10 เมษายน 2551พังพระกาฬในตำนานเมืองนคร
.......สมัยเมื่อกรุงศรีธรรมโศก เมืองหลวงของศรีวิชัย และพุทธจักรวรรดิแห่งทะเลใต้จะล่มสลายหายสาบสูญไป ในราวต้นพุทธศตวรรษที่ 18 ตำนานเมืองนครศรีธรรมราชฉบับหนึ่งกล่าวว่า
.......เมื่อพญาศรีธรรมโศกราช พิราลัยแล้ว พญาจันทรภาณุผู้น้องเป็นเจ้าเมือง ครั้งนั้นเจ้าเมืองชวายกไพร่พลมาทางเรือ มารบเอาเมืองมิได้ ชวาก็เอาเงินปรายเข้ากอไผ่แล้วกลับไปอยู่มาภายหลังชาวเมืองถางไม้ไผ่ เก็บเอาเงินชวา ชวากลับมารบอีกเล่า เจ้าเมืองคงแต่งทหารออกรบอยู่แล้ว เจ้าเมืองพาญาติวงศ์ออกจากเมืองไปอยู่เขาแดง แลกรมการเมืองรบกับชวา ชวาก็แตกไป
.......ภายหลังชวายกไพร่พลมาทอดอยู่ ณ ปากน้ำ มีราชสาส์นมาจากชวา ให้เอาลูกสาวมาถวาย ให้เจ้าเมืองนครลงไปรับ พระยาก็แต่งไพร่พลลงไป ชวาก็จับตัวพระยาได้นางอัครมเหสีก็ตามพระยาไปถึงเกาะอันหนึ่ง จึงได้ชื่อว่า เกาะนาง ครั้งนั้นชวาให้เจ้าเมืองผูกส่วยไข่เป็ดแก่ชวา ชวาก็ให้พระยาคืนมาเป็นเจ้าเมือง
.......นักประวัติศาสตร์สงสัยว่าเป็นไปได้อย่างไร ในขณะที่กองทัพชวาปิดล้อมโจมตีกรุงศรีธรรมโศกอยู่นั้น จู่ๆกษัตริย์ชวาแสร้งทำทีท่าว่าส่งราชธิดามาถวาย พญาศรีธรรมโศกราช ขอให้พญาศรีธรรมโศกราชเสด็จออกไปรับ จนกระทั่งถูกข้าศึกจับกุมตัวไป นางพญาศรีธรรมโศกราชต้องติดตามไปไถ่ตัวคืนด้วยการจำนน ตกเป็นเมืองขึ้นของชวาอย่างง่ายดาย ต้องส่งส่วยไข่เป็ดให้แก่พวกชวา จึงสืบสาวราวเรื่องได้ความว่า พญาศรีธรรมโศกราชองค์ที่สวรรคตซึ่งตำนานกล่าวว่า พญาจันทรภาณุ ผู้เป็นพระอนุชาได้เสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติสืบต่อมานั้น อาจเป็นกษัตริย์ศรีวิชัยผู้มีชื่อเสียงโด่งดังอยู่ในคัมภีร์จุลวงศ์พงศาวดารลังกา และศิลาจารึกหลักที่ 24
.......แต่เดิมพระเจ้าศรีธรรมโศกราชพระองค์นี้ ทรงพระนามว่า จันทรภาณุศรีธรรมราชหรือที่พงศาวดารลังกาเรียกว่า ชวากะราชา พระนามจันทรภาณุ ผู้มีรับสั่งให้สลักศิลาจารึกหลักที่ 24 ขึ้นในปี พ.ศ.1773 พระองค์เสด็จนำกองทัพเรือไปโจมตีลังกา เพื่อแก้แค้นให้แก่พระราชบิดาที่ถูกกองทัพของพระเจ้าปรากรมพาหุที่ 2 รุกรานใน พ.ศ.1789 และ พ.ศ.1802 แม้ว่ากองทัพเรือศรีวิชัยพ่ายแพ้ในครั้งนั้น แต่กองทัพศรีวิชัยส่วนใหญ่ในภาคสมุทรภาคใต้ก็ยังคงเข้มแข็งอยู่ ไม่มีทางที่กองทัพชวาจะยกทัพเรือขึ้นไปปิดล้อมกรุงศรีธรรมโศกเช่นนั้นได้ เพราะในสมัยนั้นอาณาจักรสิงหาส่าหรีบนเกาะชวา ยังไม่มีเสนานุภาพทางกองทัพเรือแต่อย่างใด คงมีหลักฐานแต่เพียงว่า เมื่อกองทัพเรือศรีวิชัยเพลี่ยงพล้ำแก่พวกปาณทัยในการรบที่สมรภูมิ ยาปะหุวะ พระเจ้าจันทรภาณุศรีธรรมโศกราชเสด็จหลบหนีกลกลับมาได้ แต่กองทัพของพระองค์ได้รับความบอบช้ำมาก พระเจ้ากฤตนคร แห่งอาณาจักรสิงหาส่าหรีและพระเจ้าสุวรรณราชา แห่งอาณาจักรศรีอโยธยา ฉวยโอกาสบุกรุกเข้ายึดครองพื้นที่ชายแดนของศรีวิชัย ดังปรากฏเรื่องราวการรบพุ่งระหว่าง พญาศรีธรรมโศกราช กับ ท้าวอู่ทอง ที่เมืองบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในที่สุดตกลงทำสัญญาสงบศึกแบ่งดินแดนกัน
.......จึงเป็นที่ทราบกันว่าพระเจ้าจันทรภาณุศรีธรรมราช แท้จริงแล้วเมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติกรุงศรีธรรมโศก ทรงเฉลิมพระนามในทางพุทธศาสนาว่า พระเจ้าศรีธรรมโศกราช ส่วนพระนามเดิมว่า จันทรภาณุ ทรงโปรดให้เป็นตำแหน่งทางการเมืองใหม่ของพระอนุชา คือ น้องชายคนที่ 1 เรียกว่า จันทรภาณุ น้องชายคนที่ 2 เรียกว่า พงศสุราหะ แต่เมื่อกรุงศรีธรรมโศกล่มสลายไปนั้น ตำนานอีกฉบับหนึ่งกล่าวว่า
.......เมื่อพญาศรีธรรมโศกราชพิราลัยไปแล้ว จันทรภาณุ ผู้น้องเป็นพระยาแทนพญาจันทรภาณุเป็นพระยาอยู่ได้ 7 ปี เกิดไข้ยมบนนั้นทั้งเมือง คนตายวินาศประลัย พญาจันทรภาณุ พญาพงศสุราหะอนุชา และพระมหาเถรสัจจานุเทพ กับครอบครัว ลงเรือหนีไข้ยมบน ไข้ก็ตามลงเรือ พญาและลูกเมียตายสิ้น พระมหาเถรสัจจนุเทพก็ตาย เมืองนครทิ้งร้างเป็นป่ารังโรมอยู่หึงนาน
.......ตำนานฉบับนี้พรรณนาถึงฉากการล่มสลายของกรุงศรีธรรมโศกว่ามีปัญหาสาเหตุมาจาก การเกิดโรคระบาดร้ายแรง เรียกว่าไข้ยมบน ขึ้นในราวต้นพุทธศตวรรษที่ 18 ในที่สุดพุทธจักรวรรดิแห่งทะเลใต้ก็ดับสูญไปช้านาน ครั้นพระเจ้ากรุงอโยธยาทรงโปรดให้มีพระศรีมหาราชา ลงมาฟื้นฟูบูรณาการกรุงศรีธรรมโศกขึ้นใหม่ ไม่มีใครรู้ว่าความเป็นมาของอาณาจักรศรีวิชัยพัฒนาการมาอย่างไร พวกไทยปนลาวที่ลงมาสร้างเมืองขึ้นใหม่ คงนำเอาเรื่องราวของ พระเจ้าฟ้างุ่ม ในประวัติศาสตร์ลาว มาต่อเติมเสริมแต่งเข้ากับการล่มสลายของกรุงศรีธรรมโศก จึงมีเรื่องการเอาเงินปรายเข้าไปในกอไผ่ในลักษณะคล้ายกัน อาจหยิบยกพระราชประวัติของ พระเจ้าฟ้างุ่ม มากล่าวโดยสังเขปเพื่อเปรียบเทียบดังนี้
.......พระเจ้าฟ้างุ่มเป็นราชโอรสของกษัตริย์ลาว แต่เป็นราชบุตรเขยของพระมหานิพพานกษัตริย์เขมร ได้รับกองทัพอุดหนุนให้ไปยึดครองประเทศลาว พระเจ้าฟ้างุ่มจึงบุกเข้าโจมตียึดเมืองเวียงจันทร์ได้ ต่อจากนั้นพระองค์เสด็จนำทัพไปปิดล้อมโจมตี เมืองเวียงคำ แต่ไม่สามารถตีหักเอาเมืองได้เพราะมีกอไผ่หนามแน่นหนาเป็นปราการ พระองค์จึงออกอุบายให้เอาเงินมาตีเป็นเกียงหน้าไม้ ยิงเข้าไปในกอไผ่ให้มาก หลังจากนั้นทำทีเป็นล่าถอยทัพกลับไป พวกชาวเมืองที่ถูกปิดล้อมได้รับความอดอยาก เมื่อเห็นกองทัพข้าศึกถอยกลับไปแล้ว จึงพากันออกมาทำมาหากินกัน พบเกียงหน้าไม้ทำด้วยเงินอยู่ในกอไผ่ ก็ชวนกันถากถางป่าไผ่จนโล่งเตียน พระเจ้าฟ้างุ่ม รอคอยจนไม้ไผ่แห้งดีแล้วก็ยาตราทัพกลับมา จุดไฟเผากอไผ่ไร้เครื่องกีดขวางกองทัพ สามารถยึดเมืองเวียงคำได้อย่างง่ายดาย จับตัวพระยาเภา ใส่กรงขังส่งไปไว้ที่เมืองเชียงทอง
.......ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีใครทราบว่า ตำนานเมืองนครศรีธรรมราช ไปลอกเลียนประวัติศาสตร์ลาว หรือว่าประวัติศาสตร์ลาวเลียนแบบตำนานเมืองนคร แต่เรื่องราวการตกเป็นเมืองขึ้นของชวาจนต้องส่งส่วยเป็นไข่เป็ดนั้น ยังกล่าวความสืบต่อไปว่า
.......ได้บังเกิดขุนพลผู้เก่งกล้าสามารถยิ่งคนหนึ่ง มีชื่อว่า พังพะการ กำเนิดในตระกูลชาวนา ตั้งบ้านเรือนอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ขององค์พระบรมธาตุ ในสมัยยังเป็นเด็กชอบเล่นเป็นนายทหาร รบทัพจับศึกกันตามทุ่งนา มักตั้งตัวเป็นนายทัพ ครั้งหนึ่งเล่นปิดล้อมจับข้าศึกกันกำหนดว่าถ้าพวกข้าศึกตีหักแหกออกไปด้านใด ผู้รับผิดชอบด้านนั้นมีโทษถึงประหาร ต่อมาข้าศึกหลบหนีออกไปทางด้านเด็กคนหนึ่ง พังพะการจึงเอาดาบไม้ปาเขตัดศีรษะเพื่อนเด็กตามโทษทัณฑ์ ปรากฎเหตุอัศจรรย์ขึ้นด้วยเหตุว่า เด็กคนนั้นคอขาดกระเด็นเหมือนถูกฟันด้วยดาบจริง พ่อแม่เด็กจึงนำความขึ้นฟ้องร้องต่อพระเจ้าศรีธรรมโศกราช พระองค์ทรงไต่สวนได้ทราบถึงเหตุน่าพิศวงนั้น จึงพระราชทานทรัพย์เป็นค่าทำขวัญแก่พ่อแม่เด็ก และรับเอาพังพะการเป็นราชบุตรบุญธรรม ให้การศึกษาเล่าเรียนวิชาทหารจนเชี่ยวชาญ ภายหลังพังพะการได้รวบรวมไพร่พลรบพุ่งขับไล่กองทัพชวาแตกพ่ายไป กอบกู้อิสรภาพกรุงศรีธรรมโศกกลับคืนมาได้
.......แต่นักประวัติศาสตร์สงสัยว่าเรื่องราวของ ขุนพลพังพะการ ในตำนานเมืองนคร มีลักษณะคล้ายกับไปนำเอาพระราชประวัติของ พระเจ้าสายน้ำผึ้ง แห่งกรุงอโยธยาผู้สถาปนาวัดพนัญเชิง ณ ตำบลบางกะจะ หลังจากพระราชทานเพลิงศพพระนางสร้อยดอกหมากแล้ว พระราชประวัติของพระเจ้าสายน้ำผึ้ง ซึ่งปรากฏในตำนานท้าวอู่ทองพอสรุปได้ว่า
.......หลังรัชกาลพระเจ้าหลวง กรุงศรีอโยธยาไม่มีกษัตริย์ปกครอง เหล่าพราหมณ์ปุโรหิตจึงทำพิธีเสี่ยงทายแสวงหาผู้มีปัญญาธิการมาเสวยราชสมบัติ โดยอันเชิญเครื่องราชกกุธภัณฑ์ลงเรือสุพรรณหงส์แห่แหนไปตามลำแม่น้ำ เมื่อไปถึงตำบลบ้านแห่งหนึ่งมีเด็กเลี้ยงโคจำนวน 17 คน เล่าว่าราชการกันที่จอมปลวกในทุ่งนา เด็กคนหนึ่งตั้งตัวเป็นกษัตริย์ ส่วนเด็กอื่นเป็นเสนาอำมาตย์หมอบราบกับพื้นดิน ครั้งนั้นเล่นเกี่ยวกับการพิจารณาชำระโทษผู้กระทำผิด เมื่อไต่สวนได้ความเป็นสัตย์แล้วก็มีรับสั่งให้ ขุนอินทรเทพ กับขุนพิเรนทรเทพ เอาตัวไปประหารด้วยไม้ขี้ตอก เมื่อเพชฌฆาตใช้ดาบไม้ขี้ตอกฟันคอปรากฏว่าเด็กนั้นศีรษะขาดกระเด็น บังเอิญเรือสุพรรณหงส์เอกไชยล่องมาถึง เรือนั้นหยุดอยู่กับที่ไม่ว่าจะพายค้ำถ่อกันอย่างไรก็ไม่ขยับเขยื้อน เหล่าพราหมณ์ปุโรหิตเห็นเป็นอัศจรรย์ดังนั้น จึงเป่าสังข์แตรงอนอัญเชิญหัวหน้าเด็กไปเป็นกษัตริย์กรุงอโยธยา
.......ไม่ว่าข้อเท็จทางประวัติศาสตร์จะเป็นอย่างไร พังพะการ มีตัวตนจริงหรือไม่ แต่ฉากการล่มสลายของกรุงศรีธรรมโศก เมืองหลวงเก่าแก่ของอาณาจักรศรีวิชัย มีหลักฐานแน่นอนว่าแตกดับสูญไปในราวต้นพุทธศตวรรษที่ 18 ถูกทิ้งร้างจมอยู่กลางป่าเป็นเวลานาน จนกระทั่งพระเจ้ากรุงอโยธยาทรงโปรดให้ พระศรีมหาราชา และนายศรีทูน ลงมาฟื้นฟูปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่นั้น ได้ก่อให้เกิดปัญหาติดตามมาว่า ใครสาปกรุงศรีธรรมโศก ซึ่งจะต้องศึกษาค้นคว้าให้ทราบความจริงกันต่อไป เพราะตรงกับข้อความในพงศาวดารจียสมัยราชวงศ์ชิง จดบันทึกว่า
..........ภายหลังเสียมก๊ก (ศรีวิชัย) ถูกพวก หลอหูก๊ก (อโยธยา) เข้าตีและรวมกันได้
.......... พระเจ้าหงอู่แห่งราชวงศ์หมิง ทรงเรียกชื่อประใหม่นี้ว่า เสียมหลอก๊ก
เรียบเรียงโดย
พลตำรวจโท สรรเพชญ ธรรมาธิกุล
ผู้บัญชาการประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
พิมพ์หน้านี้
ชอบเรื่องนี้
อ่านความคิดเห็น (0)
แสดงความคิดเห็น

| อา. | จ. | อ. | พ. | พฤ. | ศ. | ส. |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 1 | 2 | 3 | 4 | |||
| 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 |
| 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 |
| 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 |
| 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | |