เบญจมาศ : ไม้ดอกไม้ประดับ

ลบ แก้ไข

เบญจมาศ



ชื่อสามัญ: Chrysanthemum
ชื่อวิทยาศาสตร์: Chrysanthemum morifolium
วงศ์: Compositae
ถิ่นกำเนิด: China , Japan

เบญจมาศ เป็น ไม้ดอกไม้ประดับ ชนิดหนึ่งที่นิยมปลูก เลี้ยงและ ใช้กันอย่าง แพร่หลาย สามารถปลูกได้ในทุกภาคของประเทศไทย แต่ถ้าปลูกในที่มีอากาศหนาวเย็น จะได้ดอกที่มีคุณภาพดี ดอกมีรูปทรงสวยงาม สีสันสดใส มีพันธุ์ต่าง ๆ มากมายหลากสี และหลายฟอร์ม นอกจากใช้เป็นไม้ตัดดอกแล้ว ยังใช้เป็น ม้กระถาง และไม้ปลูกประดับสวนได้ดีอีกด้วย ตามธรรมชาติมีฤดูกาลออกดอกในช่วงกลางวันสั้น คือระหว่างเดือนตุลาคมถึงมกราคม
โครงการหลวงได้ รวบรวมพันธุ์เบญจมาศจากประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน เนเธอร์แลนด์ อิสราเอล และสหรัฐอเมริกา มาทำการปลูกทดลองแล้วคัดพันธุ์ที่ดี ทำการขยายต้นพันธุ์ปลอดโรคโดยวิธีเพาะเลี้ยงเนี้อเยื่อ นำไปส่งเสริมให้ชาวเขาปลูกกันเป็นอาชีพเพื่อทดแทนการปลูกฝิ่น นับว่าประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก ปัจจุบันชาวเขาสามารถผลิตดอกเบญจมาศที่มีคุณภาพได้ตลอดปีภายในเรือนโรงกันฝนและแมลง มีการบังคับการออกดอกของเบญจมาศโดยการควบคุมด้วยการให้ไฟฟ้าในเวลากลางคืนความสำคัญทางเศรษฐกิจ
เบญจมาศเป็นไม้ตัดดอกอีกชนิดหนึ่งที่นิยมปลูกเลี้ยงและใช้กันอย่างแพร่หลาย ทั้งในและต่างประเทศ เนื่องจากเป็นไม้ดอกที่มีรูปทรงสวยงาม สีสันสดใส ปลูกเลี้ยงง่าย และมีหลายพันธุ์ให้เลือก ตลอดจนเป็นไม้ดอกที่สามารถจะกำหนดเวลาบานของดอกได้อีกด้วย ในประเทศไทยขณะนี้มีการปลูกเลี้ยงเบญจมาศกันมาก โดยมีแหล่งปลูกเป็นการค้าที่สำคัญของแต่ละภาคดังนี้ ภาคกลาง-นนทบุรี และกรุงเทพมหานคร ภาคเหนือ-เชียงใหม่และเชียงราย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ-อุบลราชธานี อุดรธานี และขอนแก่น ภาคใต้-สุราษฎร์ธานี

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
เบญจมาศมีดอกเป็นแบบ “head”ประกอบด้วยดอกเล็ก ๆ เป็นจำนวนมาก ดอกที่อยู่รอบนอกจะมีการเจริญเติบโตที่ดีกว่า มองเห็นกลีบดอกได้ชัดเจนกว่า เรียกว่า ray florets ซึ่งเป็นดอกแบบ imperfect คือมีแต่เกสรตัวเมียไม่มีเกสรตัวผู้ ดอกที่อยู่วงในเข้าไปและมีการเจริญเติบโตช้า มองเห็นกลับดอกไม่ชัดเจน เพราะมีกลีบดอกสั้น รวมกันอยู่เป็นกระจุกตรงกลางของดอก เบญจมาสเป็นไม้เนื้ออ่อน และเป็นพืชหลายฤดู แต่นิยมปลูกเป็นไม้ล้มลุก มีอายุ 90-150 วันและเป็นพืชไวต่อความยาวของวันหรือช่วงแสง


พันธุ์
เบญจมาศเป็นดอกประเภท Head ซึ่งเป็นดอกที่เกิดจากการรวมดอกย่อย 2 ชนิด คือ กลีบดอกชั้นนอก (Ray floret) ซึ่งเป็นดอกตัวเมีย ไม่มีเกสรตัวผู้ และกลีบดอกชั้นใน (Disk floret) ซึ่งเป็นดอกสมบูรณ์เพศมีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมีย เบญจมาศ แยกตามประโยชน์ใช้สอยและการปลูกปฏิบัติ ได้ 4 ประเภท ดังนี้
1. Exhibition type เป็นเบญจมาศที่มีดอกขนาดใหญ่ ลำต้นสูงประมาณ 1 เมตร ไม่มีการเด็ดยอดแต่ต้องเด็ดตาข้าง ทิ้งเพื่อให้เหลือดอกยอดเพียง 1 ดอก
2. Standard type มีดอกเล็กกว่าประเภท แรก ต้องเด็ดยอดเพื่อให้แตกกิ่งข้าง 3-4 กิ่ง และเด็ดดอกข้างทิ้งให้เหลือดอกยอดเพียงดอกเดียว นิยมใช้เป็นไม้ตัดดอก
3. Spray type เบญจมาศประเภทนี้เป็นประเภทที่มีหลายดอกต่อ 1 กิ่ง และมี 6-10 กิ่งต่อต้น ไม่มีการเด็ดดอกข้าง ดอกมีขนาดเล็กกว่าประเภท Standard type ใช้ปลูกเป็นไม้ตัดดอกหรือถอนขายทั้งต้นโดยตัดรากทิ้ง
4. Potted plant เบญจมาศประเภทนี้ใช้ปลูกเป็นไม้กระถาง มีทรงพุ่มกะทัดรัด ดอกดก และมีดอกขนาดเล็กแตกกิ่งก้านมาก

ทั่วโลกมีพันธุ์เบญจมาศอยู่กว่า 1000 พันธุ์ ที่นิยมปลูกในประเทศส่วนใหญ่ จะเป็นประเภท Standard Type สีเหลืองและสีขาว ซึ่งส่วนใหญ่มาจากประเทศญี่ปุ่นและไต้หวันพันธุ์ที่นิยมปลูกในขณะนี้คือ พันธุ์ขาวการะเกด พันธุ์ขาวเมืองตาก และพันธุ์ TW12 (Pui Tsin-Shin) ซึ่งให้ดอกสีขาว พันธุ์เหลืองตาก พันธุ์เหลืองทอง พันธุ์เหลืองอินทนนท์ พันธุ์เหลืองเกษตร และพันธุ์ TW17 (Shin-Fan-Tsu-Ri) ซึ่งมีดอกสีเหลือง ในปัจจุบันมีการนำเข้าพันธุ์ใหม่ ๆ จากต่างประเทศเพื่อมาปลูกคัดเลือกพันธุ์อยู่เสมอ โดยเฉพาะพันธุ์ของเบญจมาศแบบ Spray Type ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมของตลาดโลกมากขึ้น ดังนั้นเกษตรกรจึงควรสนใจติดตามข่าววคราวเกี่ยวกับพันธุ์ใหม่สำหรับนำไปปลูกเลี้ยง ทั้งนี้เนื่องจากพันธุ์ใหม่ มักมีราคาดอกสูงกว่าพันธุ์เดิม

การขยายพันธุ์
การขยายพันธุ์เบญจมาศ นิยมใช้กันอยู่ 2 วิธี คือ
1. การปักชำโดยใช้ส่วนยอดของกิ่ง
2. การแยกหน่อ เบญจมาศบางพันธุ์โดยเฉพาะพันธุ์สั่งมาจากญี่ปุ่น

การเตรียมดิน
ดินปลูกเบญจมาศควรมีความอุดมสมบูรณ์ โปร่งร่วนซุยระบายน้ำดี มี pH 6-7 ถ้าพื้นที่ที่ปลูกเป็นที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึงลักษณะดินเป็นดินเหนียว ซึ่งมีการระบายน้ำไม่ดี ควรเตรียมดินแบบทำสวนผัก คือยกเป็นร่อง แต่ละแปลงมีขนาดความกว้าง 5 เมตร เว้นทางเดินทั้งแปลงข้างละ 50 cmร่องน้ำควรกว้าง 1 เมตร ลึก 60 cm ความยาวของแปลงเท่าไรก็ได้แล้วแต่ความสะดวก การเตรียมดินควรทำในฤดูแล้ง โดยขุดดิน พลิกดิน และตากดินไว้นาน 2 สัปดาห์ แล้วเก็บวัชพืชออกจากแปลง หลังจากนั้นทำการย่อยดิน ใส่ปุ๋ยคอกและปูนขาว แล้วจึงยกแปลง ระยะเวลาที่ใช้ในการเตรียมดินประมาณ 1 เดือน แต่ถ้าบริเวณใดน้ำท่วมไม่ถึงก็ไม่จำเป็นต้องยกเป็นร่อง

การปลูกและการดูแลรักษา
การปลูก
ในการปลูกควรเลือกต้นพันธุ์ที่มีขนาดใกล้เคียงกัน ปลูกลงในแปลงเดียวกัน ก่อนปลูกควรรดน้ำให้ดินชุ่มชื่นเสียก่อน การปลูกในตอนเย็นดีกว่าตอนเช้า เพราะทำให้ต้นพันธุ์ไม่เฉาสามารถตั้งตัวได้เร็ว ในกรณีที่ปลูกแล้วเด็ดยอด เพื่อให้ได้ดอกมาควรใช้ระยะปลูก 15x15 cm หรือ 20x20 cm แต่ในกรณีที่ไม่เด็ดยอดควรใช้ระยะปลูก 10x10 cm ควรปลูกหมุนเวียนกับพืชอื่น ๆ เช่น พืชพวกถั่วและผักต่าง ๆ เพราะถ้าปลูกซ้ำที่เดิมบ่อย ๆ จะเป็นที่สะสมโรคแมลง และเมื่อปลูกแล้ว ควรจะคลุมด้วยฟางข้าวหรือวัสดุอื่น ๆ ฤดูปลูกที่เหมาะสมขึ้นกับชนิดพันธุ์ เช่นพันธุ์เหลืองเขี้ยว มักจะปลูกปลายฤดูหนาว เพื่อให้ดอกบานในฤดู หรือพันธุ์เหลืองตากมักปลูกต้นฤดูหนาวเพื่อให้ดอกบานในเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม
การให้น้ำ
ในระยะ 7-10 วัน ภายหลังการย้ายเบญจมาศลงปลูกในแปลงแล้วควรรดน้ำเช้า-เย็น เมื่อต้นกล้าตั้งตัวได้แล้วให้รดน้ำวันละครั้งในตอนเช้า การให้น้ำแบบใช้แครงสาดหรือใช้ลากจูงเรือที่มีเครื่องพ่นน้ำออก 2 ข้าง จะทำให้เบญจมาศเปียกทั้งต้นและใบอาจก่อให้เกิดโรคราได้ง่ายมาก ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยควรรดน้ำในตอนเช้าเพื่อให้น้ำที่เปียกได้มีโอกาสแห้งในเวลาอันสั้นในการรดน้ำควรจะรดจนโชกเพื่อให้โอกาสน้ำไหลซึมผ่านลงไปในดินให้มากพอ ทั้งนี้เพื่อป้องกันอันตรายอันเกิดจากการสะสมของเกลือ ซึ่งเป็นอันตรายกับต้นเบญจมาศมาก
การใส่ปุ๋ย
เมื่อต้นตั้งตัวแล้วก็เริ่มให้ปุ๋ย ปุ๋ยที่ให้แก่เบญจมาศในระยะแรกควรเป็นปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูงกว่าฟอสฟอรัสและโปแตสเซียม คือปุ๋ยในอัตรา 3:2:1 ใส่ทุก ๆ 7 วัน เพื่อเร่งให้มีการเจริญเติบโตทางลำต้น หลัง 2 เดือนแล้วให้เปลี่ยนสูตรใหม่ โดยให้ปุ๋ยทีมีไนโตรเจนต่ำ ฟอสฟอรัสสูง คือปุ๋ยอัตรา 1:2:1 เพื่อช่วยในการเจริญเติบโตของดอกโดยใส่ทุก ๆ 10 วันเรื่อย ๆ ไปจนกระทั่งเก็บดอก จากการสำรวจเกษตรกรในภาคกลาง พบว่านิยมใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 13-13-21 ใส่ต้นละ 1 ช้อนชา เดือนละครั้ง
การเด็ดยอด
ตามปกติแล้ว การปลูกเบญจมาศมักจะมีการเด็ดยอดเพื่อให้ต้นแตกกิ่งข้างมากขึ้น และจำนวนดอกเพิ่มขึ้นตามจำนวนกิ่ง นอกจากนี้ยังช่วยให้ดอกที่ได้มีคุณภาพใกล้เคียงกัน บานพร้อม ๆ กัน การเด็ดยอดมักจะทำกันทันที เมื่อเบญจมาศตั้งตัวได้แล้ว คือหลังจากปลูกประมาณ 5-10 วัน ส่วนมากนิยมเด็ดยอดออกประมาณ 1 นิ้ว แต่การเด็ดยอดจะมีข้อเสียคือ ถึงจะได้ดอกมากก็จริง แต่ดอกมักจะเล็กขายได้ราคาต่ำ สำหรับการปลูกแบบไม่เด็ดยอดคือปลูกแบบต้นเดียวดอกเดียว (กิ่งข้างที่แตกออกมาใหม่ถูกปลิดทิ้งหมด) ดอกจะมีขนาดใหญ่ ก้านดอกยาว แข็งแรง ประหยัดเวลาและแรงงานในการเด็ดยอด
การปลิดดอกข้าง
ถ้าต้องการให้ดอกเบญจมาศมีขนาดใหญ่ตามความต้องการจะต้องมีการปลิดดอกที่ล้อมรอบดอกยอด และดอกที่แตกตามซอกใบให้หมด ให้แต่ละกิ่งเหลือแต่ดอกยอดเดียงดอกเดียว การปลูกเบญจมาศให้มีดอกขนาดใหญ่โดยใช้วิธีปลิดดอกข้างใช้ได้แต่เฉพาะบางพันธุ์ เช่น พันธุ์เหลืองเขี้ยว เหลืองไข่ บางพันธุ์ที่ต้องการดอกช่อ เช่น พันธุ์เหลืองทอง ก็ไม่มี
การปลิดดอก
การปลิดดอกข้างจะต้องทำให้ทันเวลาไม่ช้าหรือเร็วเกินไปควรปลิดเมื่อดอกข้างมีขนาดโตพอสมควรคือขนาดเท่ากับหัวไม้ขีดไฟ วิธีปลิดที่ถูกต้องคือหงายมือขึ้น สอดมือระหว่างนิ้วชี้และนิ้วกลาง เข้ายึดกิ่งที่ต้องการจะปลิดดอกข้างไว้แล้วใช้นิ้วโป้งโน้มลงสัมผัสดอกตูมที่ต้องการปลิดแล้วกดพับเข้าตัวเราคอดอกจะหักทันทีไม่ควรใช้วิธีเด็ด เพราะเช้าเสียเวลา และทำให้ก้านดอกที่ถูกเด็ดจะเหลือค้างติดอยู่ทำให้ก้านดอกไม่เรียบ
การเพิ่มแสงไฟ
เบญจมาศเป็นพืชที่ไวต่อความยาวของวันหรือช่วงแสงเบญจมาศส่วนใหญ่เป็นพืชวันสั้น คือถ้าเบญจมาศได้รับแสงในเวลากลางวันเกิน 13 ชั่วโมงครึ่ง เบญจมาศจะไม่ออกดอก หรืออีกนัยหนึ่งคือถ้าเบญจมาศได้รับแสงน้อยกว่า 13 ชั่วโมงครึ่ง เบญจมาศจะออกดอก ความยาวของช่วงแสงในทุกภาคของประเทศไทยและทุกฤดูมีประมาณ 12 ชั่วโมงครึ่ง ดังนั้นเบญจมาศจึงสามารถปลูกและออกดอกได้ทุกฤดูในประเทศไทย แต่สิ่งที่สำคัญคือต้องพยายามให้ต้นเบญจมาศมีโอกาสเจริญเติบโตทางกิ่งก้านอย่างพอเพียงก่อนที่จะออกดอกมิฉะนั้นดอกเบญจมาศจะมีคุณภาพไม่ดี คือก้านดอกสั้นและมีขนาดเล็ก ใบไม่งามและจำนวนใบไม่มาก ดอกมีขนาดเล็ก การแก้ไขให้เบญจมาศมีโอกาสเจริญเติบโตทางกิ่งก้านอย่างพอเพียงก่อนออกดอก ทำได้โดยการให้แสงไฟให้ยาวนานเพิ่มขึ้นอาจจะเป็นอีก 3-5 ชม. แล้วแต่พันธุ์และท้องที่
โรคและแมลง
โรคและแมลงที่เข้าทำลายเบญจมาศมีดังนี้
1. โรคใบจุด
2. โรคใบเหี่ยว
3. โรคใบแห้ง
4. โรคดอกเน่า
5. เพลี้ยไฟ
6. เพลี้ยอ่อน
7. หนอนผีเสื้อกินดอก
8. ไรแดงหรือแมงมุมแดง
การตัดดอก
ควรใช้กรรไกรตัดก้านดอกเหนือพื้นดินประมาณ 10 cm แต่ถ้าเป็นพันธุ์ที่มีก้านดอกยาวมาก ๆ อาจจะตัดก้านดอกสูงจากพื้นดินมากกว่า 10cm ก้านดอกหนึ่งในสามจากข้างล่างควรจะเด็ดใบออก ถ้าเหลือใบติดไว้กับก้านดอกมากเกินไปจะทำให้ดอกเบญจมาศเหี่ยวเร็ว เนื่องจากคายน้ำมาก การตัดเบญจมาศส่งตลาด ควรตัดเมื่อกลีบด้านนอกบานเต็มที่แต่กลีบตรงใจกลางดอกยังไม่บานถือว่าเป็นระยะที่เหมาะสมที่สุด และดอกสวยที่สุด
ตลาด
ดอกเบญจมาศ เป็นไม้ดอกที่ได้รับความนิยมมากที่สุดชนิดหนึ่งในตลาดโลก สำหรับในประเทศไทยดอกเบญจมาศมีราคาแพงกว่าดอกไม้หลายชนิด ปกติดอกเบญจมาศจะมีจำหน่ายเกือบตลอดปี แต่มักมีมากและมีคุณภาพดีในช่วงฤดูหนาว ดอกสีเหลืองได้รับความนิยมมากที่สุด แต่อย่างไรก็ตามดอกเบญจมาศชนิดแปลกใหม่ เช่น ประเภท SpiderและSpray ก็จะมีราคาแพงกว่าพันธุ์ทั่วไป


เรียบเรียงโดย นายระวี พรมดี

 




โดย dinny dinny ดูบทความของฉันทั้งหมดที่นี่
วันที่ 26 ก.พ. 51 14:23 น.
เนื้อหานี้เปิดอ่านแล้ว 82,662 ครั้ง


ความคิดเห็นทั้งหมด (เปิดดู 82,662 ครั้ง ตอบ 4 ครั้ง)

ลบ แจ้งลบ
โดย teloves@hotmail.com
IP : 61.19.43.***
ขอบคุณที่เม้มให้ดู
ลบ แจ้งลบ
โดย ussanee_6509@hotmail
IP : 202.91.23.***

อยากบอกเจ้าของข้อมูลนี้ว่า จำเพื่อนเก่าได้ไหม

ลบ แจ้งลบ
โดย นัทและนิค
IP : 124.120.239.***
ขอบคุณ คร๊าบ.... ทำให้ผมได้กินข้าวฟรี
ลบ แจ้งลบ
โดย หนูเบญจ์
IP : 202.28.35.***

สวยมั่กๆๆๆๆๆ

แสดงความคิดเห็นของท่านที่นี่


เรื่องที่เกี่ยวข้อง