25 เมษายน 2551อารยธรรมของอินเดียสู่สุวรรณภูมิ
ชาวอินเดียโบราณนั้นเป็นชาติที่เดินทางเข้ามาติดต่อกับดินแดนสุวรรณภูมิมาช้านาน โดยเส้นทางการเดินเรือมาขึ้นท่าเรือที่ตักโกลา และเดินเข้าสู่เมืองต่างๆในสุวรรณภูมิ เมืองโบราณ ที่ถือว่าเป็นเมืองที่ชาวอินเดีย เดินทางมาตั้งหลักแหล่งและนำวิทยาการของอารยธรรมอินเดียโบราณเข้ามาสู่ดินแดนสุวรรณภูมิครั้งแรกนั้น น่าจะเป็น ตามพรลิงค์ หรือ ตมพลิงคม(ปัจจุบัน คือ เมืองนครศรีธรรมราช) และเมืองไชยา ซึ่งเป็นชื่อที่ชาวอินเดียตั้งขึ้น
ในศิลาจารึกกาลาสัน พ.ศ.๑๓๒๒ นั้นมีความปรากฏว่า
อาณาจักรศรีวิชัยมีประเทศราชตั้งอยู่บนฝั่งทั้งสองของแหลมมลายูหลายประเทศ คือ ปาหัง ตรังกานู กลันตัน ตามพรลิงค์ ครหิ ลังกาสุกะ เกดะ กราตักโลลา ปับผาละ
รายชื่อประเทศราชของอาณาจักรศรีวิชัยที่ปรากฏในจารึกนั้น เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนดินแดนสองฝั่งของแหลมมลายู มีข้อสันนิษฐานเรื่องชื่อเมืองในปัจจุบัน ดังนี้
ปาหัง น่าจะเป็นเมืองปาหัง
ตรังกานู คือเมืองตรังกานู
กลันตัน คือ เมืองกลันตัน
ตามพรลิงค์ คือ เมืองนครศรีธรรมราช
ครหิ บางว่าคือ เมืองไชยา บางแห่งว่าเมืองกระบุรี
ลังกาสุเกะ อยู่ทางตอนใต้ของเมืองนครศรีธรรมราช สันนิษฐานว่าเมืองปัตตานี
เกดะ หากเป็นเคดะ ก็คือเมืองไทรบุรี
กราตักโลลา คือ เมืองตักโกลา ปัจจุบันหมายถึง เมืองตรัง ไม่ใช่ตะกั่วป่า
ปับผาละ ยังไม่ทราบว่าเมืองใด
อาณาจักรศรีวิชัยนั้นเป็นอาณาจักรที่มีอำนาจทางทะเลตอนใต้ จึงเป็นศูนย์กลางความเจริญรุ่งเรืองทางการค้าทางทะเล ทำให้มีกองทัพเรือที่เข้มแข็ง ศูนย์กลางของอาณาจักรนี้ น่าจะอยู่ที่เมืองปาเล็มบัง ตั้งอยู่บนเกาะสุมาตรา ในประเทศอินโดนีเซีย ส่วนเมืองไชยา(อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี) ซึ่งพบหลักฐานเป็นศิลาจารึก และพระพุทธรูปโบราณเป็นจำนวนมาก จนนักประวัติศาสตร์ไทยว่า เมืองไชยานี้น่าเป็นศูนย์กลางอาณาจักรศรีวิชัยนั้น จากความในจารึกกาลาสันเมื่อพ.ศ.๑๓๒๒ ดังกล่าว ทำให้มีข้อสันนิษฐานใหม่ว่า เมืองไชยาน่าเป็นเมืองหนึ่งของอาณาจักรศรีวิชัยมากกว่า และมีฐานะเป็นเมืองท่าสำคัญ เช่นเดียวกับเมืองตามพรลิงค์ ที่มีฐานะเป็นเมืองประเทศราชในอาณาจักรศรีวิชัยมาก่อน เหมือนเมืองต่างๆที่อยู่บนแหลมมลายู
ดังนั้นข้อสรุปของศูนย์กลางของอาณาจักรศรีวิชัย จึงน่าจะเป็นเมืองปาเล็มบังมากกว่าเป็นเมืองไชยา หรือเมืองตามพรลิงค์(เมืองนครศรีธรรมราช) ที่อยู่ในดินแดนสุวรรณภูมิ (เป็นแนวความคิดที่สันนิษฐานต่างๆ นานา ยังไม่มีข้อสรุปในเรื่องนี้)
อาณาจักรศรีวิชัยมีอำนาจที่แผ่กว้างไพศาลมาก ในสมัยนั้นมีอาณาเขตครอบคลุมช่องแคบมะละกา ชวา สุมาตรา แหลมมลายู และหัวเมืองภาคใต้ของไทย เป็นอาณาจักรที่มีความเจริญรุ่งเรืองทางด้านพระพุทธศาสนาอยู่ในพุทธศตวรรษที่๑๓-๑๗ จนเป็นเหตุที่ทำให้พระพุทธศาสนาเดินทางเข้ามาเผยแพร่ทางเมืองไชยา เมืองตามพรลิงค์(เมืองนครศรีธรรมราช) ดังปรากฏหลักฐานในการสร้างพระบรมธาตุสำคัญที่เมืองตามพรลิงค์และเมืองไชยา ซึ่งพบพระพุทธรูปอวโลกิเตศวรที่เมืองไชยา และในขณะเดียวกันพระธรรมคัมภีร์ในพุทธศาสนาและศาสนาฮินดู ศาสนาพราหมณ์ก็ได้เข้ามาเผยแพร่เช่นกัน
ในต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๙ นั้น อาณาจักรศรีวิชัยได้เสื่อมอำนาจลง อาณาจักรที่เกิดใหม่ คือ อาณาจักรมัชปาหิต ได้มีอำนาจอยู่ในเกาะชวาก็ขยายอาณาเขตเข้ามาครอบครองดินแดนส่วนนี้แทนอาณาจักรศรีวิชัย
ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่๘ เป็นต้นมานั้น ดินแดนของสุวรรณภูมิได้มีอาณาจักรเกิดขึ้นหลายแห่ง กษัตริย์ผู้ปกครองอาณาจักรต่างๆนั้นได้รับเอาวัฒนธรรมจากชาวอินเดียที่เดินทางเข้ามาติดต่อค้าขายและตั้งถิ่นฐานในดินแดนแถบนี้(อาเซียตะวันออกเฉียงใต้หรือ สุวรรณภูมิ) มาใช้เป็นแนวทางในการปกครองและสร้างสรรจารีตประเพณีของบ้านเมืองตามแบบอย่างอินเดียที่เผยแพร่ศาสนาฮินดู ศาสนาพราหมณ์และพระพุทธศาสนา ดังจะเห็นได้จากการดำรงความมั่นคงของสถาบันกษัตริย์ ศาสนา จารีตประเพณี กฎหมาย อักษรศาสตร์ และวรรณคดี เป็นต้น
สรุปแล้ว อารยธรรมต่างๆที่เข้ามาเผยแพร่ในดินแดนสุวรรณภูมินั้นมาจาก ชาวอินเดียโบราณทั้งสิ้น โดยเดินทางเข้ามาทางใต้ที่เมืองท่าตักโกลา แล้วเดินทางติดต่อกับเมืองต่างๆในอาณาจักรสมัยนั้น
ในสมัยโบราณนั้นชาวอินเดียตอนใต้ จากแคว้นกลิงคราษฎร์ เมืองมัทราช ได้พากันเดินทางเข้ามาทำการค้าขายทางทะเลทางเส้นทางนี้เมื่อประมาณ ๑๔๐๐ -๑๕๐๐ ปีมาแล้ว โดยขึ้นบกที่เมืองตักโกลา ข้ามเขาด้านหลังเมืองแล้วล่องมาตามลำน้ำตะกั่วป่า แม่น้ำคีรีรัฐ แล้วตั้งเมืองที่เมืองงไชยา ต่อมาก็ย้อนลงมาข้ามแม่น้ำหลวง(แม่น้ำตาปตีหรือตาปี) พวกหนึ่งและอีกพวกหนึ่งแยกลงไปทางใต้ตั้งเมืองที่หาดทรายแก้วชื่อเมืองตามพรลิงค์
เมืองตักโกลา หรือ กราตักโลลา ที่ปรากฏในศิลาจารึกกาลาสัน พ.ส.๑๓๒๒นั้น คือเมืองท่าสำคัญที่เป็นทำเลไปมาหาสู่ยังเมืองต่าง ๆ ทางตอนใต้ของสยามประเทศ ข้อสรุปใหม่ก็คือ เมืองตักโกลานี้น่าเป็นเมือง เมืองตรัง มากกว่า เมืองตะกั่วป่า ที่นักประวัติศาสตร์เข้าใจกันมาแต่เดิม
เนื่องจากปรากฏว่า มีชื่อ เมืองตะโกลา(แปลว่ากระวาน) อยู่ทางฝั่งตะวันตกของประเทศไทย จึงมีข้อสันนิษฐานของ เยรินีว่า ว่า ตะโกลานั้นเป็นเมืองตะกั่วป่า แต่เบอร์เทลลอต กลับว่า ตะโกลานั้นเป็นเมืองตรัง ทำเลเมืองท่าโบราณที่ชื่อตะโกลา นั้นเป็นเส้นทางที่มีความสำคัญต่อการเดินทางของวิทยาการต่างๆที่มาจากอินเดีย
ในคัมภีร์มิลินทปัญหา(คัมภีร์นี้เขียนขึ้นหลังจากที่พระเจ้ามิลินท์สวรรคตเกือบ ๑๐๐ ปี และก่อนที่ ปโตเลมี ทำการเขียนเส้นทางภูมิศาสตร์ ๒๐๐ ปี) พระปิฏกจุฬาภัยเถระ ได้รจนาไว้เมื่อพ.ศ.๕๐๐ มีความว่าพระมหานาคเสนเถระที่ได้ยกขึ้นอุปมาถวายพระเจ้ามิลินท์(พระเจ้าเมนันเดอร์) กษัตริย์ผู้ปกครองแคว้นคันธาระระหว่างพ.ศ.๓๙๒๔๑๓ และได้กล่าวถึงการแล่นเรือในมหาสมุทรไปยังเมืองต่าง ๆ ซึ่งมีชื่อ ตักโกละ อยู่ด้วย
การเดินทางของสมัยโบราณนี้ เชื่อว่าเมื่อประมาณ๑๔๐๐๑๕๐๐ ปีชาวอินเดียตอนใต้ จากแคว้นกลิงคราษฎร์ เมืองมัทราชนี้ ได้พากันเดินทางเข้ามาทำการค้าขายทางทะเลและขึ้นบกที่เมืองตักโกลา(เมืองตรัง หรือเมืองตะกั่วป่า) ข้ามเขาด้านหลังเมืองแล้วล่องมาตามลำน้ำตะกั่วป่า แม่น้ำคีรีรัฐ แล้วตั้งเมืองที่เมืองไชยา ต่อมาก็ย้อนลงมาข้ามแม่น้ำหลวง(แม่น้ำตาปตีหรือตาปี) พวกหนึ่งและอีกพวกหนึ่งแยกลงไปทางใต้ตั้งเมืองที่หาดทรายแก้วชื่อเมืองตามพรลิงค์(เมืองนครศรีธรรมราช)
ในศิลาจารึกกาลาสัน พ.ศ.๑๓๒๒ ที่มีความปรากฏว่า อาณาจักรศรีวิชัยมีประเทศราชตั้งอยู่บนฝั่งทั้งสองของแหลมมลายูหลายประเทศ คือ ปาหัง ตรังกานู กบลันตัน ตามพรลิงค์ ครหิ ลังกาสุกะ เกดะ กราตักโลลา ปับผาละ นั้น
ตักโกละ หรือตักโกลา ที่พิสูจน์ทางประวัติศาสตร์ว่า ไม่ใช่ เมืองตะกั่วป่า จังหวัดพังงา แต่เป็น เมืองตรังนั้น มีข้อน่าศึกษาจากการสำรวจทางประวัติศาสตร์โบราณคดีแล้ว ได้พบว่า
๑.เส้นทางข้ามแหลมจากตะกั่วป่า(อำเภอตะกั่วป่า)มายังอ่าวบ้านดอน เป็นเส้นทางทุรกันดารไม่เหมาะสมกับการเดินทางค้าขายในสมัยโบราณ ที่ต้องลำเลียงสินค้าจำนวนมาก เส้นทางนี้ต้องเดินเท้าขึ้นเขาสกด้วย ไม่น่าเชื่อว่า อเล็กซานเดอร์ พ่อค้าชาวกรีกจะเดินเรือมาขึ้นที่ตะกั่วป่าแล้วขนสินค้าข้ามแหลมมาอ่าวบ้านดอนได้ และไม่พบโบราณวัตถุที่ร่วมสมัยกับพระเจ้ามิลินท์(พ.ศ.๓๙๒๔๑๓)หรือพ่อค้าอเล็กซานเดอร์ พ่อค้าชาวกรีก(พ.ศ.๖๙๓๗๐๘)ที่ปโตเลมีเขียนบันทึกไว้
๒.มีเส้นทางทั้งทางน้ำและทางบกอีกหลายทางที่สามารถขนถ่ายสินค้าจากตะวันตกไปตะวันออกได้สะดวกกว่า และพบว่า เมืองตักโกลานี้เป็นศูนย์กลางการค้า อยู่ที่จังหวัดตรัง บริเวณบ้านหูหนาน หรือกรุงธานี และแม่น้ำตรังก็คือ แม่น้ำไครโสนาส ในภูมิศาสตร์ของปโตเลมี
การมองทำเลเมืองท่าสำคัญของเมืองตักโกลา ว่าอยู่ที่เมืองตรังและเมืองตรังเป็นเมืองท่าที่มีอายุกว่า ๒๐๐๐ปีนี้จึงสำคัญและเป็นข้อมูลที่ชี้ให้เห็นว่า ทำเลนี้สอดคล้องกับเส้นทางโบราณ ทำเลดังกล่าวนี้มีอายุเก่ากว่าอาณาจักรสุโขทัยและเป็นเรื่องที่เปลี่ยนข้อสันนิษฐานเดิมที่เชื่อกันว่า ตักโกลาคือ เมืองตะกั่วป่า
สำหรับเมืองตรังในสมัยโบราณนั้นสามารถแบ่งความเจริญเติบโตของชุมชนเป็น ๓ ยุค กล่าวคือ
ยุคแรก ตัวเมืองตั้งอยู่เหนือเขาปินะอยู่ระยะหนึ่ง ริมฝั่งแม่น้ำตะวันออกมีปากคลองกะปาง ฝั่งตรงข้ามคลองกะปางเป็นบ้านหูหนาน ชาวบ้านเรียก กรุงธานี ปัจจุบันเป็นสวนยางพารา บ้านหูหนานหรือกรุงธานี นี้เป็นที่ตั้งของเมืองตักโกลา (ตะโกลา) ในถ้ำเขาปินะพบพระพิมพ์ดินดิบศิลปสกุลคุปตะมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒๑๓ จำนวนมาก
ยุคสอง ตัวเมืองย้ายมาตั้งอยู่ใกล้คลองลำภูรา เรียกว่า เมืองตรังปุระหรือ เมืองลำภูรา มีเขาลำภูรา ในถ้ำมีภาพเขียนสี พบเครื่องมือหินใหม่กับหม้อดินเผาสีดำ ชาวบ้านเรียกว่า ถ้ำตรา ถัดตัวเมืองนี้ลงมามีหมู่บ้านอู่ตะเภา หรือ ทุ่งทัพเรือ เป็นที่ต่อเรือรบของเมืองตรังคปุระ เมืองนี้มีอายุประมาณสมัยสุโขทัย
ยุคสาม ตัวเมืองย้ายมาตั้งอยู่ข้างใต้หมู่บ้านอู่ตะเภา บริเวณบ้านนาแขก เรียกว่า ตรังนาแขก มีอายุสมัยกรุงศรีอยุธยา
สมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ได้บันทึกการเดินทางเมื่อพ.ศ.๒๔๔๔ ไว้ว่า
ถึงบ้านท่าจีน พวกจีนฮกเกี้ยนอยู่ค้าขาย เรือเสาใบอย่างจีนใหญ่ๆจอดอยู่ ๘ ลำ และมีอู่ต่อเรือชนิดนั้นที่นั่นอีก ๒ แห่ง กำลังต่อเรืออยู่ทั้ง ๒ อู่..
สำหรับเส้นทางโบราณที่เป็นข้อพิสูจน์ว่า เมืองตักโกลานั้นคือ เมืองตรัง แน่นอนนั้นคือเส้นทางเดินเรือจากปากแม่น้ำตรังในสมัยโบราณ(ราวต้นพุทธศักราช)นั้น มีเส้นทางเดินผ่านตลอดไปถึงแม่น้ำตาปีที่อ่าวบ้านดอนได้ โดยมีคลองโอ๊กกับคลองมีนเป็นลำน้ำเชื่อมโยงถีงกันได้ เป็นการแล่นเรือผ่านไปตามไครเสเชอโสเนโสส(เกาะทองหรือสุวรรณทวีป) จนไปถึงอ่าวบ้านดอน หลังจากนั้นยังสามารถแล่นเรือต่อไปยังเวียดนามและจีนได้โดยไม่ต้องผ่านทางช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นทางอ้อมและมีโจรสลัดชุกชุม เมื่อมีการคมนาคมขนถ่ายสินค้าต่อเนื่องมาทุกสมัย จึงทำให้เกิดชุมชนที่เจริญรุ่งเรืองขึ้น เมืองต่างจึงเกิดขึ้นตามเกาะทอง รวมทั้งเมืองตักโกลา(ตะโกลา)ด้วย
นอกจากเส้นทางเดินเรือดังกล่าวแล้วยังมีเส้นทางบกในสมัยโบราณข้ามจากแถบตะวันตกไปยังฝั่งตะวันออกด้วย โดยอาศัยช้างและม้าบรรทุกสินค้ามาตามเส้นทางเดินจากตรังผ่านช่องเขาพับผ้าทางหนึ่ง ที่วัดคูหาสวรรค์ จังหวัดพัทลุงนั้นได้พบพระพิมพ์ดินดิบศิลปคุปตะสมัยเดียวกันกับที่พบในถ้ำแถบจังหวัดตรังด้วย อีกเส้นทางหนึ่งเดินทางจากบ้านหุหนานหรือเมืองตรังกรุงธานี ผ่านกะปางไปออกทุ่งสง ไปปากแพรก ออกร่อนพิบูลย์ เข้าเสาธงทองไปศาลามีชัย สู่เมืองตามพรลิงค์(เมืองนครศรีธรรมราช) พบหลักฐานทางโบราณคดีที่ตำบลเขาพระ อำเภอร่อนพิบูลย์ คือศิลาจารึกอักษรปัลลวะ มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑๑๒ ที่เขาช่องคอย เป็นหลักฐานว่า บริเวณนั้นเป็นชุมชนโบราณมากว่า ๑๓๐๐ ปีแล้ว
ในบันทึกของหลวงจีนอี้จิงที่เดินทางไปศึกษาคัมภีรทางศาสนาพุทธที่อินเดียนั้น ได้เดินทางออกจากกวางตุ้งเมื่อปีพ.ศ.๑๒๑๔ ด้วยเรือสำเภาของพ่อค้าชาวเปอร์เซีย เดินทาง ๒๐ วันถึงเมืองไชยา เรียนภาษาสันสกฤตที่ไชยา ๖ เดือน แล้วเดินทางผ่านช่องแคบมะละกา เมื่อศึกษาอยู่ที่อินเดียนานถึง ๑๔ ปีก็เดินทางกลับเข้ามาทางลัดผ่านทางทับเที่ยง(ที่ตั้งอำเภอเมืองตรังในปัจจุบันนี้) เส้นทางกลับนี้เข้าใจว่า หลวงจีนอี้จิงเดินทางเรือมาขึ้นบกที่บ้านท่าจีน แล้วเดินทางบกต่อมาทางเส้นทางช่องเขาพับผ้า เข้าสู่เมืองพัทลุงและสทิงพระ แล้วมุ่งตรงไปเมืองไชยา
สรุปแล้วบ้านหูหนาน(กรุงธานี) และบ้านท่าจีน ของเมืองตรังจึงเป็นท่าเรือสำคัญ เป็นทำเลเมืองท่าโบราณที่มีอายุกว่า ๒๐๐๐ ปีของเมืองตักโกลาหรือตะโกลา ไม่ใช่เมืองตะกั่วป่า (อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา)อย่างที่เข้าใจกันแต่เดิม
เมืองสำคัญอีกแห่งหนึ่งใกล้กับเมืองพัทลุงนั้นมีเมืองปะเหลียน(เมืองปะลันดา PALANDA)เป็นเมืองเก่าแก่อีกแห่งหนึ่งที่ตั้งมาพร้อมกับเมืองตะโกลา(เมืองตรัง)มีอายุไม่ต่ำกว่า ๑,๘๐๐ ปี มีชื่อปรากฏในบันทึกภูมิศาสตร์ของปโตเลมีว่า ปะลันดา เมืองนี้มีแม่น้ำปะเหลียนเป็นแม่น้ำเคียงคู่ไปกับแม่น้ำตรัง ที่ใช้เป็นเส้นทางสำหรับขึ้นบกต่อไปไปเมืองพัทลุงได้ และยังใช้ข้ามคาบสมุทรไปสู่ดินแดนตะวันออกได้ จึงทำให้เมืองปะเหลียนเป็นเมืองท่า มีท่าเรือตันหยงสตาร์(มีเหลือท่าโต๊ะกา อยู่)ที่ใช้จอดเรือสำเภาขนาดใหญ่และใช้เป็นเส้นทางผ่านข้ามคาบสมุทร เดิมนั้นเป็นเมืองที่ขึ้นอยู่กับเมืองพัทลุง ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ หลวงปะเหลียนโต๊ะกา ถูกเจ้าเมืองพัทลุงใช้ให้ไปซื้อาวุธปืนกระสุนดินดำ ปืนลินลาปากนก เป็นต้นจากพระยาราชกปิตัน(พรานซิส ไลท์) ที่เกาะปีนัง เมื่อพ.ศ.๒๓๓๐ เพื่อมาใช้ต่อสู้กับพม่า
เมืองปะเหลียนนั้นครั้งแรกอยู่ใกล้เมืองพัทลุง(คือ หมู่ที่ ๓ ต.ปะเหลียน) ต่อมาพ.ศ.๒๔๓๔ได้ย้ายมาตั้งที่ตำบลท่าพญา เป็นอำเภอพญาขึ้นกับเมืองตรัง และเปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอปะเหลียนในพ.ศ.๒๔๔๐ ในสมัยรัชกาลที่ ๕ อำเภอปะเหลียนได้ยุบรวมเป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดตรัง พระยาปริยันต์เกษตรานุรักษ์(ทองขาว ณ พัทลุง)นั้นเป็นเจ้าเมืองปะเหลียนคนสุดท้าย ก่อนที่พระยารัษฎานุประดิษฐ เจ้าเมืองตรังจะเข้ามาปกครอง พ.ศ.๒๔๕๐ อำเภอปะเหลียนได้ย้ายมาตั้งอยู่ที่บ้านหยงสตาร์ประมาณ ๑๐ ปี จึงย้ายมาตั้งอยู่ที่ตลาดท่าข้าม วันที่ ๒๔ เมษายน พ.ศ.๒๔๖๐ จึงเปลี่ยนชื่อเป็น อำเภอหยงสตาร์ ในวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๘๑ จึงเปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอปะเหลียน ตามเดิม
เมืองปะเหลียน นี้ ไม่มีทำเลที่แน่นอนเลยสักสมัย จึงมีการเปลี่ยนแปลงทั้งชื่อและที่ตั้งอยู่เสมอ ทั้งๆที่เป็นเมืองโบราณเหมือนกัน
สรุปแล้วพื้นที่เมืองตรังมีความเหมาะสมที่จะเชื่อว่าเป็น ตะโกลา ในสมัยโบราณและเป็นจุดที่ชาวอินเดียเดินทางไปยังเมืองตามพรลิงค์(เมืองนครศรีธรรมราช) เมืองครหิและเมืองไชยา(ยอรช เซเดส์ ว่าเป็นที่เดียวกัน) ซึ่งต่อมาเป็นชุมชนที่ชาวอินเดียได้นำวิทยาการที่เป็นอารยธรรมอินเดียโบราณเข้ามาสู่ดินแดนสุวรรณภูมิครั้งแรก รวมทั้งการเกิดศาสนาพราหมณ์ที่ชุมชนเขาคา ด้วย
ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๙ เป็นต้นมานั้น บ้านเมืองแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำท่าจีนมีความเจริญรุ่งเรืองมาก มีชุมชนสำคัญอยู่สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาได้แก่ ชุมชนหรือบ้านเมืองด้านตะวันตกของแม่น้ำท่าจีนที่สำคัญนั้น คือเมืองอู่ทอง ปรากฏว่าพบหลักฐานร่องรอยของเรือสินค้าต่างประเทศมาจอดทอดสมอที่หน้าเมืองนี้ ซึ่งพบว่ามีโบราณวัตถุจากต่างประเทศ เช่น ลูกปัด เหรียญเงินต่างประเทศ และเครื่องประดับจากอินเดีย กรีก โรมัน ดินแดนตะวันออกกลางและจีนเข้ามา
ส่วนชุมชนหรือบ้านเมืองด้านตะวันออก ซึ่งอยู่บริเวณที่ราบสูงของลุ่มน้ำบางปะกง แม่น้ำลพบุรี และแม่น้ำป่าสัก เช่น เมืองศรีมโหสถ ในอำเภอโคกปีบ จังหวัดปราจีนบุรี พบโบราณวัตถุที่มาจากต่างประเทศแบบเดียวกับที่พบในเมืองอู่ทอง ซึ่งมีลำน้ำเก่าเป็นเส้นทางให้เรือสินค้าชาวต่างชาติเดินทางไปมาและจอดหน้าเมืองได้ หลักฐานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งพบที่กลางป่าตำบลพงตึก อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี แถบต้นแม่น้ำแม่กลอง ได้ขุดสำรวจพบตะเกียงโรมันสำริด สมัยพุทธศตวรรษที่ ๖ แบบเดียวกับตะเกียงที่หล่อขึ้นจากเมืองอเล็กซานเดรีย ประเทศอียิปต์ ถือว่าเป็นหลักฐานที่แสดงถึงการติดต่อระหว่างโบราณสถานที่พงตึกกับเรือสินค้าของชาวต่างประเทศในสมัยโบราณ
ในแผนที่โบราณบางฉบับมีชื่อ พงตึก (PONGTUK) ปรากฏในแผ่นที่นั้นด้วย สันนิษฐานคำว่า พงตึก นี้ น่าจะเป็นคำจากภาษาเขมรคือ ปวงตึ๊ก ที่แปลว่า ท่าเรือ
เมื่อชาวอินเดียเดินทางมาค้าขายในดินแดนตะวันออกมากขึ้น จึงทำให้มีเส้นทางบกและเส้นทางทะเลติดต่อกันเป็นประจำ ดังนั้นเมื่อวรรณกรรมโบราณต่างๆของอินเดียจึงได้ถูกนำมาเผยแพร่ จึงได้มีการประพันธ์ในเรื่องให้กล่าวถึงดินแดนสุวรรณภูมิไว้ด้วย เช่น พระมหาชนก และเจ้าชายสุวรรณสาม นั้นได้มีความปราถนาที่จะเดินทางไปยังสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นชื่อของอาณาจักรที่อยู่ในดินแดนเอเซียตะวันออกเฉียงใต้(คืออาณาจักรสยาม) ซึ่งมีชื่อปรากฏในเอกสาร และแผนที่โบราณ ซึ่งยังมีชื่อสถานที่สำคัญและเมืองอีกหลายเมืองที่กล่าวถึง เช่น
ในบันทึกของปโตเลมี(PTOLEMY) ชาวกรีก ได้เขียนบันทึกไว้เมื่อราว พ.ศ.๗๐๐นั้น มีชื่อเมืองTACOLA คือ ตะโกลา ปรากฏอยู่ (สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นท่าเรือโบราณในเมืองตรัง ซึ่งเดิมเข้าใจว่าชื่อนี้เหมือนคำว่าตะกั่วป่า จึงเข้าใจว่าเป็นอำเภอตะกั่วป่า)สมัยนั้นเป็นตลาดกระวาน กรรปูรทวีป(เกาะการะบูน) นาริเกทวีป (เกาะมะพร้าว)
การเดินทางติดต่อค้าขายไปมากับดินแดนสุวรรณภูมิเช่นนี้ ทำให้พ่อค้าอินเดียโบราณบางคนได้ตั้งถิ่นฐานและมีครอบครัวกับหญิงพื้นเมือง ต่อมาได้สร้างตนขึ้นเป็นหัวหน้าชุมชนและมีอำนาจเหนือชาวพื้นเมือง สร้างระบบการครองเมืองแบบผู้ครองอินเดีย
เส้นทางเดินของชาวอินเดียภาคใต้นั้นน่าจะลงเรือสำเภาสินค้าเดินทางมาทางทะเลข้ามอ่าวเบงกอล เข้ามาทางหมู่เกาะอันดามัน เกาะนิโคบาร์ และแหลมอฉินด้านเหนือของเกาะสุมาตรา มายังดินแดนทางฝั่งทะเลอินเดีย บางกลุ่มเดินทางมาขึ้นบกที่ตะโกลา(ท่าเรือเมืองตรัง) แล้วเดินทางต่อไปยังไชยา(ครหิ?)และอ่าวบ้านดอน(พันพันหรือพุนพิน)แล้วเดินทางบกต่อไปยังตามพรลิงค์(นครศรีธรรมราช) และบางกลุ่มเดินทางขึ้นบกที่เมืองไทรบุรี แล้วเดินตามเส้นทางบกต่อไปยังเมืองสงขลา
เส้นทางของชาวอินเดียภาคกลางนั้น น่าจะแล่นเรือสำเภาสินค้าเลียบชายฝั่งมาขึ้นบกที่เมืองทวาย แล้วเดินบกมาทางตะวันออก ผ่านเข้ามาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ ด่านมะขามเตี้ยหรือด่านทับตะโก ลงเรือและเดินบกมาตามแม่น้ำแม่กลองเข้ามาทางลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา แล้วลงเรือสินค้าขนาดใหญ่เดินทางข้ามอ่าวไทยต่อไปยังดินแดนของอาณาจักรฟูนัน(เขมร)และอาณาจักรจามปา(ญวน )ได้คนบางกลุ่มเดินทางโดยลงเรือที่เมืองมะริดแล้วนั่งเกวียนหรือช้างเดินทางบกมาทางเมืองพริบพรี(เพชรบุรี)และคนบางอีกกลุ่มเดินทางเข้าทางด่านสิงขรเข้ามาทางจังหวัดประจวบคิรีขันธ์
เส้นทางชาวอินเดียทางภาคเหนือนั้นน่าจะเดินทางผ่านมาทางพม่า เข้ามาทางชายแดนเมืองแม่ฮ่องสอน เข้ามาเมืองเชียงใหม่หรือเข้ามาทางเมืองมะละแหม่ง ผ่านด่านแม่ละเมาที่แม่สอด เข้ามายังเมืองตากที่ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำวัง แล้วลงเรือเดินทางต่อมายังเมืองต่างในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ในปัจจุบันนี้ยังใช้เส้นทางนี้ต้อนวัวจากบังคลาเทศให้เดินผ่านพม่าเข้าในไทย โดยผ่านเข้ามาจังหวัดแม่ฮ่องสอนและอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก
สำหรับชาวพื้นเมืองที่ตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยานั้น ก็สามารถเดินทางไปยังเมืองต่างๆที่อยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำโขง โดยใช้เส้นทางเดินบกผ่านเมืองศรีเทพ(ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดเพชรบูรณ์) ผ่านด่านนครไทย( อ.นครไทย จ.พิษณุโลก) แล้วข้ามแม่น้ำโขงไปยังอาณาจักรศรีสตนาคนหุต(ลาว)และอาณาจักร ศรีโคตรบูรณ์(นครพนม)ได้
พิมพ์หน้านี้
ชอบเรื่องนี้
อ่านความคิดเห็น (5)
แสดงความคิดเห็น




ขอบคุณครับ 

ขอบคุณครับ 


| อา. | จ. | อ. | พ. | พฤ. | ศ. | ส. |
|---|---|---|---|---|---|---|
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | |
| 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 |
| 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 |
| 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 |
| 28 | 29 | 30 | ||||
วันที่ 27 มิถุนายน 2551 เวลา 22:31
โดย : ลูกชาวดอน
อีเมล์ : new6627@hotmail.com
เว็บไซต์ :
IP 202.137.146.xxx