สนสองใบ

ลบ แก้ไข

 

            สนสองใบ จังหวัดสุรินทร์มีป่าสนสองใบที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ชาวสุรินทร์นิยมเรียกป่าสนนี้ว่า ป่าพนาสน  ต้นสนสองใบที่จังหวัดสุรินทร์ เกิดบนพื้นที่ราบ อยู่ที่บ้านหนองคู ในเขตสองอำเภอคือ อำเภอจอมพระ และอำเภอสังขะ นับเป็นพันธุ์ไม้ไทยที่เก่าแก่ของโลกตั้งแต่ดึกดำบรรพ์
            โดยทั่วไปป่าสนมักจะอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ ๗๐๐ เมตรขึ้นไปโดยประมาณ ต้นสนมักจะขึ้นอยู่ในดินที่ไม่สู้อุดมสมบูรณ์นัก สภาพของดินมักเป็นกรด มีสัดส่วนของอินทรียวัตถุสูง มีความสามารถในการอุ้มน้ำสูง แต่ไม้สนสองใบขึ้นได้ในระดับต่ำ ตั้งแต่ความสูง ๒๐๐ เมตรจากระดับน้ำทะเลขึ้นไปโดยประมาณ
            สภาพป่าธรรมชาติพนาสนแห่งนี้ จัดว่าเป็นป่าที่มีลักษณะเฉพาะตัว ไม่เหมือนกับป่าสนโดยทั่วไปคือ เป็นป่าสนที่ขึ้นอยู่กับป่าเบญจพรรณ ปะปนอยู่กับไม้ยางนา กะบาก เหียง ตาด นนทรีป่า ประดู่ สะเดา ลำดวน มะค่าแต้ ฯลฯ  ไม้พื้นล่างเป็นพวกหญ้าเพ็กสาบเสือ และหวาย มีต้นสนที่เกิดตามธรรมชาติอยู่ประมาณ ๑,๔๐๐ ต้น
            ลักษณะทั่วไปของสนสองใบ เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง ๑๐ - ๓๐ เมตร เป็นไม้ผลัดใบ ลำต้นตรง เรือนยอดสมบูรณ์เป็นพุ่มกลม เปลือกมีสีค่อนข้างดำ หรือน้ำตาลปนดำ แตกเป็นร่องลึกและเป็นเกล็ดหนาแข็ง มักมียางสีเหลืองอ่อนใส ๆ ขึ้นออกมาตามร่องแตก กระพี้สีเหลืองอ่อน มียางซึมออกทั่วไป  ใบยาวเรียวเป็นรูปแข็ง ออกเป็นกระจุก ๆ ละสองใบ ยาว ๑๕ - ๒๕ เซนติเมตร โคนใบอัดแน่นอยู่ในกาบหุ้ม ดอกตัวผู้จะออกเป็นช่อสีเหลืองแบบหางกระรอก อยู่ติดกันเป็นกลุ่มบริเวณปลายกิ่ง ยาว ๒ - ๔ เซนติเมตร  ดอกตัวเมียออกชิดติดกิ่งเข้ามา มักออกเป็นดอกเดี่ยวหรือดอกคู่ เมื่อผสมพันธุ์แล้วจะเจริญเติบโตเป็นผลอ่อน รูปค่อนข้างยาว ๕ - ๘ เซนติเมตร คล้ายดอกยอ เมื่อผลแก่จัดจะแตกเป็นเกล็ด หรือกลีบแข็งซ้อนติดกัน แกนกลางของผล
คล้ายดอกรักเร่ มีปีกบางติดอยู่ด้านในของกลีบ ๆ ละสองเมล็ด เมล็ดรูปรีสีน้ำตาลอ่อน ชอบขึ้นเป็นหมู่ตามภูเขาที่แห้งแล้ง และขึ้นผสมในป่าเต็งรังทางภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขึ้นได้ตั้งแต่ความสูงระดับน้ำทะเลจนถึงความสูง ๑,๘๐๐ เมตร จากระดับน้ำทะเล
                ไม้สน  แปรรูปแล้วใช้ทำฟืน ฝา รอด ตง และสิ่งก่อสร้างในร่ม เช่น เครื่องเรือน ลังใส่ของ เสากระโดงเรือ เครื่องดนตรี และยังเหมาะแก่การทำเยื่อกระดาษ มีเส้นใย (fiber) ยาวประมาณ ๕ มิลลิเมตร
                ยางสน  ได้จากการเจาะลำต้น นำไปกลั่นเป็นน้ำมันได้
                น้ำมันสน  ใช้ผสมยา ทำกระบูนเทียม สบู่
                ชัง  ใช้ในกิจการอุตสาหกรรมทำกระดาษ ผ้าสี ผ้าดอก น้ำมันวานิช กาว และยางสังเคราะห์ ใช้ถูคันชักของเครื่องดนตรีบางชนิด เช่น ไวโอลิน ซออู้ ซอด้วง เป็นต้น  เนื้อไม้มีน้ำยาง จึงมักนำมาใช้แทนขึ้ไต้จุดไฟ

 




โดย pow ดูบทความของฉันทั้งหมดที่นี่
วันที่ 1 ต.ค. 52 17:57 น.
เนื้อหานี้เปิดอ่านแล้ว 11,037 ครั้ง


ความคิดเห็นทั้งหมด (เปิดดู 11,037 ครั้ง ตอบ 0 ครั้ง)

แสดงความคิดเห็นของท่านที่นี่


เรื่องที่เกี่ยวข้อง