"5 เทคโนโลยี" ในอีก 5 ปีข้างหน้า

ลบ แก้ไข

 

อินเทอร์เน็ตสุขภาพจะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการด้านการแพทย์ได้ง่ายและทันท่วงทียิ่งขึ้น (ภาพโดย ไอบีเอ็ม) EDIT IMAGE

 

หลายคนจินตนาการถึงโลกในอนาคตแตกต่างกันไป และหลายจินตนาการก็กลายเป็นจริงขึ้นมาได้ ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นอยู่ตลอดเวลา โดยนักวิทยาศาสตร์จากทั่วทุกมุมโลก จนเกิดเป็นนวัตกรรมใหม่ที่สามารถพลิกรูปแบบวิถีการดำเนินชีวิตของผู้คนในสังคมได้ และในอนาคตอันใกล้ เราอาจจะได้เห็น 5 เทคโนโลยีใหม่ เกิดขึ้นในเมืองใหญ่ทั่วโลกแน่นอน จากการคาดการณ์โดยไอบีเอ็ม
       
       เมื่อไม่นานมานี้ไอบีเอ็มได้เปิดเผยรายงานประจำปี "เน็กซ์ 5 อิน 5" (Next 5 in 5) ฉบับที่ 4 ซึ่งมีการคาดการณ์นวัตกรรมและเทคโนโลยี 5 สิ่ง ที่กำลังจะเกิดขึ้นและมีผลต่อรูปแบบการใช้ชีวิตของผู้คนในเมืองต่างๆ ทั่วโลก ในอีก 5-10 ปีข้างหน้า จากการวิเคราะห์เทคโนโลยีในห้องปฏิบัติการ ประกอบกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน
       
       1. "โมเดลคณิตศาสตร์" ช่วยโลกรับมือโรคระบาด
       
       ในแต่ละปีมีประชากรราว 60 ล้านคน ย้ายถิ่นฐานจากชนบทเข้าสู่เมืองใหญ่ และในปี 52 มีการประเมินพบว่าประชากรส่วนใหญ่ของโลกอาศัยอยู่ในเขตเมืองมากกว่าชนบท ส่งผลให้เมืองใหญ่กลายเป็นแหล่งเพาะและแพร่กระจายเชื้อโรคได้ง่าย ฉะนั้นจะต้องมีระบบป้องกันและการสื่อสารด้านสุขภาพที่มีประสิทธิภาพ เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับชาวเมือง
       
       ไอบีเอ็มคาดการณ์ว่า ในอนาคตอันใกล้นี้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์จะมีบทบาทในด้านสาธารณสุขมากยิ่งขึ้น ในการหาแนวโน้มรูปแบบการระบาดของโรคว่าจะเกิดการระบาดขึ้นบริเวณไหน เวลาใดบ้าง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนและเตรียมการรับมือเพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาด และการรักษาผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงที
       
       รวมทั้งมี "อินเทอร์เน็ตเพื่อสุขภาพ" ที่จะเป็นเครื่องมือเชื่อมโยงข้อมูลทางการแพทย์ระหว่างชุมชน โรงพยาบาล หน่วยงานภาครัฐ และองค์กรเวชภัณฑ์ได้อย่างทั่วถึง เกิดเป็นระบบสาธารณสุขที่ฉลาดและมีประสิทธิภาพ สามารถคาดการณ์รูปแบบการระบาดของโรค ศักยภาพในการดูแลรักษาผู้ป่วย และแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดซ้ำในอนาคต

 

 

อีกไม่นานรถยนต์พลังงานไฟฟ้าจะเข้ามายึดพื้นที่บนถนนแทนรถยนต์ใช้น้ำมัน (ภาพโดย ไอบีเอ็ม)


       
       
2. "รถพลังไฟฟ้า" มาแน่นอน
       

       ทุกวันนี้เริ่มมีรถยนต์ไฮบริดออกมาวิ่งตามท้องถนนบ้างแล้ว แต่เพราะยังเป็นนวัตกรรมใหม่ รถยนต์ไฮบริดจึงยังมีราคาแพงระยับเหยียบคันละหลายล้านบาท ทว่าผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าในอนาคตอันใกล้นี้รถยนต์ไฮบริดซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลได้อย่างมาก จะมีราคาถูกลงอย่างแน่นอน และจะเข้ามาแทนที่รถยนต์ที่ใช้น้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติ
       
       สำหรับรถยนต์ไฮบริดในปัจจุบัน ใช้พลังงานจากแบตเตอรีลิเธียมไอออน ซึ่งยังมีข้อจำกัดอยู่บ้าง แต่นักวิทยาศาสตร์ก็กำลังมุ่งมั่นพัฒนาแบตเตอรี่ขับเคลื่อนรถยนต์และรถประจำทางที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น และสามารถทำให้รถวิ่งได้ระยะทางไกลขึ้นต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง เช่น แบตเตอรี่ลิเธียมแอร์ (Lithium Air) ซึ่งสามารถเพิ่มความหนาแน่นของพลังงานได้มากกว่าลิเธียมไอออนถึง 10 เท่า ทั้งยังมีน้ำหนักเบา ปลอดภัยกว่า และราคาถูกกว่า และในอนาคตรถยนต์ที่เรานั่งอาจไม่ต้องแวะเติมน้ำมันตามปั๊มอีกต่อไป เพราะเพียงชาร์จไฟใส่แบตเตอรี่จากที่บ้าน ก็ขับรถไปเที่ยวที่ไหนๆ ได้ไกลหลายร้อยกิโลเมตร
       
       ผู้เชี่ยวชาญไอบีเอ็มยังคาดการณ์ว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า พลังงานทดแทนอื่นๆ ก็จะถูกนำมาใช้ผลิตไฟฟ้าเพื่อขับเคลื่อนรถยนต์ด้วยเช่นกัน อาทิ พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ และเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่รองรับระบบขนส่งมวลชนที่ใช้พลังงานไฟฟ้าก็จะได้รับการพัฒนาให้ก้าวล้ำและแพร่หลายมากขึ้นด้วย

 

ต่อไปตึกสูงและอาคารใหม่จะถูกติดตั้งเซ็นเซอร์ไว้มากมาย เพื่อตอบสนองความต้องการให้ผู้ใช้งานอย่างเป็นระบบ และลดการใช้พลังงาน (ภาพโดย ไอบีเอ็ม)


       
       
3. "อาคารอัจฉริยะ" ตอบสนองทุกความต้องการของชีวิตคนเมือง
       

       ตึกสูงระฟ้าเป็นสัญลักษณ์ของเมืองใหญ่ และมีแนวโน้มเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกปี ขณะที่ผู้คนในเมืองส่วนใหญ่ก็มีแนวโน้มใช้ชีวิตอยู่ในอาคารสูงกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเวลาทำงาน หรือเป็นที่พักอาศัย และในแต่ละปีอาคารเหล่านี้ยังปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมารวมแล้วมากกว่ารถยนต์บนท้องถนนเสียอีก
       
       ในอนาคตอันใกล้นี้เทคโนโลยีเซ็นเซอร์จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในอาคาร เพื่อเชื่อมโยงระบบต่างๆ ภายในอาคาร ทั้งระบบไฟฟ้า น้ำประปา อุณหภูมิ โทรคมนาคม และระบบรักษาความปลอดภัย โดยจะเชื่อมโยงกันและบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ ประหยัดพลังงาน และปลอดภัยยิ่งขึ้น สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานหรือผู้เข้าพักได้ราวกับมีชีวิต และด้วยระบบอัจฉริยะภายในอาคาร จะมีการเตือนล่วงหน้าด้วยว่าระบบหรืออุปกรณ์ชิ้นไหนควรได้รับการซ่อมบำรุงก่อนที่จะเกิดการชำรุดเสียหาย และยังตอบสนองต่อเหตุการณ์ฉุกเฉินต่างๆ ได้อย่างทันท่วงที
       
       ตัวอย่างอาคารอัจฉริยะที่เริ่มมีให้เห็นแล้วในปัจจุบัน เช่น โรงแรมไชน่า หังโจว ดราก้อน ในประเทศจีน, อาคารเซเว่น เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ในนครนิวยอร์ก สหรัฐฯ

 

เทคโนโลยีอัจฉริยะในอนาคตจะช่วยลดปัญหาอาชญากรรมในเมืองใหญ่ได้ (ภาพโดย ไอบีเอ็ม)


       
       
4. เทคโนโลยีอัจฉริยะ ช่วยป้องกันปัญหาอาชญากรรมในเมือง
       

       ภายในอีก 5 ปีข้างหน้า เทคโนโลยีขั้นสูงจะช่วยลดปัญหาอาชญากรรมในเมืองให้น้อยลงได้ และเพิ่มความปลอดภัยให้กับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้ดียิ่งขึ้น ด้วยระบบวิเคราะห์ข้อมูลอาชญากรรมจากสถิติและแนวโน้มเพื่อคาดการณ์ล่วงหน้าว่าพื้นที่ไหน เวลาใด เสี่ยงเกิดเหตุร้าย และช่วยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่ตรวจตราความสงบเรียบร้อย และป้องกันการก่ออาชญากรรมหรือรับมือกับปัญหาได้อย่างทันท่วงที
       
       นอกจากนี้ เทคโนโลยีที่ช่วยป้องกันและรับมือกับปัญหาภัยพิบัติต่างๆ ก็จะได้รับการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพและมีการนำมาใช้งานอย่างแพร่หลายมากขึ้น เช่น ระบบดับเพลิงอัจฉริยะ ช่วยคาดการณ์ความเสี่ยงจากอัคคีภัยในเมือง และรับมือกับปัญหาเพลิงไหม้หรือไฟป่า, ระบบควบคุมอุทกภัยแบบอัจฉริยะ ด้วยเซ็นเซอร์ตรวจวัดปริมาณน้ำฝนบริเวณเขื่อนกันน้ำท่วม ตามแนวชายฝั่งทะเลและแม่น้ำลำคลอง เช่น ศูนย์จัดการน้ำระดับโลก (Global Center for Water Managment) ของไอบีเอ็ม ในเมืองอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอแลนด์ กำลังบุกเบิกเทคโนโลยีดังกล่าวอยู่ในตอนนี้

 

ในอนาคตอันใกล้ เทคโนโลยีสมัยใหม่จะช่วยให้มนุษย์บริหารจัดการน้ำได้ดียิ่งขึ้น (ภาพโดย ไอบีเอ็ม)


       
       5. ระบบจัดการน้ำอย่างชาญฉลาด บรรเทาปัญหาน้ำขาดแคลน
       
       ผู้เชี่ยวชาญของไอบีเอ็มระบุว่าในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา ปริมาณการใช้น้ำทั่วโลกเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า เมื่อเทียบกับอัตราการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นมากกว่านั้นหลายเท่าตัว และปัจจุบันนี้น้ำที่มีอยู่ทั่วโลกมีเพียง 2% เท่านั้นที่สามารถใช้อุปโภคและบริโภคได้ และความต้องการน้ำของมนุษย์จะเพิ่มขึ้นอีก 6 เท่าในอีก 50 ปีข้างหน้า แต่ปัญหาขาดแคลนน้ำนั้นเป็นภัยคุกคามประชาชนแล้วหลายพื้นที่ โดยมีประชากรถึง 1 ใน 5 ของโลก เข้าไม่ถึงน้ำดื่มที่สะอาดและปลอดภัย
       
       นักวิทยาศาสตร์กำลังพยายามพัฒนาระบบอัจฉริยะที่ช่วยบริหารจัดการน้ำในเขตเมือง เพื่อลดการสิ้นเปลืองและสูญเสียน้ำโดยเปล่าประโยชน์ ด้วยระบบเซ็นเซอร์ตรวจจับการรั่วไหลของท่อประปาและซ่อมแซมตัวเองได้อย่างอัตโนมัติ รวมทั้งพัฒนาเทคโนโลยีกรองน้ำที่สามารถเปลี่ยนน้ำทะเลให้เป็นน้ำจืด หรือกรองเสียให้กลายเป็นน้ำดี และนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำได้
       
       แนะไทยเร่งพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำ

นายตรัยรัตน์ สุวรรณประทีป (ภาพโดย ไอบีเอ็ม)


       
       นายตรัยรัตน์ สุวรรณประทีป ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด กล่าวกับทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ และสื่อมวลชนจำนวนหนึ่งว่า เทคโนโลยีใหม่ 5 สิ่ง ที่กล่าวมานั้นมีแนวโน้มจะเป็นจริงได้ในอีก 5 ปีข้างหน้าแน่นอน โดยมีความพร้อมในด้านเทคโนโลยี แต่จะเป็นที่แพร่หลายในสังคมได้หรือไม่นั้น ต้องอาศัยความพร้อมและปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมเป็นเครื่องผลักดัน และทั้ง 5 นวัตกรรมอาจไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันในเมืองเดียวกัน แต่บางนวัตกรรมอาจเกิดขึ้นในบางเมืองก่อนเมืองอื่นๆ
       
       "ระบบขนส่งมวลชนด้วยพลังงานไฟฟ้ามีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นก่อนเทคโนโลยีอื่นสำหรับในประเทศไทย เพราะมีบริษัทรถยนต์หลายแห่งเริ่มนำรถยนต์ไฮบริดเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยกันแล้ว ประกอบกับปัญหาราคาน้ำมัน ปัญหามลพิษ และความต้องการลดก๊าซเรือนกระจก จะเป็นสิ่งจูงใจและผลักดันให้ประชนชนหันมาพึ่งพายานพาหนะที่ไม่ใช้น้ำมันกันมากขึ้น" นายตรัยรัตน์ กล่าว
       
       อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญของไอบีเอ็มยังแนะด้วยว่า เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม และมีทั้งปัญหาขาดแคลนน้ำและปัญหาน้ำท่วมในหลายพื้นที่ จึงน่าจะมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยในการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพก่อนเทคโนโลยีอื่นๆ ในบรรดา 5 เทคโนโลยีใหม่ดังกล่าว ซึ่งจะช่วยลดปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งได้ และเกิดประโยชน์แก่ประชาชนส่วนมากของประเทศ

ที่มา : ASTVผู้จัดการออนไลน์   สิ่งประดิษฐ์-เทคโนโลยี

 

 

 

"เรียนไปทำไม๊..บริหาร" ฟรี..ช้าอด

 

 

คู่มือ คู่คิด พิชิต แอดมิสชั่นส์..แจกฟรี

 

 

 

รับตรง เรียนต่อ ขอทุนวิศวะ..แจกฟรี

 

 

 

อยากเป็นหมอ ไม่ต้องรอชาติหน้า..แจกฟรี

 

 

 

คู่มือสอบตรง ทุกมหาวิทยาลัย ทุกเดือน ที่นี่

 

 

ชุมชนการศึกษาออนไลน์ อันดับ 1

 

 

 

ศูนย์ข่าวการศึกษา ที่เป็นมากกว่า การศึกษา

 

 

 

ทุนการศึกษาดีดี มีทั่วโลก

 

 

 

ช้อปปิ้ง การศึกษา ออนไลน์

 

 

 

หนังสือออนไลน์ เพื่อคนการศึกษา

 

 

 

ชุมชน เพื่อนเพื่อเพื่อน ออนไลน์

 

 

โปรแกรมช่วยแอดมิสชั่นส์ ไม่ให้พลาด

 

 

 




โดย Future Career ดูบทความของฉันทั้งหมดที่นี่
วันที่ 20 ม.ค. 53 01:49 น.
เนื้อหานี้เปิดอ่านแล้ว 111,758 ครั้ง


ความคิดเห็นทั้งหมด (เปิดดู 111,758 ครั้ง ตอบ 1 ครั้ง)

ลบ แจ้งลบ
โดย Torsak Jirawatkasemchai
IP : 202.29.22.***
Building Automation and Control Systems(BAS)
 
รับติดตั้งและเพิ่มเติมระบบอาคารอัตโนมัติ, ระบบประหยัดพลังงาน ทั้งอาคารใหม่อาคารเก่า โดยรับทำทั้งโรงแรม, โรงพยาบาล, อาคารสูง, และโรงงานอุตสาหกรรม...โดยทั่วไปอาคารอัตโนมัติเริ่มต้นด้วยการควบคุมของเครื่องกลไฟฟ้าและประปา (MEP) ยกตัวอย่างเช่นความร้อนระบายอากาศและเครื่องปรับอากาศ (HVAC) รวมถึงการควบคุมของชิ้นส่วนต่าง ๆ ของอุปกรณ์เช่น:
air-conditioning (HVAC) system
Chillers
Boilers
Air Handling Units (AHUs)
Roof-top Units (RTUs)
Fan Coil Units (FCUs)
Heat Pump Units (HPUs)
Variable Air Volume boxes (VAVs)
นอกจากการควบคุมระบบไฟฟ้าแล้วระบบอื่นๆที่สามารถควบคุมได้ในอาคารเช่น:
 
Power monitoring 
Security
Close circuit video (CCTV)
Card and keypad access
Fire alarm system
Elevators/escalators
Plumbing and water monitoring
 
ระบบบำบัดน้ำเสีย  WasteWater Treatment Systems

•  รับเป็นที่ปรึกษา ให้คำแนะนำ การดูแลระบบบำบำบัดน้ำเสียทุกชนิด

•  ติดตั้งระบบ Online Monitoring เช่น  BOD, COD, pH, DO, Temp เป็นต้น

•  ติดตั้งระบบประหยัดพลังงาน เช่น Variable Speed Drive (VSD) เป็นต้น

ระบบการจัดการคุณภาพอากาศ Air Quality Management Systems

• รับออกแบบ ปรับปรุง และติดตั้งระบบระบายอากาศ
• รับเป็นที่ปรึกษาในการควบคุมดูแลระบบการจัดการคุณภาพอากาศ

• ติดตั้งระบบ Online Monitoring เพื่อตรวจวัดค่าต่างๆ

• ปรังปรุงระบบประหยัดพลังงานในการจัดการคุณภาพาอากาศ

 
บริษัท AHC Co.,Ltd. สายด่วนผู้เชี่ยวชาญ T. 0844196349 email: tsthai@gmail.com

click ดูรูปภาพตามข้างล่าง....

http://i285.photobucket.com/albums/ll50/water_torsak/bas_zpseb25551f.jpg

แสดงความคิดเห็นของท่านที่นี่


เรื่องที่เกี่ยวข้อง