กฎหมายลายลักษณ์อักษร

ลบ แก้ไข

กฎหมายลายลักษณ์อักษรประกาศใช้ด้วยวิธีใดบ้าง


การประกาศใช้กฎหมายลายลักษณ์อักษรกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่ประกาศใช้นั้นประชาชนสามารถทราบได้ดังนี้ 

หากเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง เป็นกฎหมายที่ต้องประการศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งเป็นหนังสือทาง ราชการในการประกาศกฎหมายให้ประชาชนทราบ หากเป็น ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่งต่าง ๆ เป็นกฎหมายที่สามารถประกาศใช้โดยวิธีอื่น เช่น ประกาศที่อำเภอหรือเทศบาล เป็นต้น กฎหมายต่าง ๆ ที่ได้มีการประกาศใช้โดยถูกต้องแล้ว ประชาชนจะอ้างว่าไม่รู้หรือไม่ทราบว่ามีกฎหมายนั้นอยู่ไม่ได้ เพราะกฎหมายของบ้านเมืองที่ได้ประกาศใช้แล้ว ถือว่าประชาชนทุกคนต้องรับรู้ ในเรื่องที่เกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของประชาชนในทางแพ่ง เช่น ก ารเรียกร้องค่าเสียหาย การไม่รู้กฎหมายย่อมทำให้ผู้นั้นตกอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบ ในทางกฎหมายอาญาซึ่งเป็นกฎหมายมหา ชน ถือเป็นเรื่องระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐกับประชาชน เมื่อประชาชนทำผิด ก็จะต้องมีการจับกุมและลงโทษ ประชาชนจะแก้ตัวว่าไม่รู้กฎหมายเพื่อใ ห้พ้นจากความรับผิดทางอาญาไม่ได้แต่ถ้าศาลเห็นว่า ตามสภาพและพฤติการณ์ ผู้กระทำความผิดอาจจะไม่รู้ว่ามีกฎหมายบั ญญัติว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด ศาลอาจอนุญาตให้แสดงพยานหลักฐานต่อศาลและถ้าศาลเชื่อว่าผู้กระทำไม่รู้ว่ากฎหมาย บัญญัติไว้เช่นนั้น ศาลอาจจะลงโทษน ้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้


ในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย อำนาจการปกครองบ้านเมืองแบ่งออกเป็นกี่ส่วน


ตามหลักพื้นฐานของกฎหมายรัฐธรรมนูญในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย อำนาจการปกครองบ้านเมืองได้จำแนกออกเป็น ๓ ส่วน คือ อำนาจนิติบัญ ญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ และได้กำหนดให้ผู้ใช้อำนาจทั้งสามแยกจากกันต่างหาก คือ 

- รัฐสภา เป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติ - คณะรัฐมนตรี เป็นผู้ใช้อำนาจบริหาร - ศาล เป็นผู้ใช้อำนาจตุลาการ ดังนั้น ศาลจึงเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่พิจารณาและพิพากษาคดี ซึ่งแบ่งเป็น ๓ ชั้น คือ - ศาลชั้นต้น (ศาลแขวง ศาลแพ่ง ศาลแรงงาน ศาลอาญา ศาลจังหวัด) - ศาลอุทธรณ์ - ศาลฎีกา ศาลชั้นต้น เป็นศาลที่รับพิจารณาคดีในชั้นแรก มีอยู่ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด สำหรับในกรุงเทพฯ เนื่องจากมีคดีความ มาก จึงได้แยกศาลตามประเภทของคดี เป็นศาลแพ่งศาลอาญา และหากเป็นคดีเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ให้พิจารณาคดีโดยศาลแขวง ส่วนกร ณีที่เป็นคดีเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนก็ให้พิจารณาโดยศาลคดีเด็กและเยาวชนกลาง หากเป็นเรื่องเฉพาะที่เกี่ยวกับภาษีอากรหรือแรงงานก็ให้พิจารณาโดยศาลภาษีอากรและศาลแรงงานแล้วแต่กรณี สำหรับจังหวัดอื่น ๆ นอกจากกรุงเทพฯ ศาลชั้นต้นที่ทำหน้าที่พิจารณาทั้งคดีแพ่งและคดีอาญาก็คือ ศาลจังหวัด และมีศาลแขวงทำห น้าที่พิจารณาคดีเล็ก ๆ น้อย ๆ นอกจากนี้ในบางจังหวัดยังได้จัดตั้งศาลคดีเด็กและเยาวชน ศาลภาษีอากรขึ้นเพื่อพิจารณาคดีในเรื่อง นั้น ๆ ด้วย ศาลอุทธรณ์ เป็นศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีที่คู่ความอุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลชั้นต้น ไม่ว่าจะเป็นคดีแพ่งหรือ คดีอาญา แต่ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎหมายวิธีพิจารณาความ ซึ่งจะกำหนดรายละเอียดว่าคดีใดอุทธรณ์ได้หรือต้องห้ามอ ุทธรณ์ ศาลฎีกา เป็นศาลสูงสุดที่จะทำหน้าที่พิจารณาชี้ขาดเป็นขั้นสุดท้าย กล่าวคือ เมื่อศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ใดแล้ว หากคู่ความไม่พอใจในคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น ก็สามารถยื่นเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาได้ แต่ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามเง ื่อนไขที่ก ำหนดไว้ในกฎหมายวิธีพิจารณาความ ซึ่งจะกำหนดรายละเอียดว่าคดีใดฎีกาไม่ได้

แหล่งที่มา=www.kanchanapisek.or.th

 
 




โดย dissiiiii ดูบทความของฉันทั้งหมดที่นี่
วันที่ 18 มี.ค. 51 09:32 น.
เนื้อหานี้เปิดอ่านแล้ว 36,418 ครั้ง


ความคิดเห็นทั้งหมด (เปิดดู 36,418 ครั้ง ตอบ 0 ครั้ง)

แสดงความคิดเห็นของท่านที่นี่


เรื่องที่เกี่ยวข้อง