การศึกษา กับ การพัฒนาประเทศ

ลบ แก้ไข

การศึกษากับการพัฒนาประเทศ สู่ยุคเศรษฐกิจฐานความรู้

ดร.จรวยพร ธรณินทร์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ บรรยายพิเศษ เรื่อง “การศึกษากับการพัฒนาประเทศ” ในการสัมมนาเผยแพร่ผลผลิตทางการวิจัย เรื่อง “การเปลี่ยนผ่านการศึกษาเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจฐานความรู้” ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ ซึ่งการวิจัยดังกล่าวสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้สนับสนุนงบประมาณการวิจัยให้กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อดึงผลการวิจัยนำไปสู่การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งประกอบไปด้วย 7 โครงการวิจัยย่อย มีผลผลิตโครงการวิจัยที่สำคัญได้แก่ หลักสัตตศิลา เพื่อการพัฒนาเยาวชนให้สามารถพัฒนความรู้ได้อย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับสังคม แบบเศรษฐกิจฐานความรู้แบบไทยที่เน้นความรู้ควบคู่กับความพอเพียง รวมทั้งเพื่อให้บุคคลสามารถขับเคลื่อนและพัฒนาสังคมในปัจจุบันให้เป็นสังคมแบบเศรษฐกิจฐานความรู้ที่ส่งผลให้ประเทศไทยยังคงความเป็นไทยและสามรถแข่งขันกับนานาอารยประเทศได้

ในโอกาสนี้ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้นำเสนอภาพรวมปัญหาอุปสรรคของการศึกษาของประเทศไทย ปี 2549 โดยวิธีประเมินสถานภาพการศึกษาไทย ด้านศักยภาพการแข่งขัน ทุกด้านใช้ดัชนี IMD พบว่า ไทยอยู่ในอันดับที่ 48 จาก 61 ประเทศ ส่วนการวัดด้านคุณภาพนักเรียนและรายได้ประชาติโดย PISA และTIMSS ด้านการอ่านพบว่า ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 32 คณิตศาสตร์ อันดับที่ 34-36 วิทยาศาตร์อยู่ในอันดับที่ 36 ส่วนทักษะการแก้ปัญหา อยู่ในอันดับที่ 34 ทั้งนี้ PISA ยังได้ระบุถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ของนักเรียนไทยว่า เกิดจากเวลาในการเรียนวิชาหลักน้อย ขณะที่ทรัพยากรด้านโครงสร้างพื้นฐานมีความสัมพันธ์ต่ำกับคะแนนคณิตศาสตร์ การขาดครูที่สามารถสอนได้ดี และภูมิหลังทางเศรษฐกิจและครอบครัวมีผลต่อการเรียนรู้ของเด็ก

ในส่วนของการวัดจากการกระจายงบประมาณด้านการศึกษาโดย World Bank พบว่า ประเทศไทยลงทุนไปกับการศึกษาระดับอุดมศึกษาสูงกว่าระดับมัธยมศึกษา ขณะที่ประเทศอื่นๆจะจัดสรรงบประมาณให้ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานมากกว่าระดับอื่น ส่วนการประเมินสถานภาพการศึกษาจากสภาพจริงโดย UNESCO ในด้านงบประมาณยูเนสโกระบุว่า ประเทศที่เน้นการศึกษาต้องจัด งบการศึกษาต่อ GDP ที่ 8% ในขณะที่ประเทศไทยในปี 2548 จัดงบแค่ 3.7 % ของ GDP นอกจากนี้ยังพบอีกว่านักเรียนสนใจเรียนต่อในสายสามัญสูงถึง 70 % ส่วนระดับอาชีวศึกษา 30 % ส่วนระดับปริญญาตรีพบว่า 80%ของนักศึกษาจะเลือกเรียนคณะสังคมศาสตร์ทำให้ขาดผู้เรียนในสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ขณะที่ยังมีการขาดแคลนครูประมาณ 1 แสนคน นอกจากนี้ยังพบว่าในการประเมินคุณภาพภายนอกสถานศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดย สมศ. รอบแรก ปี 2544 – 2548 จำนวน 30,010 แห่ง พบว่า โรงเรียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานมีจำนวน 560 แห่ง

ดังนั้น หากจะพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทยอาจใช้แนวของสหภาพยุโรปซึ่งได้เสนอยุทธศาสตร์ 10 ปี โดยจะต้องเพิ่มคุณภาพการศึกษาและการฝึกอบรม ให้ทุกคนเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต โดยวัดจากความสำเร็จขั้นต่ำของนักเรียนทุกคน ด้านทักษะคณิตศาตร์ การอ่าน วิทยาศาสตร์ การใช้เทคโนโลยีและความเป็นพลเมืองดี การวัดความสำเร็จในการจัดการศึกษา ด้านการตกหล่นและการออกกลางคัน จำนวนผู้จบการศึกษาระดับมัธยมปลายและอุดมศึกษา การวัดความสำเร็จของสถานศึกษา จากความสามารถในการบริหารการจัดการศึกษา และความร่วมมือของผู้ปกครอง การวัดความสำเร็จจากแหล่งเรียนรู้และโครงสร้างพื้นฐาน จากการพัฒนาครู การดูแลเด็กปฐมวัย จำนวนนักเรียนต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ และจำนวนงบประมาณค่าใช้จ่ายรายหัวของนักเรียน

นอกจากนี้ยังมีต้นแบบในการพัฒนายุทธศาสตร์ปฏิรูปโรงเรียนของออสเตรเลีย โดยกำหนดยุทธศาสตร์ใช้เป็นกรอบในการพัฒนาโรงเรียน โดยใช้

- ยุทธศาสตร์การปฏิรูปการเรียนรู้ของนักเรียน พัฒนาครูให้มีวิธีสอนที่ดีตั้งแต่อนุบาลถึง ม.6 โรงเรียนต้องรายงานผลการพัฒนาผู้เรียนต่อผู้ปกครอง รัฐจัดทำคลังความรู้กลางไว้บริการ

- ยุทธศาสตร์การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ใหม่ โดยจัดให้มีอุปกรณ์ที่ทันสมัย

- ส่วนยุทธศาสตร์พัฒนาความเป็นผู้นำ พัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาในการบริหารโรงเรียนเจริญก้าวหน้า โดยใช้ Balanced Score Card พัฒนาระบบบริหารจัดการ พัฒนาเครือข่ายโรงเรียนขนาดเล็ก ให้ครูมีโอกาสก้าวหน้าในตำแหน่ง

- ยุทธศาสตร์พัฒนาโรงเรียนให้เป็นองค์กรเรียนรู้ โดยประเมินคุณภาพการจัดการศึกษาด้วยตนเองและจากภายนอก

- ยุทธศาสตร์การพัฒนาวิชาชีพครู โดยอนุญาตให้ครูลาหยุดเพื่อศึกษาวิจัย พัฒนาครูที่เริ่มเข้าสู่ตำแหน่งและครูประจำการ

- ยุทธศาสตร์การพัฒนาศักยภาพสถานศึกษา จัดระบบโรงเรียนให้ประเมินตนเองตามกรอบที่กำหนด จัดระบบจูงใจให้สร้างนวัตกรรมเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพของโรงเรียน โดยลดงานเอกสาร พร้อมทั้งให้ครู นักเรียน ผู้ปกครองร่วมแสดงความคิดเห็น

- ยุทธศาสตร์สุดท้าย คือ การจัดกองทุนให้เงินรางวัลโรงเรียนพัฒนาได้ดีเด่น

อ.น้อง-ณรงค์ศักดิ์

www.eduzones.com

www.enn.co.th

www.interscholarship.com

 




โดย หมูหวาลย์ แห่งประเทศไทย ดูบทความของฉันทั้งหมดที่นี่
วันที่ 2 มิ.ย. 51 22:54 น.
เนื้อหานี้เปิดอ่านแล้ว 50,882 ครั้ง


ความคิดเห็นทั้งหมด (เปิดดู 50,882 ครั้ง ตอบ 0 ครั้ง)

แสดงความคิดเห็นของท่านที่นี่


เรื่องที่เกี่ยวข้อง