มหิดลจับมือ 24 สถาบันผนึกกำลังสร้างมหาวิทยาลัยยั่งยืน

ลบ แก้ไข

 
มหาวิทยาลัยมหิดล จัดเสวนาเพื่อยกระดับมหาวิทยาลัยไทยสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน “From Green to Sustainable University” ณ อุทยานธรรมชาติวิทยาสิรีรุกขชาติโดยระดมองค์ความรู้จากนักพัฒนาและนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและการศึกษาจาก 24 สถาบันอุดมศึกษาชั้นนำของประเทศไทยร่วมงาน หวังเป็นพลังขับเคลื่อนร่วมกันนำสถาบันการศึกษาของประเทศไทยไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยยั่งยืน และเป็นต้นแบบการพัฒนาอย่างยั่งยืนแก่ภาคส่วนอื่น ๆ ของสังคม

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยมหิดลและเครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืน (Sustainable University Network of Thailand : Sun Thailand) ได้ร่วมกันส่งเสริมแลกเปลี่ยนเรียนรู้การดำเนินงานของมหาวิทยาลัยสู่ความยั่งยืนเพื่อแก้ปัญหามลภาวะของโลกโดยมีการบริหารจัดการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและดำเนินสู่การสร้างให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนในมิติต่างๆ

ภายในงาน ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนาได้บรรยายพิเศษเรื่อง “มหาวิทยาลัยไทยสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” โดยกล่าวว่า ยั่งยืนคือการรักษาในอยู่ในสภาพที่ดีที่สุดแล้วยังสามารถส่งต่อให้ผู้คนรุ่นต่อไปได้ ซึ่งคำว่ายั่งยืนไม่ใช่กระแสหรือแฟชั่นแต่คือสิ่งสำคัญที่ควรตระหนัก เพราะโลกกำลังเผชิญอยู่ด้วยทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดแต่จำนวนประชากรมีจำนวนเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณในพื้นที่ที่มีขนาดเท่าเดิมจึงต้องมีการบริหารจัดการอย่างยั่งยืนที่ก่อประโยชน์และเกิดความสุขพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชรัชกาลที่ 9 ตรัสว่าเราจะครองแผ่นดินโดยธรรม พระองค์ท่านเน้นการดูแลดินน้ำลมไฟบนพื้นฐานของความถูกต้องก็คือธรรมะ ซึ่งเป็นสิ่งที่นำพวกเราไปสู่ความยั่งยืน พระองค์ท่านไม่เคยใช้คำว่ามั่งคั่ง ร่ำรวย แต่ใช้คำว่า ประโยชน์สูงสุด 

 “ฉะนั้นเราควรมองสิ่งแวดล้อมเป็นธรรมะ คือธรรมชาติ (nature) เป็นประโยชน์ที่ควรรักษา เพราะหากเรามองเป็นทรัพยากร (resource) ก็จะเห็นแต่ทรัพย์ราคาเท่านั้นเราจึงควรปลูกฝังการมองสิ่งรอบตัวอย่างเป็นธรรม ซึ่งสามารถเริ่มได้ในมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นแหล่งบ่มเพาะของปัญญา แต่อย่าทำให้ยุ่งยากซับซ้อน แก้ไขปัญหาเรื่องธรรมชาติอย่างง่ายๆธรรมดาจะนำไปสู่ความยั่งยืนได้”ดร.สุเมธ กล่าว
ด้านศาสตราจารย์ แท ยุน ปาร์คประธานKorean Association for Green Campus Initiative (KAGCI) จากมหาวิทยาลัยยอนเซประเทศเกาหลีใต้บรรยายพิเศษว่าด้วยประสบการณ์จากเกาหลีสู่แนวทางเริ่มต้นสร้างความเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียวซึ่งมหาวิทยาลัยยอนเซนั้นมีบรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่ดีทั้งด้านกายภาพและการเรียนการสอนจนติดอันดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในเอเชียโดยมีการบริหารจัดการภายในมหาวิทยาลัยทั้งด้านเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโดยลดพื้นที่จอดรถตลอดจนการลดขยะจากอาหาร การใช้พลังงานทดแทน หรือการบำบัดน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่

“ในด้านการสร้างความยั่งยืนให้โครงสร้างพื้นฐานทางการศึกษาและการวิจัย ก็มีหลักสูตรและการวิจัยเกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การพัฒนาวิชาที่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยสีเขียว การทำกิจกรรมร่วมกับชุมชนในท้องถิ่นและในอนาคตจะเพิ่มการติดตั้งและการใช้พลังงานทดแทนในสิ่งอำนวยความสะดวก การดำเนินโครงการบริโภคอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมรวมถึงสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศโดยเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารจัดการของมหาวิทยาลัยสีเขียวในประเทศอาเซียน” ศาสตราจารย์ แท ยุน ปาร์คจากมหาวิทยาลัยยอนเซ กล่าวเพิ่มเติม



นอกจากนี้ในงานเสวนาเครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืน ได้มีเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้“การดำเนินการด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนของมหาวิทยาลัยในประเทศ”นำโดยผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.ปริญญาเทวานฤมิตรกุลรักษาการแทนในตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายความยั่งยืนและบริหารศูนย์รังสิตมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ซึ่งได้กล่าวว่า ทั่วพื้นที่ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิทยาเขตรังสิต ได้มีการติดตั้งโซลาร์รูฟ “ระบบผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาอาคาร”ซึ่งสามารถลดค่าไฟได้ถึง 10% และได้นำมาประยุต์ใช้กับรถบัสพลังงานไฟฟ้า(EV) เพื่อช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ นอกจากนี้กำลังดำเนินเกี่ยวกับการเลิกใช้พลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำ การใช้กระบอกน้ำแทนขวดน้ำส่งเสริมการปฏิเสธพลาสติกบางประเภทที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งพร้อมให้ความรู้ที่มีคุณภาพในการศึกษาวิจัยที่เน้นให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ด้านรองศาสตราจารย์ดร.บุญไชยสถิตมั่นในธรรมรองอธิการบดีกำกับดูแลด้านบริหารทั่วไปจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวว่า จุฬาฯ เริ่มจากนโยบายมหาวิทยาลัยสีเขียว คือเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น การประหยัดพลังงาน การแยกขยะ การสร้างพื้นที่สีเขียว และนำไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยยั่งยืน ซึ่งเป็นเรื่องของคนและสิ่งแวดล้อมที่จะต้องเปลี่ยนแปลงให้เกิดความยั่งยืนโดยเข้าไปสู่กระบวนการเรียนการสอนและการวิจัยให้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันจึงจะยั่งยืนด้วยการสร้างเครือข่ายและการตระหนักรับรู้เพราะหัวใจหลักคือ นิสิต คณาจารย์และบุคลากรเพื่อนำสู่ประชาคมรอบนอก

สำหรับ ศาสตราจารย์ดร.ชนิตารักษ์พลเมืองผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยสยาม กล่าวว่ามหาวิทยาลัยสยาม เข้าเป็นสมาชิกเครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืนเมื่อไม่นาน แต่ได้มีการดำเนินงานทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย โดยเน้นการพัฒนาเชื่อมโยงกับทั้ง 54 ชุมชนในเขตภาษีเจริญ เพื่อให้เติบโตไปด้วยกันเป็นต้นแบบให้แก่ชุมชนเขตอื่นๆ อาทิ โครงการวิจัยแนวทางการพัฒนาพิพิธภัณฑ์เสมือนบนฐานการมีส่วนร่วมของชุมชนว่าด้วยเศรษฐกิจพอเพียง รวมถึงการดำเนินศูนย์วิจัยเพื่อพัฒนาชุมชน ซึ่งจะมีกิจกรรมหลากหลายที่ทำร่วมกับชุมชนอย่างต่อเนื่อง

ปิดท้ายที่รองศาสตราจารย์ดร. กิติกรจามรดุสิตรักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืนมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวเพิ่มเติมว่า “สถาบันการศึกษาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างและถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านกระบวนการศึกษาและวิจัยเราจึงต้องร่วมมือกันในการเปลี่ยนแปลง ซึ่งการสร้างให้เกิดเครือข่ายมหาวิทยาลัยยั่งยืนจะเป็นส่วนสำคัญของการยกระดับมหาวิทยาลัยภายในประเทศและเป็นต้นแบบการพัฒนาอย่างยั่งยืนแก่ภาคส่วนอื่น ๆ ของสังคม”
 



loading...


โดย Eduzones Pr News ดูบทความของฉันทั้งหมดที่นี่
วันที่ 12 ก.พ. 61 14:05 น.
เนื้อหานี้เปิดอ่านแล้ว 336 ครั้ง

แชร์หน้านี้

ความคิดเห็นทั้งหมด (เปิดดู 336 ครั้ง ตอบ 0 ครั้ง)

แสดงความคิดเห็นของท่านที่นี่


เรื่องที่เกี่ยวข้อง