เสรีภาพกับการพัฒนาชนบทไทย

ลบ แก้ไข

การพัฒนาชนบทของประเทศไทยเริ่มต้นมาเป็นเวลานานแล้ว แต่ทว่าการพัฒนาในอดีตนั้น ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตัวชนบทอย่างแท้จริงเท่าไรนัก   เมื่อหลายสิบปีที่ผ่านมารัฐบาลพยายามจะพัฒนาชนบทโดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อทำให้ชนบทมีความ “ทันสมัยโดยเน้นที่การสร้างสิ่งสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่น สร้างถนน ระบบไฟฟ้าและน้ำประปา ด้วยหวังจะให้ชนบทมีเหมือนกับที่เมืองมี กระนั้น การพัฒนาชนบทโดยการทำให้ทันสมัยนี้  แทนที่จะลดช่องว่างระหว่างชนบทกับเมืองลง กลับไปขยายช่องว่างนั้นให้กว้างขึ้น เพราะแนวทางดังกล่าวได้เปลี่ยนชนบทให้กลายเป็นแหล่งทรัพยากรราคาถูกให้เมืองได้ “ดูดไปใช้อย่างสะดวก ทั้งทรัพยากรธรรมชาติและแรงงาน ผลลัพธ์ก็คือตัวเมืองกลับเติบโตอย่างรวดเร็วกว่าเดิม และทิ้งห่างชนบทมากขึ้นเรื่อยๆบทเรียนนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาชนบท   การพัฒนาชนบทโดยขาดความเข้าใจปัญหาของชนบทอย่างแท้จริงนั้นเปรียบได้กับนายแพทย์ที่วินิจฉัยอาการของผู้ป่วยผิด และสั่งยาผิดประเภทให้   แทนที่จะทำให้อาการของผู้ป่วยนั้นดีขึ้น กลับทำให้ป่วยหนักกว่าเดิม แนวคิดที่ว่า การพัฒนาชนบทหมายถึงการทำให้ชนบทมีสภาพเป็นเมืองไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องนัก   ในขณะที่เมืองสามารถเป็นศูนย์กลางทางการค้าซึ่งเต็มไปด้วยตึกสูงมากมาย  ชนบทก็ควรจะรักษาเอกลักษณ์ของตนเองไว้ โดยอาจคงความเป็นสังคมเกษตรกรรมอยู่ต่อไป  การตัดสินระดับของการพัฒนาจึงควรคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของคนชนบทมากกว่าความเจริญทางกายภาพแบบเมือง  ทั้งนี้ คุณภาพชีวิตในที่นี้ไม่ได้หมายความถึงแต่รายได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากรวมถึง ระดับการศึกษา สาธารณสุข และเสรีภาพทางการเมือง เป็นต้น  ในวงวิชาการเศรษฐศาสตร์ มีนักเศรษฐศาสตร์ผู้หนึ่งซึ่งศึกษาพัฒนาแนวคิดเรื่องการพัฒนาอย่างลึกซึ้งและละเอียดอ่อน  เขาผู้นั้นก็คือ อมาร์ตยา เซน นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลชาวอินเดีย ผู้ซึ่งทุ่มเทศึกษาค้นคว้างานเกี่ยวกับการแก้ปัญหาความยากไร้ของประชากรในประเทศกำลังพัฒนามาตลอดชีวิตนักวิชาการของเขา  หนังสือชื่อดังว่าด้วยแนวคิดเรื่องการพัฒนาของเซนมีชื่อว่าการพัฒนาดุจเสรีภาพ” (Development as Freedom)  ตามแนวคิดของเซน การพัฒนาเปรียบเสมือนกับการให้เสรีภาพกับประชาชนเพื่อให้ประชาชนมีโอกาสที่จะเลือกทางเดินที่ตนมองว่ามีคุณค่าทั้งต่อตนเองและชุมชน เสรีภาพในที่นี้นั้นไม่ได้มีความหมายแค่เสรีภาพทางการเมือง เช่น การมีส่วนร่วมทางการเมืองทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศเท่านั้น  แต่ยังรวมไปถึงเสรีภาพทางเศรษฐกิจ  เช่น ประชาชนมีโอกาสในการเข้าถึงตลาดได้โดยไม่ต้องถูกเอาเปรียบหรือขูดรีด   เสรีภาพในการได้รับข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงไม่บิดเบือนจากรัฐและสื่อมวลชน   เสรีภาพในการได้รับการบริการขั้นพื้นฐาน เช่น การศึกษาและการแพทย์ที่มีคุณภาพจากรัฐ   และเสรีภาพในการได้รับเครือข่ายความปลอดภัยทางสังคม (Social Safety Net) จากรัฐ เช่น การประกันการว่างงาน เป็นต้นในมุมมองแบบการพัฒนาดุจเสรีภาพนั้น  การเพิ่มขึ้นของ GDP หรือรายได้เป็นเพียงแค่เครื่องมือหนึ่งในการเพิ่มเสรีภาพให้กับประชาชนเท่านั้น  ไม่ได้เป็นเป้าหมายหลักของการพัฒนาแต่อย่างใด  เช่นนี้แล้ว  เป้าหมายของการพัฒนาจึงไม่ใช่แค่เพิ่มตัวเลขเหล่านี้  แต่ควรตระหนักถึงสภาพของเสรีภาพในด้านต่างดังที่กล่าวมา  เหตุผลที่เสรีภาพควรจะเป็นหลักสำคัญของการพัฒนามีอยู่สองประการสำคัญ ได้แก่ เหตุผลด้านการประมวลผล และเหตุผลด้านประสิทธิผล   สำหรับประการแรก   ภาพรวมของเสรีภาพด้านต่างสามารถแสดงผลของการพัฒนาได้อย่างละเอียดอ่อนละแม่นย มากกว่าการวัดผลของการพัฒนาโดยการมองเพียงแค่ดัชนีตัวเลขไม่กี่ตัว  เช่น สนใจเพียงการเพิ่มขึ้นของรายได้  การพัฒนาที่ช่วยยกระดับรายได้ของชุมชน แต่ไม่ได้ช่วยยกระดับการศึกษาของชุมชนนั้นด้วย ย่อมไม่นับเป็นการพัฒนาที่ประสบความสำเร็จ  สำหรับเหตุผลประการที่สอง มุมมองแบบเสรีภาพสามารถก่อให้เกิดประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นในกระบวนการพัฒนา เพราะการพัฒนาเสรีภาพในด้านใดด้านหนึ่งนั้น จะช่วยส่งเสริมเสรีภาพด้านอื่นไปด้วยในตัว  ตัวอย่างเช่น ในประเทศญี่ปุ่นนั้น ความสำเร็จในการพัฒนาทางเศรษฐกิจมีรากฐานมาจากความสำเร็จในการพัฒนาการศึกษาและทุนมนุษย์ (Human Capital) เป็นสำคัญ  ส่วนปัญหาความยากจนนั้น  เซนมองว่า ความยากจนมิได้หมายถึงปัญหารายได้ที่ไม่เพียงพอเพียงเท่านั้น  หากเป็นปัญหาการขาดความสมรรถภาพ (Capability)  ในการดำเนินชีวิตให้เป็นไปในทางที่ตนเองต้องการ  ซึ่งสมรรถภาพในการใช้ชีวิตนั้นสามารถส่งเสริมได้ โดยการพัฒนาเสรีภาพในด้านต่างดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น กระนั้น เซนมิได้มองว่ารายได้ไม่ใช่สิ่งสำคัญแต่อย่างใด หากแต่รายได้เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับการเข้าใจปัญหาความยากจนอย่างแท้จริง   ชุมชนใดชุมชนหนึ่งอาจจะมีรายได้เฉลี่ยที่ค่อนข้างสูงเนื่องจากอยู่ใกล้แหล่งทรัพยากรที่มีค่า แต่หากไร้ซึ่งเสรีภาพในการบริหารชุมชนด้วยตนเอง  ย่อมนับเป็นชุมชนที่ยากจน (ทางโอกาส)  ชุมชนหนึ่งนอกจากความพยายามให้มองปัญหาความยากจนอย่างรอบด้านแล้ว   เซนยังเสนอวิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหาความยากจน โดยเรียกร้องให้รัฐเป็นผู้เริ่มต้นในการให้เสรีภาพขั้นพื้นฐาน เช่น การศึกษาและสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพ โดยให้เสรีภาพเหล่านี้ในระดับที่สร้างโอกาสที่เสมอภาคในการเลือกเดินทางชีวิตของแต่ละคนในสังคมได้ แม้รัฐจะเป็นผู้ให้เสรีภาพเบื้องต้นเหล่านี้ ก็ไม่ควรจะเป็นผู้ให้ในลักษณะที่ทำให้ชุมชนผู้รับกลายเป็นผู้พึ่งพิง คอยแต่รับความช่วยเหลือ  เพราะนั่นเป็นเสมือนการลดเสรีภาพลงมากกว่าเพิ่ม  รัฐควรจะให้เสรีภาพในลักษณะที่ให้โอกาส  แล้วสนับสนุนให้ชุมชนนั้นสามารถอยู่รอดได้ด้วยตนเอง ให้ชุมชนนั้นสามารถบริหารตนเอง  และเลือกทางเดินให้ตนเองได้             หากใช้เค้าโครงความคิดการพัฒนาดุจเสรีภาพของเซนเป็นหลักในการวิจารณ์การทำงานของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ด้านการพัฒนาชนบทแล้ว  คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นก็คือ  นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจรากหญ้าของรัฐบาลไทยรักไทยสามารถพัฒนาชนบทไทยได้จริงอย่างที่กล่าวโฆษณาไว้หรือไม่  นโยบายกองทุนหมู่บ้าน และนโยบายพักหนี้เกษตรกรนั้น  ตามมุมมองของการพัฒนาดุจเสรีภาพนั้น ดูเป็นนโยบายที่มุ่งเน้นไปที่ความสำเร็จทางด้านรายได้ มิได้เพิ่มเสรีภาพที่แท้จริงให้กับชนบท   ทั้งสองนโยบายอาจจะประสบความสำเร็จในการเพิ่มรายได้ระยะสั้น  โดยการให้ทุนในการประกอบการแก่ชาวบ้าน หรือการผ่อนปรนภาระหนี้สินไว้ชั่วคราว แต่การมีทุนหรือการปลดภาระหนี้สินไว้ชั่วคราวนั้น  เป็นเพียงการได้รับเสรีภาพในระยะเวลาที่จำกัด  ซึ่งหากขาดส่วนประกอบทางด้านอื่นเช่น การพัฒนาความรู้ในการประกอบการ  หรือความสามารถในการเข้าถึงตลาดได้โดยไม่ต้องถูกขูดรีดจากผู้ใด และการได้รับราคาที่เป็นธรรม  รายได้ที่เพิ่มขึ้นก็จะอยู่ได้เพียงแค่ชั่วครั้งคราวเท่านั้น ในระยะยาว  เมื่อทุนที่ได้รับไม่ถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากเสรีภาพด้านต่างยังมีจำกัด  ไม่นานนักสภาพการเป็นหนี้สินก็จะกลับมาอีกครั้งส่วนนโยบายหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือ OTOP ซึ่งเป็นนโยบาย เกี่ยวกับชนบทที่เป็นพระเอกของรัฐบาลชุดนี้นั้น ดูเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุด   เพราะมีเป้าหมายมุ่งให้คนชนบทมีเสรีภาพในการเข้าถึงตลาดได้ด้วยตนเอง   เนื่องจากที่ผ่านมาชาวบ้านส่วนมากไม่มีความสามารถในการผลิตและขายด้วยตัวเองได้ในตลาดระดับชาติกระนั้น ภาพความสำเร็จที่ได้รับการโฆษณาจากรัฐบาลนั้น แม้เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม แต่ทว่ายังเร็วเกินไปที่จะดีใจ  ทั้งนี้เพราะยังไม่ใช่ความสำเร็จที่แท้จริง  เนื่องจาก รัฐบาลยังคงต้องคอยอุ้มให้ความช่วยเหลือในการขายผลิตภัณฑ์อยู่นั่นเอง     สินค้าหลายรายการก็ยังห่างไกลจากที่จะเรียกได้ว่าเป็นสินค้าติดตลาด   หากวันใดรัฐบาลหยุดช่วยเหลืออย่างกะทันหัน ก็ไม่รู้ว่าจะเหลือสินค้าสักกี่ชิ้นที่ยังคงสามารถแข่งขันอยู่ในตลาดได้ต่อไป  ต้องไม่ลืมว่าเป้าหมายสุดท้ายของการพัฒนาต้องอยู่ที่การให้เสรีภาพแก่ชนบท ให้สามารถอยู่ได้ด้วยตนเอง โดยที่ไม่ต้องพึ่งความช่วยเหลือจากรัฐบาลนโยบายสามสิบบาทรักษาทุกโรคเป็นอีกนโยบายหนึ่งซึ่งเป็นที่ฮือฮามากในช่วงต้นของการเป็นรัฐบาล  ตามแนวคิดแล้วนโยบายนี้เป็นนโยบายในการเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับชาวชนบทที่ดีมาก แต่ทว่าปัญหากลับมาอยู่ที่การปฏิบัติจริง  และเมื่อเกิดปัญหาในการปฏิบัติทั้งคุณภาพการบริการที่แตกต่าง และปัญหาจำนวนแพทย์ของรัฐที่ลดลงแล้วนั้น กลับดูเหมือนว่า รัฐบาลไม่ค่อยจริงจังที่จะยอมรับข้อผิดพลาดและแก้ไขเสียเท่าใดนักนโยบายที่ดีแต่หากขาดการเอาใจใส่และแก้ไขปรับปรุงในระยะยาว  ก็ยากที่จะประสบความสำเร็จได้อย่างยั่งยืนในส่วนของการพัฒนาการศึกษาในชนบทนั้น นับเป็นจุดอ่อนหนึ่งของรัฐบาลชุดนี้ เนื่องจากไม่ได้มีนโยบายที่เด่นชัดในการกระจายการศึกษาให้ชนบทแม้แต่น้อย  ทั้งที่การศึกษานั้นเป็นรากฐานสำคัญที่ต้องได้รับการพัฒนาก่อนสิ่งอื่นเสียด้วยซ้ำ เพื่อให้การพัฒนาเสรีภาพด้านอื่นดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพคุณภาพการศึกษาระหว่างในเมืองกับชนบทนั้น ยังต่างกันอยู่ลิบลับ   การศึกษาระดับสูงยังคงความเป็นสิ่งที่ชาวชนบทไม่สามารถเข้าถึงได้   ส่วนการศึกษาภาคบังคับนั้น ก็ยังไม่มีประสิทธิภาพพอที่จะสร้างนักเรียนให้เป็นนักเรียนรู้  ความรู้นั้นไม่สำคัญเท่ากับการสร้างความใฝ่รู้ให้เกิดขึ้น  เพราะความรู้ที่ได้จากการศึกษาในระบบไม่อาจนำไปใช้ได้จริงมากนักโดยเฉพาะในชนบท   แต่ระบบการศึกษาไทย ก็ยังไม่สามารถสร้างความรู้สึกใฝ่รู้ในหมู่นักเรียนได้แต่อย่างใด  ทางด้านการพัฒนาเสรีภาพทางการเมืองก็เช่นกัน   ความพยายามกระจายอำนาจสู่ชนบทนั้นดูจะขาดช่วงไปในรัฐบาลชุดปัจจุบัน  ทั้งนี้การสร้างอำนาจการต่อรองให้กับชนบท และ ความพยายามที่จะสร้างชุมชนที่บริหารตัวเองได้นั้น ถือเป็นเสรีภาพเบื้องต้นที่ควรจะได้รับการพัฒนาเป็นสิ่งแรก  เพื่อเป็นฐานสำหรับการพัฒนาทางด้านอื่นเช่นเดียวกับการศึกษา โดยรวมนั้น ถือได้ว่าการพัฒนาชนบทของไทยเรานั้นได้รับการพัฒนาอยู่พอสมควรในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่หากจะถามว่าการพัฒนาในระดับนี้เพียงพอหรือยัง คำตอบที่แน่นอนก็คือไม่เพียงพอ สังคมไทยยังเป็นสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองและชนบทอยู่มาก ความด้อยกว่าในเสรีภาพทางด้านต่างยังเห็นได้อย่างชัดเจน  ความยากจนเชิงเปรียบเทียบ (relative poverty) ในประเทศไทยยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  สิ่งเหล่านี้ยังสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่าปัญหาความด้อยพัฒนาของชนบทนั้นไม่ได้ลดลงไปจากแต่ก่อนเลย มีแต่จะเพิ่มขึ้นมากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำแต่ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ ดูเหมือนกับว่า จิตใจเพื่อชนบทที่รัฐบาลชุดนี้เคยมีกลับเริ่มเลือนหายไปเสียแล้ว  เพราะนโยบายเศรษฐกิจหลายนโยบายในปัจจุบันนั้น หันกลับมาเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนรายใหญ่อีกครั้งหวังว่าท่านนายกทักษิณ จะไม่ลืมว่าครั้งหนึ่งท่านเคยได้ใช้นโยบายอย่างไร ในการชนะใจประชาชนส่วนมากของประเทศ จนเป็นที่มาของอำนาจในวันนี้และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า  ตราบใดก็ตามที่คนบางส่วนในสังคมยังต้องเผชิญความอดอยาก ความยากไร้ทางโอกาส  และการกดขี่ทางชนชั้น   และตราบที่เรายังสามารถช่วยเหลือคนเหล่านี้ให้มีชีวิตที่ดีกว่าเดิมได้   การพัฒนาความรู้และความเข้าใจในการพัฒนาชนบท  และการนำไปลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง จักต้องเดินหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง
 




โดย endoderm ดูบทความของฉันทั้งหมดที่นี่
วันที่ 5 พ.ย. 50 16:02 น.
เนื้อหานี้เปิดอ่านแล้ว 23,818 ครั้ง


ความคิดเห็นทั้งหมด (เปิดดู 23,818 ครั้ง ตอบ 0 ครั้ง)

แสดงความคิดเห็นของท่านที่นี่


เรื่องที่เกี่ยวข้อง