"วิทยาลัย แพทย์ พื้นบ้าน"

ลบ แก้ไข


   

 

 

 

 

 

โลกยุคปัจจุบันเข้าใจและเข้าถึงคุณค่าของ "สมุนไพร" มากขึ้นเรื่อยๆ ถึงขณะที่ฝรั่งหรือชาติที่มีวิทยาการล้ำหน้า เช่น ญี่ปุ่น ลงทุนลงแรงมาตั้งโรงงานและทำการวิจัยสมุนไพรในประเทศไทยเพื่อนำไปผลิตเป็นยาอันทรงคุณค่าป้อนประเทศแม่

ขณะที่คนไทยบางส่วนยังคงเข้าใจว่าเรื่องของสมุนไพรเป็นเรื่องล้าสมัยและกลับไปยกย่องเชิดชูการแพทย์แผนตะวันตก ซึ่งเนื้อแท้แล้วกำลังมีการศึกษาวิจัยและนำสมุนไพรตะวันออกไปสกัดหรือแปรรูปเพื่อใช้สำหรับป้องกันและรักษาโรคมากขึ้นเรื่อยๆ

เพื่อเป็นการรองรับอนาคตและเห็นคุณค่าของสมุนไพรไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย (มร.ช.) โดย รศ.ดร.มาณพ ภาษิตวิไลธรรม อธิการบดี มร.ช.จึงได้จัดตั้ง "วิทยาลัยการแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์ทางเลือก" ขึ้นริมฝั่งหนองบัวภายในมหาวิทยาลัย โดยมี ดร.ยิ่งยง เทาประเสริฐ เป็นคณบดีวิทยาลัย ตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมา

วิทยาลัยการแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์ทางเลือกนอกจากจะเปิดสอนระดับปริญญาตรีสาขาการแพทย์แผนไทยวิชาเภสัชกรรมไทย เวชกรรมไทย การนวดไทย และผดุงครรภ์ไทย ยังศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้านอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งยังมีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในมณฑลยูนนาน ประเทศจีน จนเตรียม เปิดหลักสูตร "การแพทย์แผนจีน" ร่วมกันในปี 2553

ด้วยเหตุนี้วิทยาลัยจึงดำเนินโครง การจัดตั้งโรงงานผลิตสมุนไพรครบวงจรขึ้นภายในวิทยาลัยมูลค่าประ มาณ 30 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนกิจ กรรมทั้งหมด รวมทั้งรองรับการจัดตั้งโรงพยาบาลของ มร.ช.ในอนาคต




โดยวิทยาลัยได้ร่วมมือกับภาคประชาชน ได้แก่ เครือข่ายชนเผ่า 5 เผ่า เครือข่ายหมอพื้นบ้าน 8 จังหวัด และเครือข่ายประเทศลุ่มแม่น้ำโขง เพื่อผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพรที่สามารถใช้ได้สะดวก พร้อมใช้ได้ทันที และเก็บรักษาเอาไว้ได้นาน ทั้งในรูปแบบยาเม็ด ยาแคปซูล ยาน้ำ ยาทา ยาประคบ ฯลฯ ในโรงงานผลิตสมุนไพร

ขั้นตอนทั้งหมดจะทำให้นักศึกษาได้รับความรู้และประสบการณ์อย่างครบวงจรก่อนออกไปสู่การประกอบวิชาชีพจริง ส่วนวิทยาลัยได้ประโยชน์จากการวิจัยทางวิชาการ และประชาชนทั่วไปได้ประโยชน์จากผลิตภัณฑ์ทั้งหมด

แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือ ประเทศไทยได้ประโยชน์จากกิจกรรมทั้งหมดของวิทยาการแพทย์ทางเลือกและการแพทย์พื้นบ้านนั่นเอง

ปัจจุบันวิทยาลัยของมร.ช.ได้ศึกษาวิจัยและผลิตผลิต ภัณฑ์สมุนไพรสำเร็จรูปออกมาได้แล้ว 35 ตำรับ โดยร่วมมือกับชุมชนในการอนุรักษ์แหล่งสมุนไพร หรือแม้แต่ภายในอาณาบริเวณของวิทยาลัยก็มีการเพาะและปลูกพืชสมุนไพรต่างๆ มากมาย

จากนั้นนำวัตถุดิบที่ได้ไปทำการวิจัยแล็บวิจัยและผลิตออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพรหลากหลายชนิด ทั้งสมุนไพรเดี่ยวที่ใช้สมุนไพรชนิดเดียว ซึ่งกำลังได้รับความนิยมของแพทย์แผนไทยจนกระทรวงสาธารณสุขให้การรับรองในบัญชียาหลักแล้ว 6 ตัว

และสามารถใช้ในโรงพยาบาลทั่วไปได้ และสมุนไพรตำรับซึ่งต้องใช้สมุนไพรหลายตัวในแต่ละโรค

ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตในวิทยาลัยมีหลากหลาย เช่น ยารักษาริดสีดวงทวาร ยารักษาโรคกระเพาะอาหาร ยาระบาย สมุนไพรบำรุงผิว แก้ปวดเมื่อย ฯลฯ

โดยผลการศึกษาวิจัยของวิทยาลัยพบว่ามีสมุนไพรในพื้นที่ 4 ภาคเหนือตอนบนมากถึงกว่า 1,250 ชนิด ทั้งของคนในพื้นราบและชนเผ่าต่างๆ ซึ่งสามารถให้ผลได้ดี เช่น ดีปลีมีสรรพคุณแก้อาการท้องอืด ขับลม แก้ไอ อ่อนเพลียวิงเวียน เสริมธาตุไฟ และใช้เป็นส่วนหนึ่งของตำรับยาแก้โรคริดสีดวงทวาร

และยาอีกหลายตำรับ เปล้าหลวงมีสรรพคุณขับลมตามเส้น สะค้านมีสรรพคุณเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ ขับลมภายใน ใช้ทำลูกประคบแก้ปวดเมื่อย เสือโคร่งใช้ทำน้ำมันนวด เพชรสังฆาตมีสรรพคุณในการช่วยต่อกระดูกและแก้โรคริดสีดวงทวาร เป็นต้น

ดร.ยิ่งยง เทาประเสริฐ คณบดีวิทยาลัยการแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์ทางเลือก มร.ช.กล่าวว่าปัจจุบัน วิทยาลัยยังไม่มีโรงพยาบาลเพื่อใช้ประโยชน์ในการเรียนการสอนโดยตรง จึงประยุกต์ด้วยการร่วมมือกับสถานีอนามัยในพื้นที่ 7 แห่ง ซึ่งวิทยาลัยก็จัดส่งบุคลากรไปบริการประชาชนและสามารถรักษาโรคได้หลายโรค เช่น โรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจ ฯลฯ

พบว่ามีประชาชนไปใช้บริการวันละ 60-70 คน ส่วนที่วิทยาลัยก็มีการเปิดคลินิกให้บริการ 5 วันต่อสัปดาห์ ในอนาคตยังจะเปิดสอนการแพทย์แผนจีนอีก ดังนั้น จึงต้องมีการจัดตั้งโรงงานผลิตยาสมุนไพรเพื่อรองรับกิจกรรมทั้งหมด เพราะลำพังห้องแล็บไม่สามารถผลิตยาสมุนไพรได้เพียงพอ รวมทั้งการผลิตในรูปแบบของโรงงานสามารถควบคุมมาตร ฐานผลิตภัณฑ์มีคุณภาพที่ดีกว่า

"แม้จะมีการนำเอาสมุนไพรที่เคยนำไปผลิตเป็นยาตามตำรับโบราณ และนำมาผลิตตามขั้นตอนที่ทันสมัยเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ แต่ก็ยังคงรักษาความเป็นการแพทย์แผนไทยเอาไว้ จึงถือเป็นการยกระดับซึ่งจะเป็นต้นแบบสำหรับภาคเอกชนรายอื่นๆ เพื่อนำไปสานต่อหรือรัฐบาลนำไปใช้ในสถาบันอื่นต่อไป เพราะวิทยาลัยคงไม่เน้นผลิตเพื่อธุรกิจ แต่เพื่อการเรียนการสอนและบริการสังคมเป็นหลัก" ดร.ยิ่งยงกล่าว

ที่ผ่านมาวิทยาลัยได้วิจัยเรื่องพืชสมุนไพรใน 4 จังหวัดภาคเหนือคือ เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา และลำพูน พบว่า ชาวบ้านมีการนำพืชสมุนไพรมาใช้ประโยชน์เป็นประจำ 450 ชนิด และใช้ในลักษณะนานๆ ครั้งจำนวนกว่า 1,200 ชนิด

นอกจากนี้ พบว่าสมุนไพรที่ชนเผ่าต่างๆ ใช้มีอยู่ 200-300 ชนิด เมื่อนำมารวมกันทั้งหมดและปรับปรุงข้อมูลกรณีมีการใช้ประโยชน์ซ้ำกันก็จะได้ประมาณ 1,250 ชนิด

การนำมาใช้ประโยชน์ถือว่าเกิดจากภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ดังนั้น การที่วิทยาลัยมีการศึกษาวิจัยและถึงขั้นตั้งโรงงาน ก็เพื่อสนับสนุนกิจกรรมทั้งด้านการศึกษาวิจัยทางวิชาการ การบริการสังคมและอนุรักษ์เอาไว้ซึ่งภูมิปัญญาไทย

ทำให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมไทยอย่างมาก

เรื่องโดย : เกรียงไกร ปัญโญกาศ

ที่มา : ข่าวสดออนไลน์

 




โดย Future Career ดูบทความของฉันทั้งหมดที่นี่
วันที่ 7 ธ.ค. 51 23:10 น.
เนื้อหานี้เปิดอ่านแล้ว 16,433 ครั้ง


ความคิดเห็นทั้งหมด (เปิดดู 16,433 ครั้ง ตอบ 0 ครั้ง)

แสดงความคิดเห็นของท่านที่นี่


เรื่องที่เกี่ยวข้อง