<< กลับหน้าแรก | ตั้งกระทู้ใหม่
 

เก็บสารเคมีอย่างไรให้ปลอดภัย


                บางครั้งนักเคมีจะต้องทำงานที่มีความเสี่ยงสูง  เพราะต้องทำงานเกี่ยวข้องกับสารเคมี เครื่องมือ ความร้อน วิธีทดสอบเป็นต้น  อาจได้รับอุบัติเหตุจากการใช้เครื่องมือ เครื่องแก้วที่ไม่ถูกต้อง หรือจากปฎิกิริยาเคมีขณะที่ทำการทดลอง เช่น การกระเด็น การระเบิด การเกิดแก๊ส การสูดดมไอสารพิษ ผู้ปฎิบัติงานจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้การเอาใจใส่ มีความระมัดระวังตลอดเวลา

 

การจัดเก็บสารเคมี 

            ห้องปฎิบัติการของท่านขณะนี้มีการจัดเก็บสารเคมีดีแล้วหรือยัง  ท่านยังคงเห็นภาพเหล่านี้หรือไม่ในห้องปฎิบัติการ  สารที่เป็นกรดวางต่อจากสารที่เป็นเบส  สารออกซิไดซ์วางติดกับสารที่ติดไฟ สารที่ไวต่อน้ำวางอยู่ถัดจากอ่างน้ำ  และวางขวดสารเคมีที่มีพิษอยู่ติดโต๊ะที่ใช้เขียนหนังสือ  ลองสำรวจห้องปฏิบัติการของท่านกันก่อนดีกว่าพบสิ่งต่างๆ ต่อไปนี้ มากน้อยแค่ไหน

    

หลักการเบื้องต้นในการจัดเก็บสารเคมีทั่วๆไปคือ

 

1.     ควรเก็บสารเคมีไว้ในห้องปฏิบัติการให้มีจำนวนน้อยที่สุด

 

2.     การเก็บสารเคมีที่มีปริมาณมาก หรือมากกว่า 1 แกลลอน ควรเก็บไว้ในพื้นที่เหมาะสม การถ่ายเทสารไวไฟมากกว่า 5 แกลลอน หรือมากกว่านั้นต้องไม่ทำในห้องปฏิบิติการ

 

3.     สารเคมีต้องเก็บไว้ในอุณหภูมิและความชื้นที่เหมาะสม  ไม่ควรเก็บไว้ใกล้แหล่งที่ให้ความร้อน เช่น ท่อไอน้ำ ตู้อบในห้องปฏิบัติการ และไม่ตั้งไว้ในที่ที่ถูกแสงแดดโดยตรง

 

4.     ต้องไม่วางสารเคมีไว้เป็นประจำในพื้นที่โต๊ะปฏิบัติการและในสถานที่ที่ไม่ปลอดภัยต่อการระเบิด และแหล่งกำเนิดไฟ ใต้อ่างน้ำหรือในตู้ดูดควันที่ใช้งานประจำ  ถ้าสารนั้นมีที่เก็บโดยเฉพาะควรนำไปเก็บหลังใช้งานเสร็จ สารที่ไวไฟ และมีจำนวนมากไม่ควรเก็บไว้ในห้องปฏิบิติการ ให้มีเฉพาะที่ใช้งาน ส่วนที่เหลือควรเก็บไว้ในตู้เก็บสารไวไฟ

 

5.     สารเคมีต้องมีฉลากระบุสิ่งที่บรรจุ  วันที่รับ และเปิดใช้ ถ้าเป็นของเหลวต้องระบุเปอร์เซ็นต์ความเข้มข้น

 

6.     ต้องสังเกตุสารเคมีที่ใช้อยู่เป็นประจำว่ามีสิ่งผิดปกติที่บ่งถึงความเสื่อมสภาพดังนี้

 

-       สารเคมีมีตะกอนเกิดขึ้น

 

-       สารเปลี่ยนสีหรือไม่

 

-       มีการเปลี่ยนจากของเหลวเป็นของแข็ง หรือของแข็งเป็นของเหลว

 

-       มีผลึกสารจัดรอบ ๆคอขวด

 

-       มีก๊าซเกิดขึ้นในขวด

 

-       สังเกตภาชนะบรรจุยังอยู่ในสภาพที่ดีอยู่

 

7.     ชั้นที่เก็บสารเคมีควรมีขอบกั้นเพื่อป้องกันการตก  ของเหลวหรือสารที่มีฤทธิ์กัดกร่อนต้องไม่วางบนชั้นที่อยู่สูงกว่าระดับสายตา  และควรมีถาดรองรับเพื่อป้องกันการหกหรือรั่ว

 

8.     ชั้นที่วางสารเคมีต้องทำจากวัสดุที่เหมาะสมทนสารเคมี  มีความแข็งแรงพอ

 

9.     สารเคมีที่ไม่ได้ใช้เป็นเวลานานต้องจัดการหรือให้กับห้องปฏิบิติการอื่นที่มีการใช้สารนั้น

 

10.  สารไวไฟต้องไม่เก็บไว้ในตู้เย็นแบบธรรมดาที่ใช้ตามบ้าน  ต้องใช้ตู้เย็นที่ป้องกันการระเบิดหรือที่ใช้เฉพาะเก็บสารเคมี

 

11.  ทุกภาชนะบรรจุที่ใส่ในตู้เย็นต้องปิดฝาให้แน่นเพื่อป้องกันการเกิดปฏิกิริยาของไอระเหยที่ออกมาและลดปัญหาเรื่องกลิ่น ขวดรูปชมพู่ที่ปิดฝาด้วยจุกคอร์ก  จุกยางหรือจุกแก้ว  ควรหลีกเลี่ยงเพราะสารสามารถรั่วออกมาได้  ทุกขวดที่ใส่ในตู้เย็นต้องมีฉลากระบุชัดเจน

 

12.  ก่อนที่จะเก็บสารไวไฟไว้ในตู้เย็น  ต้องแน่ใจว่าอุณหภูมิของตู้เย็นต่ำกว่าจุดไวไฟของสารนั้น

 

13.  สารที่ระเบิดได้ต้องเก็บไว้ในตู้เย็นที่ป้องกันการระเบิด

  

การเก็บสารโดยการแบ่งตามประเภทตามความอันตราย

 

      ห้องปฏิบิติการที่ใช้สารเคมีเป็นจำนวนมาก จะต้องมีการจัดเก็บที่มีระบบมากขึ้น แต่เดิมนั้นนิยมจัดเก็บสารเคมีแบบเรียงตามตัวอักษร โดยไม่มีการแบ่งประเภท วิธีนี้ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงเพราะมีโอกาสค่อนข้างมากที่สารที่อยู่ด้วยกันไม่ได้ ( Incompatible material ) มีโอกาสมาเจอกัน ตัวอย่างอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้เช่น

                -       Acetaldehyde กับ Acetic acid

Acetic acid เพียงนิดเดียวสามารถทำให้ acetaldehyde เกิดการโพลิเมอร์ไรส์  และปล่อยความร้อนออกมาเป็นจำนวนมาก

  

-       Cupric sulfide กับ Cadmium chlorate เมื่อผสมกันถ้ากรดมีความเข้มข้นสูง จะเกิดการติดไฟ

  

-       Hydrogen peroxide กับ Ferrous sulfide ทำปฏิกิริยากันจะให้ความร้อนออกมาเป็นจำนวนมาก

  

-       Potassium cyanide กับ Potassium nitrite เกิดผสมกันอาจเกิดระเบิดได้ ถ้าให้ความร้อน

  

-       Silver Oxide กับ Sulphur  ถ้าผสมกันอาจเกิดระเบิดได้

  

-       Sodium cyanide กับ sulphuric acid เมื่อเจอกันจะให้แก๊ส ไฮโดรเจนไซยาเนต (HCN) เป็นอันตรายถึงแก่ความตายได้

   

จึงมีการแบ่งประเภทของสารอันตราย 6 ประเภทนี้

      1.     สารไวไฟ (flammables)

      2.     สารออกซิไดซ์ ( oxidizer, peroxide )

 

3.     สารกัดกร่อน ( corrosives ) แบ่งออกเป็น

 

3.1  กรด ( acids )

 

3.2  เบส (bases )

 

4.     สารไวต่อปฏิกิริยาเคมี (highly reaction)

 

5.     สารพิษหรือสารที่ต้องควบคุม (extreme toxics / regulated material )

 

6.     สารอันตรายน้อย (low hazard )

 

ในการเริ่มจัดเก็บสารเคมีปัญหาอย่างหนึ่งที่จะพบคือการแบ่งประเภทสารอันตราย ซึ่งในปัจจุบัน แก้ไขได้โดยการขอเอกสาร MSDS ( Material Safety Data Sheet ) ทุกครั้งจากผู้ขายสารเคมี  เพราะจะเป็นสิ่งที่ช่วยบอกว่าสารนั้นจัดเป็นสารอันตรายประเภทไหน  เป็นพวกไวไฟ  เป็นอันตรายต่อสุขภาพ หรือไวต่อการเกิดปฏิกิริยาเคมี ใน MSDS จะมีข้อมูลในความเป็นพิษ  การระเบิด  จุดวาบไฟ เครื่องป้องกันอันตรายที่ต้องการ ข้อควรปฏิบัติในการเก็บรักษา

 

การเก็บสารไวไฟ

 

1.     สารไวไฟเก็บ 10 แกลลอนต่อ 100 ตารางฟุตในห้องปฎิบัติการที่ไม่มีหัวฉีดพ่นน้ำดับเพลิง หรือ 20 แกลลอน ต่อ 100 ตารางฟุตในห้องปฏิบิติการที่มีหัวฉีดพ่นน้ำดับเพลิง

 

2.     ปริมาณที่มากที่สุดที่ของเหลวไวไฟไม่เกิน 120 แกลลอน

 

3.     แยกเก็บจากสารออกไดซ์

 

4.     เก็บในที่เย็น  มีอากาศถ่ายเทได้ดี  ห่างจากเปลวไฟและแหล่งกำเนิดความร้อน

 

5.     สถานที่เก็บต้องมีป้ายเตือนแสดงพื้นที่อันตราย และป้าย “ห้ามสูบบุหรี่”

  

การเก็บสารออกซิไดซ์และสารเปอร์ออกไซด์

 

1.     เก็บแยกจากสารที่ไวไฟ และสารที่ทำให้ไฟติด

 

2.     มีการตรวจภาชนะบรรจุว่าอยู่ในสภาพดีอยู่เสมอ ต้องระบุวันที่รับของและวันที่เปิดใช้

 

3.     เก็บในสภาวะและอุณหภูมิที่ผู้ผลิตกำหนด  หรือในที่ที่แห้งและเย็น ไม่ถูกแสง

 

4.     เก็บแยกจากสารที่เข้ากันไม่ได้เช่น กรดแก่  เบสแก่  สารไวไฟ  สารช่วยให้ไฟติด  สารรีดิวซ์และสามารถระเบิดได้

 

5.     ต้องไม่เทสารที่เหลือใช้กลับลงในภาชนะบรรจุ

 

6.     ต้องกำจัดสารที่เปิดมาแล้ว 6 เดือน หรือสารที่ยังไม่ใช้ภายใน 1 ปี ยกเว้นสารนั้นมีการใส่สารสเตบิไรส์เซอร์ (stabilizer )

   

การเก็บสารกัดกร่อน

 

    การเก็บสารเคมีประเภทกรด

 

1.     ขวดที่บรรจุกรดขวดใหญ่ต้องไว้ที่ชั้นล่าง หรือในตู้เก็บกรด

 

      2.     กรดที่เป็นตัวออกซิไดซ์ควรเก็บแยกจากกรดอินทรีย์สารไวไฟ และสารที่ช่วยให้ติดไฟ

 

3.     กรดต้องแยกออกจากเบสและสารที่ไวต่อการเกิดปฏิกิริยาเช่น โซเดียม (Sodium) แมกนีเซียม (Magnesium ) โปรแตสเซียม ( Potassium)

 

4.     กรดต้องเก็บแยกจากสารที่ทำปฏิกิริยา กับกรดแล้วก่อให้เกิดแก๊สพิษเช่น โซเดียมไซยาไนต์ (sodium cyanide)  ไอออนซัลไฟด์ ( Iron sulfide)

 

5.     กรดต้องใส่ไว้ในถาดที่สามารถรองรับสารที่หกหรือรั่วจากภาชนะบรรจุ

 

6.     แน่ใจว่ากรดถูกเก็บอย่างเหมาะสมแล้ว

 

7.     แยกกรดเป็น 3 ประเภท คือ กรดอินทรีย์ (organic acid ) กรดออกซิไดซ์ ( oxidizing acid ) กรดที่ไม่ออกซิไดซ์ (Non oxidizing acid )

 

  การเก็บสารที่มี่ฤทธิ์เป็นเบส   

1.     เบสเก็บแยกต่างหากจากกรด

 

2.     ขวดบรรจุที่ใหญ่เก็บไว้ชั้นล่างของชั้น

 

3.     เบสต้องใส่ไว้ในถาดที่สามารถรองรับสารที่หก หรือรั่วจากภาชนะบรรจุ

 

4.     แน่ใจว่าเบสถูกเก็บอย่างเหมาะสมแล้ว

 การเก็บสารไวต่อปฏิกิริยา 

            1.     เก็บในที่เย็นและแห้ง

 

2.     เก็บแยกจากสารละลายที่เป็นน้ำ

 

3.     เก็บให้ห่างจากตัวพ่นน้ำดับเพลิง

 การเก็บสารพิษ 

            1.     ใช้ในปริมาณน้อยที่สุด 

2.     หลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรง

 

            3.     มีระบบความปลอดภัยอนุญาตให้เฉพาะผู้มีส่วนเกี่ยวข้องใช้เท่านั้น 

การเก็บสารอันตรายน้อย 

1.     เก็บในตู้ หรือชั้นเปิดที่มีขอบกันสารตก

 

            2.     ระบุวันที่เปิดใช้  

เอกสารอ้างอิง

1.     Safe Storage of Laboratory chemicals, Internet Available (April 2007) http://Safety.science.tamu.edu/chemstorage.html

2.     Chemical Storage Plan for laboratories, Internet Available ( April 2007 )http://www.mcg.edu/services/ehs/chemsafe/chemstor.htm 

 


ตั้งกระทู้โดย : staffnut เมื่อ 2010-04-10 23:34:48 IP : 58.8.33.xxx ผู้ชม : 31108 ผู้ตอบ : 0
ตั้งกระทู้ใหม่   เก็บไว้ใน Favorites   พิมพ์   แจ้งลบ   ส่งบทความนี้ให้เพื่อน



ตอบกระทู้
ข้อความ :
ใส่รูปแสดงอารมณ์ :
ชื่อผู้ตอบกระทู้ :
รหัสยืนยัน :
Verify Image
ถ้ารูปที่เห็นไม่ชัดเจนคลิกที่นี่
E-mail :
  *กรุณา Login ก่อนโพส หากท่านยังไม่ได้เป็นสมาชิก
สมัครสมาชิกฟรี เพื่อใช้เว็บเต็ม 100% ที่นี่
 


ประเด็นร้อน

เรียนต่อ ขอทุน

ผู้สนับสนุน