O-NET ไทยล้าหลัง 1ศตวรรษ เมื่อเทียบกับ PISA

ลบ แก้ไข

O-NET ไทยล้าหลัง 1ศตวรรษ เมื่อเทียบกับ PISA


UploadImage

การสอบ O-NET ที่ผ่านมา ต่างมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมาก  เกี่ยวกับข้อสอบ O-NET ที่ออกมา นอกจากนี้ นักวิชาการ ยังวิเคราะห์ว่า ข้อสอบ O-NET ของไทย นั้น ล้าหลังมาก เมื่อเทียบกับข้อสอบนานาชาติ

ดร.สมเกียรติ  ตั้งกิจวานิชย์ รองประธานและนักวิชาการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เสนอแนะว่าการวัดการเรียนรู้ที่ดีต้องสามารถเอามาประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตจริง เช่น ข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์ของ PISA (Programme for International Student Assessment) ที่สอบประเมินผลนักเรียนนานาชาติของประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและ พัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organisation for Economic Co-operation and Development หรือ OECD) นั้น ก็จะมีหลากหลายบริบท เช่น บริบทของการแก้ไขปัญหาชีวิตประจำวัน บริบทส่วนตัวของแต่ละคน บริบทด้านอาชีพ หรือบริบทด้านสังคม

 อย่างบริบทในชีวิตประจำวันโจทย์ง่ายๆ พิซซ่าขนาด 8 นิ้ว ราคา 8 ดอลลาร์ กับ 10 นิ้ว ราคา 10 ดอลลาร์ ขนาดไหนคุ้มที่สุดในรูปของตัวเงิน ซึ่งในส่วนนี้ก็จะอยู่ในชีวิตประจำวันเวลาที่เราสั่งซื้อพิซซ่า แต่ไม่ใช่คำถามว่า ถ้า X ยกกำลังสอง บวก Y เท่ากับ 8 เด็กจะได้อะไรจากตรงนี้

“ผมคิดว่าปัญหาข้อสอบของไทย คือ หลุดออกมาจากบริบทชีวิตจริงเลย ทำให้เด็กที่เรียนมาทำข้อสอบได้ แต่ทำงานไม่ได้ เพราะตัวข้อสอบที่วัดไม่เชื่อมโยงกับความเป็นจริง”


เทียบ “โอเน็ต”-“PISA” ต่างกัน 1 ศตวรรษ

ดร.ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์ นักวิชาการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย กล่าวว่า  สิ่งแรกเสนอว่าทำอย่างไรที่จะทำให้ข้อสอบเป็นที่ยอมรับ และการสอบทุกอย่างต้องมีความหมาย เพราะสามารถวัดอะไรได้หลายอย่าง ไม่ใช่แค่เครื่องมือที่ใช้ประเมินเด็กนักเรียน แต่ที่จริงแล้ว ผลการเรียนของเด็กยังสามารถประเมินครู และโรงเรียนมากกว่า

ถ้าเทียบการ ออกข้อสอบของO-NET และการออกข้อสอบของ PISA ต่างกันมาก ซึ่ง
ข้อสอบO-NETยังเป็นข้อสอบที่อยู่ในศตวรรษที่ 20 ขณะที่การสอบประเมินผลในระดับนานาชาติเป็นข้อสอบที่ก้าวมาอยู่ในยุคศตวรรษ ที่ 21 แล้ว
 
“ในมุมมองผมชอบข้อสอบของ PISA ด้านการอ่าน และวิธีการตอบของ PISA คือ ทักษะที่ใช้จริงในชีวิตจริง คือ การอ่านจะไม่ใช่แค่เรื่องของการอ่านออกเขียนได้ แต่ต้องอ่านแล้วสามารถสรุปจับใจความสำคัญมาตอบได้ ซึ่งวิธีการสอบแบบนี้มีประโยชน์มากกว่าวิธีการจำ” ดร.ดิลกะกล่าว


แนะสทศ.บอกแนวข้อสอบโอเน็ตล่วงหน้า

ดร.สมเกียรติ กล่าวว่า ข้อดีของ PISA คือ เขาจะบอกเลยว่าจะสอบเรื่องอะไรบ้าง เช่น ในปี 2555 ที่ยังไม่ได้เปิดสอบ เขาก็จะเปิดเผยในเว็บไซต์เลยว่าข้อสอบ PISA ที่วัดเรื่องการอ่าน เรื่องคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ จะสอบเรื่องอะไร วัดความสามารถด้านใด เช่น วิชาคณิตศาสตร์ จะวัดความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร เพื่อให้เด็กรู้ว่าจะออกข้อสอบเรื่องอะไรบ้าง แสดงว่าคนออกข้อสอบเห็นว่าเรื่องนี้สำคัญ ดังนั้น ครูก็ต้องสอนให้เด็กเข้าใจในเรื่องที่อยู่ในการสอบประเมินผล ซึ่งไม่ใช่สอนให้เด็กท่องเป็นนกแก้วนกขุนทองแล้วจะไปสอบได้ ต้องสอนให้เด็กเข้าใจถึงจะทำได้

“โอเน็ตควรอธิบายให้ชัดว่าเด็กควรจะรู้ อะไร ต้องกำหนดให้ชัดเจนไปเลย จากนั้นวิธีการวัดผลก็จะต้องมีความประณีต ซึ่งต้องมาจากการค้นคว้า การทำวิจัยจากกระบวนการเรียนรู้ อย่างของ PISA ที่ออกข้อสอบคณิตศาสตร์มาแบบนี้ เพราะเขาไปศึกษาว่ากระบวนการเรียนรู้ของนักเรียนและโลกของความเป็นจริงมันมี สเต็ปอย่างไรที่สอดคล้องกันกับความเป็นจริง ถึงจะวัดผลได้ และการสอบแต่ละครั้งต้องทำวิจัย ไม่ใช่บอกว่ามีตำราเรียนอย่างนี้ เราก็จะออกข้อสอบอย่างนี้” ดร.สมเกียรติกล่าว


เสนอระดมวิจัยออกข้อสอบโอเน็ต

ดร.ดิลกะ กล่าวว่า ให้นำคะแนนสอบO-NETเข้าใช้ในการสอบขึ้นชั้นในโรงเรียน เพื่อให้การสอบมาตรฐานชาติมีความหมายมากขึ้น และเพื่อให้ครูมีพัฒนาการสอบมากขึ้น

ส่วนการออกข้อสอบ เขาเสนอให้มาจากครูที่มีหลากหลายสาขามากขึ้น ไม่ใช่มาจากสาขาครุศาสตร์อย่างเดียว ในต่างประเทศการออกข้อสอบจะมาจากครูที่เรียนมาทางวิชานั้นๆ โดยตรง ก็จะมีมุมมองที่หลากหลายมากกว่าการให้ครูครุศาสตร์อย่างเดียว พร้อมทำการวิจัยก่อนออกข้อสอบว่าต้องการทดสอบอะไร


ชี้จุดอ่อนไม่มีความรู้ในการเขียนข้อสอบ

รศ.ดร.ชาญวิทย์ เทียมบุญประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) กล่าวว่า กรรมวิธีในการได้ข้อสอบมาไม่ค่อยถูกเพราะไปให้ครูโรงเรียนต่างๆ ให้อาจารย์มหาวิทยาลัย ช่วยออกข้อสอบ โดยที่ไม่มีข้อมูลว่าผู้ที่มาออกข้อสอบมีความรู้เรื่องการเขียนข้อสอบหรือ เปล่า นี่คือ จุดบกพร่อง ซึ่งเคยเสนอ สทศ.ให้ผู้ออกข้อสอบในสาขาวิชาต่างๆ มาอบรมการเขียนข้อสอบกับนักวัดผลด้วย เพื่อที่จะได้สอนเรื่องของการเขียนข้อสอบให้ ข้อสอบก็จะดีขึ้นจะได้ไม่เจอข้อสอบแบบวิชาสุขศึกษา ซึ่งเป็นข้อบกพร่องของคนออกข้อสอบ

สอบโอเน็ตไม่สามารถสะท้อนผลการเรียน

รศ.ดร.ชาญวิทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ถ้าจะแก้ปัญหาเรื่องข้อสอบO-NETทั้งตัวข้อสอบและผลการสอบที่เด็กไทยทำตกต่ำ มาก ก็ต้องเป็นการแก้ในระดับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการว่าทำอย่างไรจะให้การสอบ O-NET มีความสำคัญกับเด็ก เพราะผลที่ออกมาไม่ได้สะท้อนให้เห็นผลที่แท้จริงของเด็ก เช่น เพิ่มคะแนนO-NET ในการสอบแอดมิชชั่น เพื่อให้เด็กสนใจมากขึ้น หรือจะบอกไปเลยว่าถ้าวิชาไหนสอบได้ไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำจะไม่จบ ม. 6 ซึ่งเป็นการวัดผลการสอบเลื่อนชั้น 


อย่างไรก็ตาม การออกข้อสอบ ควรจะดูว่าวัดผลการเรียน ของนักเรียน ได้มากน้อยแค่ไหน ไม่ใช่เพียงแค่วัดเพื่อการสอบหรือวัดความรู้ในตำราเท่านั้น  แต่ควรจะทำให้การวัดผลโดยการสอบ หรือข้อสอบที่ออกมานั้น สามารถประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้ด้วย เพราะในโลกของความจริง อาจไม่ได้มีคำตอบเดียว เหมือนในข้อสอบ



ขอขอบคุณข้อมูลบางส่วนจากหนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ

Uexpo 2012 -  เก็งคะแนน Admissions 55 สูงขึ้นหรือต่ำลง พบเทคนิคการเลือกคณะมหาวิทยาลัยอย่างไรให้สอบติด
Uexpo 2012- วิเคราะห์ทิศทาง สาขาแห่งอนาคต  2012 เรียนอะไร หางานง่าย รายได้สูง
Uexpo 2012- ในยุคอาเซียนเปลี่ยนไป เลือกคณะอย่างไร...ไม่ตกงาน



ติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวของ eduzones ได้ที่นี่


ร่วมพูดคุยกับพี่ชะเอมได้ที่นี่ค่ะ
 




โดย Chaaim Anisada ดูบทความของฉันทั้งหมดที่นี่
วันที่ 1 มี.ค. 55 18:22 น.
เนื้อหานี้เปิดอ่านแล้ว 11,492 ครั้ง


ความคิดเห็นทั้งหมด (เปิดดู 11,492 ครั้ง ตอบ 0 ครั้ง)

แสดงความคิดเห็นของท่านที่นี่


เรื่องที่เกี่ยวข้อง