การขนส่งทางรถไฟของกระบวนการทางโลจิสติกส์

ลบ แก้ไข

การขนส่งสินค้าทางรถไฟ

      โดยทั่วไปการขนส่งสินค้าทางรถไฟสามารถขนส่งสินค้าได้ครั้งละจำนวนมาก ค่าใช้จ่ายในการขนส่งต่อหน่วยประหยัด รวมทั้งก่อให้เกิดมลภาวะน้อยกว่าทางถนน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐในการประหยัดพลังงานและช่วยลดปัญหาการจราจร สินค้าที่ขนส่งส่วนมากเป็นสินค้ามูลค่าต่ำและน้ำหนักมาก เช่น ถ่านหิน ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ปูนซีเมนต์ ข้าว น้ำตาล เป็นต้น โดยรูปแบบของรถสินค้าที่ใช้กันมีหลายประเภท เช่น รถไฟตู้บรรทุกสินค้าทั่วไป (Box car for general commodities) รถไฟบรรทุกน้ำมันและก๊าซ (Tanker for liquid and gas) เป็นต้น นอกจากนี้ การขนส่งทางรถไฟสามารถใช้ขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ได้ จึงเหมาะกับการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ โดยการขนส่งสินค้าในระยะทางไกลจะใช้รถไฟ และการขนส่งทางรถบรรทุกระหว่างจุดต้นทางสินค้ากับสถานีต้นทาง และระหว่างสถานีปลายทางกับจุดปลายทางสินค้าในระยะทางสั้นจะใช้การขนส่งทางถนน อย่างไรก็ตามการขนส่งทางรถไฟมักไม่มีความต่อเนื่องและไม่ตรงเวลาเนื่องจากต้องมีการเปลี่ยนรถ ณ สถานีรถไฟหรือชุมทางรถไฟต่าง ๆ และขบวนรถไฟมีจำกัด ไม่เพียงพอต่อความต้องการขนส่งสินค้า

       โครงข่ายการขนส่งสินค้าทางรถไฟ

      ประเทศไทยมีทางรถไฟยาวประมาณ 4,180 กิโลเมตร และเชื่อมต่อกับ 46 จังหวัด โดยภาคเหนือไปสิ้นสุดที่ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ภาคใต้สิ้นสุดที่ อ.สุไหงโกลก จ.นราธิวาส ภาคตะวันออกเฉียงเหนือสิ้นสุดที่ อ.เมือง จ.หนองคาย และที่ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ภาคตะวันออก สิ้นสุดที่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว และที่ อ.มาตาพุด จ.ระยอง ภาคตะวันตกสิ้นสุดที่ อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี รวมถึงสายแม่กลอง ซึ่งเริ่มจากสถานีวงเวียนใหญ่ไปสิ้นสุดที่สถานีแม่กลอง จ.สมุทรสาคร ดังแสดงในรูปที่ 1

 

รูปที่ 1: โครงข่ายรถไฟ

       ทางรถไฟในปัจจุบันมี 3 ประเภท คือ ทางเดี่ยว ทางคู่ และทางสาม โดยทางเดี่ยวมีระยะทางรวม 3,901 กิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 93.3 ของความยาวของทางรถไฟทั้งหมด ทางคู่มีระยะทางรวม 220 กิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 5.3 ของความยาวของทางรถไฟทั้งหมด และทางสามมีระยะทางรวม 59 กิโลเมตร คิดเป็นร้อยละ 1.4 ของความยาวของทางรถไฟทั้งหมด ทางรถไฟที่ให้บริการ มีความกว้าง 1.00 เมตร (Meter guage) สามารถรับน้ำหนักได้สูงสุด 15-18 ตัน และรถไฟโดยสารสามารถเคลื่อนที่ได้ด้วยความเร็วสูงสุด 120 กม./ชม. และรถไฟสินค้าสามารถเคลื่อนที่ได้ด้วยความเร็วสูงสุด 80 กม./ชม.

 

      สภาพทางรถไฟ และระบบสื่อสารอาณัติสัญญาณโดยทั่วไปผ่านการใช้งานมามาก ถึงแม้ว่าทางสายประธานจะได้มีการเสริมความมั่นคงทางรถไฟด้วยการเปลี่ยนราง หมอน และหินโรยทาง แล้วก็ตาม แต่พื้นรางเดิมยังคงไม่แข็งแรง เพราะส่วนใหญ่ได้ก่อสร้างก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งใช้วัสดุและกรรมวิธีก่อสร้างที่ไม่ได้คุณภาพและมาตรฐาน

      พาหนะที่ใช้ในการขนส่งสินค้าทางรถไฟ

       ในปี พ.ศ. 2547 รถจักรที่ใช้การได้ มีทั้งหมด 201 คัน แบ่งเป็นรถจักรดีเซลไฟฟ้า 175 คัน และรถดีเซล    ไฮดรอลิค 26 คัน ดังแสดงในตารางที่ 1 แต่จากข้อมูลล่าสุดปี พ.ศ. 2549 พบว่า รถจักรที่ใช้การได้เหลือประมาณ 150 คัน ซึ่งขบวนรถผู้โดยสารใช้หัวจักรทุกรุ่นลากขบวน แต่ขบวนรถสินค้าใช้หัวจักร 6 รุ่น อันได้แก่ หัวจักรยีอี หัวจักรยีอีเอ หัวจักรอัลสตอม หัวจักรเอเอชเค หัวจักรเอแอลดี และหัวจักรเอดีดี

ตารางที่ 1: หัวรถจักรที่ใช้การได้ ปี พ.ศ. 2547

ชื่อเต็ม 

ขนาดแรงม้า 

ปี พ.ศ. ที่เริ่มใช้งาน 

จำนวนรถที่ใช้การได้ 

รถจักรดีเซลไฟฟ้า 

 

 

 

ดาเวนปอร์ท

500

2495

6

ดาเวนปอร์ท

1000

2498

1

ฮิตาชิ

950

2501 - 2505

1

ฮิตาชิ

2900

2536

15

ยี.อี.

1320

2507 - 2509

35

ยี.อี.เอ.

2500

2538

35

อัลสตอม

2250

2518

39

เอ.เอช.เค.

2250

2523

20

เอ.แอล.ดี.

2250

2526

7

เอ.ดี.ดี.

2250

2528

16

รวมรถจักรดีเซลไฟฟ้า 

 

 

175

รถจักรดีเซลไฮดรอลิค 

 

 

 

ฮันสเลท

240

2508

3

เฮลเซล

1100

2507

7

กรุ๊ปป์

1500

2512

7

เอช.เอ.เอส.

673

2529

9

รถจักรดีเซลไฮดรอลิค 

 

 

26

รวมรถจักรทั้งสิ้น 

 

 





โดย ตู้เย็น ดูบทความของฉันทั้งหมดที่นี่
วันที่ 3 ธ.ค. 51 08:19 น.
เนื้อหานี้เปิดอ่านแล้ว 50,832 ครั้ง


ความคิดเห็นทั้งหมด (เปิดดู 50,832 ครั้ง ตอบ 1 ครั้ง)

ลบ แจ้งลบ
โดย เด็กโลจิส...
IP : 58.147.35.***
เรียนหนักจิงๆเลย....

แสดงความคิดเห็นของท่านที่นี่