10 มีนาคม 2551 ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์นครศรีธรรมราช แต่เดิมเคยมีชื่อว่า กรุงศรีธรรมโศก ดังนั้นกษัตริย์ผู้ครองอาณาจักร ซึ่งมีกรุงศรีธรรมโศก เป็นเมืองหลวง จึงทรงเฉลิมพระนามว่า พระเจ้ากรุงศรีธรรมโศกราช แต่ศิลาจารึกหลักที่ 24 ซึ่งพระราชาผู้ทรงพระนามว่า จันทรภาณุ เป็นผู้สลักขึ้นใน พ.ศ. 1773 กลับเรียกชื่อเมืองนี้ว่า กรุงตามพรลิงค์ แต่หนังสือตำนานไทยเหนือเรียกวา กรุงศิริธรรมนคร นอกจากนั้นเอกสารเก่าแก่ทางศาสนาขนานนามเมืองนี้ว่า กรุงปาฏลีบุตร
จนถึงปัจจุบัน นักประวัติศาสตร์ยังคงถกเถียงกัน ยังหาข้อยุติไม่ได้ว่า เมืองหลวงของอาณาจักรศรีวิชัย ตั้งอยู่ที่ ไชยา จังหวัดสุราษฏร์ธานี หรือที่ เมืองพระเวียง จังหวัดนครศรีธรรมราช หรือว่าที่เมืองปาเล็มบัง ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเกาะสุมาตรา แต่จากข้อความในศิลาจารึกหลักที่ 35 พบที่บ้านดงแม่นาง
แต่เดิมนักประวัติศาสตร์ไทยไม่ทราบว่า พระเจ้ากรุงศรีธรรมโศก เป็นกษัตริย์ครอบครองบ้านเมืองใด ถกเถียงกันไปต่างๆนานา เพราะไม่มีใครรู้ว่าประวัติศาสตร์ศรีวิชัยมีความเป็นมาอย่างไร ครั้นค้นพบจารึกที่ฐานพระพุทธรูปนาคปรกสำริด แห่งเมืองไชยา หรือที่เรียกว่าหลักจากรึกที่ 25 กล่าวถึง กมรเตงอัญ มหาราช ศรีมัตไตรโลกยราช เมาลิภูษนวรรมเทวะ ทรงมีพระราชโองการ ให้มหาเสนาบดีชื่อ คลาไน เจ้าเมืองครหิ หรือ เมืองไชยา อาราธนา มรเตง ศรีบาโน ให้สร้างพระพุทธรูปนาคปรกสำริด เพื่อให้มหาชนบูชา ในพ.ศ. 1726 อันเป็นระยะเวลาห่างจากศิลาจารึก ดงแม่นางเมืองเพียง 16 ปี เมื่อนำเอาข้อความในจดหมายเหตุจีน สมัยราชวงศ์ซ้อง ที่กล่าวว่า "ใน พ.ศ. 1711 กษัตริย์พระองค์ใหม่ของ อาณาจักรซันโฟซี หรือ อาณาจักรศรีวิชัย เสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติ แทนพระราชบิดา" จึงเชื่อกันว่า พระเจ้ากรุงศรีธรรมโศก ซึ่งปรากฏพระนามในศิลาจารึกหลักที่ 35 เป็นกษัตริย์ศรีวิชัย ทรงพระนามว่า "กมรเตงอัญ มหาราช ศรีมัตไตรโลกยราช เมาลิกูษนวรรมเทวะ"
หลักฐานเท่าที่หยิบยกมานี้แสดงให้เห็นว่า ในสมัยต้นพุทธศตวรรษที่ 17 กรุงศรีธรรมโศก เมืองนครศรีธรรมราช เป็นเมืองหลวงของอาณาจักรศรีวิชัย ซึ่งจดหมายเหตุจีนเรียกว่า อาณาจักรซันโฟซี ตัดปัญหาถกเถียงกันว่าเมืองไชยา เป็นเมืองหลวงของอาณาจักรศรีวิชัย ไปอย่างเด็ดขาด เพราะในสมัยนั้น เมืองไชยามีชื่อว่า เมืองครหิ เป็นเมืองบริวารแห่งหนึ่งของกรุงศรีธรรมโศก นอกจากนั้นยังเป็นหลักฐานยืนยันว่าในสมัยนั้น อาณาจักรศรีวิชัยได้แผ่ขยายอำนาจขึ้นไปครอบครองดินแดนไปถึง แถบที่ราบลุ่มภาคกลางของประเทศไทย ล่วงเลยขึ้นไปถึงลุ่มแม่น้ำปิงตอนล่าง ซึ่งเรื่องราวเล่านี้ ไม่มีอยู่ในตำราประวัติศาสตร์ไทย ดังนั้นถ้าไม่ยึดถือหลักฐานสำคัญในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อให้มั่นคงแล้ว จะเกิดความสับสนจับต้นชนปลายไม่ถูก เสนอความคิดเห็นอะไรทำให้ผิดพลาดไปหมด เพราะว่าหลังจาก มหาราชแห่งศรีวิชัยได้แผ่ขยายอำนาจ เข้ามาแย่งชิง อาณาจักละโว้ กลับคืนจากเขมรได้ไม่นาน มหาราชผู้ยิ่งใหญ่ของเขมรพระองค์หนึ่งทรงพระนามว่า "พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 " ทรงทำสงครามขับไล่กองทัพจามปา ได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดเสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติกรุงกัมพูชา ใน พ.ศ. 1724
ต่อจากนั้นมหาราชผู้ยิ่งใหญ่ของเขมรพระองค์นี้ ทรงผูกสัมพันธ์กับกษัตริย์ไทยแห่งอาณาจักรศรีสัชนาลัย หรือที่จดหมายเหตุจีนเรียกว่า"อาณาจักรเจนลีฟู " กษัตริย์ไทยพระองค์นี้ปรากฏพระนามในศิลาจารึกวัดศรีชุมว่า "พระยาศรีนาวนำถุม " พระราชบิดาของ "พระยาผาเมือง " ซึ่งพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงพระราชทานพระธิดาพระนามว่า"พระนางสุขรมหาเทวี " ให้อภิเษกสมรสและทรงแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็น "ศรีอินทรบดินทราทิตย์ " พร้อมทั้งพระราชทานพระขรรค์ไชยศรี ให้แก่ราชบุตรเขยของพระองค์
เรื่องราวอันสับสนทางประวัติศาสตร์ในสมัย พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แผ่ขยายอำนาจเข้ามาไล่กองทัพศรีวิชัยแย่งชิงดินแดน อาณาจักรละโว้ กลับคืนไปได้ราว พ.ศ. 1730 เพราะราชทูตฝรั่งเศสชื่อ เดอ ลา ลูแบร์ ซึ่งเดินทางเข้ามาเจริญทางพระราชไมตรีในรัชกาล สมเด็จพระนารายณ์ จดบันทึกถึงพัฒนาการของราชวงศ์กษัตริย์ไทยไว้ว่า
เมื่อพุทธกาลล่วงมาได้ 1730 พรรษา พระพนมศิริไชย ซึ่งคงหมายถึง พระยาศรีนาวนำถุม แห่งศรีสัชนาลัย-สุโขทัย แต่ราชทูต เดอ ลา ลูแบร์ เรียกว่า เมืองนครไทย ได้เสด็จลงมาสร้าง พระนครพริบพรี หรือ เมืองเพชรบุรี เป็นที่ประทับ สืบราชวงศ์ดำรงราชสมบัติมาได้ 4 ชั่วกษัตริย์ จนถึงรัชกาลพระรามาธิบดีอู่ทอง พระองค์ได้เสด็จไปสร้าง กรุงเทพมหานครบวรทวารวดีศรีอยุธยา ที่ตำบลหนองโสน เมื่อพุทธกาลล่วงแล้วได้ 1893 พรรษา สืบกษัตริย์ขัติยวงศ์ลงมาถึงสมัยสมเด็จพระนารายณ์
หากนำหลักฐานของราชทูตเดอ ลา ลูแบร์ มาประกอบกับข้อความในศิลาจารึกหลักที่ 24 ซึ่งพบที่วัดเสมาเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีข้อความกล่าวว่า พระเจ้าจันทรภาณุ ทรงทำสงครามขับไล่ ชนชาติต่ำช้าที่เข้ามาปกครอง กรุงตามพรลิงค์ ให้กลับรุ่งเรืองขึ้นใหม่ใน พ.ศ. 1773 อาจทำให้สันนิฐานได้ว่าหลังจาก พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงแผ่ขยายอำนาจเข้ามาแย่งชิงดินแดนอาณาจักรละโว้กลับคืนไปได้ กองทัพของพระองค์คงสมทบกัน กองทัพอาณาจักรศรีสัชนาลัย ยาตราลงไปปิดล้อมโจมตี กรุงศรีธรรมโศก จนแตกพ่ายและสามารถยึดครองเอาไว้ได้ และตั้งฐานทัพเพื่อคอยคุมดินแดนในคาบสมุทรภาคใต้ อยู่ที่เมืองเพชรบุรี ครั้นพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สวรรคต บ้านเมืองเกิดความจลาจล ราชวงศ์กษัตริย์ไทยคงประกาศอิสรภาพ ไม่ยอมอยู่ใต้พวกเขมร ถือโอกาสยึดครองดินแดนในประเทศไทยไว้ในอำนาจ โดยฝ่ายไทยเหนือมีศูนย์อำนาจอยู่ที่ นครศรีสัชนาลัย ส่วนไทยใต้มีศูนย์กลางอำนาจที่ พระนครพริบพรี จะเห็นได้ว่าในสมัยเริ่มต้นประวัติศาสตร์ไทย กรุงศรีอยุธยายังมิได้สถาปนาขึ้นแต่อย่างใด กรุงสุโขทัยก็เป็นแค่เมืองบริวารของ นครศรีสัชนาลัย เนื่องจากพระยาผาเมือง ทรงโปรดยกเมืองสุโขทัย ให้แก่พ่อขุนบางกลางหาว ผู้เป็นสหาย และพระราชทานนามว่า ศรีอินทรบดินทราทิตย์ ด้วยเหตุนี้กรุงสุโขทัย จึงไม่ใช่เมืองหลวงแห่งแรกของชนชาติไทย ดังที่เคยเข้าใจกันมา
เราไม่มีหลักฐานแน่นอนว่าในสมัย พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ยกกองทัพไปโจมตีและยึดกรุงตามพรลิงค์ หรือ กรุงศรีธรรมโศก ได้นั้น พระองค์ทรงสาปกรุงศรีธรรมโศกอย่างไร คงพบแต่ร่องรอยการสร้างพระพุทธรูปศิลาทรายสีแดง ตามแหล่งโบราณสถานต่างๆ อันแสดงให้เห็นถึงฝีมือช่างไทยก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยา ทำให้เข้าใจได้ว่าดินแดนอาณาจักรศรีวิชัย ในแถบนั้นตกอยู่ภายใต้อำนาจของพวกคนไทย หลังจากพวกเขมรถอยกลับไป ต่อมา พระเจ้าจันทรภาณุ เสด็จนำกองทัพมาจากประเทศศรีลังกา ซี่งสมัยนั้นอาณาจักรนี้แผ่ขยายอำนาจไปครอบครอง เกาะชุนดา ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเกาะชวา หากยึดถือหลักฐานของ เจาจูกัว ที่เขียนไว้ใน พ.ศ. 1768 จะเห็นได้ว่าอาณาจักรศรีวิชัย เป็นชาติมหาอำนาจยิ่งใหญ่อยู่ในแถบทะเลใต้แตกต่างจากความเข้าใจของนักประวัติศาสตร์ไทย และทำให้เข้าใจเรื่องราว ในคัมภีร์จุลวงศ์พงศาวดารลังกาที่จดบันทึกว่า"ชวากะราชา พระนามจันทรภาณุ ยกกองทัพเรือไปย่ำยีลังกา" ก็เพื่อปราบปรามกบฏของชาวสิงหล ซึ่งต่อต้านอำนาจของพวกศรีวิชัย หลักฐานเหล่านี้เป็นพยานได้เป็นอย่างดีว่าในสมัยนั้น กรุงศรีธรรมโศก หรือ เมืองนครศรีธรรมราช เป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิศรีวิชัยอย่างแน่นอน แม้ว่าต่อมากองทัพเขมรและกองทัพไทย ในสมัย พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 สนธิกำลังกันยึดครองกรุงศรีธรรมโศกไว้ได้ แต่ไม่มีกองทัพเรือที่ทรงประสิทธิภาพเพียงพอที่จะติดตามปราบปรามบ้านเมือง บริเวณปลายแหลมทอง และบนเกาะสุมาตราให้ราบคาบได้ ดังนั้นในราว พ.ศ. 1773 พระเจ้าจันทรภาณุศรีธรรมราช จึงเสด็จยกกองทัพไปทำสงครามขับไล่กองทัพชนชาติศัตรู ดังปรากฏในข้อความศิลาจารึกของพระองค์ว่า"ชนชาติต่ำช้าที่เข้ามาปกครองให้สว่างรุ่งเรือง"
เป็นไปได้หรือไม่ว่า หลังจากพระเจ้าจันทรภาณุเสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติ กรุงตามพรลิงค์ทรงเฉลิมพระนามว่า พระเจ้ากรุงศรีธรรมโศกราช ในขณะนั้นพวกชนชาติไทยที่ตั้งมั่นอยู่ที่พระนครพริบพรี เริ่มมีความเข้มแข็งแกร่งกล้า รวบรวมนครรัฐ ในแถบที่ราบลุ่มภาคกลาง รวมตัวกันก่อตั้งเป็นอาณาจักรขึ้นใหม่ ต่อจากนั้นได้ย้ายศูนย์กลางอำนาจขึ้นไปตั้งใหม่ที่ เมืองอโยธยา ติดต่อสัมพันธ์กับกษัตริย์ลังกาเชื้อสายสิงหล ซึ่งตั้งบ้านเมืองอยู่ทางตอนใต้ของเกาะลังกามี กรุงทัมพะเทนิยะเป็นเมืองหลวง ดำเนินนโยบายทางการเมือง หนุนหลังให้กองทัพสิงหลบุกขึ้นไปโจมตีพวกศรีวิชัย ที่กรุงโปโลนนะรุวะ จึงเป็นเหตุให้พระเจ้าจันทรภาณุศรีธรรมราช เสด็จยกกองทัพไปโจมตีแก้แค้นถึง 2 ครั้ง 2 ครา สูญเสียผู้คนและทรัพย์สินไปไม่น้อย กองทัพเรือกรุงศรีธรรมโศก จึงอ่อนเปลี้ยลงตามลำดับ ยิ่งต้องทำสงครามรบพุ่งกับพวกชาวไทยที่แผ่ขยายอำนาจลงไปยึดครองบ้านเมืองจนถึง อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ด้วยแล้ว กองทัพนครศรีธรรมราชยิ่งอ่อนแอลง ตำนานเมืองนครศรีธรรมราชจึงกล่าวว่า การทำสงครามกันระหว่างกรุงศรีธรรมโศก กับพระเจ้าอู่ทอง ไม่มีฝ่ายใดแพ้ชนะ ในที่สุดตกลงทำสัญญาสันติภาพ หลั่งน้ำทักษิโณทกอธิษฐานเป็นพระญาติวงศ์กันสืบไป
ความพยายามปะติดปะต่อหลักฐานเท่าที่มีอยู่ตามแนวทางดังกล่าวนี้ น่าเชื่อว่าการทำสงครามระหว่าง พญาศรีธรรมโศก หรือ พระเจ้าจันทรภาณุศรีธรรมโศกราชคงครองราชย์สมบัติสืบต่อมาไม่นานก็สวรรคต ไม่มีหลักฐานว่าพระองค์ทรงมีพระราชโอรสหรือพระราชธิดาบ้างหรือไม่ หรือเกิดปัญหาการแย่งชิงราชบัลลังก์กันอย่างไร คงทราบเรื่องราวจากตำนานเมืองนครแต่เพียงว่า
"พญาพระเจ้าจันทรภาณุผู้น้องได้เป็นพระยาแทน พญาพระเจ้าจันทรภาณุเป็นพระยาได้อยู่ 7ปี เกิดไข้ยมบนลงทั้งเมือง คนตายวินาศประลัย พญาพระเจ้าจันทรภาณุ พญาพงศาสุราหะ อนุชา และพระมหาเถรสัจจานุเทพกับครอบครัว ลงเรือหนีไข้ยมบน ไข้ก็ตามลงเรือ พญา ลูกเมีย ตายสิ้น พระมหาเถรสัจจานุเทพก็ตาย เมืองนครทิ้งร้างเป็นป่ารังโรมอยู่หึงนาน
เมื่อนำหลักฐานเหล่านี้มาประมวลเข้ากับเรื่องราวการบูรณาปฏิสังขรณ์พระมหาธาตุเจดีย์ ดังมีรายละเอียดอยู่ในหนังสือตำนานพระธาตุเมืองนครศรีธรรมราช ก็ทำให้ทราบว่าหลักจากกรุงศรีธรรมโศก เมืองหลวงของอาณาจักรศรีวิชัย ซึ่งเคยมีอำนาจยิ่งใหญ่อยู่ในน่านน้ำทะเลใต้ ล่มสลายถูกทิ้งร้างจมอยู่กลางป่ารังโรมอยู่เป็นเวลานาน ท้าวอู่ทองแห่งอาณาจักศรีอโยธยา ได้ฉวยโอกาสยกพลลงมาครอบครองดินแดนของพวกศรีวิชัยในแหลมทอง ผนวกเข้ารวมกันในอาณาจักรพระองค์ แล้วทรงโปรดให้พระบรมวงศานุวงศ์พระนามว่า"พระศรีมหาราชา" และ"นายศรีทูน" เป็นผู้ปกครองบ้านเมือง โดยตั้งศูนย์กลางอำนาจอยู่ที่บ้านลานสะกา ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ขององค์พระบรมธาตุ ประมาณ
ภายหลังจากฟื้นฟูบูรณาการ กรุงศรีธรรมโศก และ พระมหาธาตุเจดีย์ขึ้นใหม่ จึงได้ย้ายลงมาสร้าง เมืองพระเวียง เป็นราชธานีของแคว้นนครศรีธรรมราช ตำนานกล่าวว่า พระศรีมหาราชา และพระมหาธาตุเจดีย์ ยังไม่ทันเสร็จก็ถึงแก่อนิจกรรม พระเจ้ากรุงศรีอโยธยา ทรงโปรดแต่งตั้งให้ นายศรีทูน เป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช เลื่อนบรรดาศักดิ์ขึ้นเป็น ขุนอินทารา และ พระศรีมหาราชา ตามลำดับ ในสมัยพระศรีมหาราชาศรีทูน นี่เองที่การฟื้นฟูบูรณาการกรุงศรีธรรมโศกและพระมหาธาตุเจดีย์สำเร็จเรียบร้อยบริบูรณ์ ตำนานฟื้นเมืองจึงยกย่อง พระศรีมหาราชาศรีทูนว่า พระเจ้าศรีธรรมโศกราช บ้าง พระศรีอรหันต์จักรีบ้าง แต่การค้นพบจดหมายเหตุปูมโหรที่จดบันทึกไว้ว่า
เมืองนครศรีธรรมราชสถาปนาขึ้น ณ วันพฤหัส แรม 12 ค่ำ เดือน 3 ปีเถาะ จุลศักราช 649 ตรงกับ พ.ศ. 1830 ทางสุริยคติ
ถือได้ว่าเป็นหลักฐานอันเป็นความลับของแผ่นดินที่บ่งบอกให้ทราบแน่นอนว่าใครสาป กรุงศรีธรรมโศก บางท่านอาจสงสัยว่าเป็นไปได้อย่างไร มีเหตุผลอะไรทำให้คิดเช่นนั้น เพราะผู้คนส่วนใหญ่ สำคัญผิดคิดว่า คำสาปมีลักษณะเป็นการแช่งหักกระดูกด้วยความอาฆาตมาดร้าย ใช้ถ้อยคำหยาบคาย หรือกระทำด้วยมนตราอาคม ที่เรียกกันว่า มนต์ดำหรือวิชาไสยศาสตร์ประเภทพ่อมดหมอผี แต่ในความเป็นจริงนั้น ถ้าท่านศึกษาวิชาโหราศาสตร์เพียงระดับงูๆปลาๆ เมื่อเห็นรูปดวงชะตาบ้านเมืองนครศรีธรรมราชในจดหมายเหตุปูมโหร ก็สามารถรู้ได้ทันทีว่า ร้ายกาจน่ากลัวขนาดไหน ใครก็ตามถือกำเนิดมาในฤกษ์ยามและดวงดาวปรากฏในดวงชะตาอย่างนี้ ควรจะตายเสียตั้งแต่เกิดจะดีกว่าต้องทนทุกข์ทรมาน รับเวรกรรมอย่างหนักหนาสาหัสไปจนกว่าจะตาย ในที่นี้จะไม่บอกกล่าวถึงรายละเอียด เพราะจะทำให้ยาวความจนเกินไปแต่ใคร่หยิบยกคำโคลงพยากรณ์ ซึ่งโหราจารย์ผูกไว้ให้ทราบถึงความอาภัพอับโชค เกี่ยวกับผู้มีดวงชะตาแตกร้าวว่าช้ำชอกขนาดไหน ตามกฎเกณฑ์วิชาโหราศาสตร์กำหนดไว้เป็นสูตรสำเร็จความว่า
ระวิ ภูมกะ ทั้ง โสรา
ปัญจแก่ลัคนา พุธเก้า
จันทร์ กับ ชีวา เป็นแปด
ศุกร์ เจ็ดอาจารย์
ตามหลักวิชาโหราศาสตร์ ดวงชะตาบุคคลใด มีดาวอาทิตย์ ดาวอังคาร ตั้งอยู่ในภพที่ 5 ลัคนากำเนิด บุคคลนั้นก็จะประสบทุกข์ยากเดือดร้อน อันเกิดมาจากลูกหลานไม่เอาไหน ทำลายล้างผลาญทุกสิ่งทุกอย่างให้ร่อยหรอและพินาศไปในที่สุด ไม่มีทุกข์ใดในโลกนี้จะทุกข์หนักเท่ากับทุกข์ในเรื่องลูกเต้าเผ่าพันธ์ นอกจากนั้นถ้าดาวพระศุกร์อยู่ในภพที่ 7 ย่อมประสบทุกข์ร้อนจากครอบครัว คนรัก หุ้นส่วนที่ร่วมงานทรยศหักหลัง เรียกว่าเจ็บปวดทุกข์ทรมานไปจนกว่าจะตาย ถือว่าเป็นกรรม แม้จะแนะนำให้ไปบวช ก็ไม่ทราบว่าจะหลีกหนีความเจ็บปวด ความระทมขมขื่นไปได้อย่างไร อันเป็นกฎเกณฑ์ของรูปดวงชะตาช้ำ จะเห็นได้ว่าเมืองนครศรีธรรมราช ในจดหมายเหตุปูมโหร เข้าข่ายเคราะห์ร้ายดังกล่าวนี้ถึง 2 ประการ คือ ดาวอังคารเป็น 5 ดาว พระศุกร์เป็น 7 มันถึงร้อนรนอยู่ชั่วนิรันดร
นอกเหนือจากเกณฑ์ดวงชะตาช้ำแล้ว โหราจารย์จึงกล่าวถึงความอาภัพอับโชคที่สุดร้ายแรงเหลือเกิน จนไม่รู้จะเรียกว่า เกณฑ์ภินทุบาทว์ความว่า
เสาร์ เพ่งเล็งลัคน์แล้ อสุรา
ภุมเมศวร์ อัษฏา ว่าไว้
จันทร์ สิบเอ็ดแก่รา หูเล่า
อาภัพอัปภาคใต้ โทษแท้ประเหินหิน
บุคคลใดเกิดมาอย่างนี้ก็ต้องทำใจว่าเป็นเวรกรรมแต่ชาติปางก่อน ยอมรับความผิดหวังทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ปรารถนาความสวัสดีมีโชคอะไรกับเขา เพียงแต่อยู่ไปให้หมดสิ้นเวรกรรมก็พอใจแล้ว แต่การกำหนดรูปดวงชะตาเมือง คนเราสามารถทำขึ้นเองและเลือกเอาจะให้ดีอย่างไรก็ได้ ส่วนใหญ่ทำขึ้นเพื่อให้บ้านเมืองมีความร่มเย็นเป็นสุข ประชาชนประกอบอาชีพการงานรุ่งเรืองไพบูลย์ ปราศจากการรุกรานเบียดเบียนของศัตรู มั่งคั่งร่ำรวยและมีอำนาจ แต่เหตุไฉนบ้านเมืองนครศรีธรรมราช จึงมีดาวพระเสาร์ ทำมุมเล็งลัคนา ร่วมกับ ดาวพระศุกร์ อย่างนี้ไม่เรียกว่า วางยา หรือ ต้องคำสาปแล้วก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไร
การวางรูปดวงชะตาบ้านเมืองนครศรีธรรมราชให้ต้องเกณฑ์ ภินทุบาทว์ ดังที่กล่าวมาโดยย่อพอเป็นแนวทางสำหรับผู้มีความรู้ในวิชาโหราศาสตร์ ช่วยกันพิจารณาว่าจริงหรือไม่ เชื่อว่าคงไม่วางรูปดวงชะตาไว้เพียงแต่ในจดหมายปูมโหรเท่านั้น แต่น่าจะมีการสร้างเสาหลักเมืองศาลหลักเมืองด้วยวิธีการโบราณ พร้อมกับประกอบพิธีกรรมสาปส่งตามหลักไสยศาสตร์ เพื่อบังคับให้เกิดผลตามเจตนารมณ์ของผู้มีอำนาจ เท่าที่พยายามสืบสวนค้นหาร่องรอย พบหลักฐานว่าพระเสื้อเมือง เดิมเคยตั้งอยู่บริเวณหอนาฬิกา ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของศาลากลางจังหวัดแสดงว่าสถานที่แห่งนั้นน่าจะเคยเป็นตั้ง ศาลหลักเมืองเก่าของกรุงศรีธรรมโศก ซึ่งสถาปนาขึ้นใน พ.ศ. 1830 เท็จจริงอย่างไร เป็นหน้าที่ของกรมศิลปากร จะต้องดำเนินการขุดค้นเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่า ถูกหรือผิดอย่างไร
พิมพ์หน้านี้
ชอบเรื่องนี้
อ่านความคิดเห็น (0)
แสดงความคิดเห็น

| อา. | จ. | อ. | พ. | พฤ. | ศ. | ส. |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | ||||||