังอะลัส

ในจำนวน นักร้องสาว ๑๒ นาง ดังซิรัต แม้จะมี ความงาม สู้นักร้อง คนอื่นๆ ไม่ได้ แต่สำเนียง การขับร้อง และ ท่วงที ลีลา ในการ ร่ายรำ ของนาง อ่อนช้อย น่ารัก ยิ่งนัก จึงสามารถ โน้มน้าว น้ำพระทัย ของ ยังดี เปอร์ตู วันมุดอ ให้มา หลงรักนางได้ จนกระทั่ง มีกำหนด นัดหมาย ทำพิธี วิวาห์ ขึ้น ณ คฤหาสน์ ของ บิดา ดังซิรัต (ปัจจุบัน บริเวณ คฤหาสน์ แห่งนี้ เรียกกันว่า "กอตอโต๊ะเลก" ซึ่ง ยัง ปรากฏ กำแพงดิน และ กอไผ่ เป็นแนว เด่นชัด อยู่ที่ ตำบล กระโด อำเภอยะรัง)

เมื่อ พระนาง กูนิง ทราบข่าว การ สมรส ระหว่าง ดังซิรัต กับ พระสวามี จะมีขึ้น ณ บ้านกระโด (บางฉบับว่า บ้าน ตามางัน) พระนาง จึงสั่ง ทหาร เมือง ปัตตานี ให้ปิด ประตูเมือง และนำ ปืนใหญ่ ไปตั้ง เรียงราย ประจำ ช่อง กำแพงเมือง เตรียมพร้อม ที่จะ ต่อสู้ กับ ทหาร เมืองยะโฮร์ ขณะนั้น ได้ติดตาม ยังดี เปอรตู วันมุดอไป เพื่อร่วม พิธี วิวาห์ กันอยู่ ณ คฤหาสน์ ของ บิดา นางดังซิรัต

ฝ่าย ยังดี เปอร์ตุ วันมุดอ เมื่อทราบ ข่าวว่า เจ้าหญิง กูนิง เตรียมพร้อม ที่จะทำ สงคราม กับชาวยะโฮร์ ก็สั่งงด พิธี วิวาห์ และ ออกเดินทาง กลับไป เมือง ยะโฮร์ ทันที ขณะที่ พระองค์ เสด็จขึ้น ไปประทับ บนหลังช้าง พร้อมกับ นางดังซิรัต ช้าง ได้ใช้งวง ตวัด เอาตัว ดังซิรัต ตกลงมา ทำให้ เครื่องลาง (เครื่องลางที่กล่าว คือ ช้องหมูป่า) ที่นาง ผูกรัด ไว้กับ มวยผม กระเด็น ออกไป จากมวยผม ทันใดนั้น ดวงหน้า ของ ดังซิรัต ที่อิ่มเอิบ แพรวพราย เสน่ห์ น่าชวน พิศมัย ก็แปรเปลี่ยน ไป ประดุจ หน้า ของ ปีศาจ ร้าย ยังดี เปอรตุ วันมุดอ เห็นดังนี้ จึงใช้กริช จ้วงแทง อก ของ ดังซิรัต จนถึง แก่ความตาย เพราะ ความ เคียดแค้น ที่นาง ได้ หลอกลวง พระองค์ ด้วยการ ใช้ เสน่ห์ ยาแฝด และ เครื่องลาง ของขลัง ทำให้ พระองค์ ลุ่มหลง จนลืม เจ้าหญิง กูนิง และ ถูกขับไล่ ออกจาก เมือง ปัตตานี

เมื่อเรื่อง ความรัก หลัง ราชบัลลังก์ แพร่ออกไป สู่ชาว พระนคร ชาวเมือง ก็นำ ไปร้อยกรอง เป็น "ปันตน" ขับร้องกัน ความว่า

"ซามาน ซามานเตอกูโกมาตี มาตีดิบอเวาะฮ์เตอรงเปอรัต
ซามาน ซามาน รายายะโฮร์มารี มารีเมมบูนุสดังซิรัต
ดารีปตานีกะตันหยงคานดิส ดิติยุปอางินสลาตันดายา
ดารีมูลาเอีย-ยามานิส รูปา-งาสุลตันเกอนาดายา"

คำแปล :

อนาถ หนอ นกเขาใหญ่ ชีพดับใต้ต้นพฤกษา
มะเขือขื่นหื่นรสพา มามรณาอยู่เดียวดาย
โอ้อนิจจาจอมโยธา ยะโฮร์คราตานีหมาย
เด็จชีพดังซิรัตวาย ณ ปลายแหลมคานดิส*เนิน
สลาตันโชยระรื่น ราชาชื่นคำสรรเสริญ
บ่รู้เดชวายุเพลิน ดุจพระเผชิญเสน่ห์นวล

*(คานดิส คือต้นกายีชนิดหนึ่ง ถิ่นใต้เรียก ต้นเทียะ มีผลเล็ก รสหวาน)
หลังจาก ยังดี เปอร์ตุ วันมุดอ หนี ออกจาก เมืองปัตตานี ไปแล้ว เมืองปัตตานี ก็ได้ทำ สงคราม กับ เจ้าเมือง สงขลา ดังข้อความ ในรายงาน ของ นายยอร์ช เดวิส และ นายจอห์น ปอร์ตแมน เจ้าหน้าที่ บริษัท อิสต์ อินเดีย ของ ชาวอังกฤษ ที่ประจำ อยู่ ณ เมืองไทรบุรี รายงาน ไปถึง ประธาน กรรมการ บริษัท ที่เมือง สุรัต ความว่า "การสงคราม สู้รบ ระหว่าง เจ้าหญิง เมืองไทรบุรี จักได้ ส่งทูต ไปเกลี้ยกล่อม ปรองดอง เจ้าเมือง ทั้งสอง แล้ว แต่ไม่สำเร็จ" และ อีกฉบับหนึ่ง เป็นของ นาย โยซังเบอร์โรส จากเมือง ไทรบุรี ถึง ประธาน กรรมการ แห่งเมือง สุรัต เช่นเดียวกัน เมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม ค.ศ.๑๖๗๔ (พ.ศ.๒๒๑๗) ความว่า "เมื่อ ๙ เดือนมาแล้ว ชาวไทย ได้เมือง ปัตตานี และ คนใหญ่โต ในเมืองนั้น เสียชีวิต ไปมาก" ถึงกระนั้น ก็ดี สงคราม ระหว่าง เมืองสงขลา กับ ปัตตานี ก็ยืดเยื้อ กันต่อไป ถึง ๔ ปี ดังปรากฏ ข้อความ ใน จดหมาย ของ นายพอตส์ จาก เมือง สงขลา มีไปถึง ริชาร์ด เบอร์นาบี ที่กรุงศรี อยุธยา ลงวันที่ ๑๙ ธันวาคม ค.ศ.๑๖๗๘ (พ.ศ.๒๒๒๑) ว่า "เจ้าเมือง ไทยที่นี่ (สงขลา) ได้ช่วยเหลือ ข้าพเจ้า เพื่อ ให้ได้ ตั้งหลักแหล่ง โดยเร็ว ที่ปัตตานี และ การที่ ชาว ปัตตานี ส่วนมาก ทำการ เป็นกบฏ ต่อชาวไทยนั้น ไม่ต้อง สงสัย อันความ ยุ่งยาก ทั้งหลาย คงจะ กลับคืน ดีกันได้ ในเดือน มีนาคม หรือ เมษายน"
ลำดับกษัตริย์ราชวงศ์โกตามหลิฆัย :

ลำดับที่/ นามกษัตริย์/ ปีครองราชย์/ หมายเหตุ

๑ พระฤทธิเทวา (เจศรีสุตตรา) ๑๘๘๗-๑๙๒๗ - ครองกรุงโกตามหลิฆัย

๒ พระอัยกาพญาอินทิรา ๑๙๒๗-๑๙๖๗ - ครองกรุงโกตามหลิฆัย

๓ พญาตุกุรุปมหาจันทรา ๑๙๖๗-๒๐๑๒ - ครองกรุงโกตามหลิฆัย

๔ พญาอินทิรา (สุลต่าลอิสมาเอลชาฮ์) ๒๐๑๒-๒๐๕๗ - ผู้สร้างเมืองปัตตานี

๕ สุลต่านมูซัฟฟาชาฮ์ ๒๐๕๗-๒๐๙๒ - ปีสิ้นพระชนม์ปรากฏชัดแจ้ง ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพระราชหัตถเลขา ตรงกับปี พ.ศ.๒๐๙๒ ฉบับของเดวิตเคไวอัตว่าเป็นปี พ.ศ.๒๑๐๖

๖ สุลต่านมันดูร์ชาฮ์ (มันโซร์) ๒๐๙๒-๒๑๐๑

๗ สุลต่านปาเตะเซียม ๒๑๐๑-๒๑๐๑

 



โดย Tambralinga ดูบทความของฉันทั้งหมดที่นี่
วันที่ 22 ก.พ. 51 19:14 น.
เนื้อหานี้เปิดอ่านแล้ว 113,069 ครั้ง


ความคิดเห็นทั้งหมด (เปิดดู 113,069 ครั้ง ตอบ 10 ครั้ง)

ลบ แจ้งลบ
โดย เด็กรอดตาย!
IP : 110.164.171.***
ขอบคุณนะครับพี่ครับผมกำลังหาประวัติพอดีถ้าไม่มีพี่ผมโดนครูประวัติศาสตร์เชือดเเน่ผมอยากรูพี่เอาข้อมูลมาจากไหนครับ
ลบ แจ้งลบ
โดย อิง
IP : 180.180.35.***

ความคิดเห็นที่ 9 หน่ะ

สมัยนั้นดินแดนทุกแห่งยังไม่เปง ปึกแผ่น นัก ทุกประเทศ ก้ มีการขยายอาณาจักรออกไป ถ้าไม่ขยาย ก้ โดนยึด ดิ

คุณเอา ส้น...คิดงัย เปงคนไทย รึป่าว ว่าแม้กระทั่งบ้านตัวเอง

เสียที ที่ คุณเกิดมาบนแผ่นดินนี้ แย่จิง จิง คนรัย วะ

ไป ยุ ที่ เขมรเรย ไป ไป

ลบ แจ้งลบ
โดย nattarika
IP : 58.137.40.***
ประเทศไทยเราไปปล้น ดินแดนของเขามานี่เอง แล้วมาว่าเขาจะแบ่งแยกดินแดน ที่แท้แล้วเราไปขโมยของเขามานี่เอง  มันไม่ดีเลยนะ...
ลบ แจ้งลบ
โดย lovelove151@hotmail.com
IP : 125.24.17.***

น่าอ่านจัง

ลบ แจ้งลบ
โดย uttayan_0333@hotmail.com
IP : 124.157.235.***
หากมีอาณาจักรคลองเขม้าก็ดีอยู่
ลบ แจ้งลบ
โดย Tambralinga
IP : 58.147.59.***

แคว้นปัตตานี ชาวเมืองเป็นกลุ่มเชื้อสายมลายู ครับ แต่นับถือศาสนาพราหมณ์ พุทธ และอิสลาม ต่อมา

 อาณาจักรบริเวณคาบสมุทรมลายู และหมู่เกาะอินโดนีเซีย เคยนับถือพราหมณื และพุทธ มาก่อนทั้งหมด ก่อนจะมีอาหรับเข้ามา และเปลี่ยนการนับถือศาสนาอิสลามต่อมาครับ

 

ลบ แจ้งลบ
โดย Tambralinga
IP : 61.7.147.***

ปัตตานี เป็นแคว้นที่อยู่ในอาณัตหรือรัฐอารักขาของประเทศสยาม หรือเมืองขึ้น ...และบางครั้งก็เป็นอิสระ...

เดิมทีเป็นแคว้นที่มั่งคั่ง รุ่งเรือง ด้วยการค้าพาณิชย์ ...แว่นแคว้นรายรอบที่มีอำนาจหลายแคว้นหวังจะได้ปัตตานีเป็นเมืองขึ้น เช่น แคว้นนครศรีธรรมราช แคว้นปาหัง แคว้นไทรบุรี(เกดาห์) กลุ่มโจรสลัดชวา เป็นต้นเป็นแคว้นที่มีข้าศึกประชิดตลอดเวลา หากองค์รายาอ่อนแอย่อมเป็นโอกาสให้แคว้นโดยหมายจะเอาเมือง

แค้วนปัตตานี ชาวเมืองเดิมทีนับถือพราหมณ์ ต่อมาศาสนาพุทธได้เจริญรุ่งเรืองในแคว้นนครศรีธรรมราช และส่งต่อไปยังปัตตานี หลังจากนั้นศาสนาอิสลามก็เข้ามาแทนที่ศาสนาพุทธ ด้วยกษัตริย์นับถือศาสนาอิสลาม ประชาชนเลยนับถือตามด้วย ในแคว้นปัตตานี้ ประกอบด้วยประชากรหลายเชื้อชาติ เช่น ไทถิ่นใต้ มลายู อินเดีย จีน และชนพื้นเมืองที่อาสัยในป่าเขา เป็นต้น 

ลบ แจ้งลบ
โดย coutoure
IP : 202.12.73.***

ตามที่ได้เรียนมาคนมลายูเขาเป็นเดิมๆๆๆๆของดินแดนนี้

 

ลบ แจ้งลบ
โดย ฟิล์ม
IP : 125.24.46.***
ขอบคุณ ๆ 
ลบ แจ้งลบ
โดย วาเลน
IP : 125.24.46.***

 จัยจ่ะ ^^ เอาไปทำงานพอดีเล้ย ย ยย  > < ~

แสดงความคิดเห็นของท่านที่นี่



ร่วมเป็นเพื่อน
Eduzones Social Network ที่นี่
Facebook Twitter Youtube

SUBSCRIBE TO EDUZONES.COM

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

TOP OF THE WEEK


คำฮิต

โรงเรียน7 วิชาสามัญ , enn gat pat 57 , open house ,Asean , twitter , เด็ก กยศ , กสพท , เกมคณิตศาสตร์ , เกมคิดเลข , อาเซียน , เกมส์คิดเลข , ขยายเวลา , ข่าวการศึกษาต่างประเทศ , ม.ต้น ,ข่าวอาเซียน , ค้นหาตัวเอง , ค่าย , คำขวัญวันเด็ก , เคล็ดลับเรียนเก่ง , ของเล่นเคลียริ่งเฮ้าส์ , โควตา , จุฬาฯ , วันสันติภาพไทยทุนการศึกษา , แท๊บเล็ต , เหรียญ 10คาถาชินบัญชร ประชาคมอาเซียน , ประโยชน์ของอินเตอร์เน็ต , ประวัติวันแม่ , เฟสบุ๊ค , ม.ทักษิณ , อาเซียน 10 ประเทศ , ม.รังสิต 57 , มมส 57 มศว. , มหาวิทยาลัยนเรศวร , มหาวิทยาลัยพะเยา , รับตรง เกษตรศาสตร์ 57 , รับตรง มข 57 , ประกาศผลสอบ Admissions 57 ประถมศึกษารับตรงศิลปากร , เรียนต่อ , เรียนฟรี , ลาดกระบังฯ , เก็งคะแนน Admission 57 ,  เลื่อนเปิดเทอม ,อนุบาลวันตรุษจีน , สทศ , สมัคร clearing house , สอบตรง , อ.วิริยะ , เว็บโรงเรียนตัวอย่างงานวิจัย,ความคิดสร้างสรรค์ , เว็บสำเร็จรูป , เว็บหน่วยงาน , ทำเว็บฟรี , เว็บไซต์หน่วยงานราชการ , รายชื่อโรงเรียนทั่วประเทศ , โครงงานวิทยาศาสตร์ , สารสนเทศโทษของอินเตอร์เน็ต , GAT , PAT  , วันช้างไทย , วันสตรีสากล , อุเทนถวาย , เครื่องบินตก , อุ้มบุญ , โค้ชเช , วันสงกรานต์GAT/PAT ครั้งที่ 2/2557 , Ice Bucket Challenge , บัตรสอบ , เอเชียศึกษา , ไวรัสอีโบลา , บันทึกความดี , แฟ้มสะสมผลงาน , วันจักรี , Portfolio , ประกาศผล GAT/PAT 57 , วันอาสาฬหบูชาสทศ.Admission 57 , วันภาษาไทยแห่งชาติ , มุดพกความดี , วันแม่ , วันวิสาขบูชา , รับน้อง , ประกาศผลรับตรงโควตา ม.ศิลปากร ประกาศผลรับตรง ม.ธรรมศาสตร์ , U-NET , ประกาศผลธรรมศาสตร์ , ประกาศผลจุฬา , ประกาศผลศิลปากร โควตา 28 จังหวัด , Variety , เลิกบุหรี่ , ยืนยันสิทธิ์ , วันสุนทรภู่ , หย่า , วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ

คำค้นหา

สอบตรง , อาเซียน , มหาวิทยาลัย ,โรงเรียน , ศึกษาต่อ , asean , ศึกษาต่อต่างประเทศ , ทุนการศึกษา , เรียนต่อ , ประชาคมอาเซียน, ข่าวบันเทิง, คำราชาศัพท์, สพฐ, กยศ, ความรู้ ประถมศึกษา , ข่าวอาเซียน วิชาการ, portfolio แฟ้มผลงาน , ความรู้ มัธยมปลาย , โครงงานวิทย์ , ประวัติอาเซียน , ความรู้ , วิชาการ , อาจารย์วิริยะ , สาขาแห่งอนาคต , ดูหนัง หนังใหม่ ดูหนังออนไลน์ movie , เหรียญ 10ฟังเพลง เพลงใหม่ ฟังเพลงออนไลน์ เพลงฮิต , ดูทีวีย้อนหลัง ดูทีวี ดูทีวีออนไลน์ , ดูดวง ดวง ทำนายฝัน ดูดวงรายวัน , วันสันติภาพไทยรถยนต์มือสอง เครื่องเสียงรถยนต์ รถยนต์ , การ์ตูน รูปการ์ตูน ภาพการ์ตูน คลิปการ์ตูน , ข่าวบันเทิง ข่าวกีฬา ข่าวไทยรัฐ , ทวิสเตอร์ twitter วิธีเล่น twitter , เฟสบุ๊ค facebook คือ facebook วิธีเล่น facebook , ร้านอาหาร ร้านอาหารในกรุงเทพ ร้านอาหารแนะนำ ร้านอาหารเกาหลี , การ์ตูน , ซุปซิป ดารา , ผลบอล, ข่าว IT, หาเพื่อน , ข่าว, AEC, รถ, แบบทดสอบ, รูปภาพ , เกมส์รถแข่ง, เกมส์แต่งตัว หนังสือพิมพ์ , ข่าวประชาสัมพันธ์, วาเลนไทน์ , wallpaper , wallpaper น่ารัก , รับทำเว็บไซต์ , Hosting , รถมือสอง , รูปดารา , ประเมินโอกาสติดแอดมิชชัน , ภาพเคลื่อนไหว , ดูดวง , นิยาย , เกม , หางาน , แม่เหล็ก , เกมส์, สถานที่ท่องเที่ยว , สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย , Thailand Travel โหลดเพลง , งานราชการ , งาน , เกมส์จับคู่ Ice Bucket Challenge , เกมส์จับคู่ผลไม้ , เกมส์ปลูกผัก , เกมขุดทอง , อุ้มบุญเกมส์แข่งรถ , เกมส์ทำอาหาร , ประกาศผลสอบ Admissions 57 , เว็บไซต์โรงเรียน,ความคิดสร้างสรรค์ , เว็บไซต์หน่วยงานราชการ , เก็งคะแนน Admission 57 ,  สารสนเทศ , วันวาเลนไทน์ , นิทาน , กสพท , วันศิลปินแห่งชาติ , รับตรง ม.เกษตร 57 , Varietyโทษของอินเตอร์เน็ต , GAT , PAT , วันแม่ , แฟ้มสะสมผลงาน , อุเทนถวาย , เครื่องบินตก , ประกาศผล O-NET ม.6 , โค้ชเช , วันสงกรานต์ , บัตรสอบ , GAT/PAT ครั้งที่ 2/2557 , เคลียริ่งเฮาส์เอเชียศึกษา , ไวรัสอีโบลา , อักษร ศิลปากร , วันโกหก , บันทึกความดี , Portfolioสมุดพกความดี , บริจาคโลหิตวันจักรี , โปรแกรมสร้างแฟ้มสะสมผลงาน , วันอาสาฬหบูชา , ประกาศผล GAT/PAT 57 , สทศ. , Admission 57 , วันภาษาไทยแห่งชาติ ,  , วันแม่แห่งชาติ , วันวิสาขบูชา , วันงดสูบบุหรี่โลก , ประกาศผลรับตรงโควตา 28 จังหวัด ม.ศิลปากรประกาศผลรับตรง ม.ธรรมศาสตร์ ,  U-NET , ประกาศผลจุฬา , กฏอัยการศึก , รัฐประหาร , วาไรตี้ , ประกาศผล , เลิกบุหรี่ , ยืนยันสิทธิ์ , เคลียริ่งเฮ้าส์ , วันสุนทรภู่ , หย่า , รับน้อง , วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ

เรื่องมาใหม่